Blog

  • นักศึกษาถูกหลอกโอนเงิน เข้า-ออก เสี่ยงบัญชี กยศ. เข้าข่ายบัญชีม้า – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    นักศึกษาถูกหลอกโอนเงิน เข้า-ออก เสี่ยงบัญชี กยศ. เข้าข่ายบัญชีม้า – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    นักศึกษาถูกหลอกโอนเงิน เข้า-ออก เสี่ยงบัญชี กยศ. เข้าข่ายบัญชีม้า

    ระวังภัย นักศึกษาถูกมิจฉาชีพปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกให้โอนเงิน เสี่ยงถูกอายัดบัญชีที่ใช้รับเงินกู้ กยศ. พร้อมถูกอายัดเป็น “บัญชีม้าบริสุทธิ์”

    สภาผู้บริโภคเตือนภัยรูปแบบการหลอกลวงทางโทรศัพท์ที่กำลังระบาดช่วงนี้ในกลุ่มนักศึกษา มิจฉาชีพสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทรศัพท์ไปหาและวิดีโอคอล พร้อมส่งเอกสารปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์หรือบัตรประชาชนของผู้ถูกติดต่อเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมออนไลน์ และจะมีการออกหมายจับ

    จากประเด็นดังกล่าว ผศ.อุดม งามเมืองสกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ระบุว่า คลินิกกฎหมายของมหาวิทยาลัยได้รับการประสานงานจากตำรวจให้ช่วยดูแลนักศึกษาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะนี้ โดยพบว่ามิจฉาชีพใช้วิธีการควบคุมผ่านการโทรและวิดีโอคอลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ถูกติดต่อหวาดกลัวและเชื่อฟังคำสั่งทุกอย่าง

    สำหรับรูปแบบการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ได้ใช้แนวทางเดิมที่ใช้มานานคือ การหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมใช้แนวทางขอเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์เพื่อส่งเอกสารปลอมและวิดีโอคอลคุมสั่งการ จากนั้นอ้างว่าต้องโอนเงินเข้าไปเพื่อตรวจสอบ หากผู้ถูกติดต่อไม่มีเงินก็จะถูกหลอกให้ไปบอกผู้ปกครอง โดยอ้างเรื่องการได้รับทุนการศึกษา พร้อมแนบเอกสารปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือครบถ้วน

    รูปแบบการหลอกลวงที่เกิดขึ้น

    ผศ.อุดม กล่าวต่อว่า กรณีของนิสิตนักศึกษาหลายรายสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของขบวนการ เช่น นางสาว ก. ถูกติดต่อและหลงเชื่อ จนโอนเงินของตนเองราว 99,500 บาทไปยังบัญชีธนาคารต่างประเทศในฮ่องกงที่มิจฉาชีพให้มา ต่อมานาย ข. ซึ่งถูกหลอกด้วยวิธีการเดียวกัน ถูกสั่งให้โอนเงินเข้าบัญชีของ ก. รวมเป็นเงินประมาณ 300,000 บาทในสองครั้ง ก่อนที่ ก. จะถูกสั่งให้โอนต่อไปยังปลายทางต่างประเทศเช่นกัน ส่งผลให้บัญชีของ ก. ซึ่งเป็นบัญชีสำหรับรับเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ถูกอายัดทันที กระทบต่อการเรียนและการใช้ชีวิตโดยตรง

    สำหรับ ข. สูญเงินรวมประมาณ 420,000 – 425,000 บาท โดยเส้นทางการเงินถูกโอนไปอย่างน้อย 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีของ ก. รวมถึงบัญชีในชื่อ ค. และ ง. เมื่อผู้ปกครองของ ข. ทราบเรื่อง จึงเข้าแจ้งความ ทำให้มีคำสั่งอายัดธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง

    ในอีกกรณีหนึ่ง นางสาว เอ. ถูกหลอกด้วยวิธีเดียวกัน เริ่มจากโอนเงินของตนเอง 6,400 บาท แต่ต่อมามีบุคคลอื่นอีกสองรายถูกหลอกให้โอนเงินรวมกว่า 400,000 บาทเข้ามาที่บัญชีของ เอ. แล้วถูกสั่งให้โอนต่อไปยังปลายทางต่างประเทศ ขณะนี้บัญชีของ เอ. ถูกอายัด และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับจากท้องที่อื่นที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.ก.ไซเบอร์ฯ ฉบับใหม่ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถระงับหรืออายัดบัญชีต้องสงสัยเพื่อสกัดกั้นเงินจากอาชญากรรมออนไลน์ เมื่อมีผู้เสียหายแจ้งความ เงินที่โอนผ่านบัญชีเหล่านี้จึงถูกติดตามและนำไปสู่การอายัดทันที

    ดังนั้นจึงทำให้เจ้าของบัญชีซึ่งไม่รู้ตัวมาก่อนว่าถูกใช้เป็นช่องทางของมิจฉาชีพ กลับกลายเป็นผู้ถูกตั้งข้อสงสัยในคดีอาชญากรรมทางการเงินออนไลน์ โดยในปัจจุบันยังมีการแบ่งระดับบัญชีม้าตามความรุนแรง เช่น บัญชีม้าสีดำที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฉ้อโกงออนไลน์ หรือแม้ในบางกรณีจะยังไม่มีการแจ้งความก็ตาม แต่หากธนาคารพบว่าบัญชีมีความน่าสงสัยหรือมีธุรกรรมผิดปกติ เจ้าของบัญชีก็อาจถูกระงับชั่วคราวเพื่อรอการตรวจสอบ ซึ่งสร้างภาระและผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

    “บัญชีม้าบริสุทธิ์” ที่ยังไม่ได้รับการพูดถึง

    ผศ.อุดม ชี้ให้เห็นอีกมุมที่สังคมยังกล่าวถึงไม่มากนัก คือเจ้าของบัญชีผู้สุจริตที่ถูกนำไปใช้ในการหลอกลวงผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ เจ้าของบัญชีเหล่านี้ไม่ได้รับจ้างเปิด ไม่ได้สมรู้ร่วมคิด แต่กลับถูกหลอกให้โอนต่อเงินในสภาวะกดดันทางจิตใจ จนตกอยู่ในสองสถานะพร้อมกัน เป็นทั้งผู้เสียหายที่สูญเงินของตนเอง และเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางการเงิน

    “เมื่อมีการแจ้งความต่างพื้นที่ ตำรวจจำเป็นต้องออกหมายเรียกหรือหมายจับ เจ้าของบัญชีต้องเดินทางไปต่อสู้คดี ขณะเดียวกันบัญชีที่ใช้ดำเนินชีวิตก็ถูกอายัดทันที กระทบต่อการเรียน การทำงาน และครอบครัวอย่างหนัก โดยเฉพาะนิสิตที่รับเงินกู้ กยศ.” ผศ.อุดมกล่าว พร้อมระบุว่า มาตรการปราบปรามบัญชีม้าในปัจจุบันยังทำให้ผู้ถูกหลอกจำนวนมากต้องหาวิธีจ่ายเงินคืนเอง เพื่อให้เรื่องยุติ แม้ตนเองจะไม่ได้มีเจตนาเกี่ยวข้องก็ตาม

    ข้อเสนอเชิงนโยบายถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ผู้บริโภคที่สุจริตต้องเผชิญชะตากรรมซ้ำสอง ผศ.อุดม เสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีกลไกคัดแยกบัญชีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นบัญชีม้าบริสุทธิ์ ออกจากบัญชีที่รับจ้างเปิดอย่างแท้จริง เมื่อข้อเท็จจริงชี้ชัดว่าถูกหลอกและทำตามคำสั่ง ก็ควรมีกระบวนการพิจารณาที่รวดเร็ว เพื่อลดภาระการเดินคดีของผู้บริโภคที่บริสุทธิ์

    นอกจากนี้ ควรมีแนวทางการอายัดและปลดอายัดบัญชีที่ไม่กระทบเกินจำเป็น โดยเฉพาะบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา หรือบัญชีธุรกิจรายย่อยซึ่งเป็นช่องทางทำมาหากินหลักของประชาชน รวมทั้งควรสร้างกลไกการประสานงานข้ามท้องที่ระหว่างตำรวจ อัยการ และสถาบันการเงิน เพื่อดูแลผู้ที่ถูกนำบัญชีไปใช้โดยไม่รู้ตัว

    “ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นม้าบริสุทธิ์ คนกลุ่มนี้เป็นผู้เสียหายด้วย แต่วันนี้คนเหล่านี้ต้องไปสู้คดีเอง ผมอยากเห็นกลไกเชิงนโยบายช่วยให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้ตรงจุด และไม่กระทบคนสุจริตเกินไป” ผศ.อุดมกล่าวทิ้งท้าย

    คำเตือนถึงผู้บริโภค

    นอกจากนี้ผู้บริโภคควรเพิ่มความระมัดระวัง หากมีผู้ติดต่ออ้างเป็นเจ้าหน้าที่ พร้อมขู่ด้วยหมายจับ และขอให้โอนเงินหรือยืมบัญชีเพื่อทำธุรกรรม ควรตัดการติดต่อทันที ห้ามโอนเงินหรือรับเงินที่ไม่ทราบที่มา และควรแจ้งความพร้อมเก็บหลักฐานการสื่อสารไว้ครบถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในสถานะผู้ต้องหาโดยไม่ตั้งใจ

    สำหรับนักศึกษาและเยาวชน หากได้รับสายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ มีหมายจับ และขอให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ หรือให้ยืมบัญชีหรือรับเงินแล้วโอนต่อ นั่นคือสัญญาณหลอกลวง ให้ตัดสาย ไม่โอน ไม่ส่งเอกสารหรือวิดีโอคอล และรีบปรึกษาผู้ปกครองหรืออาจารย์ที่ไว้ใจได้ทันที

    ขณะที่ผู้บริโภคทั่วไป หากพบว่ามีเงินโอนเข้ามาในบัญชีโดยไม่ทราบที่มา ห้ามโอนต่อโดยเด็ดขาด ให้รีบแจ้งธนาคารและแจ้งความทันที เพื่อบันทึกข้อเท็จจริงและป้องกันตนเองจากการถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ทั้งนี้ เจ้าของบัญชีที่สงสัยว่าถูกนำไปใช้เป็นช่องทางของมิจฉาชีพ สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจไซเบอร์ โทร. 1441 หรือสายด่วนสภาผู้บริโภค โทร. 1502

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/student-loan-mule-scam/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mv9IoxC2yM7JgVO8ryRRe

  • ก้าวใหม่ของวงการการศึกษา ม.กรุงเทพร่วมกับศิริราช สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย | เดลินิวส์

    ก้าวใหม่ของวงการการศึกษา ม.กรุงเทพร่วมกับศิริราช สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย | เดลินิวส์

    ในยุคที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดินหน้าบูรณาการองค์ความรู้จากศาสตร์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะความรู้ทางการแพทย์ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการวิชาการให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จุดเริ่มต้นของการประสานศักยภาพเฉพาะทางของทั้งสองสถาบัน เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ทั้งในระดับวิชาการและการประยุกต์ใช้จริงในสังคม

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาความร่วมมือทางการศึกษา วิจัย และวิชาการ การลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันระหว่างทั้งสองสถาบันในการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการ โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ของนักศึกษา การสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพ และการให้บริการวิชาการที่มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศ ณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 

    ผลงานที่เริ่มดำเนินการแล้วคือ แอปพลิเคชัน AR CPR ภายใต้ชื่อ Siriraj AR CPR ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง ศูนย์นวัตกรรมเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Center of Specialty Innovation: CoSI) และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แอปพลิเคชันนี้ออกแบบให้ทำงานบนอุปกรณ์สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต โดยผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการกดหน้าอก การใช้เครื่อง AED และการประเมินอาการผู้ป่วย ผ่านภาพจำลอง 3 มิติและแอนิเมชันที่ซ้อนทับบนโลกจริง พร้อมระบบโต้ตอบแบบเรียลไทม์ที่ช่วยแนะนำ ตำแหน่งความลึก และความเร็วของการกดหน้าอกได้อย่างถูกต้อง

    Siriraj AR CPR ถือเป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองโดยตรงจากสถาบันการแพทย์ โดยผู้ใช้งานที่ผ่านการเรียนรู้และการทดสอบจะได้รับประกาศนียบัตรรับรอง (Certificate) จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้การช่วยชีวิตให้เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้แอปพลิเคชันอยู่ในขั้นตอนการทดสอบและจะเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถดาวน์โหลดผ่านระบบ Google Play Store (Android) และ App Store (iOS) ได้ในเร็วๆ นี้ 

    ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแบ่งปันทรัพยากรหรือความเชี่ยวชาญเพียงเท่านั้น หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าทางวิชาการและสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพของการศึกษาไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5142198/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D9kr-qABdVZUIONL65XF3

  • ชำแหละนโยบายรัฐ: ทุ่มงบมหาศาล 5 แสนล้าน ยิ่งแก้ ยิ่งจน

    ชำแหละนโยบายรัฐ: ทุ่มงบมหาศาล 5 แสนล้าน ยิ่งแก้ ยิ่งจน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-190&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24PeZx9nEDNMghST2MEHyT

  • ญี่ปุ่นเตรียมไฟเขียวใช้หนังสือเรียนดิจิทัล 100% ในโรงเรียน คาดเริ่มได้ในอีก 5 ปี : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมไฟเขียวใช้หนังสือเรียนดิจิทัล 100% ในโรงเรียน คาดเริ่มได้ในอีก 5 ปี : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมอนุญาตให้โรงเรียนสามารถใช้หนังสือเรียนในรูปแบบดิจิทัลได้ 100% โดยมีแผนจะเริ่มดำเนินการในโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐตั้งแต่ปีงบประมาณ 2573 เป็นต้นไป

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ จะเปิดทางให้คณะกรรมการการศึกษาท้องถิ่นสามารถเลือกได้ว่าจะใช้เฉพาะหนังสือเรียนดิจิทัล หรือใช้หนังสือเรียนดิจิทัลควบคู่กับหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษ (ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีอยู่แล้ว) หรือใช้เฉพาะหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษ

    สภาการศึกษาส่วนกลางระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้หนังสือเรียนมีตัวเลือกหลากหลายขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสังคมยุคดิจิทัล และส่งเสริมให้เกิดวิธีการสอนใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนแสดงความกังวลว่า การใช้หนังสือเรียนดิจิทัลอาจเพิ่มภาระให้กับครูผู้สอนและสำนักพิมพ์หนังสือเรียน รวมถึงทำให้นักเรียนมีปัญหาทางสายตาและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

    กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตั้งเป้าว่าจะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการประชุมรัฐสภาปี 2569

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ปัจจุบัน หนังสือเรียนดิจิทัลมีการใช้งานอยู่แล้วในญี่ปุ่น แต่เป็น “สื่อการเรียนรู้ทางเลือก” ที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลแยกต่างหาก เนื่องจากมีเนื้อหาเหมือนกันทุกประการกับหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เพียงแต่มีฟังก์ชันอ่านออกเสียงเพิ่มเข้ามา

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้นโยบายใหม่ หนังสือเรียนดิจิทัล รวมถึงสื่อการเรียนรู้ที่เข้าถึงผ่าน QR Code ที่อยู่ในหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษ จะต้องผ่านการตรวจสอบอีกครั้ง เนื่องจากคณะทำงานฯ ต้องการสร้างความมั่นใจในคุณภาพของเนื้อหา

    ทั้งนี้ คาดว่ากระทรวงศึกษาธิการฯ จะกำหนดแนวทางการใช้สื่อดิจิทัลในห้องเรียน เนื่องจากจำเป็นต้องพิจารณาลักษณะของแต่ละรายวิชา รวมถึงพัฒนาการของเด็กนักเรียน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531892&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZJgj7KgMfpwhA2p_Whht-

  • แจก 9 ที่เที่ยวสัตหีบ ชลบุรี น่าไปในวันหยุดเดือนตุลาคม 2568

    แจก 9 ที่เที่ยวสัตหีบ ชลบุรี น่าไปในวันหยุดเดือนตุลาคม 2568

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/Kw8AZRk0Z3yq&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0apWX_5If9ZbZimN_wqGvN

  • โลกป่วน เศรษฐกิจเปราะบาง เปิดรายงานล่าสุดจาก WEF ที่กำลังบอกว่าโลกโตแยกออกเป็นสองขั้ว

    โลกป่วน เศรษฐกิจเปราะบาง เปิดรายงานล่าสุดจาก WEF ที่กำลังบอกว่าโลกโตแยกออกเป็นสองขั้ว

    รายงาน Chief Economists’ Outlook September 2025 ฉบับล่าสุดจาก World Economic Forum (WEF) ได้ส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยความไม่แน่นอน 

    โดยมีมุมมองจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำถึง 72% ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะอ่อนแอลงในปีที่จะถึงนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่การชะลอตัว แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบในระยะยาว

    โลกกำลังแยกขั้ว (A Polarizing World)

    WEF เปิดเผยว่า โลกกำลังเผชิญปรากฎการณ์ Divergence หรือการเติบโตที่แยกขั้วชัดเจน โดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 56% เชื่อว่าช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า 

    การแยกขั้วที่ว่านี้หมายความว่า เส้นทางการเติบโตของแต่ละกลุ่มประเทศจะแตกต่างกัน ประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาเทคโนโลยี ความรู้ความชำนาญ และทุนมนุษย์ (human capital) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาการเข้าถึงเงินทุน และทรัพยากรธรรมชาติมากกว่า

    ขั้วที่หนึ่ง กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เติบโตได้ช้า และต้องเผชิญความท้าทาย

    รายงานคาดการณ์สถานการณ์ของสหรัฐฯ ที่คาดว่าแนวโน้มการเติบโตยังซบเซา ไม่มีการเติบโตที่แข็งแกร่ง และยังต้องเผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อระดับสูง สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การออกนโยบายการเงินที่จจะต้องผ่อนคลายลงเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    ในฝั่งของยุโรป รายงานคาดว่าการฟื้นตัวยังคงเปราะบาง แม้จะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ แต่ภาพรวมยังเป็นการเติบโตระดับต่ำ

    ขั้วที่สอง กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่กลายเป็นดาวเด่น

    รายงานกล่าวถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ (MENA) และเอเชียใต้ ที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มการเติบโตแข็งแกร่งที่สุด โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าภูมิภาคเหล่านี้จะเติบโตในระดับแข็งแกร่ง หรือแข็งแกร่งมาก

    ส่วนทางฝั่งจีน แม้คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แต่จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายเฉพาะตัวคือภางะเงินฝืด โดยคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

    จะเห็นได้ว่า การที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และยุโรปมีแนวโน้มเติบโตต่ำ ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาใน MENA และเอเชียใต้กลับมีแนวโน้มเติบโตสูง สะท้อนให้เห็นถึงการแยกขั้วของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

    รายงานยังได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อน และอุปสรรคของโลกแต่ละขั้วด้วย ได้แก่

    กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

    • ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนคือ การพัฒนา Ecosystem ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม, การเข้าถึงตลาดการค้า และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
    • อุปสรรคสำคัญคือ ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และความแตกแยกทางสังคม, กำแพงการค้า 

    กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    • ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนคือ หลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, การเข้าถึงตลาดโลก และการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
    • อุปสรรคสำคัญคือ สถาบันและธรรมาภิบาลที่อ่อนแอหรือขาดความยืดหยุ่น ตามมาด้วยความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และกำแพงการค้า

    4 ปัจจัยที่ทำให้เกิดความปั่นปั่วนโลก

    WEF ระบุว่าความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใน 4 มิติสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบในระยะยาว ได้แก่

    1.การค้าและห่วงโซ่อุปทาน 

    Trade เป็นด้านที่ถูกดิสรัปหนักที่สุด การค้าโลกกำลังประสบกับการหยุดชะงัก โดยนักเศรษฐศาสตร์กว่า 70% มองว่ามีความปั่นป่วนในระดับสูงมากจากสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษี

    2.นวัตกรรมและเทคโนโลยี

    การมาถึงของ AI กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รายงานคาดว่า AI จะเริ่มสร้างความปั่นป่วนในเชิงพาณิชย์ในปีหน้า และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทั่วโลกมหาศาลในศูนย์มูล 

    3.ทรัพยากร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม

    รายงานคาดว่าความปั่นป่วนในด้านนี้จะยังคงอยุ่ต่อไปในระยะยาว จากปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว และการแข่งขันด้านแร่ธาตุสำคัญ

    4. สถาบันเศรษฐกิจโลก

    สหประชาชาติ กำลังมีการปรับโครงสร้างคั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ และองค์การการค้าโลก กำลังถูกลดบทบาทลงท่ามกลางการปกป้องทางการค้าที่เพิ่มขึ้น รายงานคาดว่าการหยุดชะงักในด้านนี้จะนำไปสู่ผลกระทบที่เป็นระบบ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    วิกฤตนี้กำลังย้ายศูนย์กลางมาที่ประเทศพัฒนาแล้ว

    อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองคือ ความกังวลด้านความยั่งยืนของหนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นประเด็นในประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นหลัก ตอนนี้กำลังถูกย้ายมาอยู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว

    เมื่อปี 2024 มีการระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกเกิน 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่ากว่าหนึ่งในสามของประเทศ ซึ่งคิดเป็น 75% ของ GDP โลก จะมีหนี้เพิ่มสูงขึ้นอีก

    ความกังวลด้านความยั่งยืนของหนี้ กลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วยังถูกมองว่ามีอุปสรรคสำคัญในด้าน ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง การแตกแยกทางสังคม และกำแพงการค้า

    โดยสรุป โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การเติบโตจะช้าลง ไม่เท่าเทียม และเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การปลดล็อกศักยภาพการเติบโตที่ยังเหลืออยู่มหาศาลในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จึงต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง เงินทุนที่ตรงจุด และความร่วมมือระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

    อ้างอิง : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/world-ecnomic-forum-chief-economist-outlook-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m7KK1rDDALYjj0I3HObpd

  • ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย แม้การเมืองคลี่คลาย คาดคนละครึ่งช่วยไม่มาก | เดลินิวส์

    ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย แม้การเมืองคลี่คลาย คาดคนละครึ่งช่วยไม่มาก | เดลินิวส์

    วันที่ 24 ก.ย. นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.9% และในปี 69 อยู่ที่ 1.6% แม้การเมืองจะมีความคลี่คลายลงบ้างแต่มีความเสี่ยงอีกหลายด้าน ซึ่งจีดีพีในปี 69 โตต่ำกว่าปีนี้ เพราะผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐที่ได้เร่งการส่งออกสินค้าไปในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลกระทบต่อการส่งออกคาดว่าปีนี้โต 5.8% แต่ในปี 69 จะติดลบ 6%

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี ไตรมาสแรก 3.2% และไตรมาสสอง 2.8% แต่ดูจากที่มาการเติบโต มาจากการเร่งส่งออกสินค้าจากมาตรการภาษีทรัมป์ พอหลังจากนี้ครึ่งหลังปีเป็นปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจหลังโตช้า ส่วนเรื่องการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้นทำให้โอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยลดลง โดยติดตามนโยบายรัฐบาลเตรียมทำคนละครึ่ง 2.0 ซึ่งอาจช่วยได้บ้าง แต่ไม่ได้กระตุ้นให้เติบโตได้ดี

    นอกจากนี้ ต้องติดตามการเจรจาการค้าสหรัฐในเรื่องภาษีเพิ่มเติม ในส่วนของสินค้าสวมสิทธิว่าจะให้ใช้สัดส่วนการผลิตด้วยวัตถุดิบในประเทศเท่าไร โดยไทยคาดหวังว่าจะให้มีสัดส่วน 50-60% แต่ในบางประเทศอยู่สูงถึง 75-80% ทำให้ไทยอาจเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าหากมีเป็นสัดส่วนมาก จะเป็นต้นทุนผู้ประกอบการ เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

    ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ต้องติดตามคือเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา จะกระทบเศรษฐกิจพอสมควร โดยคาดว่ากระทบจีดีพี 0.3% ปีนี้ หากไม่สามารถกลับมาเปิดการค้าชายแดนได้ ซึ่งหากกลับไปเปิดด่านได้ก็อาจไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวไทยมีความเสี่ยงในปีนี้ เพราะนักท่องเที่ยวมาได้น้อย อาจจะเหลือแค่ 31 ล้านคน จากคาดเดิม 33.5 ล้านคน เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนไม่เข้ามา รวมทั้งการงดหรือเลื่อนการจัดกิจกรรมต่างๆทำให้อาจกระทบกับการท่องเที่ยวได้

    “กลางปีหน้าได้รัฐบาลใหม่ จะมีความชัดเจนรัฐบาล และทำให้การลงทุนดีขึ้น นักลงทุนมั่นใจ และเงินลงทุนก็จะเข้ามา ส่วนคนละครึ่ง 2.0 ยังไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง คาดว่าคนไม่ได้มีเงินเก็บเยอะ และหนี้เยอะ หากย้อนไปดูรอบแรก ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ ทำให้ร้านค้ามียอดขายเพิ่ม อาจช่วยกระตุ้นไม่มาก แต่ช่วยกระจายกำลังซื้อให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กมียอดขายเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะในในต่างจังหวัด จะมีเงินหมุนเวียนมากขึ้น”

    นายเมธัส กล่าวว่า หนึ่งในโจทย์เร่งด่วนของประเทศคงหนีไม่พ้นการดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยมองว่านโยบายการเงินควรจะมีทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพิ่มปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่กึ่งกลางของกรอบเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 2% และสร้างกระแสเงินทุนระหว่างประเทศให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น โดยหากนโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีทิศทางที่สอดประสานซึ่งกันและกัน เชื่อว่าจะสามารถแก้โจทย์ที่ท้าทายนี้ได้

    “กรณีค่าเงินบาทแข็งค่ากับการหาที่มาของเงินไม่ได้ ทางหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ธปท. กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้รวมตั้งทีมหาหาที่มาให้ได้ว่าแต่ละมุมแต่ละจุดไหนหายไปบ้าง โดยตั้งข้อสังเหตุเงินอาจมาจากคริปโตฯ ซึ่งถ้าหาคำตอบได้ว่ามาจากไหน ก็จะจัดการได้ดีกว่านี้ และหาคำตอบทำไมเงินบาทแข็ง มองว่าไม่ควรเกิดขึ้นในลักษณะแบบนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5141956/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jFsfurcgaFwyMTxr6GF1_

  • TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจโลก – ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจโลก – ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการคลังในยุโรป และระดับราคาสินทรัพย์ที่สูงเกินพื้นฐาน แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโลหะมีค่า “ทองคำ-เงิน” ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง แม้รัฐบาลใหม่เร่งมาตรการกระตุ้น แต่อาจยังไม่เพียงพอต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง คาด GDP ไทยปีนี้โตเพียง 1.9%

    เฟดลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์

    นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Mr.Tanapat Dhanachata, Economist, TISCO Economic Strategy Unit) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและการคลัง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบแนวโน้มการคลังในระยะยาว

    ในส่วนของสหรัฐฯ เศรษฐกิจมีสัญญาณความเปราะบางมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นอ่อนแอรุนแรง โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กำลังเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง พร้อมกับตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลง โดย TISCO ESU ประเมินว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยนโยบายลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับต่ำกว่า 3.0% โดยมองว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ที่ระดับ 3.25-3.50% หรือปรับลดลงราว 0.75% จากระดับปัจจุบันที่ 4.00-4.25%

    ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมาย 2.0% ต่อเนื่อง 2.โครงสร้างตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยอุปสงค์แรงงานชะลอตัวลงพร้อมกับอุปทานแรงงาน ส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานนั้นค่อนข้างจำกัด 3.เครื่องชี้ภาวะตลาดแรงงาน อาทิ อัตราการลาออกแบบสมัครใจ ความคิดเห็นของภาคธุรกิจและครัวเรือนเกี่ยวกับสภาวะตลาดแรงงาน และอื่นๆ บ่งชี้ภาพการชะลอลงแบบค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น ต่างการตัวเลขการจ้างงงานนอกภาคเกษตรที่ชะลอตัวลงอย่างฉับพลันในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เฟดยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนตลาดแรงงาน โดยไม่เร่งลดดอกเบี้ยเร็วจนเกินไป

    การเมืองฝรั่งเศสปั่นป่วน เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ

    ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสที่กำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมืองก็ได้รับความสนใจจากตลาดไม่น้อย หลังสภามีมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี Francois Bayrou เหตุจากข้อเสนอของรัฐบาลในการลดรายจ่ายภาครัฐลงราว 44,000 ล้านยูโร เพื่อลดการขาดดุลการคลังลงให้เหลือ 4.6% ของ GDP ในปี 2569 ทั้งนี้ แม้ฝรั่งเศสจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งอย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากในสภาล่าง และกลุ่มการเมืองยังถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลัก ทำให้การผ่านงบประมาณต้องอาศัยการเจรจาและประนีประนอมอย่างมาก  

    TISCO ESU มองว่า แผนการปรับลดรายจ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส แม้จะมีความชัดเจน แต่โอกาสนำไปปฏิบัติจริงอาจเป็นไปได้น้อย เพราะรัฐบาลใหม่ยังเป็นเสียงข้างน้อย และต้องเจรจากับฝ่ายค้าน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ฝรั่งเศสอาจถูกปรับลดอันดับเครดิตลง โดยทั้ง Fitch Rating, Moody และ S&P ระบุในทางเดียวกันว่า หากฝรั่งเศสไม่สามารถลดการขาดดุลการคลังและควบคุมการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะได้ ก็อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

    แนะปรับพอร์ตลดความเสี่ยง เน้นกลุ่ม สาธารณูปโภคทองคำ

    นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Komsorn Prakobphol , Head of Economic Strategy Unit, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญถึง 3 ด้าน ซึ่งอาจจำกัดโอกาสการเติบโตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับฐานในระยะข้างหน้า โดย ด้านแรก เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวแบบชะลอตัวลง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการจ้างงานที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

    ด้านที่สอง อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นหลังจากมาตรการขึ้นภาษีมีผลเต็มที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะเป็นอุปสรรคต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดย TISCO ESU คาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ถึงแค่เพียง 3.5% เท่านั้น ต่างจากที่ตลาดคาดว่าจะลดลงต่ำกว่าระดับ 3% ในปี 2569

    ด้านสุดท้าย คือระดับราคาของสินทรัพย์ (Valuation) ในตลาดที่อยู่ในระดับสูงมาก ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ โดยตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง และมีค่า P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเป็นอย่างมาก ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ก็สะท้อนถึงความแพงเช่นกัน จากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล (Credit Spread) ที่อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยง

    จากทั้งสามปัจจัยนี้ TISCO ESU ประเมินว่าตลาดหุ้นจะมี Upside ที่จำกัด และมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงราว 5-10% จากระดับปัจจุบัน โดยตัวกระตุ้นสำคัญอาจมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่เริ่มกลับตัวเป็นขาขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อระดับ Valuation ของตลาด

    ด้วยเหตุผลดังกล่าว TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีรายได้แน่นอน และไม่ผันผวนไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจมากนัก เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Utilities) และกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ มากขึ้น

    ระวัง!! ฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี แนะกระจายลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก

    นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Thanathat Srisawast, Strategist, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า การฟื้นตัวของสภาพคล่องในตลาดทุนจากการลดดอกเบี้ยของเฟด และกระแสความร้อนแรงของ AI ได้ผลักดันให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Super Stock แห่งยุคอย่าง NVIDIA ราคาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และแรงหนุนนี้ยังขยายไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ จนดัชนี S&P 500 ทะลุ 6,600 จุดเป็นครั้งแรก แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะอ่อนแรงลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มสร้างความกังวลในกลุ่มนักวิเคราะห์ว่า Valuation ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่ คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคดอทคอมเมื่อ 25 ปีก่อน

    ด้วยเหตุนี้ TISCO ESU จึงได้นำโมเดล “Hopes & Dreams” มาใช้ในการวิเคราะห์มูลค่าหุ้น นอกเหนือจากมาตรวัดที่คุ้นเคยอย่าง P/E โดยโมเดลนี้ใช้หลักการแยกมูลค่าที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่จับต้องได้ ได้แก่ กำไรรวมที่คาดการณ์ในอีก 3 ปีข้างหน้า และมูลค่าทางบัญชีของบริษัท ออกจากส่วนที่สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนและสภาพคล่องในตลาด ซึ่งผลการประเมินพบว่า จากมูลค่าตลาดรวมของ S&P 500 กว่า 57 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน มีเพียงประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้นที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่อีกกว่า 37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 66% ของมูลค่าตลาดรวม เกิดขึ้นจาก “Hopes & Dreams” ของนักลงทุน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 45% อย่างมีนัยสำคัญ และยังใกล้เคียงกับช่วงฟองสบู่ดอทคอม

    กล่าวได้ว่า การลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ในระดับปัจจุบัน เสมือนกับการใช้เงินถึงสองในสามส่วนเพื่อซื้อ “ความหวัง” มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งในอดีตมักตามมาด้วยผลตอบแทนระยะยาวที่ค่อนข้างต่ำ โมเดลนี้ยังแสดงความสัมพันธ์เชิงสถิติที่แม่นยำกว่าการใช้ค่า P/E เพียงอย่างเดียว จึงช่วยสะท้อนความเสี่ยงและแนวโน้มผลตอบแทนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าตลาดหุ้นที่ตึงตัวในปัจจุบัน TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นไปสู่สินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มโลหะมีค่าอย่าง ทองคำและเงินแม้ราคาทองคำจะปรับขึ้นแล้วเกือบ 40% ในปีนี้ มาอยู่ที่ระดับ 3,600–3,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ อาจดูค่อนข้างแพง แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาว ได้แก่ 1.แนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ 2.การเสื่อมถอยของวินัยการคลังทั่วโลก และ 3.กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ ETF ทองคำและเงินที่เติบโตสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบมูลค่าของทองคำทั้งหมดที่ขุดขึ้นมาแล้ว (ราว 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) กับปริมาณเงินทั่วโลก (ราว 115 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จะพบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ราว 21% ซึ่งสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมในปี 2554 ที่ 18% เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อประกอบกับบริบทโลกที่วินัยการคลังถดถอย รายจ่ายภาครัฐขยายตัว และเสถียรภาพเชิงนโยบายการเงินลดลง TISCO ESU จึงเชื่อว่า “Monetary Debasement” หรือการลดคุณค่าของเงิน จะยังเป็นธีมการลงทุนสำคัญที่ผลักดันให้สินทรัพย์ที่มีปริมาณจำกัดอย่างโลหะมีค่ามีบทบาทมากขึ้นในการจัดพอร์ตลงทุนทั่วโลกในระยะยาว

    เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้าน คาด GDP ปีนี้โต 1.9%

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Mr. Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปีนี้จะขยายตัวได้กว่า 3.0% แต่การเติบโตดังกล่าวเกิดจากแรงหนุนชั่วคราว เช่น การส่งออกก่อนมาตรการภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ TISCO ESU ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 1.9% สำหรับปีนี้ และ 1.6% ในปีหน้า จากความท้าทายที่ยังมีอยู่รอบด้าน แม้จะมีความหวังเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่เพิ่มเข้ามาก็ตาม

    ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจนจากหลายปัจจัย ประกอบด้วย 1.การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง 2.การลงทุนภาครัฐที่สะดุดในช่วงท้ายปีงบประมาณ 3.ความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 33.5 ล้านคน 4.ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และ 5.ผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มส่งผลจริง โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการรายเล็กและแรงงานโดยเฉพาะในภาคการผลิต

    ด้านนโยบายการเงิน แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.50% แล้ว แต่ TISCO ESU มองว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และค่าเงินบาทที่แข็งเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงคาดว่า ธปท.มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกไตรมาสละ 0.25% สู่ระดับ 0.75% ในช่วงกลางปี 2569 โดยการเข้ารับตำแหน่งของผู้ว่าการธปท.คนใหม่อาจช่วยให้ทิศทางนโยบายการเงินมีความผ่อนคลายมากขึ้น

    สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง 2.0” ที่รัฐบาลใหม่เตรียมผลักดันนั้น แม้จะช่วยประคับประครองเศรษฐกิจจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนได้บางส่วน แต่ TISCO ESU ประเมินว่า อาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นวงกว้าง เนื่องจากบริบทของเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างออกไป ทั้งเงินออมของครัวเรือนที่ลดลง และสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ทำให้ขนาดของมาตรการน้อยกว่าในอดีตที่ผ่านมา

    อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางกับพื้นฐานของเศรษฐกิจ ซึ่งกลายเป็นข้อกังวลในแวดวงการเงิน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและค่าเงินบาท รวมถึงยังมีการตั้งคำถามถึงตัวแปรหนึ่งในดุลการชำระเงินอย่าง “NEO หรือ Net Errors and Omissions” ที่สะท้อนถึงเงินทุนที่ไหลเข้าแต่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเงินทุนสีเทา โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้หารือกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อร่วมกัน “Connect the dots” หาคำตอบถึงที่มาของเงินดังกล่าว และพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขแล้ว

    นอกจากนี้ TISCO ESU มองว่ายังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกประการคือ อัตราเงินเฟ้อของไทยที่ต่ำมาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเฉลี่ยเพียง 1.1% ต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่ม G3 อย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยที่ 2.7% ต่อปี ซึ่งความแตกต่างของเงินเฟ้อสะท้อนถึงอัตราการเสื่อมถอยของมูลค่าของเงินที่ไม่เท่ากัน ภาวะดังกล่าวนี้ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 16% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือเฉลี่ยปีละ 1.6% สอดคล้องกับดัชนีค่าเงินบาทที่ถ่วงน้ำหนักด้วยการค้า (THB NEER)

    ดังนั้น หนึ่งในโจทย์เร่งด่วนของประเทศคงหนีไม่พ้นการดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและการท่องเที่ยว โดยมองว่านโยบายการเงินควรจะมีทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพิ่มปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่กึ่งกลางของกรอบเป้าหมาย ธปท. ที่ 2% และสร้างกระแสเงินทุนระหว่างประเทศให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น โดยหากนโยบายการเงินและการคลังมีทิศทางที่สอดประสานซึ่งกันและกัน ก็เชื่อว่าจะสามารถแก้โจทย์ที่ท้าทายนี้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20250924-tiscoesu-sep25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ulv5lWMAwgZdzXiU1pPYM

  • 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก กับมุมมองภาคธุรกิจชั้นนำของไทย

    4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก กับมุมมองภาคธุรกิจชั้นนำของไทย

    งานสัมมนา Future Forum 2025: – Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA) มีนักวิชาการและภาคธุรกิจเข้าร่วมสัมมนากว่า 250 คน ต่างเห็นพ้องตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ “Economic Transformation for Peoples, For Planet” ว่า กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และ วิกฤตจากโรคระบาด 

    วิกฤตแรก มีสองครั้งใหญ่คือ วิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาดคือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019 (Covid-19) 

    การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบ ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551

    ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    โลกในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ 

    1.De-Globalization หรือ การเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น 

    2.Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน 

    3.Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ 

    4.Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก  

    มร.เฮง สวี เกียต ชี้ว่า สิงคโปร์ นำทั้ง 4 เทรนด์มาใช้ในการวางกลยุทธ์บริหารประเทศ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กร ทั้ง ภาครัฐและ เอกชน โดยคำนึงถึงเรื่องการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี การให้ความสำคัญกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ  

    โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Free Trade Area) ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับประเทศ และระดับกลุ่มประเทศถึง 28 ฉบับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างมีหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ในทุกภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร

    การขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

    การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้  สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศ ให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 

    ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน 

    3 ปัจจัยเพิ่มการแข่งขัน

    ขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวในช่วงการสัมมนา “The New Transformation Model” ว่า กรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขัน คือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต 

    แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น

    แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และ เอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม 

    ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือ ประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี  

    กรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน  

    ประเด็นถัดมา ในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร 

    และประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมที่จะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 

    ธุรกิจขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงิน ว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน ปัจจุบันต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทย กับ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก 

    ที่ผ่านมาเราพัฒนาธุรกิจของเราโดยให้ความสำคัญกับภายในประเทศ และการขยายการลงทุนโดยตรงไปในภูมิภาคอาเซียน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจ โดยให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน ตามมาตรฐานของ ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม และธรรมาภิบาล) ธนาคารให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำ AI มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับลูกค้า  

    เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

                                    4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก กับมุมมองภาคธุรกิจชั้นนำของไทย

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงและท้าทาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ความล่าช้าในการขนส่งสินค้า การบริโภคที่ลดลง ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ 

    ตั้งแต่ปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI 

    สิ่งที่เราเรียนรู้และต้องเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ เราต้องทำให้องค์กรของเรามีกระบวนการทำงานที่เรียบง่ายและทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพราะเรามีธุรกิจอยู่ทั่วโลก 

    รวมไปถึงการปรับปรุงแพลตฟอร์มในการทำงาน สร้างขีดความสามารถ เพื่อรองรับกับการทำงานในอนาคต การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงการทำธุรกิจในกรอบของ ESG 

    การที่สหรัฐ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสาร ที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย 

    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนว่า บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัล ที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม 

    บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้ง ภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้หัวเว่ย ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้าของเรา 

    “ปัจจุบันเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนนอกเหนือจากการใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทุกคนพูดถึง AI พูดถึง เทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคการผลิต ภาคการบริโภค ทำให้ หัวเว่ย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาคธุรกิจ” ดร.ชวพล กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/639681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BLmz25Xvvj2l-eK_5O6rn

  • เปิดวิสัยทัศน์ จิตสุภา – ดร.สุวิทย์ ทิศทางการศึกษาไทย สร้างคนเรียนรู้เชิงลึก ที่พัฒนาได้ตลอดชีวิต

    เปิดวิสัยทัศน์ จิตสุภา – ดร.สุวิทย์ ทิศทางการศึกษาไทย สร้างคนเรียนรู้เชิงลึก ที่พัฒนาได้ตลอดชีวิต

    Sustainability

    ความยั่งยืน24 ก.ย. 2568 13:58 น.

    ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง การศึกษาเปรียบเสมือนรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศชาติ ด้วยความเชื่อมั่นนี้ มูลนิธิไทยรัฐ จึงได้จัดงานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองการเดินทางที่ก้าวสู่ปีที่ 56 ของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา “อนุสาวรีย์มีชีวิต” ของคุณกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    ภายใต้หัวข้อที่ท้าทายและสอดรับกับยุคสมัยอย่าง “เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต (Active Learning for Lifelong Learners)” เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ในการร่วมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทย และสืบสานปณิธานของ คุณกำพล วัชรพล บุคคลสำคัญทางด้านการศึกษาและการสื่อสารมวลชน

    งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ฉลองการเดินทางที่ก้าวสู่ปีที่ 56 ของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ในการจุดประกายการเรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต
    งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ฉลองการเดินทางที่ก้าวสู่ปีที่ 56 ของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ในการจุดประกายการเรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต

    ภายในวันที่ 24 กันยายน 2568 ของงานที่เกิดขึ้นนี้ ได้มีการสัมมนาเรื่อง “การเรียนรู้เชิงลึก สู้การพัฒนาตลอดชีวิต” ซึ่งตลอดการเสวนานี้ เราได้รับฟังแนวคิดและองค์ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเยาวชน ผู้เป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต

    ลำดับถัดไปนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราจะมาเจาะลึกถึงแก่นความคิดและทิศทางในอนาคตของการศึกษา ผ่านมุมมองและวิสัยทัศน์ของสองบุคคลสำคัญอย่าง คุณจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ และกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ พร้อม ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ที่จะมาฉายภาพให้เราเห็นว่า เราจะนำพาการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยแนวคิด “การเรียนรู้เชิงรุก” เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพที่พร้อมเรียนรู้เชิงลึก สู่การพัฒนาตลอดชีวิตได้อย่างไร 

    คุณจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์ และแนวทางของมูลนิธิไทยรัฐวิทยาในอนาคตต่อจากนี้ ด้วยการเน้นย้ำถึงเป้าหมายหลักในการสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองดี มีทักษะชีวิต และพร้อมเรียนรู้เชิงลึก เพื่อให้สามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่
    คุณจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์ และแนวทางของมูลนิธิไทยรัฐวิทยาในอนาคตต่อจากนี้ ด้วยการเน้นย้ำถึงเป้าหมายหลักในการสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองดี มีทักษะชีวิต และพร้อมเรียนรู้เชิงลึก เพื่อให้สามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่

    ถอดรหัสวิสัยทัศน์ “ไทยรัฐวิทยา” ก้าวสู่การเรียนรู้เชิงลึกเพื่อการพัฒนาตลอดชีวิต

    จากบทเสวนาบนวทีสัมมนา ผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 โดย คุณจิตสุภา วัชรพล และ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนามูลนิธิและโรงเรียนไทยรัฐวิทยาให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างนักเรียนให้เป็นผู้เรียนรู้เชิงลึก  ที่สามารถพัฒนาได้ตลอดชีวิต (Life-long Learner) และเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม โดยสร้างคนคุณภาพผ่านกลไกของโรงเรียน 

    คุณจิตสุภา วัชรพล ได้สรุปวิสัยทัศน์ และแนวทางของมูลนิธิไทยรัฐวิทยาในอนาคตต่อจากนี้ ด้วยการเน้นย้ำถึงเป้าหมายหลักในการสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองดี มีทักษะชีวิต และพร้อมเรียนรู้เชิงลึก เพื่อให้สามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น AI, สงครามการค้า หรือภัยพิบัติ เพราะพลเมืองที่แข็งแกร่งคือรากฐานของประเทศที่มั่นคง

    “สำหรับมูลนิธิฯ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ไม่ใช่เป็นเพียงสถานศึกษา แต่คือ ‘กลไกในการยกระดับคุณภาพชีวิต’ และสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับเด็กๆ ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาบุคลากรเป็นอันดับแรกที่ตระหนักว่า “ครูและผู้บริหาร” คือหัวใจสำคัญ จึงมุ่งเน้นการจัดอบรมและเวิร์กช็อปเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อต่อยอดไปในระดับต่างๆ” 

    งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ฉลองการเดินทางที่ก้าวสู่ปีที่ 56 ของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ในการจุดประกายการเรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต
    งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ฉลองการเดินทางที่ก้าวสู่ปีที่ 56 ของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ในการจุดประกายการเรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต

    “รวมถึงการเติมทรัพยากรให้ครบถ้วน สนับสนุนทั้งทุนการศึกษา, ทุนอาหารกลางวัน, การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน , และจัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล พร้อมเสริมหลักสูตรพิเศษ นอกเหนือจากหลักสูตรแกนกลางของ สพฐ. ได้มีการออกแบบหลักสูตรเพิ่มเติมเพื่อสร้างทักษะแห่งอนาคต ได้แก่ หลักสูตรพลเมืองดี (Global Citizen) ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และมุมมองที่เปิดกว้างต่อสังคมโลก และหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษา สอนทักษะการคิด วิเคราะห์ แยกแยะข้อมูลข่าวสารในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ และหลักสูตรความยั่งยืน สร้างความเข้าใจและทักษะการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” 

    เป้าหมายสูงสุด คือ การบ่มเพาะนักเรียนให้เป็น ‘ผู้เรียนรู้ ที่สามารถพัฒนาได้ตลอดชีวิต’ ซึ่งไม่ใช่การท่องจำตามหลักสูตรตายตัว แต่คือการสร้าง “วิธีคิด” ที่ใฝ่รู้ มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถวิเคราะห์แยกแยะได้เอง โดยมูลนิธิฯ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนทุกฝ่าย เพื่อส่งต่อการศึกษาที่มีคุณภาพจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน” คุณจิตสุภา วัชรพล กล่าวทิ้งท้าย

    ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พูดถึงแนวคิดการปรับกระบวนทัศน์การศึกษา สู่การสร้างคนที่สมบูรณ์ เติบโตเป็นผู้ที่พัฒนา และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
    ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พูดถึงแนวคิดการปรับกระบวนทัศน์การศึกษา สู่การสร้างคนที่สมบูรณ์ เติบโตเป็นผู้ที่พัฒนา และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

    ปรับกระบวนทัศน์การศึกษา สู่การสร้างคนที่สมบูรณ์ เติบโตเป็นผู้ที่พัฒนา และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

    หัวข้อดังกล่าว คือสิ่งที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ กล่าวได้อย่างน่าสนใจ พร้อมได้ขยายความแนวคิดของ ‘การเรียนรู้เชิงลึกเพื่อการพัฒนาตลอดชีวิต’ ไว้ว่า “เมื่อโลกเปลี่ยน การศึกษาต้องปรับ เพื่อสร้างคนที่สามารถสร้างชาติและขับเคลื่อนโลกต่อไปได้ ดังนั้นแล้ว การศึกษาในอนาคตจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพื่อรองรับโลกที่ไม่เป็นเส้นตรงอีกต่อไป นำไปสู่การเปลี่ยนจาก Passive สู่ Active Learning ที่เปลี่ยนจากการนั่งฟังในห้องเรียน เป็นการเรียนรู้เชิงรุกที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม บ่มเพาะให้เด็กนั้นมองโลกทั้งใบคือโรงเรียน ด้วยการทลายกำแพงห้องเรียนและส่งเสริมให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ รวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างปัญญามนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมอบแนวคิดที่ต้องใช้ AI เป็นเครื่องมืออย่างชาญฉลาดโดยไม่หลงทางอย่างสมดุล เพื่อที่จะก้าวไปถึงเป้าหมายสูงสุดคือ Well-being ของสังคม ที่การศึกษาไม่ได้มุ่งสร้างแค่เด็กเก่ง แต่ต้องสร้าง ‘เด็กที่อยู่ดีมีสุข’ และสามารถสร้างประโยชน์สุขให้แก่ส่วนรวมได้ ซึ่งเป็นเรื่องของความสมดุล พอดี และพอเพียง”

    ดร.สุวิทย์ ได้เสนอแนวคิดในการสร้างคนที่สมบูรณ์ (Growth for People) ที่จะปลดปล่อยศักยภาพของตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ผ่าน 4 องค์ประกอบสำคัญที่ต้องพัฒนาควบคู่กันไป คือ Heart Set การสร้างจิตสำนึก ความเชื่อ และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม Mindset การสร้างกรอบความคิดที่พร้อมจะสู้และมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ Skill Set การเสริมทักษะที่จำเป็นหลังจากมีหัวใจและความคิดที่ถูกต้องแล้ว และ Tool Set สอนให้รู้จักใช้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น AI และเทคโนโลยีดิจิทัล

    งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ฉลองการเดินทางที่ก้าวสู่ปีที่ 56 ของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ในการจุดประกายการเรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต
    งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ฉลองการเดินทางที่ก้าวสู่ปีที่ 56 ของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ในการจุดประกายการเรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต

    ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ยังกล่าวไว้ว่า “ท้ายที่สุดแล้ว ระบบนิเวศทั้งหมดนี้จะหล่อหลอมให้เด็กรักที่จะเรียนรู้ กล้าที่จะเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม และเติบโตเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง”

    งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ฉลองการเดินทางที่ก้าวสู่ปีที่ 56 ของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ในการจุดประกายการเรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต
    งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ฉลองการเดินทางที่ก้าวสู่ปีที่ 56 ของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ในการจุดประกายการเรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/articles/2884779&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hajUoKtuYSS5A5TKZK1iU