Blog

  • คึกคักทั่วไทย! แห่ต่อคิวรับ iPhone 17 series วันแรกที่เซ็นทรัลทุกสาขา รวมช็อปไอทีครบสุด-โปรแรงจัดเต็ม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    คึกคักทั่วไทย! แห่ต่อคิวรับ iPhone 17 series วันแรกที่เซ็นทรัลทุกสาขา รวมช็อปไอทีครบสุด-โปรแรงจัดเต็ม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – คึกคักทั่วไทย! แห่ต่อคิวรับ iPhone 17 series วันแรกที่เซ็นทรัลทุกสาขา รวมช็อปไอทีครบสุด-โปรแรงจัดเต็ม

    กรุงเทพ – สุดปัง! วันแรกของการรับเครื่อง iPhone 17 Series คึกคักทั่วประเทศ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในฐานะศูนย์รวมแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายสินค้า Apple ชั้นนำที่ครบที่สุด สร้างปรากฏการณ์ดึงดูดลูกค้าทั่วประเทศ โดยเฉพาะ centralwOrld ยืนหนึ่งแลนด์มาร์กระดับโลกสำหรับการใช้ชีวิตทุกรูปแบบ พร้อมความคุ้มค่าที่สุดจากโปรโมชั่น On-Top ภายใต้แคมเปญ Electronics Pro Day 2025 อัดแน่นด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 9 พฤศจิกายน 2568

    ‘Electronics Pro Day 2025’ รวมพันธมิตรชั้นนำ อาทิ iStudio by Copperwired, iStudio by SPVi, Dotlife, TG, Advice, IT CITY, Power Buy, Studio7, JAYMART, BaNANA, AIS, TRUE และอีกมากมาย ให้เลือกซื้อ iPhone 17 Series ได้สะดวกครบ จบในที่เดียว พร้อมความ “คุ้มที่สุด” กับโปรโมชั่นสุดพิเศษ อัดแน่นสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม:

    • รับคะแนน The 1 เพิ่มสูงสุด 15,190* คะแนน คำนวณจากราคา iPhone 17 Pro 256 GB ราคา 43,900.-*

    • พิเศษ 19 ก.ย.-30 ก.ย. 2568 รับสิทธิ์ซื้อวิงซ์แซ่บ 10 ชิ้น เพียง 77 บาท* (จากราคาปกติ 188 บาท) เมื่อช้อป iPhone 17 Series ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่ร่วมรายการ รับสิทธิ์ผ่านแอป Central X ที่จุดแลกของสมนาคุณ *จำกัด 760 สิทธิ์

    • คุ้มที่ 3: สิทธิพิเศษจากบัตรเครดิต แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18%* เมื่อใช้จ่ายเต็มจำนวนผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ / บัตรในเครือกรุงศรีคอนซูมเมอร์ (ผ่อน 0%* สูงสุด 10 เดือน รับเครดิตเงินคืน สูงสุด 12%*) *เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ ในหมวดMobile / IT / Camera / Gadget เงื่อนไขการผ่อนชำระเป็นไปตามที่ร้านค้า กำหนด, สินค้าที่ซื้อจากเพาเวอร์บายไม่เข้าร่วมโปรโมชัน

    รวมช็อปไอทีและ Gadget ครบทุกแบรนด์ในที่เดียว กับ Electronics Pro Day 2025 พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษและสิทธิประโยชน์จัดเต็มให้คุณคุ้มที่สุดทุกการซื้อ วันนี้ – 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วประเทศ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/20/579744/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24ncRD69DSmjZmX8CM1bCr

  • วัดป่าแสงธรรม ส่งมอบโต๊ะ-เก้าอี้ 90 ชุด หนุนการศึกษา โรงเรียนบ้านห้วยสมบูรณ์ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

    วัดป่าแสงธรรม ส่งมอบโต๊ะ-เก้าอี้ 90 ชุด หนุนการศึกษา โรงเรียนบ้านห้วยสมบูรณ์ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา


    ภาพประกอบเนื้อหา 0 วัดป่าแสงธรรม ส่งมอบโต๊ะ-เก้าอี้ 90 ชุด หนุนการศึกษา โรงเรียนบ้านห้วยสมบูรณ์ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

    สงขลา – 18 กันยายน 2568 วัดป่าแสงธรรม ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้จัดพิธีส่งมอบชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน จำนวน 90 ชุด ให้แก่โรงเรียนบ้านห้วยสมบูรณ์ ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เพื่อสนับสนุนการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียน

    โรงเรียนบ้านห้วยสมบูรณ์เปิดสอนในระดับอนุบาลและประถมศึกษา โดยมีชุดโต๊ะ-เก้าอี้เดิมที่ใช้งานมานานและอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ ทางวัดป่าแสงธรรมและคณะศิษยานุศิษย์จึงได้ร่วมกันบริจาคชุดโต๊ะ-เก้าอี้ใหม่ เพื่อนำไปทดแทนของเดิมที่เสียหาย

    การบริจาคในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทำบุญอย่างต่อเนื่องของวัดป่าแสงธรรม ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมการศึกษาของเยาวชน ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้กับเด็กๆ ในชุมชน การส่งมอบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเมตตาและพลังแห่งการแบ่งปันจากทุกภาคส่วนในสังคมที่พร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

    ภาพประกอบเนื้อหา 1 วัดป่าแสงธรรม ส่งมอบโต๊ะ-เก้าอี้ 90 ชุด หนุนการศึกษา โรงเรียนบ้านห้วยสมบูรณ์ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

    ภาพประกอบเนื้อหา 2 วัดป่าแสงธรรม ส่งมอบโต๊ะ-เก้าอี้ 90 ชุด หนุนการศึกษา โรงเรียนบ้านห้วยสมบูรณ์ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

    ภาพประกอบเนื้อหา 3 วัดป่าแสงธรรม ส่งมอบโต๊ะ-เก้าอี้ 90 ชุด หนุนการศึกษา โรงเรียนบ้านห้วยสมบูรณ์ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

    เนื้อหานี้ในภาษาอื่น


    • บมจ.หาดทิพย์ เปิดประมูลราคารถยนต์ ประจำปี 2568 (แบบแยกรายคัน) จำนวน 33 คัน

      บมจ.หาดทิพย์ เปิดประมูลราคารถยนต์ ประจำปี 2568 (แบบแยกรายคัน) จำนวน 33 คัน
    • Maxim ขยายโอกาสคนขับในหาดใหญ่ พร้อมขับเคลื่อนเมืองสะอาดด้วยรถไฟฟ้า

      Maxim ขยายโอกาสคนขับในหาดใหญ่ พร้อมขับเคลื่อนเมืองสะอาดด้วยรถไฟฟ้า
    • แถลงข่าวเทศกาลกินเจหาดใหญ่ Go Green ครั้งที่ 23 มุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

      แถลงข่าวเทศกาลกินเจหาดใหญ่ Go Green ครั้งที่ 23 มุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
    • หาดทิพย์ผนึกกำลังเครือข่ายเปิดตัว “พันธมิตรเพื่อการรีไซเคิลในภาคใต้”  ยกระดับการรีไซเคิลขวด PET เป็นเม็ดพลาสติก rPET ด้วยระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ   ครั้งแรกของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยและธุรกิจ ”โคคา-โคล่า” ทั่วโลก

      หาดทิพย์ผนึกกำลังเครือข่ายเปิดตัว “พันธมิตรเพื่อการรีไซเคิลในภาคใต้” ยกระดับการรีไซเคิลขวด PET เป็นเม็ดพลาสติก rPET ด้วยระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ ครั้งแรกของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยและธุรกิจ ”โคคา-โคล่า” ทั่วโลก
    • วง B5 ทีมรวม 5 โรงเรียน จ.ภูเก็ต คว้าแชมป์ “Sprite Music Contest 2025” ครองถ้วยเกียรติยศ–ทุนการศึกษา

      วง B5 ทีมรวม 5 โรงเรียน จ.ภูเก็ต คว้าแชมป์ “Sprite Music Contest 2025” ครองถ้วยเกียรติยศ–ทุนการศึกษา
    • เกษตรเขต5 เปิดสวนทุเรียนคุณภาพ ต้อนรับกงสุลใหญ่จีนประจำสงขลา สร้างความเชื่อมั่น ทุเรียนชายแดนใต้ สู่ตลาดสากล

      เกษตรเขต5 เปิดสวนทุเรียนคุณภาพ ต้อนรับกงสุลใหญ่จีนประจำสงขลา สร้างความเชื่อมั่น ทุเรียนชายแดนใต้ สู่ตลาดสากล
    • หาดทิพย์ รับรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด” สถานประกอบการดีเด่นด้านอาหาร 2568 ตอกย้ำมาตรฐานการผลิตเครื่องดื่มคุณภาพระดับสากล และมุ่งมั่นเติบโตเคียงข้างชาวใต้ตลอด 55 ปี

      หาดทิพย์ รับรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด” สถานประกอบการดีเด่นด้านอาหาร 2568 ตอกย้ำมาตรฐานการผลิตเครื่องดื่มคุณภาพระดับสากล และมุ่งมั่นเติบโตเคียงข้างชาวใต้ตลอด 55 ปี
    • บมจ.หาดทิพย์ เปิดประมูลราคารถยนต์ ประจำปี 2568 (แบบเหมากลุ่ม) จำนวน 43 คัน

      บมจ.หาดทิพย์ เปิดประมูลราคารถยนต์ ประจำปี 2568 (แบบเหมากลุ่ม) จำนวน 43 คัน
    • จังหวัดสงขลาจัดใหญ่ “เทศกาลอาหารพื้นถิ่นสงขลา เขา ป่า โหนด นา เล

      จังหวัดสงขลาจัดใหญ่ “เทศกาลอาหารพื้นถิ่นสงขลา เขา ป่า โหนด นา เล
    • หาดทิพย์ ติดทำเนียบหุ้น ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตอกย้ำผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มยั่งยืนในภาคใต้

      หาดทิพย์ ติดทำเนียบหุ้น ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตอกย้ำผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มยั่งยืนในภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.gimyong.com/content/d93603f002&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QFpJ8ou0pBotFsVGXqtp6

  • งานวิจัยใหม่เผยแนวทางการกินแบบง่าย ที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ | เดลินิวส์

    งานวิจัยใหม่เผยแนวทางการกินแบบง่าย ที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ | เดลินิวส์

    ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เป็นคำรวมที่ใช้เรียกอาการสูญเสียความทรงจำและความสามารถทางปัญญาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตประจำวัน ขณะนี้มีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นบ่งชี้ว่า ในสหรัฐ ความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 514,000 รายต่อปีในปัจจุบัน เป็นสองเท่าในอีก 35 ปีข้างหน้า กระตุ้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องขวนขวายหาวิธีปกป้อง ไม่ให้เกิดภาวะสมองเสื่อมอย่างเร่งด่วน

    งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพสมอง เช่น การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร และการเข้าสังคม แต่สำหรับโรค “อัลไซเมอร์” ซึ่งเป็นภาวะสมองเสื่อมประเภทหนึ่ง พบว่าพันธุกรรมก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะยีนที่ชื่อว่า APOE-e4 ซึ่งเป็นยีนที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคอย่างมาก เนื่องจากมีส่วนทำให้เกิดการสะสมของคราบอะไมลอยด์-เบต้าในสมอง และยังส่งผลต่อการเผาผลาญไขมันและกลูโคส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของสมอง

    ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ศึกษาผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อโรคอัลไซเมอร์อย่างละเอียด และศึกษาว่า “อาหาร” จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้หรือไม่ จนกระทั่งได้ผลการวิจัยและเพิ่งเผยแพร่ในวารสาร Nature Medicine เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา

    นักวิจัยได้ทำการศึกษาโดยใช้ข้อมูลจากกลุ่มอาสาสมัครที่เป็นพยาบาลหญิงกว่า 4,200 คน และกลุ่มผู้ชายที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์อีกเกือบ 1,500 คน โดยเป็นข้อมูลด้านสุขภาพและพฤติกรรมที่มีการติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี เพื่อดูความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการบริโภคอาหารและสุขภาพสมอง นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เพื่อประเมินสถานะทางปัญญา รวมทั้งการตรวจเลือดและวิเคราะห์ข้อมูลเมแทโบโลมิกส์ (Metabolomics) ซึ่งเป็นการศึกษาความหลากหลายของสารเคมีในเซลล์ ณ ขณะใดขณะหนึ่งว่ามีวิถีและกลไกที่สัมพันธ์กันอย่างไร 

    กลุ่มอาหารเมดิเตอร์เรเนียน

    ทีมวิจัยได้ประเมินคุณภาพอาหารของกลุ่มศึกษาด้วยดัชนี “MedDiet” ซึ่งเป็นการให้คะแนนอาหารโดยพิจารณาจากการมีหรือไม่มีอาหารในกลุ่มเมดิเตอร์เรเนียน เช่น ผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี พืชตระกูลถั่ว ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช ปลา น้ำมันมะกอก ผลิตภัณฑ์นมบางชนิด สัตว์ปีก ปลา ในมื้ออาหารของกลุ่มศึกษา

    ทีมวิจัยเลือกศึกษาอาหารเมดิเตอร์เรเนียนเนื่องจากมีหลักฐานว่าอาหารประเภทนี้ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมอง

    นักวิจัยพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมน้อยลงและมีประสิทธิภาพการทำงานของสมองที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูงต่อโรคอัลไซเมอร์ ผลลัพธ์ที่ได้นี้สอดคล้องกันทั้งในกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย

    ส่วนประกอบของอาหารที่ดูเหมือนจะมีส่วนช่วยมากที่สุดคือ ผลไม้ ถั่ว และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งพบมากในน้ำมันมะกอกและอะโวคาโด 

    อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดบางประการ เนื่องจากผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันที่สืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรปและอยู่ในกลุ่มที่มีการศึกษาสูง ทำให้ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่า ผลลัพธ์นี้จะประยุกต์ใช้กับประชากรกลุ่มอื่นได้หรือไม่

    ที่มา : eatingwell.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5128603/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o3TcDXc-H1soYzy6ryJXd

  • นักวิจัยญี่ปุ่นสุดเจ๋ง “วัวทาลายม้าลาย” ลดยุงกัด คว้า Ig Nobel 2025

    นักวิจัยญี่ปุ่นสุดเจ๋ง “วัวทาลายม้าลาย” ลดยุงกัด คว้า Ig Nobel 2025

    งานประกาศรางวัลอิกน็อบเบิลครั้งที่ 35 จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา ผู้ชนะคือทีมวิจัยญี่ปุ่นที่ทาสีวัวให้คล้ายม้าลายเพื่อลดยุงกัด และการศึกษากิ้งก่าว่าชอบพิซซ่าชนิดใดมากที่สุด งานนี้เป็นเวทีที่เน้นผลงานวิทยาศาสตร์ที่ทำให้คนหัวเราะแล้วคิดตาม

    เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2568 CNN รายงาน การประกาศรางวัลอิกน็อบเบิล (Ig Nobel) ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นครั้งที่ 35 จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา โดยผู้จัดงานจากนิตยสาร Annals of Improbable Research ระบุว่า งานนี้มอบรางวัลให้กับความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่ “ทำให้คนหัวเราะก่อน แล้วจึงทำให้คนคิด” โดยมีการถ่ายทอดสดทางเว็บ และผู้เข้าร่วมงานได้ขว้างเครื่องบินกระดาษเพื่อยกย่องผู้ชนะ ตามประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของงาน

    ธีมของงานปีนี้คือ “การย่อยอาหาร” โดยมีวิทยากรรับเชิญ เช่น ดร.ทริชา พาสริชา นักวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สมาร์ตโฟนในห้องน้ำกับการเกิดริดสีดวงทวาร รวมถึงการแสดงโอเปราขนาดย่อเรื่อง “The Plight of the Gastroenterologist” หรือ “ความทุกข์ของแพทย์ทางเดินอาหาร” 

    ทีมวิจัยชาวญี่ปุ่นที่ศึกษาผลของ การทาวัวให้มีลายคล้ายม้าลายเพื่อลดจำนวนยุงกัด ได้รับรางวัลอิกน็อบเบิล สาขาสรีรวิทยาและพฤติกรรมสัตว์ในงานประกาศรางวัลประจำปี 2568 โดยผลการทดลองพบว่าวัวที่ถูกทาลายม้าลาย มีโอกาสถูกยุงกัดน้อยลงเกือบร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับวัวธรรมดา ซึ่งช่วยลดปัญหาสุขภาพสัตว์และเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง

    นอกจากนี้ ทีมวิจัยชาวญี่ปุ่นอีกกลุ่มที่ศึกษาความชอบของกิ้งก่าต่างชนิดต่อท็อปปิ้งพิซซ่า ได้รับรางวัลสาขาความรู้สัตว์ ผลการทดลองที่รีสอร์ตในโตโกพบว่ากิ้งก่ารุ้งชอบพิซซ่าหมักชีส 4 ชนิดมากที่สุด ซึ่งช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมการกินของสัตว์เลื้อยคลานในสภาพแวดล้อมใหม่ได้ดีขึ้น

    ผู้ชนะรางวัลอื่น ๆ ในปีนี้ ได้แก่

    • รางวัลสำหรับการบันทึกและวิเคราะห์การเติบโตของเล็บนิ้วชี้ตัวเองนาน 35 ปี
    • รางวัลสำหรับผลการศึกษา ทารกที่กินนมแม่ซึ่งแม่กินกระเทียม พบว่าทารกมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกลิ่นรสที่เปลี่ยนไป
    • รางวัลจิตวิทยาสำหรับการวิจัยผลกระทบเมื่อบอกบุคคลที่มีลักษณะนาร์ซิสซิสต์หรือผู้อื่นว่า “ฉลาด” ช่วยให้เข้าใจการตอบสนองทางอารมณ์ได้ลึกซึ้งขึ้น
    • รางวัลเคมีมอบให้การทดลองกินอาหารที่ปรุงจากกระทะเทฟลอน ทำให้เพิ่มปริมาณอาหารและความอิ่มโดยไม่เพิ่มแคลอรี
    • รางวัลการทดสอบทฤษฎีดื่มแอลกอฮอล์แล้วช่วยสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ดีขึ้น
    • รางวัลวิศวกรรมวิเคราะห์ว่ารองเท้าที่มีกลิ่นเหม็นส่งผลต่อการวางรองเท้าในชั้นวางอย่างไร
    • รางวัลการบินสำหรับการศึกษา ผลของแอลกอฮอล์ต่อความสามารถในการบินและการนำทางด้วยคลื่นเสียงของค้างคาว
    • รางวัลการศึกษากฎฟิสิกส์ของซอสพาสต้า ให้หลีกเลี่ยงการจับตัวเป็นก้อน 

    รางวัลอิกน็อบเบิล (Ig Nobel Prize) เป็นรางวัลที่มอบให้กับงานวิจัยหรือผลงานที่ดูแปลกประหลาด น่าขบขัน แต่มีสาระและกระตุ้นให้ผู้คนคิดตาม จัดโดยวารสาร Annals of Improbable Research ซึ่งก่อตั้งโดย มาร์ค อับราฮัมส์ ในปี 2534

    รางวัลนี้เริ่มจากแนวคิดที่ต้องการล้อเลียนรางวัลโนเบล แต่ในขณะเดียวกันก็ยกย่องความคิดสร้างสรรค์และความอยากรู้ที่นำไปสู่การค้นพบที่ไม่ธรรมดา โดยมีเป้าหมายให้ผู้คนเห็นคุณค่าของงานวิจัยที่อาจดูไร้สาระในแวบแรก แต่มีประโยชน์หรือแง่มุมที่น่าสนใจเมื่อพิจารณาลึกซึ้ง รางวัลอิกน็อบเบิลจัดขึ้นทุกปีที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดหรือสถานที่ใกล้เคียงในบอสตัน โดยมีผู้ได้รับรางวัลโนเบลตัวจริงมาร่วมมอบรางวัล 

    อ่านข่าวอื่น :

    “อนุทิน” เผยร่างนโยบายพร้อม 99% คาดใช้เวลา 2 วันแถลงรัฐสภา

    พศ.เข้มงวดจัดทำบัญชีวัดแบบละเอียด เริ่มใช้จริง 1 ต.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356734&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iKmog4NH_B0NH7jg34H02

  • ปธ.สภานายจ้างฯ แนะรัฐบาลหาตลาดใหม่แทนกัมพูชา พร้อมหนุน ‘คนละครึ่ง’

    ปธ.สภานายจ้างฯ แนะรัฐบาลหาตลาดใหม่แทนกัมพูชา พร้อมหนุน ‘คนละครึ่ง’

    วันนี้ (20 กันยายน) เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) กล่าวถึงมาตรการคนละครึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่เตรียมรื้อฟื้นกลับมาใช้อีกครั้งที่ประเมินแล้วว่าจะส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศระยะสั้นว่า โครงการคนละครึ่งเคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ผลการตอบรับที่ดี

    ส่วนตัวเห็นด้วยกับมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่อยู่สั้น จำเป็นจะต้องเร่งทำนโยบายที่เห็นผลเร็ว และมีผลต่อประชาชนได้ทันที ซึ่งคนละครึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้หมุนเวียน มีสภาพคล่องให้ประชาชนและเชื่อว่าในระยะเบื้องต้นจะมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ

    ส่วนปัญหาเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบหลังจากการปิดด่านไม่สามารถค้าขายและส่งออกสินค้าได้นั้น เอกสิทธิ์ เสนอว่า เรื่องการเปิดด่านยังถือเป็นเรื่องเซนซิทิฟเพราะยังมีสถานการณ์กระทบกระทั่งกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับความมั่นคงให้จบก่อน จึงจะสามารถพิจารณาเปิดด่านอีกครั้ง โดยในช่วงนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องส่งเสริม มองหาตลาดอื่นมาทดแทนกัมพูชา

    และอีกด้านหนึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านทักษะดิจิทัลด้วย ควรจะสนับสนุนให้มีจัดฝึกอบรมบุคลากรของหน่วยงานต่างๆ เพื่อรองรับอนาคตในการแข่งขันด้านดิจิทัล ซึ่งครอบคลุม เกี่ยวข้องทุกด้านทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงควรจะเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนมาตรการด้านภาษีเป็นพิเศษให้กับภาคเอกชนที่จัดฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/govt-half-half-scheme-thai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ozaaSEZI3aOrks_zfcl-L

  • บันทึกการเดินทาง 5 ปีของ ธปท. การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย

    บันทึกการเดินทาง 5 ปีของ ธปท. การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย

    ตลอด 5ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568)เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง หลายเรื่องไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาด สงครามที่ส่งผลเป็นวงกว้าง ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมานาน ในฐานะองค์กรที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังต้องวางรากฐานให้เศรษฐกิจแข็งแรงพอที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ภายใต้ภารกิจหลัก 3ด้าน คือ การรักษาเสถียรภาพโดยรวม (macro-financial stability), การวางรากฐานภาคการเงินสำหรับอนาคต (Financial Landscape) และ การคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer protection) หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบาย คือ การผสมผสานใช้เครื่องมือที่หลากหลาย หรือ “Integrated Policy Mix” เพราะ ธปท.ตระหนักดีว่า เครื่องมือหลักอย่าง ‘ดอกเบี้ย’ นั้นจะส่งผลกระทบในวงกว้าง (Blunt Tool) อาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนจึงต้องอาศัยเครื่องมืออื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางการเงินระยะสั้นที่ตรงจุด หรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ปี 2563-2564: รับมือวิกฤตฉุกเฉิน (COVID-19)

    ปี 2563กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างฉับพลันจากมาตรการ lockdown ในช่วงการระบาดของ COVID-19 จีดีพีหดตัวมากที่สุดในรอบ 22 ปี ที่ 6.1% การท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจแทบจะเป็นอัมพาต จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยมี 40 ล้านคนต่อปีลดลงเหลือเกือบศูนย์ ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น เพราะกิจการไม่สามารถเปิดทำการได้ตามปกติ

    ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ เป้าหมายของ ธปท.คือ ดำเนินมาตรการให้ทันท่วงทีและต้องยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยน เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงมาก รวมทั้งดูแลให้ระบบการเงินและระบบสถาบันการเงินยังทำงานได้ปกติและสามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปถึงผู้ได้รับผลกระทบได้ โดยในช่วงดังกล่าว กนง.ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและต่อเนื่องจนสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ควบคู่กับการออกมาตรการทางการเงิน ทั้งแก้หนี้เดิมและเติมเงินใหม่

    ตัวอย่างมาตรการแก้ปัญหาหนี้เดิมของรายย่อยและธุรกิจ ได้แก่ การออกมาตรการพักชำระหนี้แบบ ‘ปูพรม’ ให้กับลูกหนี้ธุรกิจและครัวเรือนในวงกว้างเป็นเวลา 3-6 เดือน ตามประเภทสินเชื่อ อย่างไรก็ดี ธปท.ตระหนักว่ามาตรการแบบปูพรมนั้นมีต้นทุนสูงและอาจสร้างผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ในระยะยาว เช่น บั่นทอนวินัยทางการเงิน (moral hazard) จึงได้ปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยปรับมาตรการพักชำระหนี้วงกว้างให้เป็นการพักหนี้แบบสมัครใจ (opt-in) ไปจนถึงการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงหลัง โดย ธปท.ได้ผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการผ่อนปรนเกณฑ์กำกับดูแลให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ได้คล่องตัวขึ้น

    การปรับมาตรการที่ยืดหยุ่นและตรงจุดนี้ สะท้อนหลักคิดในการดำเนินนโยบายที่พร้อมปรับตัว และการขับเคลื่อนมาตรการอย่างจริงจังเพื่อให้การช่วยเหลือเกิดประสิทธิผลสูงสุด ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้ (จีดีพีขยายตัว 1.6% ในปี 2564) ระบบการเงินโดยรวมยังทำงานได้ไม่สะดุด และกลไกสินเชื่อสามารถเป็นที่พึ่งให้กับเศรษฐกิจต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด โดยโครงการสินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ถูกใช้เกือบเต็มวงเงินที่ 3.5 แสนล้านบาท ช่วยธุรกิจได้กว่า 6.7 หมื่นราย

    ปี 2565: ประคองการฟื้นตัวท่ามกลางเงินเฟ้อ

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังค่อยๆ ฟื้นตัวในลักษณะที่ไม่ทั่วถึง (K-shaped Recovery) ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายระลอกใหม่จาก สงครามรัสเซียยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ประเทศเศรษฐกิจหลักหลายประเทศเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อไทยพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ 7.9% (เดือน ส..65) สถานการณ์ดังกล่าวสร้างโจทย์ที่ยากลำบาก คือ การรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ กับ การสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ไม่สะดุด (smooth take-off) โดยในช่วงเวลานั้น ธปท.ถูกแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเหมือนหลายประเทศที่ปรับแบบก้าวกระโดด เพราะมองว่าไทยขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป (behind the curve)

    ธปท.ได้เลือกดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป (gradual and measured) ไม่ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงเหมือนธนาคารกลางขนาดใหญ่หลายแห่ง เนื่องจากเห็นว่าเงินเฟ้อของไทยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน (cost-push inflation) ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นชั่วคราว อีกทั้งเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ได้ขยายตัวร้อนแรงเหมือนประเทศอื่น การใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากไป (เหยียบเบรก) จึงอาจกระทบการฟื้นตัวโดยไม่จำเป็น

    ขณะเดียวกัน ธปท.ได้ทยอยถอนมาตรการปูพรมบางส่วน เพื่อปรับให้นโยบายสู่ภาวะปกติและลดผลข้างเคียงต่อระบบการเงิน เช่น ปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund: FIDF) ของสถาบันการเงินกลับมาเป็นปกติที่ 0.46% จากที่ปรับลดเหลือ 0.23% ในช่วงโควิด ขณะที่อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิต ธปท.ยังขอให้คงการลดอัตราฯ ไว้ที่ 5% จนถึงปี 2566 ก่อนที่จะให้ทยอยปรับอัตราฯ ขึ้นเป็น 8% ต่อไป

    มองย้อนกลับไป การเลือกปรับดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้ความสำคัญกับบริบทการฟื้นตัวของไทยมากกว่าสถานการณ์ในต่างประเทศ ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม โดยเงินเฟ้อทยอยปรับลดลงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ภายใน 7 เดือน โดยไม่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องสะดุดลง (จีดีพีขยายตัว 2.6% ในปี 2565)

    ปี 2566-2567: วางรากฐานทางการเงินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

    เมื่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อคลี่คลายลง เศรษฐกิจโลกกลับเผชิญความผันผวนระลอกใหม่ ทั้งจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในประเทศเศรษฐกิจหลักและการชะลอลงของเศรษฐกิจจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยแม้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่กลับเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยภาคการผลิตและอุตสาหกรรมชะลอลง ซึ่งไม่ได้มาจากปัจจัยเชิงวัฏจักรภายนอกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมานาน ทั้งศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงราว 90% ต่อจีดีพี การดำเนินนโยบายในช่วงนี้จึงมุ่งเน้นการปรับเข้าสู่ระดับที่ช่วยรักษาสมดุลของเศรษฐกิจในระยะปานกลาง ควบคู่ไปกับการวางรากฐานสำหรับอนาคต ภายใต้หลักคิดของการทำ นโยบายที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน (robust policy) ที่ต้องยืดหยุ่น สามารถรองรับพลวัตของเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน (policy mix) ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

    โดยในช่วงนี้ กนง.ได้ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.5% ซึ่งเป็นระดับที่เอื้อต่อการเติบโตตามศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว และการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน (neutral rate)

    นอกจากการปรับมาตรการระยะสั้นให้อยู่ในจุดสมดุล ธปท.ยังให้ความสำคัญกับนโยบายระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการพัฒนาภาคการเงินให้สามารถสนับสนุนการปรับตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยมีนโยบายสำคัญดังนี้ 1.การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน: ธปท.ได้ยกระดับการแก้ปัญหาหนี้ให้เป็นระบบและครบวงจรมากขึ้น โดยออกหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่เน้นให้สถาบันการเงินปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ทั้งก่อน/หลังเป็น NPL และมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (persistent debt) ควบคู่กับการปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรม

    2.การผลักดันภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ (New Financial Landscape): ธปท.ได้ริเริ่มวางทิศทางปรับภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ในภาพรวมตั้งแต่ปี 2565 และทยอยขับเคลื่อนแผนงานภายใต้ทิศทางดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ซึ่งหลายเรื่องต้องใช้เวลาและอาจไม่เห็นผลเร็ว ได้แก่ ด้านดิจิทัล (digital): ส่งเสริมนวัตกรรมที่รับผิดชอบ (responsible innovation) ภายใต้แนวคิด 3 Opens: Open Competition-อนุญาตให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank), Open Infrastructure-เชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ และ Open Data เริ่มโครงการ Your Data ที่ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น และด้านความยั่งยืน (sustainability): สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (brown เป็น less brown) โดยสร้างผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด (low-disruptive transition)

    ปี 2568-ปัจจุบัน: สนับสนุนการปรับตัวรับโลกใหม่

    ล่าสุด เศรษฐกิจไทยยังพบกับความท้าทายเพิ่มเติมจาก มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ (US Tariffs) ซึ่งเป็น ‘พายุลูกใหญ่’ ที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนทั่วโลก รวมทั้งกดดันภาคการผลิตและการส่งออกของไทยให้ต้องเร่งปรับตัว ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ธปท.จึงปรับทิศทางนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่ยังให้ความสำคัญกับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (policy space) ไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

    เป้าหมายหลักของการทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 4ครั้ง (ตั้งแต่ปลายปี 67– เดือน ส..68)สู่ระดับ 1.5%ในช่วงนี้ ไม่ใช่เพื่อ ‘กระตุ้น’ เศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นการ ‘ผ่อนคลายภาวะการเงิน’ และ ‘บรรเทาภาระ’ ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เปราะบาง เพื่อเอื้อต่อการปรับตัวรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้ นอกจากการผ่อนคลายภาวะการเงินแล้ว ธปท.ยังได้ออกมาตรการภายใต้โครงการคุณสู้ เราช่วย เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางที่มีศักยภาพให้สามารถรักษาทรัพย์สิน และลดภาระหนี้เพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายไหว (ตัวเบาขึ้น) และไปต่อได้

    ขณะเดียวกัน ภารกิจด้านการวางรากฐานภาคการเงินที่ได้ริเริ่มไว้ก็มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมหลายอย่าง เช่น การประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) การเปิดบริการขอข้อมูลการใช้-ชำระค่าน้ำ-ไฟ เพื่อนำไปขอสินเชื่อภายใต้โครงการ Your Data และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Financing the Transition) ที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 9.7 หมื่นล้านบาท (ณ มิ.ย.68) จากเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ นอกจากการผลักดันด้านนวัตกรรมแล้ว หนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ภาพ การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe and Inclusive Digital Finance) คือ การสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบการเงิน ระบบการชำระเงิน และการใช้บริการทางการเงินต่างๆ รวมถึงการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน ซึ่ง ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการเพื่อจัดการภัยทุจริตทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยปรับนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละช่วง

    การเดินทางตลอด 5 ปีที่ผ่านมาสอนเราว่า การดูแลเศรษฐกิจของประเทศไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกการตัดสินใจล้วนมาจากการชั่งน้ำหนักปัจจัยรอบด้านภายใต้ข้อมูลที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น และต้องพร้อมเรียนรู้และปรับเปลี่ยนเสมอ ภารกิจของธนาคารกลางไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการทำงานหนักในวันนี้ เพื่อสร้างเสถียรภาพและรากฐานที่แข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสำหรับวันข้างหน้า.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/864950/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P1g9ruPhRb72l6a8LSie2

  • น้ำป่าสักล้นตลิ่ง ทะลักท่วมหล่มสัก พื้นที่เศรษฐกิจจมบาดาลอีกรอบ

    น้ำป่าสักล้นตลิ่ง ทะลักท่วมหล่มสัก พื้นที่เศรษฐกิจจมบาดาลอีกรอบ

    (20 ก.ย.68) ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ช่วงเช้าที่ผ่านมา เริ่มทวีความรุนแรง หลังมวลน้ำจากเขื่อนห้วยขอนแก่นเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝายห้วยขอนแก่น ม.12 ต.ห้วยไร่ มีปริมาณน้ำมากขึ้นตามไปด้วย

    กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ (ปภ.) รายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ระดับน้ำแม่น้ำป่าสักในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก เพิ่มสูงจนเกินตลิ่ง 1.18 เมตร และทะลักข้ามแนวกระสอบทรายที่เทศบาลฯ วางไว้ เพื่อป้องกันน้ำเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ ทำให้มวลน้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและร้านค้าหลายแห่งในชุมชนสำคัญ เช่น ชุมชนวัดทุ่งจันทร์สมุทร , ชุมชนบ้านไร่ , ชุมชนท่ากกโพธิ์ , ชุมชนในเมือง และชุมชนศรีมงคล โดยมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

    กรมชลประทาน คาดการณ์ว่า ระดับน้ำจะทรงตัวประมาณช่วงเวลา 14.00 น. สำหรับพื้นที่รอบนอก แต่ยังมีความเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่งต่อไป หากมีฝนตกซ้ำหรือมวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำไหลสมทบ

    เพื่อรับมือสถานการณ์ นายอำเภอหล่มสัก ได้มอบหมายให้กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอหล่มสักที่ 4 ระดมกำลังพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือ เตรียมพร้อมตั้งแต่เวลา 10.36 น. โดยจัดกำลัง อส. 9 นาย ผรส. (ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ) 4 นาย พร้อมรถยนต์ตรวจการณ์ 1 คัน ออกตรวจตราพื้นที่น้ำท่วม ช่วยเหลือประชาชนเสริมแนวคันกั้นน้ำบริเวณริมแม่น้ำป่าสัก หมู่ 8 ต.ตาลเดี่ยว รวมทั้งช่วยขนย้ายพืชผลทางการเกษตรไปเก็บไว้ในพื้นที่สูง

    ขณะเดียวกัน อำเภอหล่มสักได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชน ณ หอประชุมอำเภอหล่มสัก เพื่อเป็นจุดประสานงานและเตรียมความพร้อม หากสถานการณ์ลุกลามขยายวงกว้างไปยังหลายตำบล

    อย่างไรก็ตาม พื้นที่รอบนอกตัวอำเภอหล่มสัก ได้รับผลกระทบหนักกว่าพื้นที่ชั้นใน เนื่องจาก ไม่มีแนวป้องกันน้ำท่วม เช่น กระสอบทรายหรือคันกั้นน้ำเหมือนใจกลางเมือง หลายครอบครัวต้องช่วยเหลือกันเอง เช่นเดียวกับ ร้านลาบเป็ดเฮียตี๋ ร้านชื่อดังในพื้นที่ ที่จำเป็นต้องหยุดขายชั่วคราว เนื่องจาก น้ำเข้าท่วมร้านและต้องเร่งเก็บข้าวของ รวมถึงดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน 

    “ตอนนี้ทุกอย่างต้องช่วยเหลือกันเอง ดูแลกันเอง ต่างจากในตัวเมืองที่ยังมีเจ้าหน้าที่คอยสนับสนุน”

    ขณะนี้เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ติดแม่น้ำป่าสัก ให้เตรียมพร้อมรับมือ และขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงอย่างเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่งและอาจรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ล่าสุด นับแต่เวลา 11.30 น. มวลน้ำได้ไหลเข้าท่วมบริเวณชุมชนชั้นในของ อ.หล่มสักอีกรอบ ระดับน้ำขึ้นเรื่อย ขึ้นไว น่าจะทรงตัวประมาณช่วงเย็น – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/Nf2Y6ALl7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m_VK5UwGT6l3kL9wE2zFM

  • ปธ.หอการค้าตรัง ขอรัฐเร่งโครงการ ‘คนละครึ่ง’กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า

    ปธ.หอการค้าตรัง ขอรัฐเร่งโครงการ ‘คนละครึ่ง’กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า

    ปธ.หอการค้าตรัง ขอรัฐเร่งโครงการ ‘คนละครึ่ง’กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุธรรม เศรษฐพิศาล ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในโครงการคนละครึ่งนั้น โครงการดังกล่าวเห็นผลเป็นรูปธรรม สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ประชาชนและแม่ค้าได้รับประโยชน์โดยตรง ไปถึงระดับรากหญ้า ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งดำเนินโครงการเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากรัฐบาลได้ทำข้อตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลจะยุบสภาภายใน 4 เดือน หากไม่รีบดำเนินการการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่สามารถดำเนินการได้

    ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า มีความหวังกับโครงการคนละครึ่งเป็นอย่างมาก นอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าแล้ว ยังกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวอีกด้วย เกิดการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวและใช้โครงการคนละครึ่งในการซื้อสินค้า  รับประทานอาหาร นอกจากนี้รัฐบาลควรให้ความช่วยกลุ่มสินค้าโอทอปด้วย เพราะว่าขณะนี้สินค้าโอทอปเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและประชาชนในชุมเป็นผู้ผลิต แต่การจำหน่ายสินค้าโอทอปลดลงอย่างมาก

    จึงสมควรที่จะให้งบประมาณในการสนับสนุนในการปรับปรุงและพัฒนาสินค้า รวมถึงรูปแบบให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น  ซึ่งจังหวัดตรังมีสินค้าโอทอปที่มีชื่อเสียง เช่น ข้าวเบายอดม่วง เป็นข้าวพันธุ์พื้นที่และมีคุณค่าทางอาหารสูง แต่การผลิตยังไม่มากพอ เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างรวมถึงการส่งเสริมจากภาครัฐ  และพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน ขณะนี้ก็เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ยังอยู่ในวงแคบ ขาดการส่งเสริมเท่าที่ควร ดังนั้นรัฐบาลควรส่งเสริมผลิตภัณฑ์พื้นบ้านเพื่อเป็นการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P9lxcO8NEJIJHDbAqC94W

  • จับตาผลกระทบบริษัทเทค หลังทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานที่มีทักษะเป็น 1 แสนดอลลาร์ – BBC News ไทย

    จับตาผลกระทบบริษัทเทค หลังทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานที่มีทักษะเป็น 1 แสนดอลลาร์ – BBC News ไทย

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเพิ่มค่าธรรมเนียมผู้สมัครวีซ่าทำงานในสหรัฐฯ H-1B เป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์

    ที่มาของภาพ, EPA

    คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเพิ่มค่าธรรมเนียมผู้สมัครวีซ่าทำงานในสหรัฐฯ ประเภท H-1B เป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.18 ล้านบาท
      • Author, เบิร์นด์ เดบุสมันน์ จูเนียร์ และ ดาเนียล เคย์
      • Role, บีบีซีนิวส์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารที่จะเพิ่มค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์ต่อปี (ราว 3.18 ล้านบาท) สำหรับผู้สมัครวีซ่า H-1B ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อนำแรงงานที่มีทักษะสูงจากต่างประเทศเข้ามาในอุตสาหกรรมบางประเภท

    คำสั่งฉบับล่าสุดนี้ลงนามโดยผู้นำสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (19 ก.ย.) ระบุถึง “การละเมิด” และจะจำกัดการเข้าเมืองภายใต้โครงการนี้ ยกเว้นว่ามีการชำระเงิน

    นานแล้วที่นักวิจารณ์ต่างโต้แย้งว่าวีซ่า H-1B ทำให้แรงงานชาวอเมริกันเสียเปรียบ ขณะที่ผู้สนับสนุน ซึ่งรวมถึงมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ โต้แย้งว่าโครงการนี้ช่วยให้สหรัฐฯ สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถสูงจากทั่วโลกได้

    นอกจากขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B แล้ว ทรัมป์ยังลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารอีกฉบับ เพื่อจัดทำ”บัตรทอง” (Gold Card) แบบใหม่ เพื่อเร่งกระบวนการขอวีซ่าให้กับผู้อพยพบางกลุ่ม โดยแลกกับค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 31.8 ล้านบาท)

    คำสั่งฝ่ายบริหารอีกฉบับเพื่อจัดทำ

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, Trump Gold Card เป็นวีซ่าสำหรับนักลงทุนประเภทหนึ่งที่นำไปสู่การขอใบอนุญาตพำนักอาศัยในสหรัฐฯ โดยต้องลงทุนอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยานในระหว่างที่ทรัมป์จรดปากกาลงนามคำสั่งดังกล่าวภายในห้องทำงานรูปไข่ของประธานาธิบดีด้วย

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • .

    • ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายเนวิน ชิดชอบ ได้เข้าเป็น รมต. ป้ายแดงในรัฐบาล

    • BBC Thai/Wasawat Lukharang

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ปีละ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ สำหรับวีซ่า H1-B และบริษัทใหญ่ ๆ ทั้งหมดก็ร่วมมือด้วย” ฮาวเวิร์ด กล่าว “เราได้พูดคุยกับพวกเขาแล้ว

    “ถ้าคุณจะฝึกอบรมใครสักคน คุณต้องฝึกอบรมบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งทั่วประเทศของเรา ฝึกอบรมชาวอเมริกัน หยุดดึงแรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งงานของเราได้แล้ว”

    นับตั้งแต่ปี 2004 จำนวนการสมัครวีซ่า H-1B เพื่อเข้าทำงานในสหรัฐฯ ถูกจำกัดไว้ที่ 85,000 คนต่อปี

    เดิมทีวีซ่า H-1B มีค่าธรรมเนียมและการบริหารจัดการรวมแล้วประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 4.7 หมื่นบาท)

    ข้อมูลจากสำนักงานบริการตรวจคนเข้าเมืองและพลเมืองสหรัฐฯ หรือยูเอสซีไอเอส (US Citizenship and Immigration Services – USCIS) แสดงให้เห็นว่า จำนวนการสมัครวีซ่า H-1B สำหรับปีงบประมาณหน้า ลดลงเหลือประมาณ 359,000 ราย ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี

    บริษัทที่ได้รับอนุมัติวีซ่า H-1B มากที่สุดคือ แอมะซอน (Amazon) ตามมาด้วยยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่างทาทา (Tata), ไมโครซอฟต์ (Microsoft), เมตา (Meta), แอปเปิล (Apple) และกูเกิล (Google) ตามสถิติของรัฐบาล

    บีบีซีได้ติดต่อไปยังบริษัทเหล่านี้เพื่อขอความคิดเห็น แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับแต่อย่างใด

    นางทาห์มินา วัตสัน ทนายความผู้ก่อตั้งสำนักงานกฎหมายวัตสัน อิมมิเกรชัน ลอว์ กล่าวกับบีบีซีว่า คำตัดสินครั้งนี้อาจเป็นเหมือน “ตะปูตอกฝาโลง” สำหรับลูกค้าของเธอจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพ

    “แทบทุกคนจะถูกตัดออกเพราะราคาสูงเกินไป การเริ่มต้นธุรกิจด้วยเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐนี้จะส่งผลกระทบร้ายแรง” เธอกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางหลายแห่ง “จะบอกคุณว่าหาคนงานมาทำงานนี้ไม่ได้จริง ๆ”

    “เมื่อนายจ้างให้การสนับสนุนบุคลากรชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเหล่านั้นได้” นางวัตสันกล่าวเสริม

    ฮอร์เก โลเปซ ประธานกลุ่มปฏิบัติงานด้านการย้ายถิ่นฐานและการเคลื่อนย้ายระดับโลกที่สำนักงานกฎหมายลิตเติลเลอร์ เมนเดลสัน พี.ซี. กล่าวว่า ค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ “จะทำให้เกิดอุปสรรคต่อการแข่งขันของอเมริกาในภาคเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมต่าง ๆ”

    เขาบอกว่าบริษัทบางแห่งอาจพิจารณาตั้งการดำเนินงานนอกสหรัฐฯ แม้ว่าในทางปฏิบัติอาจมีความท้าทาย

    การถกเถียงเกี่ยวกับวีซ่า H-1B ก่อนหน้านี้ ก่อให้เกิดความแตกแยกภายในทีมและผู้สนับสนุนของทรัมป์ โดยผู้ที่สนับสนุนวีซ่าต้องเผชิญหน้ากับผู้วิจารณ์ เช่น สตีฟ แบนนอน อดีตนักกลยุทธ

    ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวในเดือน ม.ค. ว่า เขาเข้าใจ “ข้อโต้แย้งของทั้งสองฝ่าย” ในเรื่องวีซ่า H-1B

    ในปีที่แล้ว ขณะที่เขาพยายามดึงดูดการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะทำให้กระบวนการดึงดูดผู้มีความสามารถง่ายขึ้น โดยไปไกลถึงขั้นเสนอกรีนการ์ดให้กับผู้สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาลัย

    “คุณต้องมีกลุ่มคนจำนวนมากเพื่อทำงานให้กับบริษัท” เขาเคยกล่าวกับรายการออล อิน พอดแคสต์ (All-In Podcast) “คุณต้องสามารถสรรหาและรักษาคนเหล่านี้ไว้ได้”

    กูเกิล

    ที่มาของภาพ, EPA

    วีซ่า H-1B คืออะไร

    โครงการ H-1B มอบวีซ่า 65,000 ฉบับต่อปี ให้กับนายจ้างที่นำแรงงานต่างชาติชั่วคราวในสาขาเฉพาะทางเข้ามาทำงาน และอีก 20,000 ฉบับ สำหรับแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาขั้นสูง

    ภายใต้ระบบปัจจุบัน ผู้สมัครวีซ่า H-1B เสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อยเพื่อเข้าร่วมการจับสลาก (Lottery) เพื่อคัดเลือกผู้โชคดีที่จะได้รับสิทธิในการยื่นขอวีซ่าต่อไป และหากได้รับเลือก ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในภายหลังอาจสูงถึงหลายพันดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี

    ทั้งนี้นายจ้างจะเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมวีซ่าเกือบทั้งหมด โดยวีซ่าประเภทนี้มีอายุ 3-6 ปีนับจากได้รับอนุมัติ

    สำหรับประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากวีซ่า H-1B ในปีก่อนคือ อินเดีย คิดเป็น 71% ของผู้ได้รับอนุมัติ ตามด้วยจีนในอัตรา 11.7%

    ผู้ถือวีซ่า H-1B ส่วนใหญ่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดย 65% ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ เงินเดือนเฉลี่ยต่อปีของพวกเขาอยู่ที่ 118,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.75 ล้านบาท)

    จำกัดจำนวนผู้อพยพ

    ในช่วงต้นของวาระแรกของเขาในปี 2017 ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารที่เพิ่มการตรวจสอบใบสมัครวีซ่า H-1B โดยมุ่งหวังที่จะปรับปรุงการตรวจจับการฉ้อโกง

    จำนวนการปฏิเสธวีซ่าเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 24% ในปีงบประมาณ 2018 เมื่อเทียบกับ 5-8% ในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา และ 2-4% ในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน สังกัดพรรคเดโมแครต

    ในเวลานั้น บริษัทเทคโนโลยีออกมาตอบโต้และวิพากษ์วิจารณ์คำสั่ง H-1B ของรัฐบาลทรัมป์อย่างรุนแรง

    เมื่อหวนคืนสู่ทำเนียบขาวในสมัยที่ 2 เมื่อเดือน ม.ค. 2025 ทรัมป์เริ่มปราบปรามผู้อพยพอย่างกว้างขวาง ในจำนวนนี้คือการรจำกัดการเข้าเมืองตามกฎหมายบางรูปแบบ การปรับโครงสร้างโครงการวีซ่า H-1B จึงถือเป็นความพยายามอันโดดเด่นที่สุดของรัฐบาลทรัมป์

    ทำเนียบขาวอ้างว่าแรงงานชาวอเมริกันกำลังถูกแทนที่ด้วยแรงงานต่างชาติที่มีค่าจ้างต่ำกว่า และเรียกแนวโน้มดังกล่าวว่าเป็น “ข้อกังวลด้านความมั่นคงของชาติ”

    รัฐบาลระบุว่า แนวโน้มนี้กำลังกดค่าจ้างและทำให้ชาวอเมริกันหมดกำลังใจที่จะประกอบอาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/crkjz5e0ev0o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UeKDYRmOJSpKW5gJLX1N8

  • ประวัติ โสภณ ซารัมย์ คนสนิทเนวิน บ้านบุรีรัมย์ คัมแบ็กนั่งรองนายกฯ

    ประวัติ โสภณ ซารัมย์ คนสนิทเนวิน บ้านบุรีรัมย์ คัมแบ็กนั่งรองนายกฯ

    เปิดประวัติ “โสภณ ซารัมย์” อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย คนสนิทเนวิน ได้คัมแบ็กเป็นรองนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 1 หลังจากห่างหายจากเก้าอี้รัฐมนตรีมานาน

    วันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดย นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์หลายสมัย ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้

    ประวัติ โสภณ ซารัมย์

    สำหรับ นายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยกำเนิด บิดาคือนายสนั่น ซารัมย์ มีอาชีพเป็นกำนัน มีพี่ชาย 1 คน คือนายสมบูรณ์ ซารัมย์ สส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกแฉปมเสียบบัตรแทนกัน แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีตกเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ทางด้านการศึกษา นายโสภณ เรียนจบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษาจากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์

    ขณะที่นายโสภณ มีชีวิตสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน 1 ในนั้นคือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อปี 2560 ขณะอายุ 30 ปี โดยหลังจากบุตรชายเสียชีวิต จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นและดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อคอยช่วยเหลือสังคม

    นายโสภณ เข้าสู่เส้นทางทางการเมือง โดยรับราชการครูมาก่อน จากนั้นในปี 2544 ได้ลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง สส. ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชนก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้ง

    ทำให้ในปี 2550 นายโสภณ ที่ถือเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ สส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

    ส่วนตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญของนายโสภณ ซารัมย์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาธิการ และล่าสุดได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2883926&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1USs9JT9LEi8EvFYErDDks