Blog

  • ผู้ว่าฯ ททท. ชูไอเดีย “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” กระตุ้นเที่ยวในปท. หลังบาทแข็งฉุดต่างชาติหด : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่าฯ ททท. ชูไอเดีย “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” กระตุ้นเที่ยวในปท. หลังบาทแข็งฉุดต่างชาติหด : อินโฟเควสท์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ขณะที่เงินบาทยังแข็งต่อเนื่อง กระทบโดยตรงกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound) เห็นทีต้องมีโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง”

    “คนละครึ่งมาแรง ขณะที่เงินบาทยังแข็งต่อเนื่อง กระทบโดยตรงกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound) เห็นทีต้องมีโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” บริษัททัวร์เตรียม package สุด wow ให้ชาวไทยได้เที่ยว” น.ส.ฐาปนีย์ ระบุ

    ขณะที่นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย และคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ ททท. กล่าวว่า การฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ว่า โครงการคนละครึ่งแบบเดิม จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากกว่า อาจจะส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวประมาณ 10-20% ทั้งนี้ ควรเพิ่มโครงการคนละครึ่งแบบใหม่ ๆ เช่น ทัวร์ไทยคนละครึ่ง อิ่มคนละครึ่ง หรือเรียนดีคนละครึ่ง เป็นต้น

    สำหรับโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เป็นโครงการกระตุนการท่องเที่ยวแบบ 1-Day Trip หรือ 2 วัน 1 คืน โดยนักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางกับบริษัทนำเที่ยว ซึ่ง ททท. จะใช้งบที่เหลือจาก “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เพื่อให้ดำเนินการได้เร็วที่สุดในช่วง Low Season นี้

    ในส่วนของปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้ มองว่า จะมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติพอสมควร ในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และจีน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528743&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OaZRrAzBFakkrrSQH8XiU

  • ททท. จ่อดัน “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” กระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ททท. จ่อดัน “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” กระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ททท. จ่อดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง กระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ เร่งหารือรัฐ-เอกชน ออกแคมเปญจูงใจเที่ยว เผยใช้เงินที่เหลือจากเที่ยวไทยคนละครึ่งมาดำเนินการ

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “คนละครึ่งมาแรง บาทยังแข็งต่อเนื่อง กระทบตรง Inbound เห็นทีต้องมี ทัวร์ไทยคนละครึ่ง บ.ทัวร์เตรียมแพ็กเกจสุดว้าวให้ชาวไทยได้เที่ยว”

    ททท. ไม่ได้เพียงมองภาพเศรษฐกิจระดับใหญ่ แต่ใส่ใจถึงกำลังซื้อของครัวเรือนไทยในทุกระดับ ซึ่งขณะนี้กำลังติดตามปัจจัยแวดล้อมสำคัญ ตั้งแต่ค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง นโยบายเศรษฐกิจมหภาค ไปจนถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อให้สามารถออกแบบแผนท่องเที่ยวที่สมดุล ทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทย

    ส่วนงบประมาณที่นำมาใช้ในโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง อาจพิจารณาใช้งบคงเหลือจาโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง จะนำเสนอรัฐบาลเพื่อเร่งดำเนินการและกระตุ้นการเดินทาง อีกทั้งยังเป็นการช่วยผู้ประกอบการนำเที่ยวที่จะสร้างสรรค์สินค้าการท่องเที่ยวใหม่ๆ สร้างประสบการณ์ใหม่ ให้กับคนไทย ซึ่งจะส่งผลถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943043/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cQFPgbJiN-ajkiwvBSyVl

  • ภาคธุรกิจไทยอ้าแขนรับ ‘รัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก’ เชื่อมืออาชีพเข็นไทยขึ้นได้

    ภาคธุรกิจไทยอ้าแขนรับ ‘รัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก’ เชื่อมืออาชีพเข็นไทยขึ้นได้

    ทั้งนี้ภาคธุรกิจแสดงความมั่นใจต่อ ครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มาจากคนนอก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละวงการ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ พลังงาน การคลัง และพาณิชย์ การแต่งตั้งบุคคลเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางเข้ามาช่วยประเทศ การประกาศนโยบาย ห้ามพัก ห้ามเหนื่อย ห้ามป่วย ห้ามลา ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน สะท้อนถึงความพร้อมในการทำงานและมุ่งมั่นสร้างผลงานในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว และอาจสร้างบรรทัดฐานให้กับรัฐบาลชุดต่อไป สร้างความหวังให้กับประเทศโดยรวม

    สำหรับภาคธุรกิจมีข้อเสนอสำคัญที่ต้องการเห็นจาก ครม. ชุดนี้ คือการใช้โอกาสในปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะจากผลของการเกิด FTA สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการเชื่อมโยงการลงทุนเหล่านี้กับผู้ประกอบการชาวไทยทุกระดับ ตั้งแต่รายใหญ่ รายกลาง ไปจนถึงรายเล็ก

    ภาคธุรกิจไทยอ้าแขนรับ ‘รัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก’ เชื่อมืออาชีพเข็นไทยขึ้นได้

    ทั้งหมดเพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแทนที่จะปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาพร้อมซัพพลายเชนของตนเอง ซึ่งอาจกลายเป็นการนำคู่แข่งเข้ามา รัฐบาลจำเป็นต้องมองภาพนี้ให้ชัดเจน และวางแผนช่วยเหลือผู้ประกอบการในการจัดวางห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) หรือสร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับขึ้นมาได้อีกครั้ง ภาคธุรกิจคาดหวังว่า ครม. ชุดใหม่จะช่วยผลักดันสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังให้ดีขึ้น

    ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมชี้ว่ามีเวลาเพียง 4 เดือนในการเร่งดำเนินการเรื่องด่วน ประเด็นสำคัญคือการดึงดูดการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ซึ่งเป็นปีครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน นับเป็นโอกาสอันดีที่จะกระชับความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งคาดว่าจะก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในอีก 2-3 ปีข้างหน้า การดึงดูดบริษัทจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้เข้ามาลงทุน และสร้างความต่อเนื่องกับคนไทย ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในช่วง 4 เดือนจากนี้ไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859711&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vZBlipBY2KIfNunC8D4XG

  • ไทยไลอ้อนแอร์ เพิ่ม 4 เส้นทางบินใหม่ “ฮอกไกโด-โอซาก้า-ฉงซิ่ง-เทียนจิน” ใน

    ไทยไลอ้อนแอร์ เพิ่ม 4 เส้นทางบินใหม่ “ฮอกไกโด-โอซาก้า-ฉงซิ่ง-เทียนจิน” ใน

    ไทยไลอ้อนแอร์ เพิ่ม 4 เส้นทางบินใหม่

    สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ ประกาศความพร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 ด้วยการเปิดให้บริการ 4 เส้นทางบินใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างโอกาสใหม่ในการเชื่อมโยงการเดินทางจากประเทศไทยสู่เมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญในเอเชีย ด้วยการเปิดให้บริการ 4 เส้นทางบินใหม่ ดังนี้

    1.กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – ฮอกไกโด (แวะเกาสง) เริ่มให้บริการวันที่ 1 ธันวาคม 2568

    ความถี่: 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (วันจันทร์, วันพุธ และวันศุกร์)

    ไทยไลอ้อนแอร์ เพิ่ม 4 เส้นทางบินใหม่

    2.กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – โอซาก้า (แวะไทเป) กลับมาให้บริการอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568

    ความถี่: 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (วันอังคาร, วันพฤหัสบดี, วันเสาร์ และวันอาทิตย์)

    3.กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – ฉงชิ่ง (จีน) เริ่มให้บริการวันที่ 26 ตุลาคม 2568

    ความถี่: บินตรงทุกวัน

    4.กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – เทียนจิน (จีน) เริ่มให้บริการวันที่ 27 ตุลาคม 2568

    ความถี่: 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (วันจันทร์, วันพุธ, วันศุกร์ และเสาร์)

    ทั้งนี้ยังมีแผนที่จะขยายเพิ่มความถี่เที่ยวบินในประเทศ และเที่ยวบินระหว่างประเทศต่อไป อาทิเช่น เดลี อินชอน เป็นต้น เพื่อรองรับฝูงบินที่เพิ่มขึ้น โดยตอนนี้มีจำนวนฝูงบิน 30 ลำ

    ไทยไลอ้อนแอร์ เพิ่ม 4 เส้นทางบินใหม่

    นายอัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าที่บริหาร สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ กล่าวว่า การประกาศเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ ฉงชิ่ง เทียนจิน ฮอกไกโด(แวะเกาสง) และโอซาก้า(แวะไทเป) พร้อมทั้งแผนในอนาคตอื่น ๆ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายการบินที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารทั้งด้านท่องเที่ยวและธุรกิจ ขณะเดียวกันเรายังคงยึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน IOSA ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสายการบิน

    ไทยไลอ้อนแอร์ เพิ่ม 4 เส้นทางบินใหม่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12746960&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-4mIP1NavlxvFXSR6KHmq

  • ร้านอาหารเฮ!  ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 14.00-17.00 น.

    ร้านอาหารเฮ! ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 14.00-17.00 น.

    วันที่ 11 ก.ย.68 นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวขอบคุณคณะรัฐบาล ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายค้านชุดที่แล้ว ที่รับฟังเสียงผู้ประกอบการ ช่วยปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วง 14.00-17.00 น. เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยทางชมรมฯ ได้เรียกร้องมาตลอด 5 ปี เรื่องขอให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ที่ไม่ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในร้านอาหารในช่วงเวลา 14.00 น.-17.00 น.

    นายสรเทพกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เปลี่ยนมาเป็นประเทศที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่อยากเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งคำสั่งคณะปฏิวัติดังกล่าว เป็นกฏหมายที่ล้าหลัง ไม่เข้ากับยุคสมัย ใช้มายาวนานกว่า 53 ปี

    การปลดล็อกเวลาห้ามจำหน่าย จะทำให้ธุรกิจร้านอาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีรายได้ยอดขายเพิ่มอีก 20-25% เนื่องจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะรับประทานอาหารในช่วงบ่ายๆ และมักสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์มารับประทานพร้อมอาหาร เป็นการดื่มเพื่อพูดคุยกันแบบสบายๆ ในร้านก็จะขายอาหาร ขนม หรือ เครื่องดื่มอื่นๆ ได้อีก ซึ่งจะสร้างรายได้อีกมหาศาล เป็นกาาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทาง ซึ่งที่ผ่านมามักมีข้อโต้เถียง หรือแสดงความไม่พอใจของนักท่องเที่ยว บางคนถึงกับเลิกสั่งอาหารในช่วงนั้นเลย เป็นการเสียโอกาสการค้าอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/57078&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_spiUfTRXiYVSPrXY1PjV

  • โตต่อ ไม่รอแล้วนะ! คุยกับซีอีโอ SYNNEX ขึ้นแท่น No.1 ระบบนิเวศไอที

    โตต่อ ไม่รอแล้วนะ! คุยกับซีอีโอ SYNNEX ขึ้นแท่น No.1 ระบบนิเวศไอที

    เจาะลึกวิสัยทัศน์ซีอีโอ “SYNNEX” ทุ่มร้อยล้านปั้น AI Ecosystem พลิกบทบาทดิสทริบิวเตอร์สู่ผู้นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อ “CRAFTING A SMARTER FUTURE”

    • ซินเน็ค ประกาศวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญในงาน “SYNNEX PARTNER CONNECT 2025” ภายใต้แนวคิด “CRAFTING A SMARTER FUTURE” เพื่อปักธงสู่การเป็นผู้นำด้าน AI Ecosystem และตอกย้ำตำแหน่ง No.1 IT Ecosystem ของประเทศ
    • บริษัททุ่มงบประมาณลงทุนหลักร้อยล้านบาท สำหรับโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต โดยเน้นที่การพัฒนาระบบ AI, การยกระดับคลังสินค้า (Warehouse) และการสร้าง Technology Showcase ที่เป็นศูนย์รวมโซลูชันจากหลากหลายแบรนด์
    • ภายในงานมีการผนึกกำลังกับพันธมิตรแบรนด์เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกกว่า 30 แบรนด์ อาทิ Apple, Samsung และ Huawei เพื่อจัดแสดงนวัตกรรม และโซลูชันไอทีที่ครอบคลุมสินค้าทั้ง 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท

    ในยุคที่แบรนด์ไอทีขายตรงถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น บทบาทของ ‘ผู้จัดจำหน่าย’ หรือดิสทริบิวเตอร์ กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก หลายคนอาจตั้งคำถามว่าบริษัทที่เป็นคนกลางจะอยู่รอดได้อย่างไร? แต่สำหรับ ซินเน็ค (SYNNEX) พวกเขาไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่กลับประกาศกร้าวที่จะเป็นผู้นำเบอร์หนึ่ง ด้วยการทุ่มงบกว่าร้อยล้านบาท เดิมพันอนาคตครั้งใหญ่ อะไรคือเบื้องหลังความเคลื่อนไหวที่สวนกระแสนี้ และวิสัยทัศน์อะไรที่ทำให้พวกเขามั่นใจว่าจะ “โตต่อ ไม่รอแล้วนะ!”

    คำตอบทั้งหมดอยู่ในบทสนทนาที่ สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX บอกเล่าให้กรุงเทพธุรกิจไอที ได้ฟัง ถึงก้าวสำคัญที่จะเปิดประตูสู่อนาคตของระบบนิเวศไอทีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    โตต่อ ไม่รอแล้วนะ! คุยกับซีอีโอ SYNNEX ขึ้นแท่น No.1 ระบบนิเวศไอที

    จาก “ผู้จัดจำหน่าย” สู่ “ผู้นำระบบนิเวศไอที”

    SYNNEX ในวันนี้ ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่บทบาทดิสทริบิวเตอร์อีกต่อไป แต่กำลังสวมหมวกของผู้สร้างสรรค์ และเชื่อมต่อระบบนิเวศไอทีที่ครบวงจรที่สุดของประเทศ ภายใต้แนวคิด “CRAFTING A SMARTER FUTURE” สุธิดาฉายภาพว่าซินเน็คมุ่งมั่นที่จะเป็น Gateway สู่อนาคตดิจิทัล โดยมีหัวใจสำคัญคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) ซึ่งสะท้อนผ่านสัญลักษณ์ Trusted by Synnex ที่เป็นเหมือนคำมั่นสัญญาด้านคุณภาพ และบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง การได้รับความเชื่อมั่นในฐานะ Value-added Distributor อันดับ 1 มากว่า 37 ปี

    สุธิดาเน้นย้ำถึงจุดแข็งที่แตกต่างว่า “สินค้าทุกชิ้นที่ซื้อขาย…เราดูแล” สิ่งนี้สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนในตลาด โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าองค์กรและคู่ค้าดีลเลอร์กว่า 6,000 รายทั่วประเทศ ที่เดินหน้าทำธุรกิจได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องลงทุนในเรื่องการบริการเอง

    โตต่อ ไม่รอแล้วนะ! คุยกับซีอีโอ SYNNEX ขึ้นแท่น No.1 ระบบนิเวศไอที

    ทุ่มร้อยล้าน! เดิมพันอนาคตด้วย AI และ Technology Showcase

    ไฮไลต์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการคือ การที่สุธิดาเปิดเผยถึงการลงทุนระดับ “หลักร้อยล้านบาท” เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ โดยเงินลงทุนก้อนนี้ไม่ได้ถูกใช้ไปกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กระจายไปใน 3 ส่วนสำคัญที่เป็นหัวใจของการเติบโตในอนาคต

    ส่วนแรกคือ AI ที่ SYNNEX ได้ลงทุนไปแล้ว 10 กว่าล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว AI ไม่ได้เป็นแค่คำสวยหรู แต่ถูกนำมาใช้จริงในทุกมิติ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยให้ดีลเลอร์รู้จักลูกค้าดียิ่งขึ้นไปอีก และนำเสนอสินค้าที่เหมาะสม ไปจนถึงการฝัง AI เข้าไปในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กล้องวงจรปิดที่สามารถวิเคราะห์ และแจ้งเตือนพฤติกรรมที่น่าสงสัยได้ 

    ส่วนที่สองคือ Warehouse ที่มีการลงทุนไปกว่า 20 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงคลังสินค้าให้เป็นระบบอัตโนมัติที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

    และส่วนที่สามซึ่งถือเป็นเรือธงคือ Technology Showcase ที่ลงทุนไปแล้วอย่างน้อย 25-30 ล้านบาท สุธิดากล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “วันนี้ ไม่มีเทคโนโลยีโชว์เคสที่เมืองไทยเลยที่เป็นมัลติแบรนด์ ไม่มีใครทำ” โชว์เคสแห่งนี้จึงจะเป็นพื้นที่ให้คู่ค้า และลูกค้าองค์กรได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์จริงของโซลูชันต่างๆ นำลูกค้าของตนเองเข้ามาดูงาน และปิดการขายได้ทันที ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางธุรกิจมหาศาล

    โตต่อ ไม่รอแล้วนะ! คุยกับซีอีโอ SYNNEX ขึ้นแท่น No.1 ระบบนิเวศไอที

    สยายปีกสู่ธุรกิจใหม่ และเสียงสะท้อนถึงรัฐบาล

    นอกจากการเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจหลัก ซินเน็คยังมองหาโอกาสในเมกะเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ล่าสุดคือ การเปิดตัวเฮาส์แบรนด์ “Synnex Energy” เพื่อบุกตลาดโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับที่อยู่อาศัย และร้านค้า โดยร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ระดับโลกอย่าง Huawei ซึ่งเป็นอีกก้าวที่น่าจับตาในการขยายอีโคซิสเต็มของบริษัท 

    เมื่อถามถึงภาพรวมเศรษฐกิจ และมุมมองต่อภาครัฐ สุธิดาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้พึ่งพางบประมาณจากภาครัฐมากนัก เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูง เธอกล่าวว่า “ที่ผ่านมาโปรเจกต์รัฐบาลออกมาต้องยอมรับว่าเขาเปลี่ยนเร็วมาก” อย่างไรก็ตาม เธอยังฝากความหวังไปถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยระบุว่า “เราก็อยากให้รัฐบาลช่วยมุ่งเน้นไปในการดูแลเศรษฐกิจในประเทศให้ดีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และอุตสาหกรรมไอทีด้วย”

    เทรนด์สินค้าไอทีที่กำลังมาแรง

    ในฐานะผู้นำตลาด สุธิดาได้ฉายภาพเทรนด์สินค้าที่น่าสนใจ โดยกลุ่มสินค้า Wearable และ Gadget เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพซึ่งมีความฉลาดมากขึ้นจนวัดค่าต่างๆ ที่ซับซ้อนได้

    นอกจากนี้ กระแสของเกมมิ่งยังคงแข็งแกร่ง โดยการมาถึงของ Nintendo Switch 2 และเกมฟอร์มยักษ์อีกหลายเกม รวมถึงการเปิดตัวของสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่อย่าง iPhone และ Huawei Pura 80 Ultra/Pro ที่ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีหลัง 

    จะเห็นได้ว่าการลงทุนครั้งใหญ่ และการขยายธุรกิจสู่พรมแดนใหม่ๆ ครั้งนี้คือ การวางรากฐานเพื่อ “CRAFTING A SMARTER FUTURE” ไม่ใช่แค่เพื่อองค์กร แต่เพื่อพันธมิตร คู่ค้า และผู้บริโภคทุกคนในระบบนิเวศแห่งนี้ เพื่อให้สมกับตำแหน่ง No.1 IT Ecosystem ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ได้มาด้วยวิสัยทัศน์และการลงมือทำ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1198419&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gwneo78wNkDDLrvE9dd81

  • หนุ่มไอทีวัย 32 คิดว่าไตเสื่อมเพราะ “มีเซ็กซ์บ่อย” แต่แพทย์ชี้ช็อก ต้นเหตุคือการกินสิ่งนี้!

    หนุ่มไอทีวัย 32 คิดว่าไตเสื่อมเพราะ “มีเซ็กซ์บ่อย” แต่แพทย์ชี้ช็อก ต้นเหตุคือการกินสิ่งนี้!

    มีเพศสัมพันธ์บ่อย เสี่ยง “ไตพัง” จริงหรือไม่? หนุ่มไอทีไปหาแพทย์ โอละพ่อกลายเป็นอีกโรค จากอีกสาเหตุ!

    หลายคน โดยเฉพาะผู้ชาย มักสงสัยว่า การมีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ จะทำให้ “ไตเสื่อม” หรือ “ไตอ่อนแอ” จริงหรือไม่? เรื่องนี้มีคำตอบจากทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน ที่จะช่วยคลายข้อสงสัยให้ชัดเจน

    จากอาการป่วย…ถึงความเข้าใจผิดเรื่อง “ไตอ่อนแอ”

    กรณีของคุณจาง อายุ 32 ปี ผู้จัดการโครงการบริษัทไอทีในจีน ต้องทำงานดึกติดกันหลายเดือน จนเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย นอนหลับไม่สนิท ตื่นมายังรู้สึกเหนื่อย ระหว่างวันไม่มีแรง และหลังมีเพศสัมพันธ์กลับรู้สึกปวดหลังรุนแรง เดินขึ้นบันไดเพียงไม่กี่ขั้นก็หอบเหนื่อย

    เขาคิดว่าอาการทั้งหมดเกิดจาก “มีเพศสัมพันธ์บ่อยเกินไป” จึงซื้อยาบำรุงไตมากินเอง แต่แทนที่จะดีขึ้น กลับมีอาการร้อนใน และเป็นแผลในช่องปากเรื้อรัง

    จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเกิดอาการปวดท้องรุนแรงขณะทำงาน เพื่อนร่วมงานพาส่งโรงพยาบาล และพบว่า ไตของเขายังปกติดี แต่มีอาการ กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง ตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย HP และมีแนวโน้มเข้าสู่ระยะเริ่มต้นของมะเร็งกระเพาะอาหาร

    แพทย์ระบุว่า ตัวการที่แท้จริงคือ พฤติกรรมการกินอาหารเค็ม ใช้ชีวิตเครียด พักผ่อนไม่พอ ดื่มกาแฟเข้มถึงวันละ 3 แก้ว ซึ่งล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยตรง

    เพศสัมพันธ์ไม่ทำลายไต ถ้าทำอย่างพอดี

    ตามหลักแพทย์แผนจีน “ไตเป็นแหล่งเก็บสารพลังชีวิต” ที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ ฮอร์โมน และภูมิคุ้มกัน ส่วนในทางแพทย์แผนปัจจุบัน ไตคืออวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียและขับสารพิษออกจากร่างกาย

    การมีเพศสัมพันธ์อย่างเหมาะสม ไม่ส่งผลให้ไตเสื่อมหรืออ่อนแอ และไม่ทำให้ค่าการทำงานของไตผิดปกติ ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อร่างกายถูกใช้งานหนักเกินไป เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ฮอร์โมนแปรปรวน หรือร่างกายอ่อนแอเรื้อรัง

    4 พฤติกรรมตัวจริงที่ทำลายไต

    1. กินเค็มเกินไป

    การบริโภคเกลือเกินวันละ 5 กรัม จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เสี่ยงความดันโลหิตสูง ไตเสื่อม และไตวาย นอกจากนี้ โซเดียมจากเกลือยังทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อแบคทีเรีย HP และเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

    2. ใช้ยาเกินความจำเป็น

    การซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะยาแก้ปวด เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน อาจส่งผลให้ท่อไตถูกทำลาย และอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน นอกจากนี้ ยาบางชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9842318/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19XMXqd4YPIGFO-F_lhNI_

  • หวังปลดล็อกกฎหมายลูก “ขายเหล้า บ่าย 2 – 5 โมงเย็น” ในร้านอาหาร

    หวังปลดล็อกกฎหมายลูก “ขายเหล้า บ่าย 2 – 5 โมงเย็น” ในร้านอาหาร

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวถึงกรณีการปลดล็อกจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14:00–17:00 น. ว่า จากพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ประกาศไว้วันที่ 9 กันยายน 2568 ให้ยกเลิกมาตรา 3 ของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่

    Freepik/Freepik
    ผู้ประกอบการหวังปลดล็อกกฎหมายลูก “ขายเหล้า บ่าย 2 – 5 โมงเย็น” ร้านอาหาร ดึงต่างชาติ-เพิ่มรายได้ท่องเที่ยว

    โดยนายสรเทพ ระบุว่า แม้ตนเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่จากราชกิจจานุเบกษาฉบับล่าสุดโดยไม่มีข้อแม้อื่นๆ จึงทำให้ตนเกิดความหวังว่า เมื่อกฎหมายแม่ถูกยกเลิกไปแล้ว กฎหมายลูกทั้งหมดควรต้องถูกยกเลิกตามไปด้วยหรือไม่

    ต่อมานายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับหลักกฎหมายว่า “ห้ามขายสุราช่วงบ่าย ยังบังคับใช้” เพราะยังมีกฎหมายบางฉบับยังบังคับอยู่ โดยเฉพาะกฎหมายที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคย ลงนามไว้เมื่อ 23 มิถุนายน 2568 ซึ่งกำหนดให้ขายได้เฉพาะในท่าอากาศยานนานาชาติ สถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และโรงแรมที่มีใบอนุญาตโรงแรม

    นายสุรเทพ ให้ความเห็นว่า การปลดล็อกครั้งนี้เป็นความพยายามที่ตนผลักดันมากว่า 5 ปี โดยเฉพาะช่วง 14:00–17:00 น. จึงมองว่าเมื่อมีการยกเลิกมาตรา 3 ของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ แล้วก็น่าจะยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่เป็นกฏหมายลูกไปด้วย ซึ่งตนหมายถึงสำหรับร้านอาหารเท่านั้น ไม่รวมถึงร้านรีเทล มินิมาร์ท หรือผับบาร์ เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่รายได้ร้านอาหารเสียหายมาก โดยเฉพาะร้านในโซนท่องเที่ยว 

    กฎหมายฉบับเดิมที่ออกมาเมื่อ 53 ปีก่อน มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดการดื่มของข้าราชการ แต่ปัจจุบันบริบทเปลี่ยนไป ประเทศไทยเป็นประเทศท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่มักรับประทานอาหารช้ากว่าช่วงเวลาเที่ยง เช่น Late lunch หากไม่สามารถสั่งเครื่องดื่มได้ จะทำให้บรรยากาศร้านอาหารและรายได้ลดลง

    นอกจากนี้ นายสรเทพ กล่าวอีกว่า แม้ว่าจะมีการปลดล็อก แต่ร้านอาหารยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ เช่น ห้ามขายสุราให้ผู้ต่ำกว่า 20 ปี และกฎหมายเมาแล้วขับ หากบังคับใช้อย่างจริงจังก็สามารถช่วยป้องกันปัญหาได้

    ส่วนช่วงเวลา 14:00–17:00 น.นั้น เป็นช่วงที่คนทำงานแทบไม่มีเวลาออกมานั่งดื่ม แต่การปลดล็อกตรงนี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถนั่งทานอาหารต่อเนื่องได้ ส่งผลให้ร้านอาหารมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพื่อขายแอลกอฮอล์ แต่เพื่อสร้างมูลค่าอาหาร

    ทั้งนี้ หากการปลดล็อกเป็นไปได้อย่างถูกต้อง ลูกค้าต่างชาติที่มักจะลุกออกจากร้านก่อน 14:00 น. สามารถนั่งทานอาหารต่อได้ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับร้านอาหาร และสนับสนุนคราฟต์เบียร์ คาเฟ่เล็ก ๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/256852&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cobOdZ553Z_MF3irkiIsA

  • ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน กกร. หวั่นธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลตรวจสอบ

    ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน กกร. หวั่นธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลตรวจสอบ

    เศรษฐกิจ

    11 ก.ย. 2025 เวลา 14:53 น.

    ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน กกร. หวั่นธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลตรวจสอบ

    ส่อพิรุธ! ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน ดันบาทแข็งโป๊ก กกร. หวั่นพันธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลใหม่เร่งตรวจสอบ

    จากข้อมูลล่าสุดที่น่าตกใจ การส่งออกทองคำของไทยไปยังกัมพูชาในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – กรกฎาคม) พุ่งสูงถึง 2,149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 ล้านบาท ส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นจุดหมายการส่งออกทองคำอันดับ 2 ของไทย 

    รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งที่ปกติแล้วเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีเศรษฐกิจไม่ใหญ่นัก การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้สร้างข้อสงสัย และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และผิดปกติ 

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้พิจารณาและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างจริงจัง 

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า การส่งออกทองคำจำนวนมหาศาลนี้ทำให้เงินตราต่างประเทศไหลเข้าสู่ประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่เพิ่งลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตามหลักแล้วจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

    โดยประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่กัมพูชาเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่อง “สแกมเมอร์” หรือแก๊งคอลเซนเตอร์ ค่อนข้างมาก ทำให้ กกร. เกรงว่าการส่งออกทองคำที่พุ่งสูงผิดปกตินี้อาจเกี่ยวข้องกับ ธุรกิจสีเทาหรือเศรษฐกิจใต้ดิน ที่ใช้ทองคำเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน แม้จะยังไม่มีการยืนยัน 100% แต่ กกร. มองว่านี่คือ หนึ่งในปัจจัยที่ไม่คาดคิด และอยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่ต้องเร่งตรวจสอบโดยด่วน

    อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น กกร. ได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนไปยังรัฐบาลชุดใหม่ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เร่งแยกมูลค่าการค้าทองคำออกจากการคำนวณมูลค่าการส่งออกโดยรวม เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริงของการส่งออกสินค้าอื่นๆ และเพื่อประเมินความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ 

    นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ ธปท. เข้าไปดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทให้มีความเหมาะสม และไม่ผันผวนรุนแรงจนเกินไป เพราะการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าผิดปกติจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ทั้งภาคการส่งออก เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

    การส่งออกทองคำที่พุ่งสูงผิดปกติไปยังกัมพูชาได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากมันไม่เพียงแต่ส่งผลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเท่านั้น แต่ยังจุดประกายความกังวลว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน กกร. จึงหวังว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และเร่งดำเนินการตรวจสอบเพื่อปกป้องเศรษฐกิจไทยจากความเสี่ยงที่มองไม่เห็นในอนาคตอันใกล้นี้

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26I9umgKoON8mlrVHpGq9c

  • สกสว. เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    สกสว. เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    สกสว. เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.34 น.

    กระทรวง อว. โดย สกสว. จัดการประชุมชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบ ววน. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้อง Crystal Hall ชั้น 3 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารทิศทางเชิงนโยบายการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานในระบบ ววน. ให้สามารถจัดทำคำของบประมาณที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในงานประชุมนี้ได้มีการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง 2 ท่าน ได้แก่

                    •             ศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เวลา 10.15 – 10.30 น.

                    •             ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เวลา 10.30 – 10.45 น.

    โดย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวถึงเป้าหมายหลักของการจัดสรรงบประมาณ ววน. ปี 2570 ว่า จะมุ่งสร้าง “ภาพอนาคตประเทศไทย” ที่ขับเคลื่อนด้วยโจทย์วิจัยและนวัตกรรม โดยให้น้ำหนักการลงทุนในประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งชี้ว่าบทเรียนจากการเพิ่มงบประมาณในปี 2569 ได้สะท้อนความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์

    สำหรับแนวโน้มและทิศทางการวิจัย จะให้การสนับสนุนและส่งเสริมใน 5 ด้านหลัก ดังนี้ 1. การแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการขับเคลื่อน ววน. ต่อประเทศ ทั้งในมิติของการบูรณาการหลายสาขาวิชา และการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการสร้างความเข้มแข็งของแต่ละสาขา ตลอดจนสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยมีเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรม 2. การดำเนินงานวิจัยที่มีความต่อเนื่อง พร้อมด้วยระบบติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ 3. การพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยให้มีจำนวนและศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    4. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมาย รวมถึงการทำให้ระบบ ววน. มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 5. การลงทุนด้านกลไกทางงบประมาณของประเทศ โดยกองทุน ววน. ถือเป็นกลไกหลัก แต่ยังต้องเชื่อมโยงกับแหล่งทุนและกลไกอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างรอบด้านและยั่งยืน

    ด้าน ศ.ดร.สมปอง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้นำเสนอความสำเร็จของแผนงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน ววน. ซึ่งสร้าง “Impact” ที่จับต้องได้ทั้งต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์และเกษตรอัจฉริยะ พร้อมทั้งอธิบายถึงเกณฑ์การวัดผล (KPI) ที่ชัดเจนในการติดตามความสำเร็จของแผนงานวิจัย

    นอกจากนี้ สกสว. ยังได้สะท้อนความคาดหวังต่อภาคีเครือข่ายในระบบ ววน. ให้ร่วมกันใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยย้ำแนวคิด “SRI for ALL” เพื่อสานพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ประเทศในอนาคต พร้อมเปิดเผยแผนการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงไปยังภาคประชาชนและภาคเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่นำเสนอผลงานและระดมความเห็นด้านการวิจัยในระยะต่อไป

    โดยขั้นต่อไปแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในด้านการลงทุนด้านนี้ จะส่งเสริมหน่วยงานภายใต้ระบบ ววน. ให้สอดคล้องกับความท้าทายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ เศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

    ซึ่งเป้าหมายเชิงนโยบายมุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ่ด้วยการจัดสรรงบที่ไม่ทับซ้อนทว่าหนุนเสริมมกันและกัน ผ่านแผนงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4 แผนงาน ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศเพื่อรองรับวิจัยและนวัตกรรมของ 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ 3.การต่อยอดเทคโนโลยีและรับถ่ายทอดเทคโนโลยี และ 4.ต่อยอดการพัฒนาที่ได้รับงบประมาณ ST เดิมหรืออยู่ในบัญชีโครงสร้างพื้นฐาน ST ของประเทศ

    การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีชี้แจงเชิงงบประมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสร้าง “ความเข้าใจร่วม” ระหว่างหน่วยงานในระบบ ววน. เพื่อนำไปสู่การจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่จะสามารถยกระดับประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    สกสว.ประกาศรับสมัครผู้อำนวยการ สกสว. คนใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/913522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aD1KAN1HoMOWCAZ9xYp0G