Blog

  • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    เชียงรายเปิดหน้าต่างเศรษฐกิจสีเขียว เมื่อ “ป่าลดลงเพียง 0.03%” สะเทือนโซ่อุปทานทั้งภาคเหนือ และส่งสัญญาณถึงทั้งประเทศ

    เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — เช้าวันฝนโปรยบาง ๆ ที่ดอยตุง นักท่องเที่ยวหยุดยืนมองทะเลหมอกในมุมเดิม แต่เรื่องเล่าที่เปลี่ยนไปคือสถิติ “พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทยปี 2567” ซึ่งชี้ว่าประเทศมีพื้นที่ป่า คิดเป็น 31.46% ของแผ่นดิน หรือ ราว 101.78 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน –0.03% (หรือ ประมาณ 32,884 ไร่). ตัวเลขเพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์อาจดูเล็กน้อยในข่าวรายวัน หากมองด้วยสายตาของเศรษฐกิจฐานทรัพยากร โดยเฉพาะเมืองชายขอบอย่าง เชียงราย ที่รายได้ท่องเที่ยว เกษตรบนพื้นที่สูง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนคุณภาพน้ำต้นลำน้ำกก–อิง ล้วนผูกกับผืนป่า “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” นี้กำลังทดสอบภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของทั้งจังหวัดและภาคเหนือ

    สถิติเชิงโครงสร้าง ทศวรรษที่ป่าเพิ่มไม่ทันป่าที่หายไป

    ภาพรวม 10 ปี (พ.ศ. 2558–2567) ประเทศไทยมี “ป่าเพิ่ม” 331,951.68 ไร่ แต่ “ป่าลด” 832,080.72 ไร่ สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างว่า ความพยายามฟื้นฟูยังไล่ไม่ทันแรงกดดันจากการใช้ที่ดินและภัยเสี่ยงเดิม ๆ

    เหตุผลของการ “เพิ่มขึ้น” มาจาก

    • การขยายตัวของป่าไม้ตามธรรมชาติ
    • การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
    • การปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

    เหตุผลของการ “ลดลง” ได้แก่

    • การเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากป่าไปเป็นกิจกรรมอื่น
    • ไฟป่า ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงเดิมที่กำเริบซ้ำ
    • โครงการพัฒนาที่ใช้พื้นที่ป่า ซึ่งแม้มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจสังคม แต่กระทบ “ทุนธรรมชาติ” ต้นทาง

    มุมมองเศรษฐกิจ กระดูกสันหลังรายได้

    1. ต้นทุน–ผลตอบแทนของผืนป่าต่อเศรษฐกิจเชียงราย
      เชียงรายเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพของภาคเหนือ โครงข่ายแหล่งน้ำจากพื้นที่ป่าต้นน้ำหล่อเลี้ยงการปลูกชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวและเกษตรอินทรีย์ที่กำลังโตในหุบเขา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ชุมชนชาติพันธุ์ และเส้นทาง “ซิตี้วอล์กธรรมชาติ” กลายเป็นรายได้กระจายสู่โฮมสเตย์ รถรับจ้าง ร้านอาหารท้องถิ่น และหัตถกรรม. เมื่อป่าหายไปทีละน้อย โซ่อุปทานนี้เผชิญ ต้นทุนแฝง ทั้งความเสี่ยงน้ำหลาก–แล้งยาว คุณภาพอากาศช่วงฤดูร้อน และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ซึ่งล้วน “กัดกำไร” แบบไม่ส่งเสียง
    2. ความเสี่ยงไฟป่ากับต้นทุนควัน
      แม้สถิติปีล่าสุดชี้ว่าประเทศลดลงสุทธิเล็กน้อย แต่ ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่สูงยังแบกรับความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควันทุกปี ต้นทุนธุรกิจท่องเที่ยวฤดูแล้ง–ร้อนของเชียงราย (ตั้งแต่ยกเลิกทริป ไปจนถึงประกันสุขภาพนักเดินทาง) แปรผันตาม “จำนวนวันคุณภาพอากาศดี” ซึ่งขึ้นกับความสามารถในการควบคุมไฟป่าและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและพื้นที่กันชน
    3. โอกาสทางเศรษฐกิจจากป่า
      ในอีกด้าน ป่าที่ “คงอยู่และเพิ่มขึ้น” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ ทั้ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยั่งยืน (eco–experience), เกษตร–วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟพืชพื้นถิ่น), แนวทาง การชำระค่าสบริการระบบนิเวศ (Payments for Ecosystem Services) และ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท้องถิ่น. สำหรับเชียงราย เมืองที่แบรนด์ “อากาศดี–ธรรมชาติสวย–วัฒนธรรมเข้ม” คือห่วงโซ่มูลค่าหลัก การรักษาผืนป่าจึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่คือ ยุทธศาสตร์สร้างรายได้.
    4. ความสามารถแข่งขันระดับจังหวัด
      ข้อมูลจังหวัดที่ “ป่าเพิ่มขึ้น” เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และหลายจังหวัดภาคกลาง–ตะวันออก สะท้อนบทเรียนว่าการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมและการวางแผนใช้ที่ดินเชิงพื้นที่ช่วย “อุดรอยรั่ว” ได้จริง จังหวัดที่ทำสำเร็จสามารถต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งแต่สินค้า GI–เชิงวัฒนธรรม ไปถึงท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน. เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโหนดท่องเที่ยวสำคัญ (ดอยตุง–แม่สาย–แม่ฟ้าหลวง–แม่จัน–แม่สาย) ยิ่งต้องเร่ง “เปลี่ยนความได้เปรียบด้านภูมิประเทศให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ผ่านการรักษาผืนป่า

    เชียงรายในสมการภาคเหนือ ที่ต้องชัด

    แม้รายชื่อจังหวัดที่ “ป่าเพิ่ม” ปีล่าสุดจะไม่ได้ระบุ เชียงราย แต่บริบทของจังหวัดก็นั่งอยู่ใจกลางโจทย์ของภาคเหนือซึ่งยัง สูญเสียพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยสรุปภาคเหนือมีพื้นที่ป่าคิดเป็น 63.19% ของทั้งภูมิภาค (ประมาณ 37.95 ล้านไร่) แต่ ลดลงถึง 29,883.91 ไร่ ในปี 2567 — ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนตรงถึงเชียงรายว่า “ภูมิภาคที่เราอยู่กำลังเสียแต้ม”

    สามเหตุผลที่เชียงรายต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

    • แหล่งน้ำต้นทุนเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำกก–อิง–โขงตอนบนรับน้ำจากป่าอนุรักษ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย แม่จัน ไกลไปถึงแนวชายแดน หากพื้นที่ป่ากันชนบางลง ความเสถียรของน้ำเพื่อเกษตร–ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มย่อมผันผวน
    • คุณภาพอากาศ = ความเชื่อมั่นท่องเที่ยว รีวิว–การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ผูกกับดัชนีอากาศดี (AQI). เมืองที่ควบคุมไฟป่าและควันได้ จะกลายเป็น “เดสติเนชันหน้าร้อน” ของครอบครัว–นักกีฬา–นักเดินป่า ซึ่งใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย
    • การเงินสีเขียวกำลังไหลสู่ท้องถิ่น โครงการปลูกป่า/ดูแลเชื้อเพลิง–คาร์บอนเครดิต–ธุรกิจท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เริ่มมีสถาบันการเงิน–บริษัทรายใหญ่สนับสนุน. เชียงรายที่มีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งสามารถเป็น “พอร์ตโฟลิโอต้นแบบ” ดึงเงินลงทุนสีเขียวเข้าสู่หมู่บ้านหุบเขา

    ทางปฏิบัติที่จับต้องได้สำหรับเชียงราย

    • จัด ผังใช้ที่ดินระดับตำบล–ลุ่มน้ำย่อย ที่กั้น “แนวกันชนชุมชน–ป่า” ชัดเจน และกำหนดโควตาเชื้อเพลิงเพลิงไฟ (fuel management) รายฤดูกาล
    • ยกระดับ วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟ–แมคคาเดเมีย–ผลไม้เมืองหนาว) ควบคู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อวางตำแหน่งราคาพรีเมียม
    • สร้าง เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (city walk–ปั่นจักรยาน–เดินป่าเบา ๆ) เชื่อมพิพิธภัณฑ์ ศิลปะร่วมสมัย และวิถีชาติพันธุ์ โดยตั้งเป้าการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มผ่านแพ็กเกจประสบการณ์
    • พัฒนาระบบ ข้อมูลไฟป่า–เชื้อเพลิง แบบเรียลไทม์สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว/เกษตร เพื่อวางแผนฤดูกาล–กิจกรรม ลดความเสี่ยงยกเลิกการเดินทา

    ภาพใหญ่ที่เชียงรายต้องร่วมขับเคลื่อน

    ภาคเหนือระดับภูมิภาคปี 2567 มีสัญญาณผสม — ป่ามากในสัดส่วนพื้นที่ แต่ยัง ลดลงสุทธิ มากที่สุด. เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

    • ภาคตะวันตก มีป่า 58.82% ของพื้นที่ภูมิภาค และ ลดลง 12,448.71 ไร่
    • ภาคใต้ มีป่า 24.33%, ลดลง 5,224.55 ไร่
    • อีสาน มีป่า 14.89%, ลดลง 732.61 ไร่
    • ภาคตะวันออก มีป่า 21.84%, เพิ่มขึ้น 4,373.59 ไร่
    • ภาคกลาง มีป่า 21.57%, เพิ่มขึ้น 11,032.01 ไร่

    บทเรียนของภาคกลาง–ตะวันออกคือ “การจัดการเชิงพื้นที่–สิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ทำให้ป่ากลับมาได้จริง ทั้งจากการฟื้นตัวธรรมชาติและการปลูกป่าเศรษฐกิจ–อนุรักษ์. ภาคเหนือสามารถยืมเครื่องมือเดียวกัน แต่ต้องเสริมด้วย นวัตกรรมจัดการเชื้อเพลิง–ไฟป่า และทางเลือกทำกินช่วงหน้าแล้ง เพื่อตัดวงจรไฟซ้ำซาก

    สัญญาณต่างจังหวัด–บททดสอบมหานคร

    ในระดับประเทศ จังหวัดที่ป่าเพิ่มขึ้น ครอบคลุมทั้งเหนือ–กลาง–อีสาน–ตะวันออก เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ชุมพร สตูล หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ — แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ป่า “ทำได้ในหลายภูมิประเทศ” เมื่อมีเป้าหมายร่วมและเครื่องมือเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม ประเทศยังมี สองจังหวัดที่ไม่พบพื้นที่ป่าเลย ได้แก่ นนทบุรี และ ปทุมธานี. นี่คือโจทย์ของมหานครที่ต้องสร้าง สมดุลระหว่างความหนาแน่นเมืองกับพื้นที่สีเขียวสาธารณะ–ป่าเมือง และเชื่อมโยงกับการลดความร้อนเกาะเมือง/คุณภาพอากาศ ซึ่งสุดท้ายสะท้อนกลับไปยังความสามารถดึงดูดนักลงทุน–แรงงานทักษะ

    จากกราฟตัวเลขสู่เส้นทางออก

    ตัวเลข –0.03% ในปีเดียว อาจไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล้มครืน แต่ “ทิศทาง 10 ปีที่ป่าลดยังมากกว่าเพิ่ม” คือสัญญาณว่าประเทศต้อง เปลี่ยนเกียร์. สำหรับเชียงราย ปมที่ต้องคลี่คือ “จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบจากภูมิประเทศ ให้เป็น ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน แบบยั่งยืนได้อย่างไร”

    แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเดินได้ทันที

    1. วางแผนเศรษฐกิจบนฐานลุ่มน้ำ กำหนดโซนนิ่งกิจกรรมเศรษฐกิจ (เกษตร–ท่องเที่ยว–บริการ) พิงความสามารถของป่าต้นน้ำและอุทกวิทยา แทนการวางแผนตามเส้นแบ่งเขตการปกครอง
    2. ทำข้อตกลง “บริการระบบนิเวศ” ระหว่างเมือง–ดอย ผู้ประกอบการในเมืองร่วมจ่ายค่าดูแลป่า–เชื้อเพลิงผ่านกลไกกองทุนหรือเครดิต เพื่อแลกกับน้ำสะอาด–อากาศดีและแบรนด์เมืองสีเขียว
    3. เร่งมาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โรงแรม–ทัวร์–คาเฟ่วิวป่าตั้ง KPI ด้านการจัดการขยะ พลังงานหมุนเวียน และการชดเชยคาร์บอน เชื่อมสินค้า GI–วัฒนธรรมชาติพันธุ์
    4. ยกระดับวนเกษตรเป็นอุตสาหกรรมภูมิภาค เชื่อมโซ่อุปทานชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวกับโรงคั่ว–โรงแปรรูป–โลจิสติกส์เย็น เพื่อดันมูลค่าเพิ่มและลดแรงกดดันบุกรุกป่า
    5. ข้อมูลเปิด–แจ้งเตือนไฟป่าแบบใกล้ชิดธุรกิจ ตั้ง “แดชบอร์ดจังหวัด” ให้ผู้ประกอบการวางแผนกิจกรรม–กำลังคน และสื่อสารนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

    เมื่อ “ป่ากลายเป็นทุน” เศรษฐกิจเชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทยจะปิดวงจรดีขึ้น ป่าสมบูรณ์→น้ำ–อากาศดี→ท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพ→รายได้ชุมชน–งบดูแลป่า→ป่ากลับมา. นี่คือสมการที่สร้าง ความมั่งคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน ได้พร้อมกัน

    กล่องตัวเลขชวนคิด

    • พื้นที่ป่าประเทศไทย ปี 2567: 31.46% ของประเทศ หรือ ประมาณ 101,785,271.58 ไร่
    • การเปลี่ยนแปลงจากปี 2566: –0.03% (–32,884.18 ไร่)
    • สะสม 10 ปี (2558–2567): ป่า เพิ่ม 331,951.68 ไร่, ป่า ลด 832,080.72 ไร่
    • ภาคเหนือ: ป่า 63.19%, ลด 29,883.91 ไร่ (มากสุด)
    • ภาคกลาง: ป่า 21.57%, เพิ่ม 11,032.01 ไร่ (เพิ่มมากสุด)
    • จังหวัดไร้ป่า: นนทบุรี, ปทุมธานี

    “ป่าลดลงเพียง –0.03%” อาจถูกเลื่อนผ่านสายตาในวันยุ่ง ๆ แต่สำหรับเชียงรายที่ยืนอยู่บนหัวใจของเศรษฐกิจสีเขียวภาคเหนือ มันคือคำถามใหญ่ของ รายได้และความน่าอยู่ ในอนาคตอันใกล้. ตัวเลขทศนิยมสองตำแหน่งกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาต้องเลิกมองป่าเป็น “ฉากหลังท่องเที่ยว” แล้วเริ่มมองเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ต้องบริหารแบบมืออาชีพ” — หากทำได้ เมืองปลายทางอย่างเชียงรายจะไม่เพียงรอดจากฤดูหมอกควัน แต่จะกลายเป็น ต้นแบบมหานครสีเขียวของภูมิภาค ที่ทำให้ “ธรรมชาติ” สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภูมิใจให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ข้อมูลสัดส่วนและพื้นที่ป่าไม้ปี 2567, การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ 10 ปี, สถิติรายภูมิภาคและรายจังหวัด
    • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: รายงานสถานการณ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมไทยปี 2567 และข้อมูลเชิงวิเคราะห์ด้านภัยคุกคาม–ไฟป่า
    • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช: ข้อมูลเขตป่าอนุรักษ์ ภัยไฟป่า และมาตรการจัดการเชื้อเพลิง
    • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.): กรอบนโยบายการพัฒนาคาร์บอนต่ำและบริการระบบนิเวศ
    • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แนวทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–คาร์บอนต่ำที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภาคเหนือ

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    MOST POPULAR

    FOLLOW ME

    NEWS UPDATE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-green-economy-forest-loss-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj_e36zLScanDBhglmNVj

  • คนจน ยิ่งจน : สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤติความจน

    คนจน ยิ่งจน : สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤติความจน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10lrpmlc17JPt_jQhlJn5m

  • ไทยสุดยอดความเหลื่อมล้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน

    ไทยสุดยอดความเหลื่อมล้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21plXlX45l9pdJhSgZRoPS

  • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    เชียงรายเปิดหน้าต่างเศรษฐกิจสีเขียว เมื่อ “ป่าลดลงเพียง 0.03%” สะเทือนโซ่อุปทานทั้งภาคเหนือ และส่งสัญญาณถึงทั้งประเทศ

    เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — เช้าวันฝนโปรยบาง ๆ ที่ดอยตุง นักท่องเที่ยวหยุดยืนมองทะเลหมอกในมุมเดิม แต่เรื่องเล่าที่เปลี่ยนไปคือสถิติ “พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทยปี 2567” ซึ่งชี้ว่าประเทศมีพื้นที่ป่า คิดเป็น 31.46% ของแผ่นดิน หรือ ราว 101.78 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน –0.03% (หรือ ประมาณ 32,884 ไร่). ตัวเลขเพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์อาจดูเล็กน้อยในข่าวรายวัน หากมองด้วยสายตาของเศรษฐกิจฐานทรัพยากร โดยเฉพาะเมืองชายขอบอย่าง เชียงราย ที่รายได้ท่องเที่ยว เกษตรบนพื้นที่สูง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนคุณภาพน้ำต้นลำน้ำกก–อิง ล้วนผูกกับผืนป่า “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” นี้กำลังทดสอบภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของทั้งจังหวัดและภาคเหนือ

    สถิติเชิงโครงสร้าง ทศวรรษที่ป่าเพิ่มไม่ทันป่าที่หายไป

    ภาพรวม 10 ปี (พ.ศ. 2558–2567) ประเทศไทยมี “ป่าเพิ่ม” 331,951.68 ไร่ แต่ “ป่าลด” 832,080.72 ไร่ สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างว่า ความพยายามฟื้นฟูยังไล่ไม่ทันแรงกดดันจากการใช้ที่ดินและภัยเสี่ยงเดิม ๆ

    เหตุผลของการ “เพิ่มขึ้น” มาจาก

    • การขยายตัวของป่าไม้ตามธรรมชาติ
    • การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
    • การปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

    เหตุผลของการ “ลดลง” ได้แก่

    • การเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากป่าไปเป็นกิจกรรมอื่น
    • ไฟป่า ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงเดิมที่กำเริบซ้ำ
    • โครงการพัฒนาที่ใช้พื้นที่ป่า ซึ่งแม้มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจสังคม แต่กระทบ “ทุนธรรมชาติ” ต้นทาง

    มุมมองเศรษฐกิจ กระดูกสันหลังรายได้

    1. ต้นทุน–ผลตอบแทนของผืนป่าต่อเศรษฐกิจเชียงราย
      เชียงรายเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพของภาคเหนือ โครงข่ายแหล่งน้ำจากพื้นที่ป่าต้นน้ำหล่อเลี้ยงการปลูกชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวและเกษตรอินทรีย์ที่กำลังโตในหุบเขา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ชุมชนชาติพันธุ์ และเส้นทาง “ซิตี้วอล์กธรรมชาติ” กลายเป็นรายได้กระจายสู่โฮมสเตย์ รถรับจ้าง ร้านอาหารท้องถิ่น และหัตถกรรม. เมื่อป่าหายไปทีละน้อย โซ่อุปทานนี้เผชิญ ต้นทุนแฝง ทั้งความเสี่ยงน้ำหลาก–แล้งยาว คุณภาพอากาศช่วงฤดูร้อน และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ซึ่งล้วน “กัดกำไร” แบบไม่ส่งเสียง
    2. ความเสี่ยงไฟป่ากับต้นทุนควัน
      แม้สถิติปีล่าสุดชี้ว่าประเทศลดลงสุทธิเล็กน้อย แต่ ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่สูงยังแบกรับความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควันทุกปี ต้นทุนธุรกิจท่องเที่ยวฤดูแล้ง–ร้อนของเชียงราย (ตั้งแต่ยกเลิกทริป ไปจนถึงประกันสุขภาพนักเดินทาง) แปรผันตาม “จำนวนวันคุณภาพอากาศดี” ซึ่งขึ้นกับความสามารถในการควบคุมไฟป่าและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและพื้นที่กันชน
    3. โอกาสทางเศรษฐกิจจากป่า
      ในอีกด้าน ป่าที่ “คงอยู่และเพิ่มขึ้น” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ ทั้ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยั่งยืน (eco–experience), เกษตร–วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟพืชพื้นถิ่น), แนวทาง การชำระค่าสบริการระบบนิเวศ (Payments for Ecosystem Services) และ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท้องถิ่น. สำหรับเชียงราย เมืองที่แบรนด์ “อากาศดี–ธรรมชาติสวย–วัฒนธรรมเข้ม” คือห่วงโซ่มูลค่าหลัก การรักษาผืนป่าจึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่คือ ยุทธศาสตร์สร้างรายได้.
    4. ความสามารถแข่งขันระดับจังหวัด
      ข้อมูลจังหวัดที่ “ป่าเพิ่มขึ้น” เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และหลายจังหวัดภาคกลาง–ตะวันออก สะท้อนบทเรียนว่าการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมและการวางแผนใช้ที่ดินเชิงพื้นที่ช่วย “อุดรอยรั่ว” ได้จริง จังหวัดที่ทำสำเร็จสามารถต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งแต่สินค้า GI–เชิงวัฒนธรรม ไปถึงท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน. เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโหนดท่องเที่ยวสำคัญ (ดอยตุง–แม่สาย–แม่ฟ้าหลวง–แม่จัน–แม่สาย) ยิ่งต้องเร่ง “เปลี่ยนความได้เปรียบด้านภูมิประเทศให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ผ่านการรักษาผืนป่า

    เชียงรายในสมการภาคเหนือ ที่ต้องชัด

    แม้รายชื่อจังหวัดที่ “ป่าเพิ่ม” ปีล่าสุดจะไม่ได้ระบุ เชียงราย แต่บริบทของจังหวัดก็นั่งอยู่ใจกลางโจทย์ของภาคเหนือซึ่งยัง สูญเสียพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยสรุปภาคเหนือมีพื้นที่ป่าคิดเป็น 63.19% ของทั้งภูมิภาค (ประมาณ 37.95 ล้านไร่) แต่ ลดลงถึง 29,883.91 ไร่ ในปี 2567 — ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนตรงถึงเชียงรายว่า “ภูมิภาคที่เราอยู่กำลังเสียแต้ม”

    สามเหตุผลที่เชียงรายต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

    • แหล่งน้ำต้นทุนเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำกก–อิง–โขงตอนบนรับน้ำจากป่าอนุรักษ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย แม่จัน ไกลไปถึงแนวชายแดน หากพื้นที่ป่ากันชนบางลง ความเสถียรของน้ำเพื่อเกษตร–ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มย่อมผันผวน
    • คุณภาพอากาศ = ความเชื่อมั่นท่องเที่ยว รีวิว–การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ผูกกับดัชนีอากาศดี (AQI). เมืองที่ควบคุมไฟป่าและควันได้ จะกลายเป็น “เดสติเนชันหน้าร้อน” ของครอบครัว–นักกีฬา–นักเดินป่า ซึ่งใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย
    • การเงินสีเขียวกำลังไหลสู่ท้องถิ่น โครงการปลูกป่า/ดูแลเชื้อเพลิง–คาร์บอนเครดิต–ธุรกิจท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เริ่มมีสถาบันการเงิน–บริษัทรายใหญ่สนับสนุน. เชียงรายที่มีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งสามารถเป็น “พอร์ตโฟลิโอต้นแบบ” ดึงเงินลงทุนสีเขียวเข้าสู่หมู่บ้านหุบเขา

    ทางปฏิบัติที่จับต้องได้สำหรับเชียงราย

    • จัด ผังใช้ที่ดินระดับตำบล–ลุ่มน้ำย่อย ที่กั้น “แนวกันชนชุมชน–ป่า” ชัดเจน และกำหนดโควตาเชื้อเพลิงเพลิงไฟ (fuel management) รายฤดูกาล
    • ยกระดับ วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟ–แมคคาเดเมีย–ผลไม้เมืองหนาว) ควบคู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อวางตำแหน่งราคาพรีเมียม
    • สร้าง เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (city walk–ปั่นจักรยาน–เดินป่าเบา ๆ) เชื่อมพิพิธภัณฑ์ ศิลปะร่วมสมัย และวิถีชาติพันธุ์ โดยตั้งเป้าการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มผ่านแพ็กเกจประสบการณ์
    • พัฒนาระบบ ข้อมูลไฟป่า–เชื้อเพลิง แบบเรียลไทม์สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว/เกษตร เพื่อวางแผนฤดูกาล–กิจกรรม ลดความเสี่ยงยกเลิกการเดินทา

    ภาพใหญ่ที่เชียงรายต้องร่วมขับเคลื่อน

    ภาคเหนือระดับภูมิภาคปี 2567 มีสัญญาณผสม — ป่ามากในสัดส่วนพื้นที่ แต่ยัง ลดลงสุทธิ มากที่สุด. เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

    • ภาคตะวันตก มีป่า 58.82% ของพื้นที่ภูมิภาค และ ลดลง 12,448.71 ไร่
    • ภาคใต้ มีป่า 24.33%, ลดลง 5,224.55 ไร่
    • อีสาน มีป่า 14.89%, ลดลง 732.61 ไร่
    • ภาคตะวันออก มีป่า 21.84%, เพิ่มขึ้น 4,373.59 ไร่
    • ภาคกลาง มีป่า 21.57%, เพิ่มขึ้น 11,032.01 ไร่

    บทเรียนของภาคกลาง–ตะวันออกคือ “การจัดการเชิงพื้นที่–สิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ทำให้ป่ากลับมาได้จริง ทั้งจากการฟื้นตัวธรรมชาติและการปลูกป่าเศรษฐกิจ–อนุรักษ์. ภาคเหนือสามารถยืมเครื่องมือเดียวกัน แต่ต้องเสริมด้วย นวัตกรรมจัดการเชื้อเพลิง–ไฟป่า และทางเลือกทำกินช่วงหน้าแล้ง เพื่อตัดวงจรไฟซ้ำซาก

    สัญญาณต่างจังหวัด–บททดสอบมหานคร

    ในระดับประเทศ จังหวัดที่ป่าเพิ่มขึ้น ครอบคลุมทั้งเหนือ–กลาง–อีสาน–ตะวันออก เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ชุมพร สตูล หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ — แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ป่า “ทำได้ในหลายภูมิประเทศ” เมื่อมีเป้าหมายร่วมและเครื่องมือเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม ประเทศยังมี สองจังหวัดที่ไม่พบพื้นที่ป่าเลย ได้แก่ นนทบุรี และ ปทุมธานี. นี่คือโจทย์ของมหานครที่ต้องสร้าง สมดุลระหว่างความหนาแน่นเมืองกับพื้นที่สีเขียวสาธารณะ–ป่าเมือง และเชื่อมโยงกับการลดความร้อนเกาะเมือง/คุณภาพอากาศ ซึ่งสุดท้ายสะท้อนกลับไปยังความสามารถดึงดูดนักลงทุน–แรงงานทักษะ

    จากกราฟตัวเลขสู่เส้นทางออก

    ตัวเลข –0.03% ในปีเดียว อาจไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล้มครืน แต่ “ทิศทาง 10 ปีที่ป่าลดยังมากกว่าเพิ่ม” คือสัญญาณว่าประเทศต้อง เปลี่ยนเกียร์. สำหรับเชียงราย ปมที่ต้องคลี่คือ “จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบจากภูมิประเทศ ให้เป็น ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน แบบยั่งยืนได้อย่างไร”

    แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเดินได้ทันที

    1. วางแผนเศรษฐกิจบนฐานลุ่มน้ำ กำหนดโซนนิ่งกิจกรรมเศรษฐกิจ (เกษตร–ท่องเที่ยว–บริการ) พิงความสามารถของป่าต้นน้ำและอุทกวิทยา แทนการวางแผนตามเส้นแบ่งเขตการปกครอง
    2. ทำข้อตกลง “บริการระบบนิเวศ” ระหว่างเมือง–ดอย ผู้ประกอบการในเมืองร่วมจ่ายค่าดูแลป่า–เชื้อเพลิงผ่านกลไกกองทุนหรือเครดิต เพื่อแลกกับน้ำสะอาด–อากาศดีและแบรนด์เมืองสีเขียว
    3. เร่งมาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โรงแรม–ทัวร์–คาเฟ่วิวป่าตั้ง KPI ด้านการจัดการขยะ พลังงานหมุนเวียน และการชดเชยคาร์บอน เชื่อมสินค้า GI–วัฒนธรรมชาติพันธุ์
    4. ยกระดับวนเกษตรเป็นอุตสาหกรรมภูมิภาค เชื่อมโซ่อุปทานชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวกับโรงคั่ว–โรงแปรรูป–โลจิสติกส์เย็น เพื่อดันมูลค่าเพิ่มและลดแรงกดดันบุกรุกป่า
    5. ข้อมูลเปิด–แจ้งเตือนไฟป่าแบบใกล้ชิดธุรกิจ ตั้ง “แดชบอร์ดจังหวัด” ให้ผู้ประกอบการวางแผนกิจกรรม–กำลังคน และสื่อสารนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

    เมื่อ “ป่ากลายเป็นทุน” เศรษฐกิจเชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทยจะปิดวงจรดีขึ้น ป่าสมบูรณ์→น้ำ–อากาศดี→ท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพ→รายได้ชุมชน–งบดูแลป่า→ป่ากลับมา. นี่คือสมการที่สร้าง ความมั่งคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน ได้พร้อมกัน

    กล่องตัวเลขชวนคิด

    • พื้นที่ป่าประเทศไทย ปี 2567: 31.46% ของประเทศ หรือ ประมาณ 101,785,271.58 ไร่
    • การเปลี่ยนแปลงจากปี 2566: –0.03% (–32,884.18 ไร่)
    • สะสม 10 ปี (2558–2567): ป่า เพิ่ม 331,951.68 ไร่, ป่า ลด 832,080.72 ไร่
    • ภาคเหนือ: ป่า 63.19%, ลด 29,883.91 ไร่ (มากสุด)
    • ภาคกลาง: ป่า 21.57%, เพิ่ม 11,032.01 ไร่ (เพิ่มมากสุด)
    • จังหวัดไร้ป่า: นนทบุรี, ปทุมธานี

    “ป่าลดลงเพียง –0.03%” อาจถูกเลื่อนผ่านสายตาในวันยุ่ง ๆ แต่สำหรับเชียงรายที่ยืนอยู่บนหัวใจของเศรษฐกิจสีเขียวภาคเหนือ มันคือคำถามใหญ่ของ รายได้และความน่าอยู่ ในอนาคตอันใกล้. ตัวเลขทศนิยมสองตำแหน่งกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาต้องเลิกมองป่าเป็น “ฉากหลังท่องเที่ยว” แล้วเริ่มมองเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ต้องบริหารแบบมืออาชีพ” — หากทำได้ เมืองปลายทางอย่างเชียงรายจะไม่เพียงรอดจากฤดูหมอกควัน แต่จะกลายเป็น ต้นแบบมหานครสีเขียวของภูมิภาค ที่ทำให้ “ธรรมชาติ” สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภูมิใจให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ข้อมูลสัดส่วนและพื้นที่ป่าไม้ปี 2567, การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ 10 ปี, สถิติรายภูมิภาคและรายจังหวัด
    • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: รายงานสถานการณ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมไทยปี 2567 และข้อมูลเชิงวิเคราะห์ด้านภัยคุกคาม–ไฟป่า
    • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช: ข้อมูลเขตป่าอนุรักษ์ ภัยไฟป่า และมาตรการจัดการเชื้อเพลิง
    • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.): กรอบนโยบายการพัฒนาคาร์บอนต่ำและบริการระบบนิเวศ
    • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แนวทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–คาร์บอนต่ำที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภาคเหนือ

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    MOST POPULAR

    FOLLOW ME

    NEWS UPDATE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-green-economy-forest-loss-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj_e36zLScanDBhglmNVj

  • ภาคเอกชนระยอง ชี้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณารอบด้านอย่ามองแค่เศรษฐกิจ

    ภาคเอกชนระยอง ชี้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณารอบด้านอย่ามองแค่เศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    ภาคเอกชนระยอง ชี้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณารอบด้านอย่ามองแค่เศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ภาคเอกชนระยอง มองการเรียกร้องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณาให้รอบด้านทุกมิติอย่ามองแค่เศรษฐกิจอย่างเดียว ขอให้มีความชัดเจนมากกว่านี้และฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ด้วย ส่วนความเห็นต่อโผ ครม.ใหม่ ยุคนายก”อนุทิน” ยอมรับว่าในตัวบุคคลล้วนมีความรู้ความสามารถ แต่จะเชื่อมั่นหรือไม่นั้นต้องขอพิสูจน์ดูการทำงานว่าจะมีความจริงจังในการเข้ามาแก้ปัญหาประเทศชาติมากน้อยแค่ไหน

    นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้า จ.ระยอง ได้แสดงความคิดเห็นต่อที่ได้มีหลายฝ่ายเรียกร้องขอให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชานั้น  เพื่อมุ่งหวังให้การประกอบธุรกิจบริเวณชายแดนคึกคักและเศรษฐกิจดีขึ้นนั้น ว่า เรื่องนี้ยอมรับว่าเศรษฐกิจมีความสำคัญ แต่อยากให้รัฐบาลหรือผู้รับผิดชอบมองและพิจารณาให้รอบด้านครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งจะมองเพียงเศรษฐกิจด้านเดียวคงไม่ได้ ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศชาติด้วย เอาไว้ให้เกิดความชัดเจนมากกว่านี้จะดีกว่า นอกจากนี้อยากฝากให้ผู้รับผิดชอบหรือรัฐบาลฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ด้วยว่าประชาชนคิดอย่างไร 

    นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้า จ.ระยอง ยังได้แสดงมุมมองต่อ ครม.ของรัฐบาล”นายกอนุทิน”ที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศ ว่า ในส่วนมุมมองของตัวเองต่อ คณะ ครม.ที่มีรายชื่อตามโผแล้ว มองว่าในตัวบุคคลที่ร่วม ครม.คณะนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ แต่ยังไม่ขอแสดงความเชื่อมั่นว่าที่ดีอย่างไร ซึ่งต้องขอดูการทำงานเสียก่อนว่ามีความจริงจังในการเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้ปัญหาสำคัญคือเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้องของพี่น้องประชาชน ว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาแก้ไขหรือจริงจังอย่างไรในการแก้ปัญหา ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะที่สั้นตามกรอบที่ตกลงกันไว้ก็ตาม ต้องดูว่ามีความจริงจังมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาหรือไม่

    นายทินกร ยังกล่าวด้วยว่าในฐานะที่เป็นคนภาคตะวันออก อยากเรียกร้องให้รัฐบาลที่จะเข้ามา ได้ผลักดันเดินหน้าโครงการอีอีซีให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนแต่อย่างไร ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการสนามบินอู่ตะเภา เพราะโครงการเหล่านี้ถือว่าเป็นโครงการที่สำคัญที่จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจเข้าประเทศ
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gsAAH53DWtyGsYVtwI9nD

  • “พิพัฒน์” ลั่นรัฐบาลอนุทินเดินหน้าแลนด์บริดจ์ มั่นใจดันเศรษฐกิจใต้ทะยาน

    “พิพัฒน์” ลั่นรัฐบาลอนุทินเดินหน้าแลนด์บริดจ์ มั่นใจดันเศรษฐกิจใต้ทะยาน


    “พิพัฒน์” ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม  ย้ำรัฐบาลอนุทินมุ่งสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อเป็นเมกะโปรเจกต์สร้างงาน-ดันเศรษฐกิจภาคใต้ หลังเสียเวลาและโอกาสมานาน

    ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงการเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ภายหลังการเปิดตัวทีม อบจ.ชุมพร ของนายชุมพล จุลใส อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ที่มาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ว่า ต้องขอบคุณทีม อบจ.ชุมพร ที่มาร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศของเราต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่พวกเรามีการประสาน และรวมตัวกัน เพราะเรามีนโยบายที่จะพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ว่าจะเกิดหรือไม่ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็มีการให้สัมภาษณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเราจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า โครงการแลนด์บริดจ์เริ่มต้นจากสมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่จะมีการสร้างระบบราง ถนน และระบบท่อ ของ 2 ฝั่งในทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ซึ่งก็จะเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนไทยเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ชุมพร และระนอง ที่จะสามารถจ้างงานเพิ่มขึ้นได้มากมาย จึงถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตนได้หารือเป็นการส่วนตัวกับนายชุมพล ว่า เราจะมาสานความสำเร็จ และเป็นการพัฒนาจังหวัดของเรา พวกเราต้องช่วยกันคิด และจัดทำอย่างไรให้โครงการนี้ราบรื่นไปได้ จึงเป็นที่มาที่ทำให้เรามาอยู่ด้วยกัน

    นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้รับหน้าที่ให้พูดคุยกับเพื่อนๆ พื้นที่ภาคใต้ว่า มีอุดมการณ์มาทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ เพราะที่ผ่านมาเราเสียโอกาสเยอะมาก เพราะพวกเราไม่ได้มีการรวมตัวกัน ซึ่งหากมีการรวมตัว และช่วยกันในเรื่องยุทธศาสตร์ ก็มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาภาคใต้ได้มากกว่านี้

    เมื่อถามถึงกรณีการเดินหน้าโครงการแลนด์บริจด์ ที่มีคนไม่เห็นด้วย และขอให้ชะลอโครงการดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะศึกษาผลกระทบ EIA ไม่ทัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าเราไม่สานต่อในวันนี้ ก็จะมีการชะลอไปเรื่อยๆ และโอกาสคงไม่เกิด ซึ่งตนในฐานะที่เป็นคนใต้ใน จ.สงขลา และมีบริษัทเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ได้วิ่งในประเทศไทย ตนก็คิดว่า เรามีความรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคำว่าแลนด์บริดจ์ คุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ประเทศไทยเป็นผู้ลงทุน แต่ต้องมีการเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะวันนี้ประเทศไทยไม่พร้อมในเรื่องการกู้ยืมเงิน แต่มั่นใจว่าเรามีศักยภาพ ในการเชิญชวนให้คนมาใช้ท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง

    เมื่อถามว่าในระยะเวลา 4 เดือน จะสามารถจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้ทันหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้ทราบมา การสำรวจหรือการทำ EIA น่าจะทำไปได้ไกลแล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในการตัดสินใจของรัฐบาลของนายอนุทิน ว่าในระยะเวลา 4 เดือน เรื่องของแลนด์บริจด์ เราจะสานต่อหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินก็มีการให้สัมภาษณ์ไปแล้ว เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นการสร้างงานอีกชิ้นหนึ่ง ที่เป็นงานชิ้นใหญ่ หลังจากที่เรามีการ EEC ไปก่อนหน้านี้ และหลังจากนั้นประเทศไทยยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเราพยายามทำโครงการนี้ให้สำเร็จ และที่สำคัญคือการจะทำให้เป็นตัวเชื่อม SEC ซึ่งเรามีความพร้อม และความตั้งใจของนายกรัฐมนตรี ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แต่หากเราไม่คิดที่จะริเริ่มอะไร 4 เดือนก็จะผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์ ฉะนั้นขออย่าไปสนใจว่าเป็น 4 เดือนหรือกี่วัน เมื่อเราเข้ามาสิ่งที่ต้องทำ และทำได้มากน้อยขนาดไหน ถ้าครั้งต่อไปพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เราจะมาสานต่อนโยบาย แต่หากไม่ได้รับความไว้วางใจก็ขอฝากโครงการที่ดีๆ หรือโครงการที่จะทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นให้กับรัฐบาลชุดต่อไป พร้อมย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/35488&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Arb31Nlc-EjwMcRPZBc7w

  • ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า สปป.ลาว กำลัง ก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

    ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า สปป.ลาว กำลัง ก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

             ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลลาวในการยกระดับประเทศให้พ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ภายในปี 2569 นั้นเป็นไปได้ แม้ลาวจะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความผันผวนทั่วโลก Ms. Kanni Wignaraja ผู้อำนวยการ UNDP ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จะเดินทางเยือนลาวอย่างเป็นทางการเพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างลาวและ UNDP ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก ด้านการพัฒนาของประเทศ “ดิฉันคิดว่าลาวกำลังก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) เราไม่ได้ ด้อยพัฒนา เราอยู่ในเส้นทางที่จะเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง” เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สำนักงาน UNDP ในเวียงจันทน์ หัวหน้าโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคแสดงมุมมองในเชิงบวกเกี่ยวกับโอกาส ในการก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด แม้ว่าหลายคนจะกังวลว่าลาว และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ อาจได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือหลังการก้าวสู่การพ้นสถานะฯ โดยเกรงว่าประเทศที่เพิ่งก้าวสู่การพ้นสถานะฯ อาจเสียเปรียบจากการตัดความช่วยเหลือและการสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้าที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่มอบให้กับประเทศกำลังพัฒนา“ดิฉันคิดว่าการพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ดิฉันคิดว่าไม่ใช่ความท้าทาย แต่ดิฉันคิดว่าเป็นโอกาส” เธอกล่าว

              Ms. Kanni Wignaraja เสนอว่าประเทศที่เพิ่งพ้นสถานะ LDC จำเป็นต้องก้าวข้ามสิ่งที่เคยทำในอดีต รวมถึงข้อตกลงทางการค้าที่ให้สิทธิพิเศษบางประการในอดีต และควรแสวงหาโอกาสในการเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ ด้วยข้อเสนอที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและจัดหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เธอกล่าวเสริมว่า ลาวสามารถมุ่งมั่นที่จะเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพพลังงานน้ำทั้งในประเทศและส่งออก ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญ ในการส่งเสริมประเทศให้เป็นฐานการผลิตที่สะอาด สอดคล้องกับนโยบายการเติบโตสีเขียวของรัฐบาลและแนวโน้มระดับโลก โดยได้แนะนำให้ลาวสร้างการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งขึ้น สำรวจตลาดใหม่ๆ แล้วจึงนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ตามความเหมาะสม “ดิฉันคิดว่านี่คือพื้นที่ และจะมีโอกาสอีกมากที่ลาวสามารถเป็นผู้นำได้อย่างแท้จริงในช่วงหลังประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าศักยภาพนี้จะสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันในการเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ๆ

              นอกจากนี้ Ms. Kanni Wignaraja ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนด้านคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่ากำลังแรงงานมีความสามารถและความสามารถในการแข่งขันสูง โดยการต่อยอดการลงทุนในด้านการศึกษาและสาธารณสุข งบประมาณแผ่นดินโดยเฉลี่ยในสองภาคส่วนนี้ต่ำเกินไปมาก Ms. Kanni Wignaraja กล่าว พร้อมเสริมว่าการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเรียนต่อจนจบหลักสูตร Ms. Kanni Wignaraja กล่าวว่า UNDP พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานร่วมกับลาว เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวออกจากสถานะประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุดและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งการเยือนลาวครั้งนี้ของเธอเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ขณะที่รัฐบาลกำลังจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ระยะเวลา 5 ปี สำหรับปี พ.ศ. 2569-2573 กรอบการทำงานนี้ถือเป็นกรอบสำคัญที่จะช่วยให้ลาวเปลี่ยนผ่านจากประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) และกำหนดว่าประเทศจะสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 ได้หรือไม่ และแผนพัฒนา 5 ปี กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการขั้นสุดท้าย ท่ามกลางความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เกิดจากปัญหาทางการเงิน การลดลงของกระแสความช่วยเหลือทั่วโลก แนวโน้มการค้าโลก และการเปลี่ยนแปลงทางภาษีศุลกากร

              โดยจากการประเมินเบื้องต้นที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP ชี้ให้เห็นว่าส สปป.ลาว จะต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาที่สำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2569-2573 เนื่องจากมีช่องว่างทางการเงินที่สูงมากสำหรับความต้องการด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนามนุษย์เพื่อแก้ไขช่องว่างเหล่านี้ รัฐบาลร่วมกับ UNDP ได้เปิดตัวศูนย์กลางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Climate and Sustainable Finance Hub) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาในอนาคต โดยมี Ms. Kanni Wignaraja เป็นสักขีพยาน “ฉันมาที่นี่เพื่อดูว่าเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อสนับสนุนรัฐบาล สปป.ลาว และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในการพิจารณาขั้นตอนต่อไปของการพัฒนาลาว” เธอกล่าว

    ************************

    ที่มา : Vientiane times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/tfv1l7istlswgio9mjbrfrzh&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30bzYKD3EOB8qBQefU3NtZ

  • 3 วัน 2 คืน เที่ยวราชบุรี จะได้รู้จักมากขึ้น

    3 วัน 2 คืน เที่ยวราชบุรี จะได้รู้จักมากขึ้น

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/0vmdEGLD38nB&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Gg2S-w9fJxYwI_uL0u-wz

  • หอการค้าอีสานของ รบ.เร่งแก้ผลกระทบการค้าชายแดน-ฟื้นท่องเที่ยว-ยกเลิกค่าแรง 400 บาท

    หอการค้าอีสานของ รบ.เร่งแก้ผลกระทบการค้าชายแดน-ฟื้นท่องเที่ยว-ยกเลิกค่าแรง 400 บาท

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายสมชาติ พงคพนาไกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า จากการสอบรวมข้อเสนอจากสมาชิกหอการค้าภาคอีสาน ส่งให้กับหอการค้าไทยส่วนกลาง เพื่อรวมกับข้อเสนอหอการค้าทั่วประเทศและใช้เป็นข้อมูลในการประชุมหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ กับ ประธานและคณะกรรมการหอกาค้าไทย ในวันที่ 18 กันยายน นั้น แผนในระยะสั้น(คลิกวิน) ภาคอีสาน เน้นขอให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นกำลังซื้อ ออกมาตรการช่วยเหลือทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ทั้งในแง่การลดต้นทุนผู้ประกอบการและภาระค่าใช้จ่ายประชาชน

    นายสมชาติ กล่าวว่า ประเด็นที่หอการค้าภาคอีสาน อยากเห็นหลัง ครม.เริ่มทำงาน สำคัญๆ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ประเด็นแก้ปัญหาผลกระทบจากการค้าชายแดน หลังเกิดเหตุปะทะและปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยอมรับว่าการเปิดด่านการค้าชายแดนคงไม่อาจทำได้จนกว่าจะได้ข้อตกลงด้านความมั่นคง จึงเชื่อว่าจะมีการชะลอเปิดด่านไปก่อน ซึ่งตอนนี้ผู้ประกอบการในพื้นที่ปรับตัวได้มากแล้ว สำหรับการค้าผ่านแดนได้ปรับเส้นทางและใช้ขนส่งทางเรือมากขึ้น แต่ต้องปรับภาระค่าระวางเรือที่สูงขึ้นถึง 5 เท่า หรือปรับผ่านเส้นทางชายแดนไทย-ลาว และมูลค่าการค้าที่หายไป จึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเป็นการเฉพาะใน 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษี ช่วยเหลือยกเว้นเก็บภาษีที่ดิน/สิ่งปลูกสร้างและภาษีป้าย 90% เป็นเวลา 1 ปี ยกเว้นดอกเบี้ยสินเชื่อหรือจัดเก็บในอัตราต่ำสุด ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชน ขอให้เตรียมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดชายแดน วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท/ราย ดอกเบี้ยไม่เกิน1%ต่อปี ระยะโครงการ 1 ปี ชะลอจ่ายผ่อนเงินต้นและเว้นดอกเบี้ยให้กับธุรกิจเป็นเวลา 1 ปี

    2. เร่งฟื้นธุรกิจท่องเที่ยว เห็นด้วยกับโครงการเที่ยวคนละครึ่ง แต่เพื่อช่วยการฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง คืออยากให้สั่งการหน่วยงายรัฐและองค์กร เข้าไปจัดสัมมนาหรือประชุม หรือ ท่องเที่ยว ในภาคอีสาน โดยเฉพาะ 4 จังหวัดติดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยหายไปเกือบหมด โดยเฉพาะต่างชาติ เพราะมองภาพเหตุการณ์ตามสื่อในประเทศตนอาจกังวลว่าการมาเที่ยวยังไม่ปลอดภัย รวมถึงอยากให้จัดสรรงบประมาณฟื้นฟูในจังหวัดภาคอีสานให้มากขึ้น ฟื้นที่โรงแรม ที่พัก และการค้าท้องถิ่น และ

    3. ขอให้ยกเลิกนโยบายปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำรายวันเป็น 400 บาท หรือชะลอไปจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเต็มที่ โดยหากมีการปรับควรยึดมติคณะกรรมการแรงงานรายจังหวัด เพราะพิจารณาบนความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมจังหวัดมีความเหลื่อมล้ำและเศรษฐกิจฐานรากไม่เท่ากันทั้งประเทศ โดยเอกชนเสนอไม่ควรมีการปรับเท่ากัน 400 บาททั้งประเทศ เลิกได้เลิกเลย เพราะไม่แค่เพิ่มต้นทุนประกอบการ แต่ทำให้การพิจารณามาลงทุนในต่างจังหวัดชะลอตัวทันที เพราะการลงทุนจะลงไปเมืองใหญ่ ที่มีสาธาณูปโภคสะดวกกว่า

    นายสมชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นเรื่องที่ดีที่นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจจะใกล้ชิดและรับฟังปัญหาต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจในต่างจังหวัดยังฝืด ยิ่งจังหวัดชายแดนที่ยังเป็นประเด็นเรื่องความมั่นคง อีกนานที่จะฟื้นได้เหมือนเดิม แต่ภาคเอกชนเราคำนึงอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ เพียงอะไรที่เดือดร้อน ก็อยากให้รัฐบาลใหม่ เข้ามาช่วยเหลือและแก้ไขโดยเร็ว เราไม่ได้มองแค่ 4 เดือนหรือ 8 เดือน แต่อยากเห็นให้มาตรการที่ออกมาเป็นการช่วยเหลือต่อเนื่อง แม้มีการปรับเปลี่ยนทางการเมืองก็ไม่กระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากนักเหมือนที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000089171&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SgwrHMGY4dcQ8RzzS-S_4

  • จับตาดรีมทีมเศรษฐกิจ! อนุทิน ลุยพบกลุ่มทุน จี้รัฐแก้บาทแข็ง-อัดโปร 4 เดือน พยุงกำลังซื้อปลายปี

    จับตาดรีมทีมเศรษฐกิจ! อนุทิน ลุยพบกลุ่มทุน จี้รัฐแก้บาทแข็ง-อัดโปร 4 เดือน พยุงกำลังซื้อปลายปี

    หลังจากที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ ‘ดรีมทีมเศรษฐกิจ’ ไม่ว่าจะเป็น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 

    ในวันพรุ่งนี้ 18 ก.ย. เตรียมพบหอการค้าไทย ซึ่งเอกชนต่างจับตาควิกวิน ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อปลายปี

    วันนี้ 17 ก.ย. นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 86.4 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 86.6 ในเดือนกรกฎาคม 2568 ถือเป็นดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ร่วงต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 37 

    ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภายหลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้สถานะนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    “โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567-สิงหาคม 2568) ซึ่งมีการเบิกจ่ายล่าช้า และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราภาษีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Regional Value Content (RVC) หรือสินค้าที่เปิดตลาดให้สหรัฐฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและนำเข้า”

    อีกทั้ง สถานการณ์การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงส่งผลให้การค้าชายแดนได้รับผลกระทบ และคาดว่าจะก่อให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางการค้าในเดือนสิงหาคมกว่า 14,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    ขณะเดียวกัน ยังพบว่าสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากจากพายุโซนร้อน ‘คาจิกิ’ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการค้าและการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงการที่แรงงานกัมพูชาทยอยเดินทางกลับประเทศ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม ยังมีปัจจัยบวกหลายประการ ได้แก่ การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เหลือ 1.50% ต่อปี ซึ่งช่วยบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ 

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.85 หมื่นล้านบาท โดยจัดสรร 1 หมื่นล้านบาทเข้าสู่กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงาน BIG Motor Sale 2025 โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

    จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,350 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 72.6% นโยบายภาครัฐ 60.4% อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) 45.7% ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 61.0% การเข้าถึงสินเชื่อ 35.1% ราคาพลังงาน 32.4% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 26.1% 

    ขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงเช่นกัน อยู่ที่ระดับ 88.9 ลดลงจาก 89.2 ในเดือนกรกฎาคม 2568 เนื่องจากความกังวลต่อความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ อาทิ 

    การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ปัญหาชายแดน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และอุปสงค์จากประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มลดลง หลังการบังคับใช้มาตรการ Reciprocal Tariff ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและส่งออกของไทย ประกอบกับความเสี่ยงการถูกเก็บภาษี 40% จากความไม่ชัดเจนของเงื่อนไขสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่าจะช่วยประคับประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง คาดว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วง High season (ช่วงพฤศจิกายน- ธันวาคม 2568) คาดว่าจะส่งผลดีต่อการใช้จ่าย และการบริโภคสินค้า

    แนะ 4 ข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ 

    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งติดตามข้อสรุปเกี่ยวกับเงื่อนไขภาษี Reciprocal Tariff โดยเฉพาะประเด็น Regional Value Content (RVC) รวมถึงรายการสินค้าที่ไทยจะเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมในการรับมือผลกระทบ
    1. ขอให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณด้านรายจ่ายลงทุนในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569
    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งรัดการออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นรูปธรรม เช่น สามารถนำรายจ่ายค่าขนส่งและโลจิสติกส์ส่วนเพิ่มมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า 
    1. ขอให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุที่เหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้ ไปใช้ประโยชน์ในการทำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    ‘อนุทิน’ ถกหอการค้าไทย ลุ้นควิกวินเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 18 กันยายน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ จะไปประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  โดยพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เตรียมหยิบยกประเด็นสถานการณ์และข้อเสนอแนะที่ได้รวบรวมจากหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย หอการค้าไทยทั่วประเทศ สมาคมการค้า และธุรกิจต่างๆ 

    เบื้องต้น นโยบายระยะสั้น (ควิกวิน) ระยะเวลา 4 เดือนแรกที่รัฐบาลเข้าบริหารประเทศ และนโยบายระยะกลางที่ผ่านการอนุมัติเห็นชอบ เพื่อให้เกิดรอยต่อทางปฏิบัติและเศรษฐกิจไม่สะดุด อาทิ การลงทุนโครงการพื้นฐาน การออกมาตรการการเงินการคลังระยะยาว 6-8 เดือน ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แนวคิดปรับค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนมาตรการส่งออกทองคำเพื่อแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง 

    แหล่งข่าว ภาคเอกชน โดยหอการค้าไทย ระบุว่า เบื้องต้น ข้อเสนอเร่งด่วนคือประเด็นกระตุ้นกําลังเข้าไฮซีซั่นปลายปี จึงอยากทราบทิศทางรัฐบาลจะออกมาตรการอะไรก่อนเข้าสู่ปีใหม่ เพื่อให้ภาคธุรกิจรับรู้ วางแผนทางที่ชัดเจน 

    “หอการค้าภูมิภาคส่วนใหญ่ สะท้อนปัญหาปากท้อง กําลังซื้อที่ไม่ดีนัก ดังนั้น ช่วง 4 เดือน จึงอยากฟังแนวคิดและนโยบายควิกวินของรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดความลังเลการใช้จ่าย ลงทุน ส่งออก และรับทราบแผนกระตุ้นท่องเที่ยว” 

    สำหรับ รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าสู่กระบวนการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ โดยหลังจากนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำรายชื่อคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น ได้ทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 

    หลังจากนั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ก่อนจะประชุม ครม.นัดพิเศษ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามลำดับ ก่อนลงมือปฏิบัติงาน และเริ่มนับวันที่ 1 ตามสัญญากับพรรคประชาชน ซึ่งคาดว่าจะครบกำหนดในปลายเดือน มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-dreamteam-economy-meeting/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj2w-Oymbq22v-U7VI-JZ