Blog

  • “อนุทิน”หนุน SME หัวใจเศรษฐกิจไทย ดันเข้าถึงทุน-ตลาด ยกระดับขีดแข่งขัน

    “อนุทิน”หนุน SME หัวใจเศรษฐกิจไทย ดันเข้าถึงทุน-ตลาด ยกระดับขีดแข่งขัน


    นายกฯ  ชู SME กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รัฐบาลพร้อมเป็น “ลมใต้ปีก” ลดอุปสรรค เสริมโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ และตลาด สร้างรายได้-การจ้างงาน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 และรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 โดยได้กล่าวว่า ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจใหม่ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และแม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลให้ธุรกิจบางประเภทต้องปรับตัวหรือทยอยลดบทบาทลง แต่ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการด้วย

    ทั้งนี้ความสามารถในการปรับตัวไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจ โดยรัฐบาลตระหนักว่า SME ไทยจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาดที่กว้างขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งในประเทศและระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    การยกระดับศักยภาพของ SME ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร ในการสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางการตลาดได้อย่างทั่วถึง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดัน SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    “โครงการ SME National Awards และการขยายผลสู่ SME Provincial Champion Awards หรือรางวัลสุดยอด SME จังหวัด ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยไม่ได้มุ่งเพียงการมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นกลไกในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการ ค้นหาและส่งเสริมธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนสร้างผู้ประกอบการต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น”

    นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลทุกคน พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่น ความพยายาม และความสามารถในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน โดยระบุว่า ความสำเร็จของผู้ได้รับรางวัลไม่ได้สะท้อนเพียงผลประกอบการที่เติบโต แต่ยังสะท้อนถึงการบริหารธุรกิจอย่างมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ

    อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลจะนำความสำเร็จในวันนี้ไปต่อยอดสู่การเติบโตในระดับที่สูงขึ้น พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจให้เข้มแข็ง และผลักดันให้ SME ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” ของผู้ประกอบการไทย ด้วยการลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ และโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างการจ้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ก่อนเปิดงานอย่างเป็นทางการ

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 และรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 แก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมีผลงานโดดเด่น รวม 15 รางวัล ประกอบด้วย

    – รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติยอดเยี่ยม ครั้งที่ 18 (The Best of the Best SME Thailand Award) จำนวน 1 รางวัล

    – รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 (ระดับภาคธุรกิจ) จำนวน 3 รางวัล

    – รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ 3 ปีซ้อน จำนวน 5 รางวัล

    – รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ 5 ปีซ้อน (Hall of Fame) จำนวน 2 รางวัล

    – รางวัลสุดยอดธุรกิจ 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ภายใต้ SME Provincial Champion Awards จำนวน 4 รางวัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45526&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lUaTLIAUN12ydPo8j29xj

  • USO 3 งบ 5.8 พันล้าน วัดใจ กสทช. ประมูลรอบใหม่

    USO 3 งบ 5.8 พันล้าน วัดใจ กสทช. ประมูลรอบใหม่

    USO 3 งบ 5.8 พันล้าน วัดใจบอร์ด กสทช.

    เมื่ออินเทอร์เน็ตชายขอบไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ใครได้งาน’ แต่คือบททดสอบการใช้เงินเพื่อประโยชน์สาธารณะ

    โครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง USO ระยะที่ 3 หรือ USO 3 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงสำคัญ ด้วยวงเงินลงทุนประมาณ 5.8 พันล้านบาท เพื่อขยายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ชุมชนชนบท และพื้นที่ชายขอบที่โครงข่ายเชิงพาณิชย์อาจยังเข้าไม่ถึง

    แต่โจทย์ของ USO 3 วันนี้ไม่ได้อยู่เพียงว่า ‘บริษัทไหนจะได้งาน’

    เพราะตลอดเส้นทางตั้งแต่การประมูลรอบแรก การยกเลิกการประกวดราคา ไปจนถึงการเปิดประมูลใหม่ในปี 2569 ได้สะท้อนคำถามสำคัญทั้งเรื่องเงื่อนไขการประมูล การตรวจสอบคุณสมบัติ การแข่งขันด้านราคา และความต่อเนื่องของกระบวนการตัดสินใจ

    ยิ่งในช่วงที่สถานะของประธาน กสทช. ถูกตั้งคำถาม และโครงสร้างการทำงานของบอร์ดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน USO 3 จึงกลายเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ต้องจับตาว่า บอร์ด กสทช. จะเดินหน้าตัดสินใจอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขที่ทุกขั้นตอนต้องพิสูจน์ได้ทั้งในด้านกฎหมาย ความคุ้มค่า และประโยชน์ต่อประชาชน

    5.8 พันล้าน กับภารกิจลดความเหลื่อมล้ำดิจิทัล

    USO หรือ Universal Service Obligation มีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่การลงทุนเชิงพาณิชย์อาจไม่จูงใจผู้ประกอบการ

    สำหรับ USO 3 มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและตะวันตก และภาคใต้

    ภารกิจจึงไม่ได้จบที่การติดตั้งสายหรือเปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่จะสนับสนุนทั้งการศึกษา การสาธารณสุข การทำธุรกิจ การเข้าถึงบริการภาครัฐ ตลอดจนการลดช่องว่างระหว่างคนเมืองกับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

    ด้วยเหตุนี้ เงิน 5.8 พันล้านบาทจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงบจัดซื้อจัดจ้าง แต่เป็นเงินที่ต้องแปลงให้เกิด “ผลตอบแทนทางสังคมและเศรษฐกิจ” ในพื้นที่เป้าหมาย

    จากประมูลรอบแรก สู่การเริ่มต้นใหม่

    จุดที่ทำให้ USO 3 ถูกจับตามองมากขึ้น คือโครงการไม่ได้เดินหน้าแบบราบรื่นตั้งแต่ต้น

    การประมูลรอบแรกเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2568 ก่อนที่ กสทช. จะประกาศยกเลิกการประกวดราคาในเดือนมีนาคม 2569 และกลับมาเปิดประมูลใหม่ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 โดยกำหนดเสนอราคาในวันที่ 29 มิถุนายน 2569

    การยกเลิกการประมูลไม่ได้หมายถึงเพียงการเริ่มกระบวนการใหม่ แต่หมายถึง เวลาและต้นทุนของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการที่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายต้องรอการเข้าถึงบริการออกไปอีก

    ดังนั้น คำถามที่ควรถูกถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “รอบใหม่ใครชนะ” แต่ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่า “ทำไมรอบแรกจึงต้องยกเลิก”

    ‘ราคาต่ำสุด’ ไม่พอ ต้องผ่านเกณฑ์แข่งขันและคุณภาพ

    อีกประเด็นสำคัญของการประมูลรอบใหม่ คือกรณีของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งเสนอราคาต่ำสุดในกลุ่ม 2 และกลุ่ม 3 แต่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากประเด็นเกี่ยวกับผลงานและเอกสารประกอบ

    กรณีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐว่า ราคาต่ำที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะได้รับงาน หากไม่ผ่านเงื่อนไขคุณสมบัติและข้อกำหนดทางเทคนิค

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เกิดคำถามเชิงนโยบายตามมาว่า เงื่อนไขใน TOR มีความชัดเจนเพียงใด และข้อกำหนดด้านผลงานมีความจำเป็นต่อคุณภาพและความเสี่ยงของโครงการมากน้อยเพียงใด

    เพราะ TOR ที่เข้มงวดเกินความจำเป็นอาจจำกัดการแข่งขัน ขณะที่ TOR ที่หลวมเกินไปก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อคุณภาพและความสามารถในการส่งมอบบริการ

    โจทย์จึงอยู่ที่ “ความสมดุลระหว่างการแข่งขันกับคุณภาพ”

    TOR กับโจทย์การแข่งขัน ต้องชัด โปร่งใส และไม่ปิดตลาด

    เมื่อมีการเปิดประมูลใหม่ สิ่งที่ควรตรวจสอบไม่ใช่เพียงรายชื่อผู้ชนะ แต่คือการเปรียบเทียบ TOR รอบเดิมกับรอบใหม่แบบข้อบทต่อข้อบท โดยเฉพาะ
    • เงื่อนไขด้านผลงานของผู้เข้าประมูล
    • คุณสมบัติและเอกสารประกอบ
    • หลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติ
    • วิธีประเมินราคาและข้อเสนอทางเทคนิค
    • เหตุผลในการยกเลิกการประมูลรอบแรก
    • และเหตุผลที่ทำให้ผลการแข่งขันรอบใหม่เปลี่ยนไป

    เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นคำตอบว่า USO 3 เป็นการแข่งขันที่เปิดกว้างและเป็นธรรมเพียงใด

    อีกโจทย์ใหญ่ คือ ‘ใคร’ มีอำนาจตัดสินใจ

    USO 3 ยังมาอยู่ในช่วงเวลาที่ กสทช. กำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านสถานะของประธานบอร์ด

    คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ และนำไปสู่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถานะการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่การประชุมบอร์ด กสทช. ในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นดังกล่าว

    ประเด็นนี้จึงมีความสำคัญต่อ USO 3 ในอีกมิติหนึ่ง

    ไม่ใช่เพราะโครงการเกี่ยวข้องกับตัวบุคคล แต่เพราะ การจัดซื้อโครงการมูลค่าหลายพันล้านบาทจำเป็นต้องมีผู้มีอำนาจตัดสินใจที่ชัดเจน และทุกขั้นตอนต้องสามารถตรวจสอบได้

    หากโครงการอยู่ในช่วงที่ต้องมีการอนุมัติ รับรอง หรือดำเนินการตามขั้นตอนสำคัญ ขณะที่โครงสร้างการบริหารของ กสทช. อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ย่อมเกิดคำถามว่า ใครมีอำนาจดำเนินการ และการตัดสินใจนั้นมีฐานทางกฎหมายอย่างไร

    นี่จึงเป็นเหตุผลที่สถานะของประธาน กสทช. กลายเป็นตัวแปรที่ต้องจับตาควบคู่กับ USO 3

    ความต่อเนื่องของโครงการ กับความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ

    ท้ายที่สุด USO 3 ไม่ควรผูกติดกับตัวบุคคลหรือบอร์ดชุดใดชุดหนึ่ง ไม่ว่าประธาน กสทช. จะเป็นใคร หรือองค์กรจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพียงใด สิ่งที่ต้องเดินหน้าคือการทำให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายได้รับบริการอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ ในต้นทุนที่เหมาะสม และภายใต้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส

    เพราะในวันที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากไฟฟ้าและระบบขนส่ง การนำเงิน 5.8 พันล้านบาทไปลงทุนในพื้นที่ที่ตลาดเข้าไม่ถึง ย่อมต้องตอบให้ได้มากกว่าว่า ‘ใครได้สัญญา’

    ต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้อะไร

    ใครได้รับงานจากเกณฑ์ใด เหตุใดการประมูลรอบแรกจึงถูกยกเลิก TOR รอบใหม่แตกต่างจากเดิมอย่างไร การแข่งขันเพียงพอหรือไม่ และสุดท้ายต้นทุนที่รัฐจ่ายสามารถเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิต โอกาสทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงบริการดิจิทัลของประชาชนได้มากแค่ไหน

    ทั้งหมดนี้คือบททดสอบของ USO 3

    และในอีกมิติหนึ่ง ก็คือบททดสอบของ กสทช. ว่าสามารถบริหารโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ได้อย่าง ต่อเนื่อง โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และไม่สะดุดแม้อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านขององค์กร หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/uso3-5-8bn-nbtc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24xt80OhlLN-Vux5B1Zk-Y

  • บล.กสิกรฯ คาดดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์หน้า 1,560-1,655 ติดตามผลประกอบการ Q2/69 ถ้อยแถลงเฟด : อินโฟเควสท์

    บล.กสิกรฯ คาดดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์หน้า 1,560-1,655 ติดตามผลประกอบการ Q2/69 ถ้อยแถลงเฟด : อินโฟเควสท์

    บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ประเมินกรอบดัชนีหุ้นไทยสำหรับสัปดาห์ถัดไป (10-14 ส.ค. 69) มีแนวรับที่ 1,585 และ 1,560 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,630 และ 1,655 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ บจ.ไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางเงินทุนต่างชาติ

    ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดค้าปลีกเดือนก.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2569 ของยูโรโซน ตลอดจนยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวนเดือนก.ค. ของจีน

    โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (3-7 ส.ค. 69) ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงเกือบตลอดสัปดาห์ ท่ามกลางแรงขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ โดย SET index ย่อตัวลงตั้งแต่ช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้น ส่งผลให้มีแรงขายทำกำไรหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว นำโดยหุ้นรายใหญ่ในกลุ่ม ICT จากกระแสข่าวเรื่องผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีแผนทยอยขายหุ้น หุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากความกังวลเรื่องความผันผวนของหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงหุ้นสายการบินรายใหญ่แห่งหนึ่ง (หลังเปิดทางให้เจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุนสามารถซื้อขายได้)

    ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาช่วงสั้น ๆ ระหว่างสัปดาห์ รับรายงานข่าวเกี่ยวกับการเจรจาเพื่อกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวยังคงมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้แรงหนุนต่อตลาดในภาพรวมค่อนข้างจำกัด ขณะที่นักลงทุนกลับมารอติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ช่วงปลายสัปดาห์อย่างใกล้ชิด

    ในวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,612.00 จุด ลดลง 0.72% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 78,030.47 ล้านบาท ลดลง 19.16% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.10% มาปิดที่ระดับ 227.33 จุด

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3At47w0LuJIAA4ohnkgXPt

  • “ธนกร” ชี้ คนเรียกร้อง “ไทยช่วยไทยพลัส” เหน็บพวกโจมตี ให้ดูใครใช้งบฯ ฉลาดกว่า

    “ธนกร” ชี้ คนเรียกร้อง “ไทยช่วยไทยพลัส” เหน็บพวกโจมตี ให้ดูใครใช้งบฯ ฉลาดกว่า

    “ธนกร” เผย ชาวบ้านเรียกร้องรัฐบาลสานต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” ชี้กระตุ้นจับจ่ายใช้สอย พร้อมฝากขอบคุณ นายกฯ เหน็บคนโจมตี อย่าแข่งว่าใครแจกมากกว่ากัน แต่ให้ดูว่าที่ใครใช้งบประมาณได้ฉลาดกว่า

    วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งเช็กสถานะการคลังด่วน ก่อนลุยต่อโครงการไทยช่วยไทย เฟส 2 ที่อาจจะปรับสัดส่วนเป็น 50:50 ว่า ที่ผ่านมาตนลงพื้นที่ในหลายจังหวัดพบว่า พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในจังหวัดต่างๆ ให้การตอบรับอย่างมาก ภาพรวมการใช้จ่ายภายในประเทศกลับมาคึกคัก ได้ประโยชน์ทั้งผู้ซื้อ และผู้ประกอบการ ทำให้เม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ สะท้อนว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาลสามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้อย่างแท้จริง ถือเป็นความสำเร็จตั้งแต่โครงการคนละครึ่งที่เริ่มต้นในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาสู่ยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูลในปัจจุบัน

    “วันนี้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมากฝากขอบคุณท่านนายกฯ อนุทิน ที่ผลักดันโครงการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และยังเรียกร้องให้รัฐบาลขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อไปอีก เพราะมองว่านโยบายนี้เข้าถึงและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงคนที่โจมตีนโยบายนี้ด้วยว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครแจกมากกว่ากัน แต่คือการดูว่ารัฐบาลไหนที่ใช้งบประมาณได้ฉลาดและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากกว่ากัน” นายธนกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2951419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O9kpgGXFFO6GhWYE-nPt5

  • โฆษกรัฐบาล ชูมาตรการลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเงินหมุนแสนล้าน

    โฆษกรัฐบาล ชูมาตรการลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเงินหมุนแสนล้าน

    โฆษกรัฐบาลเผยกำลังซื้อเริ่มฟื้น หลังดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคขยับขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เดินหน้าตรึงก๊าซหุงต้มถัง 15 กก. ที่ 423 บาท ควบคู่ “ไทยช่วยไทย พลัส” กระจายเม็ดเงินสู่ฐานราก พร้อมจับตาฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบกว่า 7.1 หมื่นล้านบาท

    8 สิงหาคม 2569 – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ทั้งนี้ ข้อมูลตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มฟื้นจากมาตรการของรัฐบาล แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องทำงานควบคู่กันทั้งด้านการเติมรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบชีวิตประจำวัน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเพียงด้านเดียว แต่ใช้มาตรการเป็นชุด โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จุดสำคัญของไทยช่วยไทย พลัส คือเงินไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ อยู่เพียง 15-16% สะท้อนว่าเม็ดเงินไหลถึงต่างจังหวัด ร้านค้ารายย่อยและชุมชนจริง

    นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่า ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพลังงานยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก โดยเพิ่มการชดเชยจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ที่ถังละ 423 บาท ขนาด 15 กิโลกรัม การตรึงราคา LPG เป็นมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นต้นทุนของครัวเรือน ร้านอาหาร และผู้ค้ารายย่อย หากปล่อยให้ราคาพลังงานขยับขึ้น จะส่งต่อไปยังราคาอาหาร สินค้า และบริการทันที

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่าการดูแลราคาพลังงานมีต้นทุน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2,044 ล้านบาท จึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

    “รัฐบาลทำเต็มที่ในการดูแลค่าครองชีพบนพื้นฐานศักยภาพทางการคลังของประเทศ เป้าหมายคือให้เงินหมุนถึงฐานราก เศรษฐกิจฟื้นอย่างมั่นคง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวรัชดากล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1046610/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SZsurCGZz7Zs58-w-8TXX

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 12.44 น.  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 70 สตางค์ต่อลิตร 

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 44.98 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 35.99 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 35.62 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 30.99 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ch-2KQN8NmI7WwJZQCMO9

  • “ศุภจี” มอบรางวัล สุดยอด SME แห่งชาติ ดันธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

    “ศุภจี” มอบรางวัล สุดยอด SME แห่งชาติ ดันธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

    “ศุภจี” มอบรางวัล สุดยอด SME แห่งชาติ ดันธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดพิธีมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 (SME National Awards 2026) ร่วมกับงานมอบรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ณ โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ

    โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติยอดเยี่ยม รางวัล Hall of Fame (3 ปีซ้อน และ 5 ปีซ้อน) รวมถึงรางวัลสุดยอดธุรกิจใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม

    โอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีและมอบรางวัลพิเศษ (Special Awards) ใน 6 สาขาสำคัญ

    ได้แก่ SME Sustainability & ESG Excellence, SME Digital Transformation, SME Global Frontier, SME Soft Power & Beyond, SME Community Changemaker และ SME New Gen

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัล SME Provincial Champion Awards ครอบคลุมผู้ประกอบการจากทั่วประเทศทั้ง 6 ภูมิภาค พร้อมด้วยการมอบสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ SME จาก 7 หน่วยงานพันธมิตรชั้นนำ เพื่อมุ่งยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SME ไทยสู่ระดับสากล

    สำหรับ “SME” ถือเป็นรากฐานและหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของการสร้างงาน การกระจายรายได้ และการขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจลงไปสู่ชุมชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

    ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รูปแบบการค้าใหม่ๆ ตลอดจนความท้าทายด้านความยั่งยืน รัฐบาลมุ่งหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการ SME ไทย ไม่เพียงแต่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ แต่สามารถเปลี่ยนทุกความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสใหม่ในการเติบโต โดยอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร

    เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย (Micro Enterprises) และผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางการตลาดได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จจากผลประกอบการหรือตัวเลขทางการเงินเท่านั้น หากแต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับองค์กร ความสามารถในการปรับตัวอย่างชาญฉลาด

    และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง รางวัลในครั้งนี้ ถือเป็น ‘ต้นแบบ’ และแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ได้ก้าวเดินไปข้างหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

    การจัดงาน “งานมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18” (SME National Awards) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศและวงการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในหลากหลายมิติ

    เป็นกระบวนการพัฒนาผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิด “Diagnose – Unlock -Upgrade” เริ่มตั้งแต่การตรวจสุขภาพธุรกิจ การลงพื้นที่ตรวจระบบการผลิตและบริการ การสัมภาษณ์ผู้บริหาร ไปจนถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวจากผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์ปัญหา ปลดล็อกข้อจำกัด และนำผลประเมินไปปรับปรุงองค์กรได้จริง

    โดยมี 5 จุดเด่นสำคัญของโครงการในปีนี้ ได้แก่ การใช้เกณฑ์ประเมินที่รอบด้าน มิได้มองแค่ผลประกอบการ แต่ครอบคลุมถึงวิสัยทัศน์องค์กรและการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน

    เป็นกระบวนการพัฒนาธุรกิจที่แท้จริง ผู้เข้าร่วมได้รับประโยชน์ตั้งแต่ขั้นตอนประเมิน ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อใช้ยกระดับธุรกิจในระยะยาว และครอบคลุมทุกกลุ่มและกระจายโอกาสทั่วไทย เปิดรับทั้งภาคการผลิต ค้าส่ง-ค้าปลีก บริการ และเกษตร

    พร้อมมอบรางวัล SME Provincial Champion Awards เพื่อดันผู้ประกอบการรายย่อยจากทั้ง 77 จังหวัดเข้าสู่ระบบการพัฒนา กระจายความแข็งแกร่งสู่เศรษฐกิจฐานราก และสร้างต้นแบบธุรกิจ (Role Model)

    ผู้ได้รับรางวัลรวมถึงผู้เข้าสู่ระดับ Hall of Fame จะร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและส่งต่อความสำเร็จให้แก่ SME รายอื่นทั่วประเทศ และสอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Sustainability, Digital, Global : Empowering SMEs for the Future” มุ่งเน้นการปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายภาครัฐทั้งด้านการค้า การส่งออก และการเพิ่มผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/746642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PZuMhRRXafHha_sgeFs_h

  • “ไทย – เมียนมา” เปิดบทใหม่ความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันการค้าชายแดนฟื้นตัว รับสัญญาณบวกจากการเยือนระดับผู้นำ

    “ไทย – เมียนมา” เปิดบทใหม่ความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันการค้าชายแดนฟื้นตัว รับสัญญาณบวกจากการเยือนระดับผู้นำ

    “ไทย – เมียนมา” เปิดบทใหม่ความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันการค้าชายแดนฟื้นตัว รับสัญญาณบวกจากการเยือนระดับผู้นำ


    8/08/2569 | 50 |

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายมิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2569 นับเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย – เมียนมา ที่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ในการฟื้นฟูความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน หลังจากทั้งสองประเทศเผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์ในเมียนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน สิ่งแวดล้อม การพัฒนาแรงงาน ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้งงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “A New Chapter in Thailand – Myanmar Business Partnership” สะท้อนเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้ก้าวสู่บทใหม่

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่าการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การค้าชายแดนไทย – เมียนมา ยังคงเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแม้จะเผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่และมาตรการด้านการค้าของเมียนมา จากข้อมูลสถิติพบว่า ในปี 2568 ไทยและเมียนมามีมูลค่าการค้ารวม 244,051 ล้านบาท โดยเป็นการค้าชายแดนและผ่านแดนสูงถึง 199,112 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 81% ของมูลค่าการค้ารวม สะท้อนให้เห็นว่าการค้าระหว่างสองประเทศยังคงพึ่งพาช่องทางชายแดนเป็นหลัก

    โดยเฉพาะด่านแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นประตูการค้าสำคัญเชื่อมโยงกับเมืองเมียวดี แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเปิด – ปิดด่านชายแดน การขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ข้อกำหนดด้านเงินตราต่างประเทศ การขนส่งสินค้า และสถานการณ์ความมั่นคง ส่งผลให้ต้นทุนการค้าเพิ่มสูงขึ้นและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจทั้งสองประเทศ จึงอาจกล่าวได้ว่าการหารือระดับผู้นำครั้งนี้มีความสำคัญในฐานะ “Political Signal” หรือสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลดอุปสรรคทางการค้าและการอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน 

    อีกประเด็นที่สำคัญคือการที่ฝ่ายไทยเสนอให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย – เมียนมา (Joint Trade Commission: JTC) ภายในปี 2569 เป็นกลไกสำคัญในการหารือและผลักดันการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงขั้นตอนการนำเข้า การลดมาตรการที่มิใช่ภาษี การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร ตลอดจนการพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงการค้าชายแดน ขณะเดียวกันการจัดงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 ยังช่วยเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจและสร้างเครือข่ายการค้า ซึ่งจะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวทิ้งท้ายว่า การเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีเมียนมาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำ แต่เป็นโอกาสสำคัญในการวางรากฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่อาจนำไปสู่การฟื้นตัวของการค้าชายแดนไทย – เมียนมา และสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจชายแดนกลับมาขยายตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31OLNKz8-FmSkulUplYkl8

  • ไทยชูวิสัยทัศน์ผลักดันอาเซียนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    ไทยชูวิสัยทัศน์ผลักดันอาเซียนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    ไทยชูวิสัยทัศน์ผลักดันอาเซียนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.25 น.

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุม The ASEAN & Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 จัดโดยสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากภาคการเมือง การทูต ภาคธุรกิจ และภาควิชาการจากหลายประเทศกว่า 300 คน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชียและอาเซียน โดยไทยได้เสนอว่าอาเซียนจำเป็นต้องรักษาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมโยง และร่วมลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของภูมิภาคจากผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้แม้อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลก แต่ภูมิภาคนี้ยังคงมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก ความหลากหลายของประเทศสมาชิกไม่ใช่อุปสรรค หากแต่เป็นจุดแข็งที่ช่วยเสริมศักยภาพของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือและวางตำแหน่งให้เป็นพันธมิตรด้านการค้าและการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ

    ในขณะเดียวกันอาเซียนควรเดินหน้าเร่งสร้างความก้าวหน้าในด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะ และการเชื่อมโยงด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของภูมิภาคในระยะยาว

    นอกจากนี้ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร จะเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของอาเซียนในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภูมิภาคมีฐานการผลิตภาคเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต (Carbon Footprint) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจชีวภาพของภูมิภาค

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/982156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qrdkZxwyXxtpB25BkkP5B

  • ยกระดับ “กล้วยไม้-สินค้าเกษตรคุณภาพ” จัดมหกรรมสีสรรพรรณกล้วยไม้ สินค้าเกษตรดี นครปฐมการันตี 2026

    ยกระดับ “กล้วยไม้-สินค้าเกษตรคุณภาพ” จัดมหกรรมสีสรรพรรณกล้วยไม้ สินค้าเกษตรดี นครปฐมการันตี 2026

    จังหวัดนครปฐม เดินหน้ายกระดับศักยภาพภาคการเกษตรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดงาน “สีสรรพรรณกล้วยไม้ สินค้าเกษตรดี นครปฐมการันตี 2026” มหกรรมแสดงและจำหน่ายกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ และสินค้าเกษตรคุณภาพของจังหวัด ระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณด้านหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม โดยตั้งเป้าดึงประชาชนและนักท่องเที่ยวกว่า3,000 คน เข้าร่วมงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจังหวัดไม่น้อยกว่า10 ล้านบาท พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนกว่า 100 ราย/บูธ พบผู้บริโภคโดยตรง เพื่อเพิ่มรายได้ ยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างโอกาสทางการตลาดอย่างยั่งยืน

    723277_0

    นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของประเทศ มีความโดดเด่นทั้งด้านการผลิตกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ผลไม้ และสินค้าเกษตรคุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน การจัดงาน “สีสรรพรรณกล้วยไม้ สินค้าเกษตรดี นครปฐมการันตี 2026” ในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่างานแสดงและจำหน่ายสินค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด อันเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร โดยเชื่อมโยงการผลิตเข้ากับการตลาด และกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยในปีนี้คาดว่าว่าประชาชนและนักท่องเที่ยวกว่า 3,000คน เข้าร่วมงาน ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจังหวัดไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาทตลอดการจัดงาน พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนกว่า 100 ราย/บูธ

    “จังหวัดนครปฐมต้องการผลักดันให้ภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด โดยใช้จุดแข็งด้านสินค้าเกษตรคุณภาพและอัตลักษณ์ของพื้นที่มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม งานนี้จึงไม่ใช่เพียงงานจำหน่ายสินค้า แต่เป็นเวทีที่เชื่อมโยงการผลิต การตลาด การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวอโรชา นันทมนตรี กล่าว
    ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวต่อว่า จังหวัดมีเป้าหมายผลักดันตราสัญลักษณ์ “นครปฐมการันตี” ให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรและของดีจังหวัดนครปฐม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค พร้อมยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรนครปฐมให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น ทั้งในระดับประเทศและต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

    723269_0

    นอกจากนี้ จังหวัดยังคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว การกระตุ้นการใช้จ่ายในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ร้านของฝาก ตลาดชุมชน และบริการต่าง ๆ ภายในจังหวัด ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจตลอดช่วงการจัดงาน ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้เกษตรกรได้สร้างฐานลูกค้าใหม่ ขยายเครือข่ายการค้า และต่อยอดสู่การจำหน่ายสินค้าในระยะยาว
    นางพลัศริญญา อมรพันธุ์ศักดิ์ เกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นการยกระดับสินค้าเกษตรของจังหวัดผ่านการสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสสินค้าคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง เปิดโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ได้นำผลผลิตคุณภาพออกสู่ตลาด พร้อมสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์สินค้าเกษตรนครปฐมในวงกว้าง

    723271_0

    “เราไม่ได้มองงานนี้เป็นเพียงตลาดนัดสินค้าเกษตร แต่เป็นเวทีสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรของจังหวัด เปิดโอกาสให้เกษตรกรพบผู้บริโภคโดยตรง สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เรียนรู้ความต้องการของตลาด และต่อยอดการจำหน่ายทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว” นางพลัศริญญา อมรพันธุ์ศักดิ์ กล่าว

    ภายในงานได้รวบรวมกล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายสายพันธุ์จากผู้ผลิตทั่วจังหวัด พร้อมการประกวดกล้วยไม้ระดับ “แชมป์ชนแชมป์” การจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ ผลไม้สดจากสวน และของดีนครปฐมส่งตรงจากเกษตรกร นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสีสันตลอดทั้งงาน อาทิ การแข่งขันกินผลไม้ “ศึกชิงเจ้าตัวตึง” การแข่งขันส้มตำผลไม้ลีลา การประกวดออกแบบแฟชั่นจากกล้วยไม้ไทย และการแข่งขันเรียงร้อยกล้วยไม้ถวายองค์พระร่วงโรจนฤทธิ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชน เยาวชน และนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วม สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น

    723270_0

    เกษตรจังหวัดนครปฐม ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานลักษณะนี้ ยังช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิต ภาคการตลาด และภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้สินค้าเกษตรของจังหวัดเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพสินค้า สร้างนวัตกรรม และเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐมจึงขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของกล้วยไม้และสินค้าเกษตรคุณภาพ เลือกซื้อผลไม้สดจากสวน ชิมอาหารร้านดังของจังหวัด และร่วมกิจกรรมความบันเทิงตลอด 5 วัน ระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

    723274_0

    723276_0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/955323/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m7hqsfa_f-a7A9InfCZDH