Blog

  • ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ

    ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ

    ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ

    วันนี้, 07:08น.

              ฟิทช์ เรทติ้ง (Fitch Ratings) รายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ Negative Outlook เนื่องจากมีความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่มาจากภาวะอุปสงค์โลกที่ชะลอตัวลง สถานการณ์ของหนี้ครัวเรือน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีความเห็นต่อภาคการเงินต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจไทย ภาคการคลัง และความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

              ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance): ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ส่งผลให้รัฐบาลมีฐานะสินทรัพย์สุทธิต่างประเทศ (Net External Asset Position) สูงถึงร้อยละ 47 ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกันกับ BBB อยู่ที่ร้อยละ -2 และมีฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ของ GDP

              ภาวะเศรษฐกิจไทย (Economic Condition): การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากร้อยละ 2.5 ในปี 2567 เป็น ร้อยละ 2.2 ในปี 2568 และร้อยละ 1.9 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือ BBB ที่ร้อยละ 2.7 เนื่องจากอุปสงค์โลกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศชะลอตัว สถานการณ์หนี้ครัวเรือน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 21.9 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าปี 2562 ที่มีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 39.9 ล้านคน นอกจากนี้ ภาคการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี Fitch มองว่า ประเทศไทยยังคงมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

              ภาคการคลัง (Fiscal Position): มองว่า รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายทางการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ของ GDP ในปี 2568 และร้อยละ 4.3 ในปี 2569 เนื่องจากรัฐบาลมีการออกมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจและมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งอาจส่งผลทำให้หนี้ภาครัฐบาล (Gross General Government Debt) จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 59.4 ของ GDP ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะต่ำกว่าค่ากลางของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกันกับ BBB อยู่ที่ร้อยละ 59.6 ของ GDP

              ความไม่แน่นอนทางการเมือง (Political Uncertainty): มองว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีวาระในการปฏิบัติงานอยู่เพียง 4 เดือน และจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งโดยทั่วไปภายในปีหน้า อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในอนาคต อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจจะส่งผลให้การดำเนินการตามแผนการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ในระยะปานกลางล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    #อันดับความน่าเชื่อถือ

    #ฟิทช์เรทติ้ง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mNETX126rPVZyBkmjwsxf

  • 4 กฎหมายใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจเยอรมนี

    4 กฎหมายใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจเยอรมนี

    เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วที่กระทรวงต่าง ๆ มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับโครงการสำคัญเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของเยอรมนี ในที่สุดพวกเขาก็สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ โดยรัฐบาลกลางฯ วางแผนที่จะผ่านกฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ ในวันพุธหน้า กล่าวคือ (1) กฎหมายมุ่งลดภาษีไฟฟ้า (2) กฎหมายลดค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้า (3) กฎหมายนำรายงานความยั่งยืนมาใช้ และ (4) การยกเลิกพระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทานโดยพฤตินัย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาจากเอกสารของกระทรวงเศรษฐกิจฯ โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานาง Katherina Reiche รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ สังกัดพรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี (CDU – Christlich Demokratische Union Deutschlands), นาย Alexander Dobrindt รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สังกัดพรรคสหภาพสังคมนิยมคริสต์เตียน แห่งบาวาเรีย (CSU – Christlich-Soziale Union in Bayern), นาง Bärbel Bas รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสังกัดพรรคสังคมนิยมเพื่อประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD – Sozialdemokratische Partei Deutschlands), นาง Stefanie Hubig รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (SPD) และสำนักนายกฯ ได้ตกลงกันในแนวทางแก้ไขปัญหาแบบที่ทุกฝ่ายพอใจ ก่อนหน้านั้น พรรคร่วมรัฐบาลต่างไม่สามารถหาข้อสรุปกฎหมายฉบับนี้ได้ในหลาย ๆ ประเด็น

    ซึ่งในเอกสารระบุว่า การลดภาษีไฟฟ้ายังคงมีผลบังคับใช้ตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้า ซึ่งจะยังมีเพียงภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และป่าไม้ เท่านั้น ที่จะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีดังกล่าว โดยว่า จะมีบริษัทกว่า 600,000 แห่ง ที่จะได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ สำหรับ การลดภาษีไฟฟ้า ที่พรรคร่วมรัฐบาลได้เคยประกาศไว้ในข้อตกลงร่วมเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล (MOU) สำหรับภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ และสำหรับผู้บริโภค โดยในเอกสารดังกล่าวได้ระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า จะลดภาษีไฟฟ้า “ทันทีที่รัฐฯ มีความยืดหยุ่นทางการเงิน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาง Reiche ถือเป็นตัวตั้งตัวตีที่ต้องการให้มีการบังคับใช้โดยทันที แต่ดูเหมือนว่า งบประมาณที่จัดเตรียมไว้สำหรับเรื่องนี้จะยังคงไม่มี โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าจะถูกยกเลิก รัฐบาลกลางเยอรมันจะเป็นผู้รับผิดชอบผ่านกองทุนรวมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (KTF – Klima- und Transformationsfonds) โดยจะจัดสรรเงินงบประมาณในเรื่องนี้ไว้ที่ 6.5 พันล้านยูโร กระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุว่า ในอีก 4 ปีข้างหน้า KTF ได้จัดสรรเงินกว่า 26 พันล้านยูโร ไว้สำหรับการลดต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ถูกเผยแพร่เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ระบุอย่างชัดเจนว่า จะมีการลดค่าธรรมเนียมโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติมภายหลังปี 2026 หรือไม่ ปัจจุบันมีเพียงเนื้อหาเกี่ยวกับการยกเลิกค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าสำหรับปี 2026 เท่านั้น ซึ่งตัวแทนภาคธุรกิจได้วิจารณ์เรื่องนี้อย่างหนัก ซึ่งในเอกสารระบุเพียงว่า ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไปจะมี “จะให้เงินอุดหนุนจำนวนมากในค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้านอกชายฝั่ง” โดยค่าธรรมเนียมดังกล่าวนี้แตกต่างจากค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าทั่วไป และมีจุดประสงค์เพื่อชดเชยให้กับผู้ประกอบการฟาร์มกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเป็นหลัก ในส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการรายงานความยั่งยืน และพระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทาน นั้น ถือเป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาถกเถียงกันอย่างหนัก โดยพรรค CDU/CSU พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ข้อกำหนดกฎระเบียบทางราชการเพิ่มเติมสำหรับภาคเอกชน ขณะที่พรรค SPD มุ่งเสริมสร้างและรักษาสิทธิของแรงงานและสิ่งแวดล้อมไว้ ข้อตกลงในปัจจุบันประกอบด้วยการนำข้อบังคับสำคัญที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการรายงานความยั่งยืน โดยกำหนดให้ธุรกิจต่าง ๆ เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน (CSRD – Corporate Sustainability Reporting Directive) มาปรับใช้ในกฎหมายระดับชาติ โดยหลักเกณฑ์ (Directive) นี้รับรองว่า บริษัทต่าง ๆ ต้องจัดทำเอกสารมาตรการด้านความยั่งยืนของตนและต้องมีรายละเอียดครบถ้วน โดยตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา EU ก็ได้ดำเนินการจัดการกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ข้อบังคับดังกล่าวอย่างจริงจัง หลังจากที่เยอรมนีได้เลื่อนการบังคับใช้ CSRD ทั่วประเทศ มานานกว่าหนึ่งปี กระทรวงเศรษฐกิจฯ ก็ระบุว่า ได้สนับสนุนให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง แต่ขณะนี้บริษัทต่าง ๆ กำลังเผชิญกับภาระผูกพันในการจัดทำรายงานใหม่เข้าไปอีก

    หลักเกณฑ์ (Directive) ของสหภาพยุโรปที่จะแทนที่กฎหมายห่วงโซ่อุปทานแห่งชาติ เหนือสิ่งอื่นใดแผนดังกล่าวกำหนดให้ข้อบังคับเกี่ยวกับการรายงานฯ เริ่มต้นใช้กับบริษัทที่มีพนักงานอย่างน้อย 1,000 คน แทนที่จะเป็น 500 คน ตามแผนเดิม ในทางกลับกันรัฐบาลได้ตกลงที่จะผ่อนปรนกฎหมายห่วงโซ่อุปทานแห่งชาติลง ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลง MOU แต่ยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับรายละเอียด ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “การเจรจาที่ยากลำบาก” เลยทีเดียว โดยภายใต้พระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทานที่กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตภายใต้ห่วงโซ่อุปทานของตน โดยจะยกเลิกข้อกำหนดในการรายงานออกไป นอกจากนี้ บทลงโทษสำหรับการละเมิดก็ถูกยกเลิกด้วยเช่นกัน เว้นแต่จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น และเนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของกฎหมายจึงสามารถกล่าวได้ว่า การยกเลิกกฎหมายนี้มีผลอย่างเป็นทางการทันที โดยกฎหมายภายในประเทศจะถูกแทนที่ด้วยหลักเกณฑ์ (Directive) ว่า ด้วยห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในกรุงบรัสเซลส์ กระทรวงเศรษฐกิจเขียนว่า ในตอนแรกกระทรวงแรงงานที่นำโดยพรรค SPD พยายาม “อย่างต่อเนื่อง” ที่จะสร้างแนวการเจรจาที่เข้มงวดในส่วนของเยอรมนี แต่แนวการเจรจานี้ “ถูกลดหย่อนลง” อย่างไรก็ตามโฆษกกระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุในการตอบแบบสอบถามว่า โดยทั่วไปแล้ว กระทรวงฯ จะไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการประสานงานภายในของรัฐบาลกลาง

    จาก Handelsblatt 26 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/nswbbgekv3dsyz21otg7jq29&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KN27tFUp9aus0mW8zE9Cp

  • สำนักงานพัฒนาชุมชนอำนาจเจริญ โชว์โมเดลแก้จน ดันเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    สำนักงานพัฒนาชุมชนอำนาจเจริญ โชว์โมเดลแก้จน ดันเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    ภูมิภาค

    สำนักงานพัฒนาชุมชนอำนาจเจริญ โชว์โมเดลแก้จน ดันเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นางนวลจันทร์ ศรีมงคล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิดงาน “ มหกรรมความสำเร็จ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดอำนาจเจริญ” พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่อำเภอที่มีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมี ส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้แทนกลุ่ม องค์กร และภาคีเครือข่ายร่วมกิจกรรม ที่หอประชุม ANT HALL วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ

    นายชัยยงค์ ผ่องใส พัฒนาการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า เพื่อเผยแพร่ความสำเร็จและองค์ความรู้จากการดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึง เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับครัวเรือน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาคนทุกช่วงวัย

    ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1.การมอบเกียรติบัตร เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ และ สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ 7 อำเภอ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการในระดับพื้นที่จนเกิดความสำเร็จ 2. เวทีเสวนา “ ความสำเร็จพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง คนอำนาจเจริญ “ เปิดโอกาสให้ตัวแทนหน่วยงานและชุมชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ ประสบการณ์จริง ในการแก้ไขปัญหาความยกจน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปต่อยอด และขยายผลในพื้นที่อื่นๆ 3. นิทรรศการแสดงผลงาน มีการจัดแสดงนวัตกรรมและผลงานเด่นจาก 12 หน่วยงาน ทั้งในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ประกอบด้วย 1. งานนโยบาย/ภารกิจ 5+1 IPA 2. การบริหารจัดการ หนี้กองทุนการพัฒนาบทบาทสตรี 3.ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน 4.ผ้าไทยใส่ให้สนุก และ 5. การขับเคลื่อนงานบริษัทประชารัฐสามัคคีอำนาจเจริญ(วิสาหกิจเพื่อชุมชน) จำกัด อำเภอทั้ง 7 อำเภอ ได้นำความสำเร็จในการส่งเสริมสัมมาชีพชุมชน การบริหารจัดการกองทุนชุมชน ครัวเรือนต้นแบบโคกหนองนา หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่ตำบลเข้มแข็ง กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน(กข.คจ.) การสาธิตอาชีพแก้จน รวมถึง การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งงานมหากรรมครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งของจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ได้บูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448028&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_SXbWaDoMC-aUQBDWosd6

  • ‘ธนกร’ หนุนเร่งใช้ ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจ แนะเพิ่มเฟส 2

    ‘ธนกร’ หนุนเร่งใช้ ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจ แนะเพิ่มเฟส 2

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ถือว่าเป็นมาตรการที่ดีที่ต้องเร่งดำเนินการ และไม่ต้องการให้มีแค่เฟสเดียว

    ทั้งนี้ ในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมาตนพูดเสมอในรัฐสภาว่าประชาชนเดือดร้อน ต้องการให้รัฐบาลช่วยสนับสนุน โดยการที่ประชาชนจ่ายครึ่งหนึ่ง และรัฐบาลช่วยจ่ายให้อีกครึ่งหนึ่ง หรือคนละครึ่งนั้น เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะจะไม่ได้ให้สิทธิ์แค่เพียง 14.5 ล้านคน ซึ่งเท่าที่รับทราบข้อมูลอาจจะมีการขยายสิทธิ์ไปถึงเยาวชนด้วย

    ขณะที่ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมก็จะเข้าไปดูในรายละเอียดว่า มีความเกี่ยวข้องอย่างไร และจะสามารถสนับสนุนอะไรได้บ้าง

    อย่างไรก็ดี ยังให้ความสำคัญกับการเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม ฉบับแก้ไข ซึ่งทีมงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต รมว.อุตสาหกรรมได้วางไว้ โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของกระทรวงการคลัง 

    ‘ธนกร’ หนุนเร่งใช้ ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจ แนะเพิ่มเฟส 2

    นายธนกร กล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งที่ตั้งใจทำก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาคือการมาตรการออกมาอย่างรวดเร็ว หรือควิกวิน (Quick win) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นลำดับแรก เช่น การเสริมสภาพคล่อง การแก้ปัญหาหนี้ต่างๆ รวมไปถึงการป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์ และสินค้าทะลักเข้าไทยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนที่ปัจจุบันมีเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องมีมาตรการในการป้องกัน และคุมเข้มเรื่องดังกล่าวนี้

    นอกจากนี้ โรงงานอุตสาหกรรมที่ดีก็จะต้องส่งเสริม แต่โรงงานอุตสาหกรรมที่มีปัญหา ทำลายเศรษฐกิจของประเทศ และมีปัญหาก็ต้องเด็ดขาด เพราะภาคอุตสาหกรรมต้องอยู่กับชุมชน ไม่ใช่ว่าลงทุนอย่างเดียวแล้วสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยไม่สนใจชุมชน นี่คือสิ่งสำคัญ

    ขณะที่ในระยะยาว จะต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อนาคต โดยได้มีการเตรียมดำเนินการไว้แล้ว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ส่วนนโยบายที่ถูกวางไว้ดีอยู่แล้วจากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรมคนเดิมก็จะสานต่อ 

    “ใน 4 เดือนอย่างน้อยที่สุดอุตสาหกรรมจะต้องดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเอสเอ็มอี ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบัน กลุ่มดังกล่าวค่อนข้างลำบาก การเข้าถึงแหล่งทุนค่อนข้างยาก ซึ่งสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ การให้แต้มต่อเอสเอ็มอี โดยต้องไปดูว่าที่ผ่านมา มีเอสเอ็มอีปลอมจากการที่บริษัทใหญ่ตั้งขึ้นมา เพื่อต้องการแต้มต่อจากรัฐบาล ก็จะเข้าไปดู ต้องช่วยเอสเอ็มอีที่แท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639884&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18QEF8fDzXmOsAOHmjR0Gh

  • ‘พิพัฒน์ – มัลลิกา’ เข้าคมนาคมวันแรก ประกาศ 4 เดือนดันลงทุนค้างท่อ

    ‘พิพัฒน์ – มัลลิกา’ เข้าคมนาคมวันแรก ประกาศ 4 เดือนดันลงทุนค้างท่อ

    เศรษฐกิจ

    25 ก.ย. 2025 เวลา 13:49 น.

    “พิพัฒน์ – มัลลิกา” เข้ากระทรวงคมนาคม วันแรก ประกาศ 4 เดือนดันโครงการลงทุนค้างท่อ เร่งประมูลส่วนต่อขยายสายสีแดง – ทางด่วนภูเก็ต ขณะที่ “รถไฟฟ้า 20 บาท” ล้มโครงการเตรียมต่อยอดเป็นแพ็กเกจ “ลดค่าครองชีพ” ย้ำข้อพิพาท “เขากระโดง” สั่ง รฟท.เดินหน้าฟ้องรายบุคคล 995 แปลง

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก เมื่อเวลา 08.19 น. โดยระบุว่า กระทรวงคมนาคม ถือเป็นกระทรวงใหญ่เกรด AAA+ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศอย่างมาก ในช่วงเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภา ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ตนขอให้ข้าราชการ และทุกหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมปฏิบัติหน้าที่เต็มความสามารถ

    อย่างไรก็ดี ในช่วงงบประมาณปี 2569 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ต.ค.68 นี้ ขอให้ข้าราชการ และทุกหน่วยงานเดินหน้าโครงการตามแผน ผลักดันการใช้งบประมาณให้ได้มากที่สุด เพราะกระทรวงคมนาคมจะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นหากโครงการใดมีความพร้อมให้ดำเนินการทันที เพื่อให้ช่วงเวลา 4 เดือนนับจากนี้ กระทรวงคมนาคมต้องเป็นบทบาทสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจ

    'พิพัฒน์ - มัลลิกา' เข้าคมนาคมวันแรก ประกาศ 4 เดือนดันลงทุนค้างท่อ

    สำหรับ โครงการที่มีความพร้อมเปิดประมูลในช่วง 4 เดือนนี้ เบื้องต้นมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงช่วงตลิ่งชัน – ศาลายา และตลิ่งชัน – ศิริราช วงเงิน 15,176 ล้านบาท และสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วงเงิน 6,473 ล้านบาท รวมไปถึงโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้ – ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร วงเงิน 10,964.77 ล้านบาท

    ส่วนโครงการอื่นที่มีความพร้อมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นโครงการที่ค้างจากรัฐบาลก่อน ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคมเร่งรวบรวมข้อมูลเสนอ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย

    1.ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท

    2.ช่วงสุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่ – สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท

    3.ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท

    'พิพัฒน์ - มัลลิกา' เข้าคมนาคมวันแรก ประกาศ 4 เดือนดันลงทุนค้างท่อ

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดง ตามมติ ครม.ชุดก่อน ได้เห็นชอบขยายอายุมาตรการไปสิ้นสุด 30 ก.ย.2569 แต่เนื่องจากขณะนี้เปลี่ยนรัฐบาล จึงจำเป็นต้องพิจารณามติดังกล่าวด้วยว่าจะยังมีผลหรือไม่ ดังนั้นรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดง จะต้องสิ้นสุดกลับไปราคาเดิมเริ่มวันที่ 1 ต.ค.68 นี้ก่อน หลังจากนั้นรัฐบาลจะพิจารณาจัดทำมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนในรูปแบบแพ็กเกจการเดินทาง ให้ครอบคลุมทั้งมติ บก น้ำ ราง จะได้ประโยชน์ไม่เพียงรถไฟฟ้าเท่านั้น

    “การที่ไม่สามารถเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพการเดินทางได้ต่อเนื่อง เพราะกรอบเวลาที่รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะมีขึ้นในวันที่ 29 – 30 ก.ย.68 นี้ หลังจากนั้นจึงจะมีการเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ภายใน 2 สัปดาห์นับจากแถลงนโยบายแล้วเสร็จ เบื้องต้นก็จะมีการทยอยปรับลดค่าครองชีพของประชาชนในระบบขนส่งมวลชนทันที”

    'พิพัฒน์ - มัลลิกา' เข้าคมนาคมวันแรก ประกาศ 4 เดือนดันลงทุนค้างท่อ

    ในส่วนของแนวคิดตั๋วร่วมหรือค่าโดยสารราคาเดียว ซึ่งเคยเป็นนโยบายหาเสียง จะถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจใหม่ แต่จะเป็นอัตราในราคาเท่าไรนั้น ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมก่อน เพราะต้องคำนึงถึงจุดสมดุลระหว่างภาระงบประมาณรัฐบาล และประโยชน์ของประชาชน โดยจะอ้างอิงบทเรียนจากนโยบาย 20 บาททุกเส้นทางในอดีต พบว่าสร้างภาระชดเชยให้รัฐเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนโยบายนี้ก็อาจไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในต่างจังหวัดเพราะดำเนินการเฉพาะส่วนของรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นข้อพิพาทเขากระโดง เช้าวันนี้ (25 ก.ย.) ตนได้หารือร่วมกับผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยเน้นย้ำว่าเรื่องดังกล่าวต้องดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย โดยถือว่าเป็นเรื่องของ รฟท.ที่ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องกับผู้บุกรุกในแต่ละราย รวมจำนวน 995 แปลง ดังนั้นเรื่องนี้ตนขอยืนยันว่าแม้ตนจะมาจากพรรคภูมิใจไทย และทางกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลโดยนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค แต่ก็ไม่ได้จะเอื้อประโยชน์ฝ่ายใด เรื่องนี้ต้องทำตามกฎหมาย ขอให้ รฟท.เร่งฟ้องดำเนินคดี

    ด้านนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช กล่าวเสริมว่า ขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จากนี้จะร่วมมือกับท่านรองนายกรัฐมนตรีฯ และทีมผู้บริหารผลักดันงานสำคัญของกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ระบบการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ยกระดับมาตรฐาน และบริการที่ดียิ่งขึ้น ให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และทั่วถึง

    การเข้ากระทรวงคมนาคมวันแรกของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมรัฐมนตรีช่วยฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน เพื่อให้กระทรวงคมนาคมเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการเดินทางของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศต่อไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zqh3lLpqC-bm47HkB2fmV

  • “ศุภจี”พร้อมลุยภารกิจเร่งด่วน Quick Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ศุภจี”พร้อมลุยภารกิจเร่งด่วน Quick Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ


    รมว.พาณิชย์ เข้ากระทรวงวันแรก เร่งแก้ค่าบาทแข็งช่วยผู้ส่งออก เดินหน้าบริหารจัดการสินค้าเกษตรตามฤดูกาล ผลักดันเจรจาการค้า

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รมว.พาณิชย์ เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงพาณิชย์เป็นวันแรก โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ร่วมกับนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหาร ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงแนวนโยบายและภารกิจเร่งด่วนที่จะดำเนินการในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจี กล่าวว่า ภาพรวมกระทรวงพาณิชย์จะมุ่งสร้างความสมดุลด้านการค้า ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงผู้บริโภคและผู้ผลิต ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกรมกองภายในกระทรวง ตลอดจนการประสานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนรายละเอียดเชิงนโยบายจะชี้แจงต่อสาธารณะภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    สำหรับภารกิจเร่งด่วนจะดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่กำหนดให้มี “Quick Win” เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในระยะสั้น พร้อมวางรากฐานเพื่อการพัฒนาในอนาคต โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว

    ทั้งนี้แม้กระทรวงพาณิชย์มีภารกิจจำนวนมาก แต่ด้วยเวลาที่จำกัดจึงต้องจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน ผ่านการหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม

    สำหรับกรณีค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก นั้น รัฐบาลกำลังหารือร่วมกันในทุกกระทรวงเศรษฐกิจ โดยกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่สนับสนุนและผลักดันให้นโยบายออกมาอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ ในช่วง 4 เดือนข้างหน้า กระทรวงพาณิชย์จะเร่งเตรียมการด้านการค้าสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการสินค้าเกษตรตามฤดูกาล เช่น ข้าวและกาแฟ รวมทั้งการผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับ joint agreement หรือ trade  mission ซึ่งมีประเทศเป้าหมายชัดเจนแล้ว แต่จะเปิดเผยรายละเอียดหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล

    ด้านความสัมพันธ์ทางการค้ากับกัมพูชา  จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการค้าข้ามแดนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน จึงต้องทำงานประสานกับพาณิชย์จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด และกระทรวงมหาดไทย เพื่อหามาตรการช่วยเหลืออย่างรอบด้าน

    “ส่วนกรณีที่ไม่มีรัฐมนตรีช่วยเหมือนในอดีต ไม่รู้สึกหนักใจเพราะไม่ได้ยึดถือหลักในการทำงานคนเดียวอยู่แล้ว เรามีความรู้น้อยเราเข้ามาที่กระทรวงมีคนที่มีความรู้เยอะมากกว่า เราก็มีหน้าที่ทำในสิ่งที่เรามี เอาสิ่งที่เรามีมาช่วยสอดประสานเอามุมมองจากสิ่งที่ทางกระทรวงอาจจะไม่เคยมองมุมนี้ แต่ก็ต้องยึดทางท่านอธิบดี ท่านปลัดเป็นคนช่วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uP1KjRP1s9UQs2Uh5zsHe

  • สรุปคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” 5 กรอบ 15 นโยบาย ที่เตรียมแจงรัฐสภา 29-30 ก.ย. – BBC News ไทย

    สรุปคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” 5 กรอบ 15 นโยบาย ที่เตรียมแจงรัฐสภา 29-30 ก.ย. – BBC News ไทย

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับ อนุทิน ชาญวีรกูล วันประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯ คนที่ 32 เมื่อ 5 ก.ย.

    ที่มาของภาพ, THAI NEW PIX

    คำบรรยายภาพ, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับ อนุทิน ชาญวีรกูล วันประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯ คนที่ 32 เมื่อ 5 ก.ย.

    การแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ต่อรัฐสภา จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 ก.ย. นี้ หนึ่งในรายละเอียดที่น่าสนใจในนโยบายด้านความมั่นคงคือ การระบุถึงการ “ทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจให้ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา” ส่วนนโยบายเศรษฐกิจ มีโครงการแก้หนี้ประชาชนรายละไม่เกิน 1 แสนบาท และเพิ่มสภาพคล่องเอสเอ็มอี 1 ล้านบาท

    วันนี้ (25 ก.ย.) ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.), สส. และ สว. ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธาน มีมติให้กำหนดวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา 29- 30 ก.ย. นี้ และกำหนดกรอบเวลาในการอภิปราย โดยแบ่งเป็น เวลาของ ครม. และพรรคร่วมรัฐบาล 6 ชม., พรรคร่วมฝ่ายค้าน 15 ชม., สว. 3 ชม. และเวลาของประธาน 1 ชม. ทั้งนี้ในส่วนของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ประกาศไม่ร่วมทำงานในวิปฝ่ายค้านได้เวลาไป 6 ชม. ส่วนที่เหลืออีก 9 ชม. เป็นเวลาของพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคร่วมฯ ฝ่ายค้านอื่น ๆ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาก่อน 30 ก.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 ว่า เป็นเพราะ “รัฐบาลมีเวลาทำงาน 4 เดือน จึงต้องการเร่งทำงาน”

    ค่ำวันที่ 24 ก.ย. นายกฯ คนที่ 32 เรียกประชุม ครม. นัดพิเศษ ก่อนประกาศโรดแมปในการยุบสภาในเดือน ม.ค. 2569 และจัดให้มีการเลือกตั้งภายในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าเดือน เม.ย. 2569

    นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลจะจัดให้มีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่มีการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไปครั้งหน้า

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • เจ้าหน้าที่ยังคงกั้นพื้นที่เพื่อกู้ความเสียหายจากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นวันที่ 2

    • อันเนตเต แฮร์ฟเกนส์ คือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว จากเหตุเครื่องบินตกที่เวียดนาม เมื่อปี 1992

    • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับ อนุทิน ชาญวีรกูล วันประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯ คนที่ 32 เมื่อ 5 ก.ย.

    • A woman with sunglasses on sitting on a chair

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    คำมั่นสัญญานี้ถูกบรรจุลงเอกสารคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ส่งถึงบรรดา สส. สว. และสื่อมวลชนในช่วงเที่ยงวันนี้ด้วย ทว่ามีเนื้อหาเพียง 3 บรรทัดครึ่ง ระบุว่า “รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

    เอกสารคำแถลงนโยบายของ ครม. คณะนี้ มีเนื้อหาเพียง 7 หน้า (ไม่รวมภาคผนวก) ต่างจากรัฐบาล 2 ชุดก่อน ๆ ที่มีเนื้อหามากกว่าเท่าตัวหนึ่ง เพราะต้องแจกแจงนโยบายเร่งด่วน นโยบายระยะกลาง และระยะยาว

    ทว่าด้วยอายุของรัฐบาล “อนุทิน” ที่จำกัดเวลาตัวเองเอาไว้ 4 เดือน ตามที่นายกฯ คนที่ 32 ลั่นวาจาเอาไว้ภายหลังการประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อ 24 ก.ย. ว่า จะยุบสภาภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2569 เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งภายในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. 2569

    นั่นทำให้นโยบายของรัฐบาลมีเพียงชุดเดียวและเป็น “นโยบายเร่งด่วน” ปรากฏเป็นกรอบนโยบาย 5 ด้าน 15 นโยบาย

    บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญจากเอกสารนโยบายของรัฐบาล “อนุทิน” ดังนี้

    3 หลัก 4 ภัย ที่รัฐบาลจะยึดถือและฝ่าไป

    นายกฯ นำทีมแถลงผลการประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อ 24 ก.ย. โดยมีการเปิดเผยกรอบนโยบายของรัฐบาลด้วย

    ที่มาของภาพ, THAI NEW PIX

    คำบรรยายภาพ, นายกฯ นำทีมแถลงผลการประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อ 24 ก.ย. โดยมีการเปิดเผยกรอบนโยบายของรัฐบาลด้วย

    เอกสารคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เริ่มต้นด้วยการแจกแจงหลัก 3 ประการที่รัฐบาลจะยึดถือ ได้แก่

    • พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
    • ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    • ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

    จากนั้นได้บรรยายถึงการเข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โอกาสในการสร้างรายได้ของประชาชน และการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ

    “ด้วยระยะเวลาที่มีอยู่จำกัดและงบประมาณที่รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นผู้จัดทำ ทั้งยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้” คำแถลงนโยบายของรัฐบาลระบุตอนหนึ่ง พร้อมอ้างถึงภัย 4 ด้าน ได้แก่ ภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านความมั่นคง ภัยด้านสังคม และภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่รัฐบาลจะเร่งแก้ไข

    นโยบายสำคัญที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเป็นไป “เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย” รวม 5 ด้าน มีดังนี้

    ด้านเศรษฐกิจ มี 5 นโยบายหลัก

    1. สร้างรายได้ ลดรายจ่าย

    • จัดทำโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อลดรายจ่ายประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ ค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสาร ค่าผ่านทาง เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
    • บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
    • สร้างโอกาสในการสร้างรายได้และความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกรและชุมชนในท้องถิ่นให้มั่นคงแข็งแรงขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) และการเพิ่มทักษะ (Upskill) เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น
    • ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าภาคครัวเรือนและกิจกรรมทางการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชน และเพิ่มพลังงานสีเขียว

    2. แก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง

    • หนี้ภาคประชาชน ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบ รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อลดปัญหาหนี้ที่ทำให้คนไทยติดกับดักหนี้
    • เพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท
    • สร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้
    • ให้ความรู้ทางการเงิน นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ
    • สร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและภาคธุรกิจขนาดใหญ่

    3. เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อย

    • ประชาชนทุกคนมีสิทธิซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยสะดวก เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
    • พัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม โดยกันเงินจำนวนหนึ่งที่ผู้ซื้อสลากที่ไม่ถูกรางวัลให้มีเงินออมอันเกิดจากเงินที่กันไว้

    4. ฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว

    • มุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
    • ปราบปรามการฉ้อโกงและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว
    • จัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง จูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี
    • ดึงดูดชาวต่างชาติให้พำนักในประเทศไทยระยะยาวและเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เมื่อครั้งที่นายกฯ อนุทินนำมาเปิดตัวกับสื่อมวลชนครั้งแรกในฐานะรัฐมนตรีคนนอก

    ที่มาของภาพ, THAI NEW PIX

    คำบรรยายภาพ, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เมื่อครั้งที่นายกฯ อนุทินนำมาเปิดตัวกับสื่อมวลชนครั้งแรกในฐานะรัฐมนตรีคนนอก

    5. เร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า

    • จัดตั้งทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าไทย เพื่อยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม, ดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา, ผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development – OECD) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
    • ดูแลและสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การสกัดปัญหาการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า และป้องกันการทุ่มตลาด
    • ร่วมมือกับภาคเอกชนในการเจรจารายละเอียดรายสินค้าที่เกิดขึ้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมการรองรับมาตรการด้านการค้าของสหรัฐฯ อาทิ การจัดทำมาตรการในการส่งเสริมการใช้สินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศเป็นหลัก การกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมของสินค้ากลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งกำหนดมาตรการมิให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
    • สร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการแข่งขันในปัจจุบันและอนาคต โดยปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาต, ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ, ส่งเสริมให้นักลงทุน จากต่างประเทศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทย และสร้างห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศจากผู้ประกอบการไทย

    ด้านความมั่นคง มี 2 นโยบายหลัก

    6. เร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา

    • ใช้แนวทางสันติภาพ เพื่อนำความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ประชาชนตามบริเวณชายแดนโดยเร็ว และรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและเขตแดนที่เป็นของไทยโดยชอบธรรมตามเส้นเขตแดนที่เป็นสากล
    • ดำเนินการยุติความขัดแย้งผ่านกลไกการเจรจาทางการทูตที่เหมาะสมควบคู่กับการป้องกันประเทศที่เข้มแข็ง
    • ทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจให้ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา
    • ดำเนินนโยบายต่างประเทศในเชิงรุกที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นใจและสถานะของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

    7. เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    • เร่งรัดปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
    • พัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ครม. จะทำหน้าที่ได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา

    ที่มาของภาพ, THAI NEW PIX

    คำบรรยายภาพ, ครม. จะทำหน้าที่ได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา

    ด้านสังคม มี 3 นโยบายหลัก

    8. ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง

    • ไม่สนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจการพนันทุกชนิดให้เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย
    • ไม่สนับสนุนเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีธุรกิจการพนัน
    • ไม่สนับสนุนการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์
    • ดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติการพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

    9. รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด โดยให้ถือว่าการกระทำของเจ้าพนักงานของรัฐในกรณีเหล่านี้เป็นการกระทำความผิดทางวินัยร้ายแรง และต้องดำเนินการทางอาญาอย่างเด็ดขาด

    9.1 ละเว้นการบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บ่อนการพนันและการพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยไซเบอร์ การสร้างข่าวปลอมและการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ

    9.2 ใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

    10. ขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง โดยร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาประเทศ

    11. พิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยดำเนินมาตรการป้องกันและขจัดการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยในส่วนของพระพุทธศาสนารัฐบาลจะดำเนินการโดยพระสังฆราชานุมัติด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

    ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มี 2 นโยบายหลัก

    12. เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง, เยียวยาและฟื้นฟูให้ประชาชนผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน, การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างยั่งยืน, ส่งเสริมการใช้พื้นที่ป่าและป่าชุมชนอย่างถูกต้อง รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    13. ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ

    • ประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    • ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและหน่วยงานของรัฐ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม
    • พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรไปสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
    • จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว อาทิ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย มี 2 นโยบายหลัก

    14. เร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล

    • พัฒนารัฐบาลดิจิทัลเชื่อมโยงทั้งระบบ ควบคู่การกับผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ
    • เสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจและประชาชน มีการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริงระหว่างหน่วยงานของรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

    15. เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ

    • ยกเลิกกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคและสร้างภาระที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจที่เรียกว่ากิโยติน (Guillotine)
    • ริเริ่มเสนอกฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล และผลักดันการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนไป
    • จัดตั้งคณะทำงานติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล

    นอกจากนโยบายสำคัญเพื่อจัดการปัญหาเฉพาะหน้า รัฐบาลจะดำเนินการให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cr5qz97p59no&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QbQRxZrteLmCGaZlEULTs

  • ‘กรมการศาสนา’ เผย ‘6 พระอารามหลวง’ ยังขาดเจ้าภาพถวายกฐินพระราชทาน | เดลินิวส์

    ‘กรมการศาสนา’ เผย ‘6 พระอารามหลวง’ ยังขาดเจ้าภาพถวายกฐินพระราชทาน | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5145442/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h1ftTYz__5D3E_L0dqckP

  • จุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ลงนามความร่วมมือวิชาการสร้างบุคลากรการแพทย์

    จุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ลงนามความร่วมมือวิชาการสร้างบุคลากรการแพทย์

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ – ม.เกษตรศาสตร์ลงนามความร่วมมือทางวิชาการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ วางรากฐานการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย

    ในยุคที่ระบบสาธารณสุขกำลังเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ความพร้อมบุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก้าวข้ามขีดจำกัดทางการศึกษาด้วยการร่วมมือกันสร้างบุคลากรทางการแพทย์และวางรากฐานการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาเภสัชศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม

    พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุม 402 ชั้น 4 อาคาร 80 ปี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เริ่มด้วย รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ รองคณบดีฝ่ายพันธกิจสากลและกิจการวิชาชีพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การดำเนินงาน รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.สมหวัง ขันตยานุวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาวิทยาศาสตร์สุขภาพและเขตพื้นที่สุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวแสดงความพร้อมในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ จากนั้นเป็นพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.สมหวัง ขันตยานุวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาวิทยาศาสตร์สุขภาพและเขตพื้นที่สุพรรณบุรี โดยมีผู้บริหารทั้งสองสถาบันร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

    ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดจากการตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 ด้วยงบประมาณกว่า 8,863 ล้านบาท เพื่อพัฒนาอุทยานการแพทย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุดเด่นของโครงการนี้คือการมองภาพอนาคตของระบบสาธารณสุขไทยอย่างองค์รวม มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ตอบสนองความต้องการของสังคมเกษตรกรรมและสังคมผู้สูงอายุ พร้อมทั้งยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์รวมทางการแพทย์ (Medical Hub) ที่สำคัญของภูมิภาค
    ตลอดระยะเวลา 10 ปี (1 กันยายน 2568 – 31 สิงหาคม 2578) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็นสถาบันพี่เลี้ยงให้กับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การวิจัย และการสร้างนวัตกรรมทางเภสัชศาสตร์ เป้าหมายสำคัญคือการผลิตบัณฑิตทางเภสัชศาสตร์ที่มีคุณภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถประยุกต์ใช้ศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสังคมเกษตรกรรมและสังคมผู้สูงอายุ
    ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการร่วมสร้างบุคลากรทางการแพทย์ แต่ยังเป็นการวางรากฐานในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ด้วยวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และความเชี่ยวชาญของทั้งสองสถาบัน คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะนำพาประเทศไทยก้าวหน้าสู่อนาคตทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ

    รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เกิดจากการหารือระหว่างทั้งสองสถาบันที่มีเป้าหมายร่วมกันคือการผลิตเภสัชกรที่มีมาตรฐานวิชาชีพ พร้อมทั้งสร้างองค์ความรู้และงานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติ โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จะทำหน้าที่เป็นสถาบันพี่เลี้ยง ดูแลมาตรฐานหลักสูตรให้เป็นไปตามเกณฑ์ของสภาเภสัชกรรม และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการพัฒนาบัณฑิตและโครงการวิจัยในอนาคต ซึ่งการดำเนินงานความร่วมมือมีกรอบเวลา 10 ปี เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนและการผลิตบัณฑิตเภสัชกรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นไปอย่างมั่นคง มีคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม นอกจากการผลิตบัณฑิตแล้ว ทั้งสองสถาบันยังมีแผนจัดทำโครงการเพื่อสนับสนุนสังคมและประเทศในหลายด้าน ซึ่งด้านการวิจัย ทั้งสองมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับสมุนไพรไทย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของประเทศ โดยจุฬาฯ มีพันธกิจผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสมุนไพรสู่ระดับโลก ขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรและพืชสมุนไพรอยู่แล้ว ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นการผสานจุดแข็งที่จะสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณค่า
    “จุฬาฯ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มั่นใจว่าการลงนามครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างบุคลากรเภสัชกรและนักวิจัยคุณภาพให้กับประเทศ ตลอดจนยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพ ระบบยา และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและสังคมไทย” รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ กล่าวในที่สุด

    รศ.สมหวัง ขันตยานุวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาวิทยาศาสตร์สุขภาพและเขตพื้นที่สุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวขอบคุณคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ในการรับเป็นสถาบันพี่เลี้ยง เพื่อร่วมกันพัฒนาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะของโครงการอุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการผลิตบุคลากรทางการแพทย์เข้าสู่สังคมไทย ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแคลนเภสัชกรจำนวนมาก จากข้อมูลของสภาเภสัชกรรมระบุว่ามีความต้องการเพิ่มกว่า 10,000 อัตรา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นและความพร้อมที่จะจัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ขึ้น เพื่อร่วมแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ให้กับประเทศ ซึ่งโครงการอุทยานการแพทย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลต่อเนื่องจนถึงปี 2572 ทำให้สามารถวางแผนผลิตบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะเภสัชกร เข้าสู่ระบบได้ภายใน 6 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับความต้องการของสังคมไทย และส่งเสริมการพัฒนายาสมุนไพรไทย ทั้งในฐานะยารักษาและสารตั้งต้นสำคัญของอุตสาหกรรมยา
    “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทย ในการสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะด้านเภสัชศาสตร์และสมุนไพรไทยที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันสู่การดูแลสุขภาพประชาชนอย่างยั่งยืน” รศ.สมหวัง กล่าวทิ้งท้าย

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/262342/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ho3TP8XuRhvXW3M04oPjx

  • มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี

    Mitsubishi Motors Thailand Donates Engines and Powertrain Set to Lopburi Technical College

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด มอบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนผ่านการเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ การเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน และความก้าวหน้าในสายอาชีพ โดยภายในพิธีมี การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง
    บริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด และ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี เพื่อสนับสนุนพันธกิจทางการศึกษาของวิทยาลัยและ มอบประสบการณ์การทำงานจริงให้กับนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน

    Mitsubishi Motors Thailand Donates Engines and Powertrain Set to Lopburi Technical College

    นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เดินหน้าจัดทำโครงการ เพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเสริมสร้างทักษะอย่างยั่งยืน การบริจาคเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะเชิงช่าง ผ่านการลงมือปฏิบัติด้วยเครื่องยนต์จริง อันนำไปสู่การยกระดับองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในอนาคต”

    นายประสงค์ อุบลวัตร ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี กล่าวว่า “การได้รับมอบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักศึกษาของเรา เพราะจะช่วยเสริมสร้างทักษะเชิงปฏิบัติการและเพิ่มโอกาสการทำงานในอนาคต นอกจากนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ จะช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ ผ่านการสนับสนุนพันธกิจทางการศึกษาของวิทยาลัย อีกทั้ง การได้ใช้ชุดเครื่องยนต์และเทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นสื่อการเรียนการสอน นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่นักศึกษาอีกด้วย”

    นายอภิวัฒน์ เผ่าไทยเจริญสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนด้านการศึกษาจะช่วยสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการสร้างรากฐานในด้านทักษะความรู้ ให้แก่เยาวชน เราภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการนี้ การร่วมมือกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ไม่เพียงช่วยสนับสนุนภารกิจของวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์การทำงานจริงให้กับนักศึกษา พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของรถยนต์และเทคโนโลยีของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส อีกด้วย”

    Mitsubishi Motors Thailand Donates Engines and Powertrain Set to Lopburi Technical College

    การบริจาคเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ประกอบด้วย เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รหัส 4N16 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เป็นขุมพลังขับเคลื่อนใน นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน, เครื่องยนต์ 4N15, ชุดเกียร์ธรรมดา รุ่น R6M5A, และ เฟืองท้าย อีกทั้ง ยังมีการฝึกอบรมภาคปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และช่างเทคนิคจาก บริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด มาให้ความรู้และการทดลองปฏิบัติจริงภายในงานอีกด้วย

    โครงการมอบเครื่องยนต์ให้แก่สถาบันการศึกษา ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ
    ในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน ตามปณิธาน
    ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย’ โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญเพื่อการเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://autostation.com/pr-csr/mitsubishi-motors-thailand-donates-engines-and-powertrain-set-to-lopburi-technical-college/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xz-iR-WOyvE4Nzt1FHRvv