Blog

  • กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เดินหน้าอบรมเครือข่ายอาสาสมัครทั่วประเทศ เพิ่มศักยภาพด้านจิตใจและความปลอดภัย ยกระดับไทยสู่เมืองท่องเที่ยวลำดับต้นของโลก

    กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เดินหน้าอบรมเครือข่ายอาสาสมัครทั่วประเทศ เพิ่มศักยภาพด้านจิตใจและความปลอดภัย ยกระดับไทยสู่เมืองท่องเที่ยวลำดับต้นของโลก

    ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ได้อนุมัติงบกลางจากรัฐบาลเพื่อจัดอบรมเครือข่ายอาสาสมัครดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว (ศปทท.) ครอบคลุมทุกจังหวัดและกองบังคับการนครบาล 1–9 รวมกว่า 8,500 คน ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันและเสริมพลังภาคประชาชนให้เป็นแนวร่วมตำรวจ พื้นที่ จ.ชลบุรี – เมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    วันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมโรงแรมชัมบาลา เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวพัทยา จัดพิธีเปิดการอบรมอาสาสมัครดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี พ.ต.อ.พาติกรณ์ ศรชัย รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ ผกก.กก.2 บก.ทท.1, ผกก.ในสังกัด ภ.จว.ชลบุรี และอาสาสมัครกว่า 100 คนเข้าร่วม บรรยายเปิดโดย พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1 หัวข้อ “Flag in Our Heart: Safe, Fair & Empowered Thailand”

    พ.ต.อ.ปิยรัช ได้ถ่ายทอดแนวคิดการทำงานของอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวใน 3 มิติหลักของยุทธศาสตร์กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้แก่ สะดวก – ปลอดภัย – เป็นธรรม ควบคู่กับการเสริมสร้างพลังใจผ่าน MindShield: เกราะใจ และ P.L.E. Model (Presence – Listening – Empowerment) เพื่อทำให้อาสาสมัครไม่เพียงแต่เป็นผู้สนับสนุนงานตำรวจ แต่ยังเป็น “เกราะใจของสังคม” ที่นักท่องเที่ยวสัมผัสได้จริง

    นอกจากนี้ ยังได้บรรยายพิเศษ “แนวทางตอบสนองเหตุกราดยิงภาคประชาชน” โดยใช้มาตรฐานสากล Run – Hide – Fight (หนี – ซ่อน – สู้) ที่นำมาปรับใช้กับบริบทของเมืองท่องเที่ยวไทย

    หนี (Run) หากมีทางปลอดภัย ให้รีบออกจากพื้นที่ทันที
    ซ่อน (Hide)หากหนีไม่ได้ ให้หาที่กำบัง ลดการเปิดเผยตัว และเงียบที่สุด
    สู้ (Fight)หากเผชิญหน้าโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้ทุกวิธีป้องกันตนเองและผู้อื่น

    เนื้อหานี้ช่วยให้อาสาสมัครและประชาชนมีเครื่องมือด้านจิตใจและทักษะการเอาตัวรอด ซึ่งสามารถนำไปใช้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที

    ด้าน พ.ต.ท.ต่อลาภ ตินะมาตร สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 บรรยายหัวข้อ “บทบาทและอำนาจหน้าที่ของอาสาสมัครในการดูแลนักท่องเที่ยว”

    นายรพีพงศ์ ฤกษ์ยรรยงค์ ประธานอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวพัทยา บรรยายหัวข้อ “การเป็นเจ้าบ้านที่ดี และภาษาอังกฤษเพื่อการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว”

    คำกล่าวสรุปของ พ.ต.อ.ปิยรัช “ธงชาติไม่ใช่เพียงผืนผ้า แต่คือชีวิตและอนาคตของพวกเรา — อาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวคือธงชาติที่มีชีวิต และทุกคนจะเป็น เกราะใจ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่าไทยคือบ้านที่ต้อนรับทุกคนอย่างแท้จริง”

    ผลที่คาดว่าจะได้รับ

    เครือข่ายอาสาสมัครกว่า 8,500 คนทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ
    เสริมพลังใจและความรู้ด้านความปลอดภัย รวมถึงการตอบสนองเหตุรุนแรงอย่างเป็นระบบ
    เพิ่มความร่วมมือระหว่างตำรวจ–ประชาชน–สถานทูตในระดับนานาชาติ
    ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย = “Safe, Fair & Welcoming Destination” เมืองท่องเที่ยวลำดับต้นของโลกที่นักท่องเที่ยวเลือกเป็นจุดหมาย

    ที่มา : Superball

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/57705&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0b2s35f7GIMz-xLtdSNk4t

  • กรมประชาสัมพันธ์

    กรมประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/425643&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33nfDVLjDtnJ6xZidXGuiP

  • เปิดศึกเรือยาวประเพณี อ่างเก็บน้ำกุดจงอาง สุดยิ่งใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทานฯ

    เปิดศึกเรือยาวประเพณี อ่างเก็บน้ำกุดจงอาง สุดยิ่งใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทานฯ

    ทีมเรือยาวจากทั่วอีสาน กว่า 20 ทีม ร่วมศึกเรือยาวประเพณี อ่างเก็บน้ำกุดจงอาง จ.ร้อยเอ็ด สุดยิ่งใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทาน “กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ”

    วันที่ 22 กันยายน 2568 ที่อ่างเก็บน้ำกุดจงอาง บ้านสว่าง หมู่ 4 ตำบลศรีสว่าง อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดการแข่งขัน เรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทาน ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีนายจิรศักดิ์ ศรีบุญลือ นายอำเภอโพนทราย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องประชาชนจากทั่วสารทิศร่วมเป็นสักขีพยานอย่างเนืองแน่น

    การชิงชัยครั้งนี้ มีทีมเรือยาวจากหลายจังหวัดในภาคอีสานเข้าร่วมกว่า 20 ทีม ประลองฝีพายประเภทเรือยาวกลาง 40 ฝีพายเสียงกลอง เสียงเชียร์ และจังหวะไม้พายกระทบน้ำดังสนั่น ทำให้บรรยากาศดุเดือดเข้มข้นตลอดทั้งวัน

    งานนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งศักดิ์ศรีของนักพาย แต่ยังเป็นการสืบสานประเพณีไทยที่ผูกพันกับสายน้ำ และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยวของจังหวัดร้อยเอ็ดให้ก้าวไกล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2884376&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mW16WU4Kfkag6YeEKQgi1

  • เงินบาทเปิด 31.84 ทรงตัว รอปัจจัยใหม่ จับตาราคาทอง-ทิศทาง Flow : อินโฟเควสท์

    เงินบาทเปิด 31.84 ทรงตัว รอปัจจัยใหม่ จับตาราคาทอง-ทิศทาง Flow : อินโฟเควสท์

    นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 31.84 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวในระดับเดียวจากปิดตลาดเย็นวันศุกร์

    เงินบาททรงตัวเทียบกับท้ายตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่สกุลเงินในภูมิภาคเคลื่อนไหวแบบผสมทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า โดยยังไม่มีปัจจัยใหม่

    นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.75 – 32.00 บาท/ดอลลาร์ ปัจจัยที่ต้องติดตามวันนี้ คือ Fund Flow ต่างชาติ และทิศทางราคาทองคำ

    ปัจจัยสำคัญ

    • เงินเยน อยู่ที่ระดับ 148.14 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 147.81 เยน/ดอลลาร์
    • เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1730 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 1.1762 ดอลลาร์/ยูโร
    • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 31.865 บาท/ดอลลาร์
    • นายกรัฐมนตรี นำทีมถกสมาคมธนาคารวันนี้ ททท.โอดพิษบาทแข็งกระทบท่องเที่ยว รายได้วูบหนัก 15-17% คนไทยเองยังหนีเที่ยว ตปท. แอตต้าจี้ รมต.เร่งแก้เชื่อมั่น-ค่าเงิน
    • ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-19 ก.ย.2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากเมื่อต้นปีอัตราแลกเปลี่ยนที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ วันที่ 19 ก.ย.2568 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 31.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การแข็งค่าบาทกระทบแน่นอนต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
    • เพราะส่งผลให้ต้นทุนในการท่องเที่ยว
    • “นักเศรษฐศาสตร์” เตือนสถานะ “การคลังไทย” เข้าสู่จุดเปราะบาง หลัง “มูดี้ส์” นั่นเอาต์ลุกลงสู่ระดับ “เชิงลบ” ขณะที่อีกสองสถาบันจัดอันดับชั้นนำมีแนวโน้มปรับตาม จากปัจจัย “ขาดดุลการคลังเรื้อรัง” นานกว่า 20 ปี ภาระหนี้สาธารณะพุ่งระดับสูงและติดกับดัก “เศรษฐกิจโตต่ำ” ที่ยังไร้ทางออก
    • หนี้สาธารณะไทยเสี่ยงชนเพดาน 70% ของจีดีพีหวั่นกระทบเครดิตเรตติ้ง ประเทศเหตุเศรษฐกิจโตต่ำ ไอเอ็มเอฟเตือนกลับไปใช้เพดาน 60% สร้างพื้นที่การคลัง รับวิกฤติอนาคต แนะลดหนี้นอกงบฯปฏิรูปโครงสร้างรายได้รายจ่ายรัฐ รักษาเสถียรภาพการคลังความเชื่อมั่นต่างชาติ
    • สบน.ย้ำฐานะการเงินการคลังไทยแข็งแกร่ง มีเงินคงคลังทะลุ 500,000 ล้านบาท ไม่ต้องกังวลไม่มีเงินจ่ายฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศสูงปรี๊ด ฝากรัฐบาลใหม่พิจารณาเรื่องการกู้เงินต่างประเทศในเวลาที่เหมาะสมเพื่อเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงช่วยเอกชนและสร้างเครดิตให้ประเทศไทยและเปิดขาย G-Token วงเงิน 5,000 ล้านบาท
    • “ภาคธุรกิจ” ร้องนายกฯ กระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ส.อ.ท.-หอการค้า’ ชงแผนรับมือสงครามการค้า แก้หนี้ครัวเรือน ‘ไพบูลย์’ ชี้ ‘ดัชนีหุ้นไทย’ฟื้นแรง จาก ‘ความเชื่อมั่น’ การเมือง แต่ยังห่างไกลตลาดโลก ชง 5 มาตรการ ดึงนักลงทุนระยะยาวฟื้น “มาร์เก็ตแคป” ปีละล้านล้านบาท ‘เฟทโก้’ ยื่นข้อเสนอโดยเฉพาะ ‘คลัง’ หวังปฏิรูปเศรษฐกิจ เรียกความเชื่อมั่น ‘ตลาดทุน’
    • นายกสมาคมค้าทองคำชี้เศรษฐกิจไม่นิ่ง ตลาดเงินผันผวน ดันราคาทองพุ่งต่อเนื่อง เดือนหน้ามีโอกาสได้เห็นบาทละ 57,000 บ. ยันสมาชิกกว่า 2,000 ราย ค้าขายโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เกี่ยวข้องธุรกิจสีเทา ถูกจับไม่คุ้มกับการทำธุรกิจ
    • ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.0% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.5% สวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
    • ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า ECB สามารถบรรลุเป้าหมายในการควบคุมระดับราคาสินค้าได้แล้ว แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ แม้ว่าสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ ตกลงกันได้เรื่องอัตราภาษีการค้าก็ตาม
    • หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ บางส่วนอาจต้องปิดทำการ หลังจากในวันศุกร์ (19 ก.ย.) วุฒิสภาได้ปฏิเสธร่างงบประมาณระยะสั้นที่สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งอนุมัติ
    • ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดขายบ้านมือสอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนส.ค. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2568 (final) ดัชนีความเชื่อมั่นและตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ของผู้บริโภคเดือนก.ย. ตลอดจนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531106&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XbTQr5IUL6C1jEWeJY7I7

  • “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    นายกฯ “อนุทิน” พร้อมทีมเศรษฐกิจ หารือ “สมาคมธนาคารไทย” วันนี้ หวังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย สางปมหนี้ SMEs การเข้าถึงสินเชื่อ และเงินบาทแข็งค่า

    วันนี้ (22 กันยายน 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าประชุมหารือใหญ่ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย โดยการประชุมกำหนดขึ้นในเวลา 9.30 น. ณ สมาคมธนาคารไทย

    การประชุมครั้งนี้มีหัวข้อหลักคือ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการหาแนวทางพลิกฟื้นอนาคตเศรษฐกิจด้วยพลวัตใหม่

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    สำหรับ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่เข้าร่วมหารือประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยจะร่วมรับฟังการหารือกับ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยกรรมการและที่ปรึกษาของสมาคม

    วาระการหารือหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1. มุมมองความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ

    2. แนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

    3. ประเด็นหารือและข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    ปัญหาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ไข ในการประชุมนี้คือ ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและปัญหาภาระหนี้สินของกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีความเสี่ยงสูง รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

    ทั้งนี้ มีความคาดหวังว่าการหารือครั้งนี้จะสามารถหามาตรการที่ช่วยปลดล็อกปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและ ฟื้นฟูสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ SME ซึ่งถือเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยได้ การหารือนี้ยังรวมถึงการรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธนาคารในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NMcFVODKphM3OiHCk3PZT

  • นายกฯ แย้มโครงร่างนโยบายรัฐบาล ครอบคลุมทั้ง ‘ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-สังคม’

    นายกฯ แย้มโครงร่างนโยบายรัฐบาล ครอบคลุมทั้ง ‘ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-สังคม’

    นายกฯ เผย โครงร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว เหลือแค่ปรับเนื้อหา บอก ครอบคลุมทุกเรื่องทั้ง ความมั่นคง – ศก. – สังคม

    22 ก.ย.2568-ที่สมาคมธนาคารไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ขณะนี้วางเค้าโครง รวมถึงเนื้อหาเสร็จหมดทุกเรื่องแล้ว แต่วันนี้ได้มาพบกับสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่สัปดาห์ที่แล้วที่ได้พบกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงการพบปะประชาชน ทำให้อาจต้องปรับเนื้อหานิดหน่อย เพื่อให้ตรงความต้องการ และความห่วงใยจากทุกภาคส่วนมากที่สุด

    ส่วนนโยบายเศรษฐกิจจะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในร่างนโยบายนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีคำว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นนโยบายที่ประกอบในหลายมิติ ทั้งความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน และแผนการทำงานของรัฐบาล

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/865942/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g1rzH-hDy9SaDfn_uCiGH

  • “อนุทิน” ขนรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน

    “อนุทิน” ขนรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน

    “อนุทิน” ขนรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน อดีตเคยเป็นนักวิเคราะห์สินเชื่อ เปิดรับข้อห่วงใยและข้อเสนอให้รัฐหนุน ย้ำเดินสายพบสมาคมธนาคารไทย ถือเป็นหัวใจแก้ปัญหาสถาบันการเงิน ที่ทุกภาคส่วนหวังนำไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอาเซียนและภูมิภาค

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะฯ เดินทางมายังสมาคมธนาคารไทย หารือกับ นายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และคณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในหัวข้อ ฝ่าวิกฤติ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตรใหม่ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ แนวทางการดำเนินการในปัจจุบัน รวมถึงรับฟังข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เมื่อนายอนุทิน เดินทางมาถึงสมาคมธนาคารไทย ได้มอบกรอบรูปเป็นธนบัตรและเหรียญที่ระลึก รัชกาลที่ 9 ให้ เป็นที่ระลึก

    นายอนุทิน กล่าวว่า ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาพบสมาคมธนาคารไทย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยตนเองมีความตั้งใจที่จะมาพบกับทุกคน หลังจากที่มีความชัดเจนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ตนเองได้ใช้ความพยายามที่จะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถได้มาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมาพบปะกับสถาบันต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ไปพบผู้ประกอบการ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตนเองก็มีข้อสังเกตแม้จะออกจากวงการนี้ไปนาน พบว่ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก เช่น ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับข้อมูลโดยตรงจากผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพในแต่ละภาคส่วน

    ขณะที่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับเจ้าของกิจการ ซึ่งทั้งคู่ในประเทศไทยยุคปัจจุบัน เจ้าของกิจการจะต้องมีการผสมผสานกับมืออาชีพ โดยข้อมูลที่ได้มาได้สร้างประโยชน์และแนวคิดให้กับตนเอง และทีมงานด้านเศรษฐกิจเป็นแนวทาง ความห่วงใย ความกังวล และความเดือดร้อนที่ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขและช่วยเหลือ ซึ่งถือว่ามาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ภาคบริการ โดยที่ทุกคนมีเป้าหมายเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ ดังนั้นต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่ รวมถึงความได้เปรียบการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอาเซียนและภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะนำไปสู่เป้าหมายโดยที่ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่

    นายอนุทิน ยังกล่าวว่า เมื่อพบกับผู้ประกอบการแล้ว มีความจำเป็นต้องมาพบกับหัวใจระบบเศรษฐกิจ คือ สถาบันการเงิน และอยากให้สมาคมเปิดใจในการหารือ เพราะไม่ใช่คนอื่นคนไกล

    “จริงๆ ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ไอเอฟซีที ) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ โดยคุณผยงได้มาทำงานต่อจากตนเอง” นายอนุทิน กล่าว…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/448175&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_WMr3m1Tm64TLT1lVifcE

  • โลกร้อนทุบเศรษฐกิจพัง | เดลินิวส์

    โลกร้อนทุบเศรษฐกิจพัง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ก.ย. นายกรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงาน  MFLF Sustainability Forum  2025 เรื่อง “วิกฤตโลก ทางออกไทย” จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า ผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ  ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากทุกฝ่ายยังปล่อยไว้และไม่ทำอะไร จะก่อให้เกิดการสูญเสียทางด้านต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

    ทั้งนี้จากงานวิจัยล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  (IPCC) ได้ประเมินว่า หากอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น 3.2 องศา ในปี พ.ศ. 2593  จะทำให้เกิดความเสียหายประมาณ 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 18% ของจีดีพีโลก โดยถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่สูญเสียไปประมาณ 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 3% ของจีดีพี หรือรุนแรงกว่าถึง 6 เท่าตัว

    นายกรินทร์ กล่าวว่า  หากเกิดขึ้นกับประเทศไทย  ก็เชื่อว่าจะกระทบประมาณ 44% ของจีดีพี หรือกระทบกับภาคการส่งออก 45% ถ้าเกิดไม่ปรับตัว สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ปรับตัว ถ้าเป็นภาคธนาคาร คือ ถ้าลูกค้าไม่ปรับตัว ไม่เปลี่ยนแปลง จะมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น ดังนั้นไทยก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน แล้วจะแข่งขันในเวทีโลกที่เปลี่ยนไปกันได้อย่างไร

    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้ใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์  หรือให้สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยในปี  2566 ทั่วโลกมีการจัดสรรเงินทุนระดับโลกที่จัดสรรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  หรือการปรับตัวเพื่อรับผลกระทบ ในวงเงินถึงประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 1.7% ของจีดีพีโลก โดยในส่วนนี้คาดว่าทั่วโลกจะมีวงเงินที่จัดสรรมาให้กับการจัดการโลกร้อน  จะเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยคาดว่าในปี 2573 วงเงินส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.4 – 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 – 3 เท่า ขณะที่ในปี 2574 – 2593 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.1 – 9.2 ล้านล้านดอลลาร์หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4 -5 เท่าจากในปัจจุบัน

    ทั้งนี้คาดว่าเงินที่จะถูกใช้ไปในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจากช่วงปี 2566 ที่เงินทุนกว่า 72% ไปลงทุนในส่วนของภาคพลังงานและการขนส่ง ไปสู่การปล่อยสินเชื่อ และลงทุนในส่วนของการลดคาร์บอนจากภาคการผลิต จากเทรนด์ความต้องการการสนับสนุนทางการเงินเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน

    นายกรินทร์ กล่าวว่า ธนาคารได้ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเป็นรายอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อสีเขียว เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีความต้องการขอสินเชื่อในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายเดิมคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2030 แต่ล่าสุดมีการขอเข้ามาแล้ว 1.65 แสนล้านบาท และน่าจะถึงเป้าหมาย 2 แสนล้านบาทในปี 2569
    “ความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตอนนี้ ธนาคารเตรียมปรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2030 จาก 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนล้านบาท และจะผลักดันเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น และสิ่งที่ทำคู่กันคือการขยายไปกลุ่มเล็กลงมา หรือกลุ่มเอสเอ็มอีมากขึ้น จากเดิมที่ปล่อยให้รายใหญ่ เพราะกลุ่มนี้ต้องการโซลูชันเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

    นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับความย้อนแย้งที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมทวีความรุนแรงขึ้น แต่การลงมือทำยังติดอยู่กับการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยปัญหาหลักของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันคือ สมการการเติบโตของโลกไม่ได้รวมสิ่งที่เรียกว่า Ecosystem Service หรือการเติมต้นทุนจากระบบนิเวศเกี่ยวกับการพัฒนาที่นั่งยืนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจด้วย ทั้งที่เป็นต้นทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทำให้การเติบโตที่ผ่านมาเป็นการเติบโตที่ทำให้อนาคตอายุสั้นลงแทนที่จะเกิดการพัฒนามากขึ้น

    ทั้งนี้ได้เสนอว่าการเติบโตยุคใหม่ต้องสร้างอนาคตที่แท้จริงใน 3 ระดับ คือ ระดับมหภาค นโยบายต้องเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความยั่งยืนกับเศรษฐกิจเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อมา คือ ระดับตลาด ต้องสร้างตลาดที่มองว่าการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม คือโอกาสทางธุรกิจใหม่  และระดับจุลภาค ด้วยการปลูกฝังให้การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในทุก ๆ วันเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืน

    “การมีผู้นำธุรกิจในโลกสมัยใหม่ จำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี และการพัฒนาให้เกิดผลอาจจะเริ่มต้นด้วยการทำสิ่งเล็ก ๆ แต่ต้องทำทุกวัน เพื่อให้มีผลเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5135984/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FScaYBEbj9a_lSWg8wQAd

  • นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    “นายกฯ อนุทิน” ฟังแถลงผลการศึกษาจาก นศ.วปอ.รุ่น 67 บอกเห็นค่า วปอ. ไม่เหมือนผู้นำคนอื่น ลั่น ไทยมีความพร้อมไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจ “คนละครึ่งพลัส” 60:40 จูงใจคนเสียภาษี-กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 เข้าร่วมงานการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 67 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานการแถลงผลการศึกษาฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.อ.พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และพล.ต.เสด็จ อาคะจักร ประธานนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 67 เข้าร่วม

    นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า สวัสดีพี่ๆ ทุกคน พี่หนู วปอ.61 นกหัวขวาน รายงานตัว ตนเรียน วปอ.61 แต่มางานแถลงผลการศึกษาแทบทุกปี เพราะเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในปี 2562 ตนเห็นคุณค่าของการเป็นนักศึกษา วปอ. อย่างมาก อาจมีมุมมองต่างจากผู้นำรัฐบาลท่านอื่นๆ ตนคิดว่าการเรียน วปอ. สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อได้มาฟัง วปอ.67 ยอมรับว่าเหมือนเพลงพรหมลิขิตชักพาให้มาพบกันทันใด ทำไมเหมือนกับนโยบายรัฐบาลของตนที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภาต้นเดือนตุลาคม อาจจะมีถ้อยคำที่ต่างกัน แต่กรอบความคิด ยุทธศาสตร์ตรงกัน ที่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์คือจับต้องได้ เทคโนโลยีต้องทันโลกทันสมัย ทันท่วงที

    ทั้งนี้ นักศึกษา วปอ.67 ยึดหลัก STEM แต่ตนจะขับเคลื่อนด้วยหลักที่คล้ายๆ กัน แต่โดยขอใช้คำว่า STECS ประกอบด้วย Systematic คือขับเคลื่อนต้องมีระบบ, Thainess ความเป็นเอกลักษณ์ของไทย เชื่อถือได้ ราคายุติธรรม, Exponential ขยายศักยภาพแบบเขย่งก้าวกระโดด และ C ที่ขอเติม S เพราะมีหลายคำ ไม่ว่าจะเป็น Connection คือสายสัมพันธ์ ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องมีจริยธรรม ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า, Continuity คือต่อเนื่องไม่สิ้นสุด และ Constructive คือคิดเป็นบวก คิดก้าวหน้า และวันนี้ปัญหาคอร์รัปชันถึงเวลาแล้วเราต้องแก้ และคนไทยรังเกียจเดียดฉันท์ความไม่โปร่งใส ไม่สะอาด ทั้งทางการทำงาน จิตใจ รักชาติรักแผ่นดินคนไทย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการแบ่งแยกแล้ว

    นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า วันนี้แยกกันเดินร่วมกันตี มีความหมายกับตนมาก ทหารก็คิดยุทธศาสตร์ไป รัฐบาลก็ต้องหาวิธีที่ต้องกดดัน วันนี้ยอมไม่ได้แล้ว มาถึงขนาดนี้ไม่ใช่การไล่ตี แต่เป็นการทำงานเชิงรุก กำหนดเงื่อนไขให้คนที่มีปัญหากับเราต้องยอมรับ เพราะประเทศไทยได้เปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจ แสนยานุภาพ เมื่อได้เปรียบแบบนี้จะให้เรายอมก่อนไม่ได้ ตนคิดว่าตนและผู้ที่นั่งในห้องนี้สะกดคำนี้ไม่เป็น ตนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและทุกเหล่าทัพ จะใช้แนวทางนี้ดำเนินยุทธศาสตร์ต่อกรกับคนที่เรามีปัญหาอยู่ ชายแดนกัมพูชาต้องมีคำตอบมีผลลัพธ์ให้ประเทศไทยไม่สูญเสียอะไรไปมากกว่าผู้ที่เสียชีวิต ตนขอต้องไม่มีเราต้องทำให้ได้ภายใน 4 เดือน

    “ประเทศไทยที่เราเบื่อหน่ายจะก้าวหน้าสักที ใครที่เคยดูถูกว่าพลังมวลชนไม่มีความหมาย พูดเลยว่าเปิดด่าน พูดเลยว่าเกี๊ยเซี๊ยะ พูดเลยว่ายอมเขา แล้วท่านจะรู้ว่านรกมีจริง”

    สำหรับโครงการคนละครึ่ง นายอนุทิน ระบุว่ามีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2boowQ3gWTOcpYySHphu74

  • “นายกฯ” ขนทีมเศรษฐกิจ หารือ สมาคมธนาคารไทย

    “นายกฯ” ขนทีมเศรษฐกิจ หารือ สมาคมธนาคารไทย


    “นายกฯอนุทิน ” ขนทีม รมต.เศรษฐกิจ หารือ สมาคมธนาคารไทยรับฟังข้อเสนอแนะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 

    ที่สมาคมธนาคารไทย ถนนแจ้งวัฒนะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานหารือเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงรับฟังข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง นายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย คณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย ที่ปรึกษาสมาคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ ทั้งนี้สมาคมธนาคารไทยมอบกรอบรูปเป็นธนบัตรและเหรียญที่ระลึกรัชกาลที่ 9

    นายอนุทิน กล่าวว่า ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาพบสมาคมธนาคารไทย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น  ตนมีความตั้งใจที่จะมาพบกับทุกคน หลังจากที่มีความชัดเจนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ตนได้ใช้ความพยายามที่จะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถมาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมาพบปะกับสถาบันต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ไปพบผู้ประกอบการ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยใช้ความสามารถ ความได้เปรียบการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอาเซียนและภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะนำไปสู่เป้าหมาย โดยที่ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่ ฉะนั้นเมื่อพบกับผู้ประกอบการแล้ว มีความจำเป็นต้องมาพบกับหัวใจระบบเศรษฐกิจคือ การแก้ปัญหาทางการเงินการธนาคาร และอยากให้สมาคมเปิดใจในการหารือ

    “จริงๆข้างในยังไม่รู้ใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งนายธนาคาร (แบงก์เกอร์) มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก นายเอกนิติ นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงินมาก่อน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ผมเป็นแบงก์เกอร์ผมเริ่มที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT )  หรือสถาบันการเมือง ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ โดยนายผยงได้มาทำงานต่อจากผมไม่รู้กี่ปีก่อน”  นายอนุทิน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W-XlSZLygXhJtEQrwWOAU