Blog

  • HILITE: DUSIT บวกนำกลุ่มท่องที่ยว ขานรับแนวคิด “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง”

    HILITE: DUSIT บวกนำกลุ่มท่องที่ยว ขานรับแนวคิด “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง”

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.ย. 68)

    เมื่อเวลา 09.58 น. DUSIT พุ่ง 5.93% เพิ่มขึ้น 0.70 บาท มาที่ 12.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 10.46 ล้านบาท

    CENTEL บวก 3.13% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 33.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 20.19 ล้านบาท

    BA บวก 1.45% เพิ่มขึ้น 0.20 บาท มาที่ 14.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1.78 ล้านบาท

    ERW บวก 0.74% เพิ่มขึ้น 0.02 บาท มาที่ 2.72 บาท มูลค่าการซื้อขาย 13.26 ล้านบาท

    บล.ดาโอ ระบุ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “คนละครึ่งมาแรง เงินบาทยังแข็งต่อเนื่อง กระทบตรง inbound เห็นทีต้องมีทัวร์ไทยคนละครึ่ง บ.ทัวร์เตรียม package สุด wow ให้ชาวไทยได้เที่ยว” โดยปัจจุบัน ททท. ดำเนินโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งจะสิ้นสุดสิ้นเดือน ก.ย.นี้ และ ททท. จะเร่งนำเสนอรัฐบาลเพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติทันก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของปี เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากลายเป็นปัจจัยเร่งให้คนไทยหันไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย”

    เรามองเป็นบวกหากมีโครงการเที่ยวทัวร์ไทยคนละครึ่งเกิดขึ้นจริง ซึ่งเราคาดว่าจะคล้าย ๆ โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง แต่จะเน้นจัดเป็นแบบ package ทัวร์ โดยเบื้องต้น ททท. อาจใช้งบประมาณคงเหลือจากมาตรการเดิมในโครงการเที่ยวคนละครึ่งที่ได้รับงบประมาณมาทั้งสิ้น 1,760 ล้านบาท (แบ่งเป็นค่าสนับสนุนโรงแรมที่พัก 1,500 ล้านบาท เงินค่าสนับสนุนคูปองดิจิทัล 250 ล้านบาท และค่าบริหารโครงการ 10 ล้านบาท) โดยให้สิทธิ์ผู้ร่วมโครงการ 500,000 สิทธิ์ ปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิ์ไปแล้วประมาณ 416,762 สิทธิ์ โดยประชาชน 1 คนใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ์ โดยรัฐสนับสนุนค่าที่พัก 50% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท แต่ผู้ร่วมโครงการจะใช้ค่าที่พักเฉลี่ยคืนละ 1,200 บาท จึงคาดว่าจะมีเงินคงเหลืออยู่แต่ไม่ทราบว่าเหลือเท่าไร ทำให้เรามองว่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศได้เพิ่มขึ้นได้ โดยหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาก-น้อยเรียงตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทยจากมาก-น้อยคือ ERW (88%), CENTEL (80%) และ MINT (15%) โดยเราคาดว่า ERW และ CENTEL จะได้ sentiment เชิงบวกจากทั้งโครงการเที่ยวทัวร์ไทยคนละครึ่งมากที่สุด

    ด้านบล.ลิเบอเรเตอร์ แนะนำหุ้น DUSIT ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 13.10 บาท คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วง 2H68 เร่งขึ้นจากในช่วง 1H68 จากฤดูกาลท่องเที่ยว, การเปิด Dusit Central Park และการเริ่มรับรู้การโอนคอนโดในช่วงปลายปี

    คาดปี 69 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด สู่ระดับ 2,957 ล้านบาท จากการรับรู้การโอนคอนโด Dusit Central Park และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ขณะที่ Valuation ปัจจุบันยังเทรดเพียง PBV 0.8 เท่า

    โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8B0IQ95SIOHP12RNTIRFBFQQYKFTIQ&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22GQzEMpvm7Obe7EGRWZ7u

  • บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    “บขส.” เปิดตัวรถโดยสารใหม่ มาตรฐานยุโรป Euro 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานต้อนรับ โทนสีชมพูสดใส ยกระดับขนส่งสาธารณะ สะดวก สบาย ปลอดภัย

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    ระบุรถโดยสารใหม่จะทยอยวิ่งให้บริการประชาชนภายในเดือนกันยายนนี้
    วันนี้ (9 กันยายน 2568) นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เป็นประธานงานเปิดตัวรถโดยสารใหม่ “Change For The Better : เปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า” โดยมีคณะกรรมการบริษัทฯ นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมการขนส่งทางบก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ เข้าร่วมฯ ณ บริเวณชานชาลา 2 ด้านทิศใต้ อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. เปิดเผยว่า บขส. ได้เปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ ในรูปแบบของรถโดยสาร ชุดพนักงานต้อนรับ พนักงานขับรถหญิง มาในโทนสีชมพู บ่งบอกถึงความอบอุ่น สดใส อ่อนโยนและเป็นมิตร ตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารยุคใหม่ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับด้านการบริการของการเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ ที่มีความทันสมัย สะดวกสบาย และปลอดภัย

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    โดยรถโดยสารใหม่ที่จะนำมาให้บริการมีขนาดความยาว 12 เมตร 3 มาตรฐาน ได้แก่

    1.รถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 VIP (ม.1ก) จำนวน 24 ที่นั่ง

    2.รถโดยสารปรับอากาศ ชั้น 1 พิเศษ (ม.1พ) จำนวน 32 ที่นั่ง และ 3.รถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 (ม.1ข) จำนวน 36 ที่นั่ง

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    ใช้เครื่องยนต์มาตรฐาน Euro 5 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดมลพิษทางอากาศ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง มีระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบ GPS กล้อง CCTV และภายในรถจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ห้องน้ำ ช่องเก็บสัมภาระ ช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จไฟ และบริการ WiFi ฟรี โดยจะนำมาให้บริการประชาชนในทุกเส้นทางทั่วประเทศ เพื่อใช้ทดแทนรถโดยสารเช่าที่หมดสัญญาและรถโดยสาร บขส. ที่ปลดระวาง ปัจจุบัน บขส. มีรถโดยสารให้บริการทั้งหมด 254 คัน 

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    สำหรับการดำเนินการเช่ารถโดยสาร จำนวน 311 คัน ระยะเวลาเช่า 5 ปี มี บริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด เป็นคู่สัญญา ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ เมื่อแล้วเสร็จจะทยอยส่งมอบรถโดยสารแบ่งเป็น 4 งวด งวดแรกจะรับรถโดยสาร จำนวน 96 คัน และนำมาให้บริการประชาชนภายในเดือนกันยายน 2568 ส่วนงวดที่ 2 ส่งมอบรถโดยสาร จำนวน 96 คัน ภายในเดือนตุลาคม 2568, งวดที่ 3 ส่งมอบรถโดยสาร จำนวน 78 คัน ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 และงวดที่ 4 ส่งมอบรถโดยสารจำนวน 41 คัน ภายในเดือนธันวาคม 2568

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    ทั้งนี้ประชาชนที่ต้องการเดินทางด้วยรถโดยสาร บขส. สามารถจองตั๋วได้ที่เว็บไซต์ บขส.https://tcl99web.transport.co.th, Application E – ticket,

    Facebook Page : บขส.(www.facebook.com/BorKorSor99),

    Line : บขส.99 (Id : @TCL99) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร บขส. ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/730229&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o3oEZu-tJoR4wceCOOUZy

  • สศช.เตือนหนี้เสียภาคธุรกิจไทยพุ่ง เสี่ยงเข้าสู่ “วงจรปีศาจ” กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สศช.เตือนหนี้เสียภาคธุรกิจไทยพุ่ง เสี่ยงเข้าสู่ “วงจรปีศาจ” กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการสายงานเศรษฐกิจมหภาค ประจำปี 2568 “เจาะลึกภาวะหนี้สินภาคธุรกิจไทย” ว่า มีความกังวลต่อปัญหาหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในภาคธุรกิจไทยที่เพิ่มสูงขึ้น และห่วงผลกระทบในรูปแบบ “Diabolic Loop” หรือวงจรปีศาจ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ที่อาจส่งผลย้อนกลับมากระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยมาตรการกระตุ้นแบบเดิมๆ อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมอีกต่อไป

    “การแก้ไขปัญหาที่เป็น Diabolic Loop เป็นเรื่องที่มีความยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และเป็นความท้าทายระดับมหภาคที่สำคัญ โดยเศรษฐกิจไทยปัจจุบันกำลังติดอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า วัฏจักรที่เป็น vicious circle หรือวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนกลับไปที่ปัญหาผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีที่ไม่เติบโต โดยเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ก็จะนำไปสู่ปัญหาใหม่ๆ และในที่สุดก็วนกลับมาส่งผลกระทบต่อจีดีพีอีกครั้ง

    นายวิชญายุทธ กล่าวว่า ประเทศที่สามารถแก้ไขปัญหา NPL ในภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็วจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าประเทศที่แก้ไขปัญหาได้ช้า ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาหนี้เสียอย่างทันท่วงที ซึ่งการแก้ปัญหาที่ได้ผลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เช่น การขยายสินเชื่อหรือการกู้เงิน ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การเพิ่มรายได้ คือการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น

    “สศช. กำลังดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์สินเชื่อและคุณภาพสินเชื่อภาคธุรกิจของไทยทั้งในระดับมหภาคและระดับรายธุรกิจ เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับปัญหานี้ วงจรนี้ต้องถูกเบรกออกไป แต่การเบรกต้องอาศัยความสามารถ ความร่วมมือร่วมใจ และการเห็นปัญหาตรงกัน”

    นายวิชญายุทธ ยังให้ความเห็นถึง การเตรียมออกนโยบาย “คนละครึ่ง” ของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า เป็นมาตรการระยะสั้นทำได้เพียงประคับประคอง พร้อมเสนอมาตรการเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องพิจารณาเร่งดำเนินการภายในสิ้นปีนี้เพิ่มเติมอีก คือ 1.ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเคยเชื่อกันว่าจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า รายได้จากการท่องเที่ยวปรับลดลง ติดลบจากปีก่อน 2.รัฐบาลควรหาวิธีช่วยลดต้นทุน ลดภาระ และอำนวยความสะดวก ให้กับภาคส่งออกโดยไม่ควรไปออกมาตรการที่เพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ เช่น มาตรการค่าแรง 3.การสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย (SME) ได้รับสินเชื่อ แต่ปัญหาคือธนาคารจำกัดกลุ่มการปล่อยกู้ให้เฉพาะรายใหญ่ ทำให้ SME รายเล็กยิ่งแย่ลง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME ที่เป็น NPL เพิ่มขึ้น การศึกษาทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้รายเล็ก

    “การออกแบบมาตรการต้องไม่เป็นแบบ One size fits all ต้องมีการปรับแต่งมาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม ความกังวลสำคัญอีกประการหนึ่งคือภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีโอกาสสูงมากที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะทะลุ 70% ในปีหน้า ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าสูงมาก”

    4. การรณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวในประเทศ เนื่องจากการส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างอเมริกาเจอมาตรการกีดกันทางการค้าและกระแส “Mercantilism” การหันไปจีนก็สู้ยาก เพราะจีนได้เปรียบในทุกด้าน ดังนั้น การลดการนำเข้า และเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ โดยการรณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวไทยจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ ซึ่งในอดีตเคยใช้มาตรการ Made in Thailand และประสบความสำเร็จมาแล้ว 5.การหลีกเลี่ยงมาตรการที่ใช้เงินจำนวนมาก โดยควรให้มาตรการที่ใช้เงินมากเป็นทางออกสุดท้าย เนื่องจากมีข้อจำกัดทางการเงินมากขึ้น และมาตรการเหล่านี้เมื่อหมดลงก็มักจะทำให้เศรษฐกิจกลับไปแย่ลงอีก เพราะหากมีหนี้เยอะ ท้ายที่สุดก็จะส่งผลกระทบกลับมาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2882234&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K9qygREZxfJb-fOASuUOH

  • ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ค้านเปิดด่าน ชี้ความแข็งแกร่งจากภายใน จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ

    ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ค้านเปิดด่าน ชี้ความแข็งแกร่งจากภายใน จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ

    12ก.ย. 2568- รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยแพร่บทความ เรื่อง แผ่นดิน VS ปากท้อง : มายาคติของนักการเมืองไทย! มีเนื้อหาดังนี้

    ในระยะ 2-3 วันที่ผ่านมา มีการให้สัมภาษณ์ของนักการเมืองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอธิปไตยของชาติ อาทิ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน ระบุให้เร่งเปิดด่านเนื่องจาก “ปากท้องสำคัญกว่าแผ่นดิน”

    ในขณะที่การประชุม GBC ระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 มีมติหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือการเปิดด่าน เริ่มต้นด้วยพื้นที่จันทบุรี-ตราด โดยพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่าการเปิดด่านมาจากการกดดันของประเทศที่สาม อีกทั้งให้สัมภาษณ์ว่า “ไทยกับกัมพูชา ไม่อาจย้ายหนีจากกันไปได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้ง 2 ประเทศ จะต้องแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างสันติวิธี”

    ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การรักษาดินแดน ปกป้องเอกราช เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่ไม่สามารถยกเว้นได้ โดยประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการป้องกันประเทศ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาในภูมิภาคอาเซียน ลีกวนยู ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งสิงคโปร์เชื่อว่า การมีแสนยานุภาพในการรบมีความจำเป็นต่อการอยู่รอดและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ

    ดังนั้น นับแต่แยกออกจากมาเลเซียและประกาศเอกราชในปี 1965 จวบจนปัจจุบัน แต่ละปี รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อใช้ในการป้องกันประเทศสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับงบประมาณด้านอื่น ๆ โดยในปี 2022 สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีงบประมาณด้านการป้องกันประเทศต่อหัวประชากรสูงที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายบังคับให้มีการเกณฑ์ทหาร เพื่อให้มีกําลังคนพร้อมรบเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

    การที่พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางพรรค ระบุว่าต้องแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างสันติวิธี โดยเริ่มต้นด้วยการเปิดด่าน จะทำให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายในองค์รวม

    ประการแรก กัมพูชาได้รุกราน เข่นฆ่าทหารไทยและคนไทย การปิดด่าน หรือการกดดันทางการค้า จึงเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงของประเทศ

    ประการต่อมา การยอมเปิดด่านในขณะที่ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาททางดินแดน ย่อมเป็นการแสดงให้กัมพูชาเห็นว่า ประเทศไทยมีรัฐบาลที่ไม่ใส่ใจว่าประเทศไทยจะสูญเสียดินแดนหรือไม่ ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลไทยสนใจเพียงผลประโยชน์ในระยะสั้นของกลุ่มทุนบางกลุ่มเป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำลายความมั่นคง จนนำมาซึ่งหายนะทางเศรษฐกิจ

    กล่าวคือ สันติวิธีโดยการเปิดด่านในเวลาที่ไม่เหมาะสม ย่อมทำให้ไทยมีภาพลักษณ์เป็นประเทศที่ไม่มีแสนยานุภาพ และตกเป็นเบี้ยล่างประเทศอื่นในที่สุด

    นอกจากนี้ การที่พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์ว่า ต้นเหตุของการมีมติเปิดด่านเกิดจากประเทศที่สาม แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีของพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ในการตัดสินใจเปิดด่าน เป็นไปเพื่อประโยชน์ของต่างชาติ ซึ่งย่อมเป็นกรณีที่รัฐมนตรีกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ระบุว่า รัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม

    ผู้บริหารประเทศที่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการออกนโยบาย จะคำนึงถึงการปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นสำคัญ เพราะความแข็งแกร่งจากภายในจะนำมาซึ่งความยำเกรง จนทำให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ…นั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/860338/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SxII3L0tG0pFPK-T2dWCR

  • การเมือง-เศรษฐกิจ  ฉุดดัชนีเชื่อมั่นฯร่วง7เดือนติด

    การเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นฯร่วง7เดือนติด

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2568 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นยังคงร่วงลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน และแตะระดับต่ำสุดในรอบ 32 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมา ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองที่ยังไร้เสถียรภาพ

    โดยผู้บริโภคมีความไม่มั่นใจต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้นายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และส่งผลทำให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย รวมถึงแรงกดดันจากสงครามการค้าสหรัฐฯ แม้สหรัฐฯจะมีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าให้กับไทยจาก 36% เหลือ 19% แล้วก็ตาม แต่กลับสร้างความผันผวนในตลาดโลก ในขณะเดียวกันสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยกระดับจนเกิดเหตุรุนแรงจนเกิดการสู้รบในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้เกิดความกังวลต่อประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งบรรยากาศการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนที่ชะงักงัน ก็ยิ่งตอกย้ำบรรยากาศความไม่มั่นใจ ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และฟื้นตัวได้ช้า

    ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้านเศรษฐกิจโดยรวม ลดลงมาอยู่ที่ 44.1 จาก 45.6 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้านโอกาสการหางาน ลดลงจาก 49.8 เหลือ 48.3 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้านรายได้ในอนาคต ลดลงจาก 59.6 เหลือ 58.0 การที่ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ และค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ที่ปรับลดจาก 51.7 เหลือ 50.1 ต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่สะท้อนถึงการมีความไม่มั่นใจ โดยผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้าและค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้า ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นปัจจุบันลดลงจาก 36.7 เหลือ 36.0 และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต(ใน 6 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวลดลงจากระดับ 58.9 มาอยู่ที่ระดับ 58.1 ซึ่งการที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 อีกทั้งะอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 32 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมาย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นของบริโภคลดลงได้ในอนาคต หากการเมืองไทยขาดเสถียรภาพและเศรษฐกิจไม่สามารถจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล 

    “การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในระดับต่ำกว่าค่ามาตรฐานนั้น สะท้อนว่าประชาชนยังคงมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเปราะบาง และฟื้นตัวยาก ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังสูงอยู่ และความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่อาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ซึ่งจะกระทบต่อรายได้และการจ้างงานในอนาคต หากสถานการณ์การเมืองยังคงไร้เสถียรภาพและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่สามารถสร้างแรงเชื่อมั่นได้ทันเวลา ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็อาจถดถอยลงไปอีกในระยะข้างหน้า”นายธนวรรธน์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/913557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ard_6pAEdqa7xxk1BlYtl

  • นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่จากรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สู่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

    โดยรัฐบาลชุดนี้้ได้มีการยกร่างโรดแมปเตรียมไว้แล้ว เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือน คาดว่าภายในเดือนนี้น่าจะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    และเป็นที่น่าจับตาว่า หากสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้

    ในขณะเดียวกันโครงการไหนที่มองว่าเป็นภาระงบประมาณประเทศนายอนุทินสั่งการให้พับแผนทันที จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่าโครงการที่คาดว่าจะเดินหน้าต่อในสมัยรัฐบาลอนุทิน 17 โครงการ รวมวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท ซึ่งมีทั้ง โครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมและโครงการของกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง

    เข็นแลนด์บริดจ์เชื่อม 2 ท่าเรือ

    เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการที่ยังคงผลักดันอย่างต่อเนื่อง คือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ถึงแม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือน แต่ระยะยาวสามารถศึกษาดำเนินการได้ต่อเนื่อง

    ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ทำการจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมด 3 ครั้ง

    โดยมีการจัดไปแล้ว 2 ครั้งที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

    ตามแผนหลังจากสรุปผลการศึกษาในครั้งนี้จะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ ในระหว่างที่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) SEC ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร

    นอกจากนี้สนข.อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) ใช้เวลาดำเนินการ 5-6 เดือน คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนและเริ่มก่อสร้างภายในปี 2569 คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้ภายในปี 2573

    ส่วนการปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการจากเดิมที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทเหลือ 9.97 แสนล้านบาทนั้น เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่ปรึกษามีการปรับระยะเวลาการก่อสร้างในการลงทุนใหม่

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาในครั้งนี้ยังใกล้เคียงกับบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ได้รับการยอมรับ

    อย่างไรก็ดีด้านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลจะให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว

    สำหรับเป้าหมาย โครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าแห่งภูมิภาคและของโลก โดยเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านการสร้างท่าเรือนํ้าลึกสองฝั่ง และเชื่อมโยงด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น

    ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และระบบท่อ เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งทางเลือกแทนการใช้ช่องแคบมะละกา

    สานต่อไฮสปีด-ทางคู่ เฟส 2

    “ฐานเศรษฐกิจ” ยังพบว่า มีอีกหลายโครงการของกระทรวงคมนาคมที่คาดว่านายอนุทินจะสานต่อ เนื่องจากเป็นโครงการสำคัญ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 224,544 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา

    โดยอัยการสูงสุดได้ตอบกลับร่างแก้ไขสัญญาโครงการดังกล่าวมาที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว

    อย่างไรก็ดีจากการตรวจร่างสัญญาฯของอัยการสูงสุดพบว่าในรายละเอียดของร่างสัญญาส่วนใหญ่มากกว่า 95% ทางอัยการเห็นด้วยและไม่ได้มีการปรับแก้ไขร่างสัญญา

    แต่อีก 5% นั้น โดยทางอัยการสูงสุดมีความเห็นเพิ่มเติมว่าหากรัฐแก้ไขจะทำให้รัฐได้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนระหว่างเจรจาหารือกับเอกชนเพื่อหารือร่วมกันก่อนดำเนินตามขั้นตอนต่อไป

    ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร (กม.) กรอบวงเงินลงทุน 341,351.42 ล้านบาท ที่ผ่านมาครม.มีมติอนุมัติโครงการแล้ว

    ปัจจุบันรฟท. อยู่ระหว่างเตรียมการจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา (TOR) โดยโครงการในเฟส 2 มีค่างานก่อสร้างโยธา 237,454.86 ล้านบา ซึ่งไทยจะดำเนินการเอง ทั้งหมดตั้งแต่การออกแบบการก่อสร้าง และการควบคุมงาน

    ด้านโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 เหลืออีก 6 เส้นทาง วงเงินรวม 2.97 แสนล้านบาท ที่จะขับเคลื่อนต่อเนื่อง

    จากเดิมเติมเต็มการเดินทางและเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ประกอบด้วย ช่วงปากนํ้าโพ-เด่นชัย วงเงิน 81,143 ล้านบาท, ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 30,422 ล้านบาท

    และช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 66,270 ล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี วงเงิน 44,095 ล้านบาท

    ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ วงเงิน 68,222 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,772 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่เห็นชอบ

    ปิดจ็อบ “พระราม 2”

    ส่วนโครงการถนนพระราม 2 ที่ปัจจุบันมีหลายโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทยในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    และต่อมาในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจเข้ามากำกับดูแลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้โครงการต่างๆบนถนนพระราม 2 ต้องจบภายในปี 2568 เพื่อลดอุบัติเหตุและอำนวยความสะดวกประชาชน

    แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ปรากฎว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน

    สำหรับโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ประกอบด้วย โครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว วงเงิน 18,759 ล้านบาท

    โครงการก่อสร้างทางยกระดับทางหลวงหมายเลข 35 ช่วงทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย วงเงิน 10,477 ล้านบาท โครงการเป็นงานก่อสร้าง ทางแยกต่างระดับบ้านแพ้ว วงเงิน 595 ล้านบาท

    โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก วงเงิน 30,437 ล้านบาท

    ปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งรัดการก่อสร้าง ซึ่งตามแผนคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปลายปีนี้

    ลุยอู่ตะเภา-ขยาย3สนามบิน

    โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ศูนย์ซ่อมอู่ตะเภา แผนขยาย 3 สนามบินของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ฉายแววได้ไปต่อรอแค่ชงเข้าครม.ใหม่รับทราบ

    สำหรับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้องกับด้านการบินที่มีแนวโน้มจะได้ไปต่อในรัฐบาลนายกฯอนุทิน หลักๆจะมีโครงการลงทุนเร่งด่วน 5 โครงการ เตรียมชงครม.ใหม่รับทราบ

    โดยการลงทุนจะเป็นเงินของภาคเอกชน และทอท. ซึ่งไม่ต้องพึ่งพางบลงทุนจากรัฐบาล อีกทั้งโครงการเหล่านี้มีการเจรจา และทำแผนคืบหน้าไปมากแล้ว ประกอบกับเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ได้แก่

    1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 2.โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือ MRO อู่ตะเภา ในพื้นที่ 210 ไร่ ของสนามบินอู่ตะเภา

    3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของทอท. 4.โครงการขยายสนามบินดอนเมืองเฟส 3 ของทอท. 5. โครงการพัฒนาสนามบินเชียงใหม่ของทอท.

    ขณะนี้ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีแผนสร้าง อาคารใหม่เพื่อรองรับทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศและภายในประเทศ รวมถึงปรับปรุงภายในทั้งหมดและแก้ไขปัญหาจราจรหน้าสนามบิน ซึ่งคาดว่าจะนำแบบและงบประมาณเสนอครม.ต่อไป

    30 บาท-หวยเกษียณไปต่อ

    ขณะโครงการเกี่ยวกับสุขภาพประชาชน ของกระทรวงสาธารณสุข โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ของรัฐบาลแพทองธาร นายอนุทิน ต้องการสานต่อ เนื่องจากมีประโยชน์กับประชาชน ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท สามารถเข้ารับบริการสาธารณสุขที่หน่วยบริการใดก็ได้ทั่วประเทศ เพียงแค่ใช้ บัตรประชาชนใบเดียว ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว

    โครงการนี้ช่วยให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่าย สะดวก รวดเร็วขึ้น ลดความแออัดในโรงพยาบาล และสามารถเลือกรักษาได้ตามความสะดวกที่ร้านยา คลินิก หรือโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ

    นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    นอกจาก 30 บาทรักษาทุกโรคในสมัยรัฐบาลทักษิณ นอกจากนี้ยังมีโครงการสลากกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ “หวยเกษียณ” วุฒิสภา ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ…เรียบร้อยแล้ว

    20บาทตลอดสาย ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้ไปต่อ

    ส่วนโครงการเรือธงของรัฐที่ผ่านมามีหลายโครงการภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ที่ยังดำเนินการไม่สำเร็จตามที่แถลงในสภาฯ ไว้ และไม่ถูกนำมาสานต่อในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ทั้งเงินดิจิทัล 10,000 บาท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ของรัฐบาลชุดก่อนที่เตรียมให้ประชาชนได้ใช้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายนนั้น

    และแม้ว่าในปัจจุบัน พบว่ามียอดผู้ลงทะเบียนพร้อมใช้สิทธิผ่านแอปทางรัฐกว่า 2.6 แสนราย และร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ตาม

    โดยนายอนุทินมองว่าหากทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์แน่ เพราะที่ผ่านมาบางโครงการดำเนินการแล้วพบว่ามีการขาดทุน ซึ่งเราต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังด้วย เพื่อให้โครงการสามารถอยู่รอดได้

    หากรัฐต้องหางบประมาณเพื่อมาชดเชยส่วนต่างทุกๆปีในการดำเนินการเพื่อซื้อกิจการคืนจากผู้ที่ลงทุนก็คงไม่ใช่

    นอกจากนี้ยังมี โครงการบ้านเพื่อคนไทย ที่ประเมินว่าอาจไม่ได้ไปต่อ

    อย่างไรก็ดีที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมมีแผนจะดำเนินการจับสลากผู้ที่ลงทะเบียนโครงการบ้านเพื่อคนไทย ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ภายในวันที่ 18 กันยายนนี้

    ทั้งนี้ในปัจจุบันพบว่ามีประชาชนลงทะเบียนผ่านการตรวจสอบจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แล้ว กว่า 140,000 รายตามขั้นตอนเดิมการจับสลากของโครงการฯกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักสลากฯ เป็นผู้ดำเนินการ โดยมุ่งเน้นความโปร่งใสในการจับฉลาก

    ตามแผนคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างและเปิดให้ประชาชนเข้าอยู่เฟสแรกได้ภายในปี 2569 ส่วนอีกหนึ่งนโยบายสวยหรูของรัฐบาลที่แล้ว

    แต่ถูกค้านโดยพรรคภูมิใจไทย คือ โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่ต้องการปลุกปั้นให้เป็นเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ หวังสร้างรายได้เข้าประเทศ

    แต่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ครม. มีมติถอนร่างออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร อีกหนึ่งนโยบายเรือธงของรัฐบาลชุดแล้ว

    ที่มีแนวโน้มจะไม่ได้ไปต่อ คือ การผลักดันให้ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ หรือ Thailand Creative Culture Agency (THACCA) ซึ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ของประเทศไทย ให้เป็นองค์การมหาชน

    โดยมีแผนจะผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดตั้ง THACCA ให้แล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งเมื่อจัดตั้งเป็นทางการแล้ว สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) จะถูกยุบรวมเข้ากับ THACCA

    และภารกิจซอฟต์พาวเวอร์ ทั้ง 11 ด้าน อาทิ อาหาร ภาพยนตร์ ดนตรี เกม แฟชั่น และอื่นๆ ที่เคยอยู่ในการดูแลของทุกหน่วยงานทั้งหมดจะโอนมาอยู่ที่นี่

    หากกฎหมายผ่าน THACCA จะมีรายได้จากหลายทาง ได้แก่ เงินทุนประเดิมจากรัฐบาล, เงินอุดหนุนผ่านงบประมาณ, เงินที่ได้จากคณะรัฐมนตรี, รายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว, ผลตอบแทนการลงทุน, และเงินบริจาค

    โดยล่าสุดในงบประมาณปี 2569 มีการตั้งงบสำหรับขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของไทย รวมกว่า 4,044.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2568 ซึ่งมีงบประมาณประมาณ 2.1 พันล้านบาท โดยงบประมาณนี้ส่วนหนึ่งจะจัดสรรให้ THACCA เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 11 ด้าน เช่น

    หนังสือ เฟสติวัล อาหาร การท่องเที่ยว ดนตรี เกม กีฬา ศิลปะ ออกแบบ ภาพยนตร์/ซีรีส์ และแฟชั่น

    ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลงบซอฟต์เพาเวอร์ ที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตั้งเรื่องไว้ให้ THACCA ก็จะกลับมาเป็นงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่เดิม

    ซึ่งในทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบางหน่วยงาน ก็เริ่มส่งสัญญาณในการเบรคแผนใช้งบซอฟต์พาวเวอร์แล้ว เพื่อดูความชัดเจน รวมถึงอาจปรับแผนการใช้งบที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/638621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gTjv-4U8HcKVrTqu_vOxt

  • เตรียมดัน “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ททท.แก้เกม “บาทแข็ง” กระตุ้นท่องเที่ยวไทย

    เตรียมดัน “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ททท.แก้เกม “บาทแข็ง” กระตุ้นท่องเที่ยวไทย

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “คนละครึ่งมาแรง บาทยังแข็งต่อเนื่อง กระทบตรง Inbound เห็นทีต้องมี ทัวร์ไทยคนละครึ่ง บ.ทัวร์เตรียมแพ็กเกจสุดว้าว ให้ชาวไทยได้เที่ยว”

    พร้อมกันนี้ น.ส.ฐาปนีย์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ททท.ไม่ได้เพียงมองภาพเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่ยังใส่ใจถึงกำลังซื้อของครัวเรือนไทยในทุกระดับ ขณะนี้ ททท.กำลังติดตามปัจจัยแวดล้อมสำคัญ ตั้งแต่ค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง นโยบายเศรษฐกิจมหภาค ไปจนถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อให้สามารถออกแบบแผนท่องเที่ยวที่สมดุล ทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound) และการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยเอง

    ปัจจุบัน ททท.ดำเนินโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งจะสิ้นสุดสิ้นเดือนกันยายนนี้ และ ททท.กำลังพิจารณา อาจใช้งบประมาณคงเหลือจากมาตรการเดิมหากยังมีอยู่ โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณมาทั้งสิ้น 1,760 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าสนับสนุนโรงแรมที่พัก 1,500 ล้านบาท เงินค่าสนับสนุนคูปองดิจิทัล 250 ล้านบาท และค่าบริหารโครงการ 10 ล้านบาท โดยให้สิทธิผู้ร่วมโครงการ 500,000 สิทธิ ปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิไปแล้วประมาณ 416,762 สิทธิ โดยประชาชน 1 คนใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ โดยรัฐสนับสนุนค่าที่พัก 50% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท แต่ในทางปฏิบัติผู้ร่วมโครงการจะใช้ค่าที่พักเฉลี่ยคืนละ 1,200 บาท จึงคาดว่าจะมีเงินคงเหลือแต่ละรู้ว่าจำนวนเท่าใดแน่คงจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. นี้. อย่างไรก็ตาม ททท.จะเร่งนำเสนอรัฐบาลเพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติทันก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของปี เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากลายเป็นปัจจัยเร่งให้คนไทยหันไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย

    “มาตรการนี้ไม่เพียงจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและโอกาสให้คนไทยได้ท่องเที่ยว แต่ยังช่วยผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวให้สามารถพัฒนาสินค้าและแพ็กเกจใหม่ ๆ สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวภายในประเทศแล้ว ยังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างเสน่ห์ใหม่ ๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2882258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MNDm5ASPAW_CfO2irtb–

  • เปิดเวทีระดมสมอง แก้ปัญหาความยากจน วิเคราะห์หนี้ครัวเรือนที่ต้นเหตุ

    เปิดเวทีระดมสมอง แก้ปัญหาความยากจน วิเคราะห์หนี้ครัวเรือนที่ต้นเหตุ

    “จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยบ่งชี้ว่า มูลเหตุแห่งความยากจนในสังคมไทย ร้อยละ 84 มีสาเหตุสำคัญมาจากการขาดเงินออม อันเนื่องมาจากมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ร้อยละ 71 มาจากปัญหาหนี้สิน ร้อยละ 60 มาจากการขาดที่ดินทำกิน ร้อยละ 57 มาจากการขาดทักษะด้าน อาชีพที่สามารถสร้างรายได้ และร้อยละ 41 มาจากการเข้าไม่ถึงสวัสดิการจากรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นครัวเรือนคนจนมักจะมีถิ่นพำนักอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซาก”


    รายงานข้างต้นนี้ ทำให้ทราบว่าการ แก้ปัญหาความยากจน ในสังคมไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสาเหตุแห่งความยากจนนั้นล้วนเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกและเรื้อรัง ทว่า ในนาทีนี้ คงไม่ใช่การยอมรับและยอมแพ้ต่อความท้าทายเหล่านี้ และนี่เองจึงเป็นสาเหตุให้ชุมนุมภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระดมชุดข้อมูลจากงานค้นคว้าวิจัย เสนอชุดคำตอบ 10 ประการ ตอบโจทย์ประเทศ ตอบสนอง 4 นโยบายสำคัญรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล
    โดยภารกิจสำคัญนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา “สู้ชนะความจนครั้งที่ 2 พลังปัญญาชนะจน พ้นหนี้ เพิ่มรายได้ บนฐานบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี ภาคี ความสัมพันธ์” ที่จัดขึ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้
    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท.
    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ได้เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดที่ได้มาจากการ แก้ปัญหาความยากจน ทั่วประเทศ ในการบรรยายพิเศษสถานการณ์ความยากจนและการสร้างโอกาสเพื่อยกระดับสถานะทางสังคม มีใจความสำคัญว่า
    “ฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนปี 2566 ที่เกิดจากการสังเคราะห์ชุดข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจน โดยคณะวิจัย 779 คน ร่วมกับนักศึกษา 1,688 คน และภาคีเครือข่ายอีก 1,767 ภาคี พบว่า มีจำนวนคนจนรวมกัน 2.39 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.41 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ถึงร้อยละ 31.71 ของจำนวนประชากรในพื้นที่”
    “รองลงมาอันดับ 2 ได้แก่ ภาคใต้ มีสัดส่วนคนจน ร้อยละ 30.65 ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 3 ได้แก่ ภาคกลาง มีสัดส่วนคนจน ร้อยละ 19.07 ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 4 ได้แก่ ภาคเหนือ มีสัดส่วนคนจน ร้อยละ 16.98 ของประชากรในพื้นที่ และอันดับสุดท้ายคือ กรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนคนจนร้อยละ 1.60 ของประชากรในพื้นที่”
    นอกจากนั้น ผู้อำนวยการ บพท. รายงานว่า “ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยบ่งชี้ว่า มูลเหตุแห่งความยากจนในสังคมไทย ร้อยละ 84 มีสาเหตุสำคัญมาจากการขาดเงินออม ซึ่งเกิดขึ้นจากการมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ขณะที่ ร้อยละ 71 มาจากปัญหาหนี้สิน ร้อยละ 60 มาจากการขาดที่ดินทำกิน ร้อยละ 57 มาจากการขาดทักษะด้านอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ และร้อยละ 41 มาจาการเข้าไม่ถึงสวัสดิการจากรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นครัวเรือนคนจนมักจะมีถิ่นพำนักอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซาก”
    จากข้อมูล หรือ Data ที่ค้นพบนี้เองที่ บพท. นำไปสานต่อสู่การทำงานร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและภาคีในพื้นที่ ทำงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำมาอย่างต่อเนื่อง
    “ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และได้ออกแบบโมเดลแก้จนที่มีความสอดคล้องกับบริบทภูมิสังคมในพื้นที่ สำหรับนำไปประยุกต์ใช้แล้วถึง 299 โมเดล ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ อีกทั้งยังได้สร้างนักจัดการพื้นที่เพื่อทำหน้าที่วิทยากรให้คำแนะนำแก่ชุมชนในการปรับใช้ประโยชน์จากโมเดลแก้จน กระจายตัวอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง กาฬสินธุ์ เลย นครราชสีมา อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มุกดาหาร ยโสธร สกลนคร บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ลำปาง พิษณุโลก และแม่ฮ่องสอน “
    “โดยผลจากการดำเนินงานวิจัยแก้จนอย่างต่อเนื่อง ยังก่อเกิดกองทุนแก้จน 34 กองทุน กระจายตัวอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง มุกดาหาร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สกลนคร ยโสธร ชัยนาท พัทลุง อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา ปัตตานี ยะลา และยังเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดศูนย์วิจัยแก้จนขึ้นใน 3 พื้นที่คือ ปัตตานี พัทลุง และยะลา”
    ทั้งนี้ จากการทำงานอย่างต่อเนื่องของภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ยังร่วมกันเสนอแนะแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในพื้นที่ และแก้ปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาภัยความมั่นคงบริเวณชายแดน รวมทั้งภัยสังคม ไปยังรัฐบาล รวม 10 ประการ ประกอบด้วย

    1. การ แก้ปัญหาความยากจน ควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และมีกลไกระดับชาติทำหน้าที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง
    2. ควรมีกลไกความร่วมมือระดับจังหวัดในการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบองค์รวม
    3. พัฒนาระบบคัดกรองและชี้เป้าครัวเรือนยากจน เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายแหล่งให้เป็นเอกภาพเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และชี้เป้าความยากจนได้อย่างแม่นยำ
    4. กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เป็นผู้พัฒนาและบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเป็นฐานในการออกแบบมาตรการแก้จนเชิงรุกตามประเภทความยากจนของครัวเรือน
    5. แก้ปัญหาความยากจนแบบองค์รวม โดยใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด
    6. จัดให้มีกลไกส่งต่อความช่วยเหลือคนจนในทุกระดับ
    7. สนับสนุนองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้เป็นเจ้าภาพหลักในระดับพื้นที่ในการจัดทำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจน โดยใช้ข้อมูลคนจนแบบชี้เป้าและเชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์จังหวัด
    8. สนับสนุนให้นายอำเภอ ทำหน้าที่กำกับ ติดตามในระดับอำเภอและให้บรรจุเป็นนโยบายของศูนย์ขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับจังหวัด และให้สถาบันวิชาการในพื้นที่เป็นหน่วยสนับสนุนทางวิชาการแก่กลไกทุกระดับ
    9. สร้างนโยบายเชิงรุกด้านสวัสดิการมุ่งเป้า ครอบคลุมทุกมิติ
    10. สร้างโครงการพัฒนาทักษะอาชีพที่เข้าถึงครัวเรือนอย่างตรงเป้าและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่
    ขณะที่ สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เปิดเผยว่า “ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยอย่างเป็นทางการไตรมาส 1/2568 เท่ากับ 16.35 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เท่ากับ 87.4 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานหากสูงเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าอันตราย”
    “ทั้งนี้ จากที่ติดตามพบว่าหนี้ครัวเรือนแม้ในภาพรวมสัดส่วนต่อจีดีพีจะดูลดลง แต่ปัญหาไม่ได้หายไปยังคงอยู่ต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของครัวเรือนต่างๆ ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องเข้าสู่ระบบการกู้เกิดภาระหนี้ กลายเป็นปัญหาซ้ำเติม รายได้ไม่สัมพันธ์กับภาระหนี้ที่หนักขึ้น ต้องแบกดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย (รายได้ประจำวัน = รายจ่าย + ชำระหนี้ ที่เหลือเท่ากับเงินออม)”
    “จากภูเขาหนี้คนช่วงอายุ 20 – 90 ปี เป็นหนี้อะไรบ้าง พบว่ามีการซื้อไปก่อนผ่อนทีหลัง คนเป็นหนี้เสียทั้งหมด 1.235 ล้านล้านบาท คิดเป็นบัญชีที่เป็นหนี้เสีย 9.6 ล้านบัญชี จำนวน 5.3 ล้านคน ขณะที่ลูกหนี้ 3.4 ล้านคน เป็นหนี้เสียที่ต่ำกว่า 1 แสนบาท และจะเป็นปัญหาคดีความที่กลายเป็นปัญหาสังคม ณ ปัจจุบันบริษัทติดตามหนี้ AMC จะซื้อหนี้ในอัตรา 5 บาทต่อมูลหนี้ 100 บาท เนื่องจากเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน 1.2 แสนล้านคือราคาหนี้ หากต้องจ่าย 6 พันล้านซื้อหนี้ ซึ่งค่าติดตามหนี้ 3.4 ล้านคนของบริษัทติดตามหนี้ คำนวณออกมาแล้วประมาณ 700 บาทต่อหัวต่อคน”
    จากสถานการณ์ NPL ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันหนี้จำนวน 1.24 ล้านล้านบาท ถ้าไม่มีมาตรการในการแก้ไขที่ได้ผลอย่างจริงจังจะทำให้ตัวเลขหนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นอัตราการเพิ่ม 4.8% จากปัจจุบัน โดยกลุ่มลูกหนี้ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่ม Gen Y ที่เป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานในตำแหน่งพนักงานระดับต้นเพราะว่าอัตราการเพิ่มของหนี้ NPL ของคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นในอัตราที่ที่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโดยรวม

    ต้นแบบการแก้ปัญหาความยากจนให้หลายพื้นที่ทั่วไทย

    ปลดล็อคชาวบ้านยะวึก จ.สุรินทร์ จากความยากจน ด้วยโมเดล ผักอินทรีย์แก้จน

    คิกออฟมหกรรมโชว์ผลงานวิจัย ‘เทคโนโลยีพร้อมใช้’ จากภาคใต้ ปลดล็อคสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต้นแบบการก้าวข้ามกับดักความยากจนอย่างยั่งยืน

    พลิกชะตา 800 ชีวิตบนเกาะกลางแม่น้ำตากใบ จ.นราธิวาส ปลดล็อค ปัญหาความยากจน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนปลายด้ามขวานไทย ด้วยโครงการวิจัย มนร.

    Post Views: 176

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/11/stop-poverty-with-data-technology/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GpisC2PezWaIvgmCsRASC

  • จ.เลย เชื่อมโยง ไทย-ลาว ท่องเที่ยวเศรษฐกิจชุมชนเพิ่มรายได้100ล้านใน2ปี

    จ.เลย เชื่อมโยง ไทย-ลาว ท่องเที่ยวเศรษฐกิจชุมชนเพิ่มรายได้100ล้านใน2ปี

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ห้องว่าการแขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มอบหมายให้ นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นหัวหน้าคณะเดินทางของจังหวัดเลย ซึ่งประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง, นายอำเภอเชียงคาน, นายอำเภอปากชม, ภาคีเครือข่ายภาครัฐ/ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ร่วมในการสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวในต่างประเทศตามแนวทาง 5A และการประชุมหารือจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขงร่วมกับภาคีเครือข่ายการท่องเที่ยวในต่างประเทศ กิจกรรมการพัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเชื่อมโยง 2 ฝั่งแม่น้ำโขง เลย-ลาว ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 – 10 กันยายน 2568 ณ แขวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมี ท่านคำพัน สิทธิดำพา เจ้าแขวง แขวงเวียงจันทน์, ท่าน ปอ. สีเวียงไช ออละบุน หัวหน้าห้องว่าการแขวงเวียงจันทน์, ท่าน ปอ. สมนัก ยอดฮักษา รองหัวหน้าแผนกการต่างประเทศแขวงเวียงจันทน์ พร้อมด้วยคณะ ให้การต้อนรับและร่วมการประชุมหารือจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง ร่วมกันระหว่างจังหวัดเลย และแขวงเวียงจันทน์

    นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า การเดินทางไปครั้งนี้ มีขอบเขตการดำเนินงาน ประจำปี พ.ศ.2568 โดยมีเตรียมความพร้อมในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขงให้มีขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว โดยได้มีการประชุมหารือร่วมกันถึงกระบวนการทำงานในการจัดเก็บข้อมูลการท่องเที่ยว โดยในการลงพื้นที่ สำรวจ รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลพื้นที่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมอย่างมีส่วนร่วม (5A)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/913644&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uFFexAl0FNUiorMRpwowt

  • เศรษฐกิจเขมรรอพัง ทัพไทยยึดหมดจุดยุทธศาสตร์ รบกันอีกไทยก็พร้อมรบ | TOPNEWS

    เศรษฐกิจเขมรรอพัง ทัพไทยยึดหมดจุดยุทธศาสตร์ รบกันอีกไทยก็พร้อมรบ | TOPNEWS

    เศรษฐกิจเขมรรอพัง ทัพไทยยึดหมดจุดยุทธศาสตร์ รบกันอีกไทยก็พร้อมรบ

    • เผยแพร่ : 11/09/2025 18:53

    เศรษฐกิจเขมรรอพัง ทัพไทยยึดหมดจุดยุทธศาสตร์ รบกันอีกไทยก็พร้อมรบ

    #TOPNEWS #topupdate
    #กัมพูชา #เขมร #ทัพบก
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    #ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย
    #กัมพูชายิงก่อน #cambodiaopendfire

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1310796&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dxv0u2scMgYxSGdTwnhAA