Blog

  • ศธ.สั่งรื้อหลักสูตร สกร.ตั้งเป้าปี70 ใช้หลักสูตรใหม่ครบทุกจังหวัด

    ศธ.สั่งรื้อหลักสูตร สกร.ตั้งเป้าปี70 ใช้หลักสูตรใหม่ครบทุกจังหวัด

    วันนี้ (5 พ.ค.2569) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึง ความคืบหน้าการตรวจสอบ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ภายหลังจากที่สส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร สกร.ว่า ขณะนี้สั่งการให้น.ส.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตอบคำถามว่า ทำไมถึงยังใช้หลักสูตรเดิม และเรื่องการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการแก้ปัญหานี้

    ส่วนหลักสูตรของสกร.ที่ไม่ทันสมัยนั้น ขณะนี้มีอยู่ 2 หลักสูตร คือหลักสูตรปี 2551 และปี 2567 ที่ทดลองใช้แล้ว 12 จังหวัด และจากการลงพื้นที่ในจังหวัดชัยภูมิพบว่า ยังคงใช้หลักสูตรในปี 2551 อยู่ ซึ่งเนื้อหาก็ไม่ได้ทันสมัย โบราณ เพราะบางเรื่องเปลี่ยนไปมากแล้ว

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.)

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.)

    หลักสูตรการศึกษาควรเดินไปข้างหน้า และปรับปรุงให้ทันโลกและสถานการณ์ เพราะการศึกษาใน สกร. ปีหนึ่งมีคนมาเรียนกว่า 8 แสนคน หากหลักสูตรที่มีไม่มีคุณภาพ ไม่มีมาตรฐาน จะกลายเป็นปัญหา หากกระทรวงฯไม่ทำตั้งแต่วันนี้ ก็จะกลายเป็นปัญหายืดยาวในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม หลักสูตรของสกร.เป็นหลักสูตรต่อเนื่อง ซึ่งในวันที่ 9 -10 พ.ค.นี้ จะพาผู้เรียนในหลักสูตรเดิม ย้ายมาหลักสูตรใหม่ให้หมด เพื่อเข้าสู่หลักสูตรในปี 2567 และคาดว่าในช่วงเทอมการศึกษาที่ 1 ในปี 2570 จะเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ได้ทั้งหมดทั่วประเทศ

    รมช.ศธ. กล่าวอีกว่า จากการหารือร่วมกับ อธิบดีสกร.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจรับหนังสือ และคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพหนังสือ ซึ่งหลังจากนี้จะไม่มีการปล่อยปละละเลย ซึ่ง 2 คณะกรรมการจะช่วยกันทำงานในระยะยาว ซึ่งสกร.เองก็ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด

    ในฐานะที่กำกับดูแล สกร.อยากให้ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไปแล้วยกเลิก ซึ่งอยากให้เป็นมาตรฐานการศึกษาของสรก.ในอนาคตว่าต้องมีการตรวจคุณสมบัติทุกประเด็น ทั้งหลักสูตรและตัวหนังสือ

    อย่างก็ตาม การทำงานร่วมกันกับอธิบดีสกร.นั้น เป็นคนที่ทำงานดี ทำงานไว หลายเนื้องานอธิบดีทำงานด้วยความใส่ใจ และแนวนโยบายก็คล้ายกัน เช่น กลุ่มเปราะบางที่จะไปทำงานร่วมกันที่กรมราชทัณฑ์ ดังนั้นไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกัน เพราะการทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่ต้องคุยกันตลอดเวลา และการให้เกียรติเป็นเรื่องสำคัญ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่สส.พรรคประชาชน เตรียมที่จะตั้งกระทู้ถามในสภา หรือตั้งกระทู้เพื่อขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษานั้น นายอัครนันท์ กล่าวว่า ประเด็นนี้กระทรวงฯให้ความสำคัญตั้งแต่แรก การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลรอบนี้ น่าจะทำงานด้วยกันได้อย่างดี

    ส่วนเรื่องนี้ตนมีคำตอบให้พรรคประชาชนอย่างแน่นอน เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของชาติ และไม่กังวล หากจะเสี่ยงทำให้หลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะเดินหน้าทำงานเต็มที่ เพื่อคุณภาพการศึกษาที่ดี และมีประสิทธิภาพสำหรับผู้เรียน

    อ่านข่าว:

    กยศ. แจง”จ่ายแล้ว” ไม่ต้องกังวล ย้ำยอดชำระหนี้ไม่หาย แม้แอปฯไม่อัปเดต

    กยศ.ขอนายจ้างที่หักเงินเดือนผู้กู้ยืมครั้งแรก มี.ค.69 นำส่งเงินผ่านระบบ e-PaySLF ภายใน 16 เม.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BgwatmVBTvT-lnOy9H95h

  • ‘ดร.เอ้’ เปิดข้อมูลแห่งศตวรรษ เวียดนาม แซง ไทย เรียบร้อยแล้ว!

    ‘ดร.เอ้’ เปิดข้อมูลแห่งศตวรรษ เวียดนาม แซง ไทย เรียบร้อยแล้ว!

    5 พ.ค.2569- ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความว่า เรื่องใหญ่แห่ง “ศตวรรษ” เมื่อ “เวียดนามแซงไทย” ไม่ใช่เพราะค่าแรงถูก แต่เพราะ มุ่งมั่นสร้าง “คนคุณภาพสูง”

    ข่าวด่วนๆ “เวียดนาม” แซง “ไทย” แล้วครับ!

    เมื่อตัวเลข GDP (PPP) เปรียบเทียบเศรษฐกิจโดยดูว่า “เงินเท่ากัน ซื้อของได้เท่ากันไหม”

    เวียดนาม = 1.885 ล้านดอลลาร์

    ไทย = 1.881 ล้านดอลลาร์

    “เวียดนาม” จึงมี GDP ชนะไทยไปเรียบร้อย

    และมีแนวโน้ม จะทิ้งห่างขี้นทุกปี จากการเติบโตสูงกว่าไทยหลายเท่า…

    หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของ “การลงทุน” “โรงงาน” หรือ “FDI” มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่สูงกว่าไทย

    แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง

    จะเห็น “รากแก้ว” ของเศรษฐกิจเวียดนาม

    คือ การสร้าง “การศึกษาคุณภาพ”

    เวียดนามไม่ได้ชนะไทย เพราะโชค

    แต่ชนะเพราะ เขาสอนคนให้ “ขยัน” และ “เก่ง”

    มีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจมาก

    ผลสอบ PISA ของเวียดนามในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    เด็กเวียดนามทำคะแนน

    คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน

    อยู่ในระดับ “ท็อปของโลก”

    คะแนนยังสูงกว่า หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว

    นี่คือสัญญาณว่า

    เขาไม่ได้แค่ “สร้างโรงงาน”

    แต่เขากำลัง “สร้างสมอง”

    และ “เวียดนาม” กำลังทำ 4 เรื่องนี้ อย่างจริงจังที่สุด

    1. โฟกัสพื้นฐาน ที่ “ยาก” แต่ “จำเป็น”

    ประเทศที่อยากโตเร็ว ร่ำรวย มีความมั่นคง

    ต้องเก่ง “คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์”

    เพราะสองอย่างนี้ คือ “พื้นฐาน” ของทุกสิ่งอย่าง

    เวียดนามจึงไม่ลดมาตรฐาน

    แต่ “ยกระดับความเข้มข้น”

    เด็กเรียนคณิตจริง ไม่ใช่แค่สอบผ่าน

    วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ท่องจำ แต่เข้าใจทั้งระบบ

    การเรียนเน้น “คิดวิเคราะห์”

    เพราะ เรียน “ยาก” วันนี้ ชีวิต “ง่าย” วันหน้า

    คนเวียดนาม ไม่ได้ถามลูกว่า

    “ลูกจะเครียดไหม”

    เพราะชีวิตจริง ต้องต่อสู้ ไม่มีใครไม่เครียด

    แต่ถามว่า

    “เด็กจะพร้อม กับโลกความจริงไหม”

    2. ครูคือ “หัวใจ” ไม่ใช่แค่ “ผู้สอน”

    เวียดนาม “ลงทุนกับครู” อย่างจริงจัง

    การคัดเลือกครู “เข้มข้น”

    สร้างระบบพัฒนาครู “ต่อเนื่อง”

    ให้ความสำคัญกับวิชา “STEM”

    ครูคณิต และวิทย์ คือ “คนฮีโร่ ของชุมชน”

    เพราะแม้เแต่ชาวบ้านเวียดนาม ยังรู้ว่า

    ถ้าครูไม่เก่ง เด็กไม่มีทางเก่ง

    3. “การศึกษา” ถูกเชื่อมกับ “เศรษฐกิจ” อย่างแนบแน่น

    เวียดนามไม่ได้สอนเพื่อสอบ แต่สอนเพื่อ “ทำงาน”

    สาขา STEM ถูกผลักดัน อย่างชัดเจน

    “มหาวิทยาลัย” ต้องเชื่อมกับ “อุตสาหกรรม”

    นักศีกษาถูกปั้นให้ เข้ากับ “ห่วงโซ่อุปทาน” Supply Chain โลก

    เมื่อโรงงานไฮเทคทั้ง Apple Nvidia Microsoft เข้ามา

    เวียดนาม ไม่ได้แค่มี “แรงงาน”

    แต่มี “แรงงานคุณภาพสูง”

    นี่คือเหตุผลที่ ทำไมนักลงทุนไฮเทค ต้องไป “เวียดนาม”

    4. คิดแบบ “วิศวกรประเทศ”

    สิ่งที่ผมเห็นชัดมากคือ

    เวียดนามกำลัง “ออกแบบคน”

    เหมือนออกแบบโรงงาน

    รู้ว่าต้องการอะไร ในอนาคต

    ก็ผลิตคนตรงตามนั้น เช่น

    ต้องการ “อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์” ต้องสร้างคนสาย STEM

    ต้องการ “เทคโนโลยี AI” ต้องปั้นวิศวกร AI

    ต้องการ “แข่งขันกับโลก” ต้องฝึกภาษาทั้งอักฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น

    “การศึกษาแบบเวียดนาม” ไม่ปล่อยไปตามธรรมชาติ

    แต่คือ “ยุทธศาสตร์ชาติ”

    แล้ว “ประเทศไทย”

    เรามีคนเก่ง ไม่แพ้เวียดนาม แต่ “มีไม่พอ”

    ปัญหา คือ เรา “ไม่ได้ออกแบบระบบ” ให้สร้างคนเก่งได้จำนวนมาก

    เราเก่งเป็น “หย่อมๆ” เก่งเป็น “โรงเรียนๆ”

    แต่โลกวันนี้ต้องการ “มวลจำนวนมากพอ” หรือ Critical Mass

    คำถามที่ “สำคัญที่สุด”

    “เราจะสร้างคนแบบไหน…ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า”

    ถ้าเรายัง “สอนแบบเดิม”

    เราจะได้ “ผลลัพธ์แบบเดิม”

    ในโลก “ที่ไม่ได้เหมือนเดิม”

    แปลตรงๆ หมายความว่า

    ประเทศไทย กำลังสร้างคน “ตกยุค”

    อุทธาหรณ์ “เวียดนามแซงไทย”

    คือ เรื่องใหญ่แห่ง “ศตวรรษ” ของคนไทย

    หรือถึงเวลา คนไทยเลิกอวยกันเอง จนไม่มองคนอื่นว่าเขาไปถึงไหนกันแล้วครับ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/990566/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KmpTqzfcP-ocYFpfQWgX6

  • King

    King

    วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ (King’s College Bangkok) ประกาศเปิดรับสมัครทุนการศึกษา “King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship” ปีที่ 4 ตอกย้ำเจตนารมย์อันแน่วแน่ในการส่งมอบโอกาสทางการศึกษาระดับโลกให้แก่นักเรียนไทยที่มีศักยภาพ รวมมูลค่าทุนสูงสุดกว่า 5 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตลอดหลักสูตร เปิดรับสมัครสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย ทั้งในระดับ Year10 – Year13 (ม.3 – ม.6) และ Year12 – Year13 (ม.5 – ม.6) ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 พฤษภาคม 2569

    King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship เป็นทุนการศึกษาแบบให้เปล่า ปราศจากข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น โดยผู้สมัครขอรับทุนต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน , ผลการเรียนย้อนหลัง 2 ปีอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (ไม่ต่ำกว่า 3.40 สำหรับโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยทั่วไป) , กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในประเทศไทยและมีอายุตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด , ความประพฤติดีและมีจิตใจเอื้อเฟื้อแบ่งปัน , กรณีศึกษาในระบบโรงเรียนนานาชาติ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาประเภท Financial Aid (ทุนสำหรับผู้ขาดแคลน) อยู่ก่อนแล้วเท่านั้น

    ในปีการศึกษาที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ กับการจัดพิธีสำเร็จการศึกษาของนักเรียน Year 13 รุ่นแรก (Class of 2025) โดยในบรรดาผู้ที่สำเร็จการศึกษานี้ มีนักเรียนทุนโครงการ King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship รุ่นแรกรวมอยู่ด้วย

    นักเรียนทุนกลุ่มนี้ยังประสบความสำเร็จจากการได้รับข้อเสนอเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ทั้งในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เอเชีย และประเทศไทย ตามความใฝ่ฝันของตน นับเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่พวกเขาได้เลือกด้วยตนเอง สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของนักเรียนทุกคนอย่างชัดเจน ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังของโอกาสทางการศึกษาระดับโลก ที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความรู้ และการเติบโตในสภาพแวดล้อมนานาชาติอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ มุ่งมั่นสานต่อโครงการทุนการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

    ผู้สนใจสมัครสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.opl.to/kingsbangkokscholarship หรือติดต่อสอบถามได้ทางอีเมล์ scholarship@kingsbangkok.ac.th โทร. +66 (0) 2481 9955 และติดตามข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook Youtube Instagram และ X

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/962518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24n_PUd4VQ7HgKGgFVW7KH

  • “วราวุธ” แนะ รอผลการศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้ ต้องคำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน ถามปชช.ในพื้นที่

    “วราวุธ” แนะ รอผลการศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้ ต้องคำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน ถามปชช.ในพื้นที่


    “วราวุธ” แนะ รอผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ระบุ ต้องคำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน  ถาม ประชาชนในพื้นที่ด้วย

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการและประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ตนทราบว่า จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อศึกษาประเด็นดังกล่าว ไม่เฉพาะสิ่งแวดล้อม แต่จะมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น จึงขอให้รอผลการศึกษาที่จะออกมา รวมถึงจุดคุ้มทุนของประเทศ ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนนิด้าโพล ที่ประชาชนภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น ตนเห็นว่า การดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์มีหลายรูปแบบ หากรัฐบาลจะดำเนินการก็จะต้องสอบถามประชาชนในพื้นที่ และศึกษารูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถทำได้ มีผลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และผลกระทบแต่ละฉากทัศน์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีเรื่องความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น จึงจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ

    เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาก่อน มองประเด็นผลกระทบ หรือการสร้างความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรมอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า จะต้องศึกษากันก่อน เพราะแม้เคยจะมีการศึกษามาแล้ว ก็จะต้องมีการพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย รวมถึงยังต้องพูดคุยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42490&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O_nlVGbXIGYJBTNCBA1Eo

  • พิพัฒน์ เบรกลงพื้นที่ รอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ 90 วัน

    พิพัฒน์ เบรกลงพื้นที่ รอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ 90 วัน

    พิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คมนาคม​ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่​นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ มอบหมายให้เอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์ประภาศ​  รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คลัง​ เป็นประธานศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​ ว่า​ ในวัน​ 8 พ.ค.​นี้​ ตนเองไม่ได้เดินทางลงพื้นที่​ เพราะรอผลการศึกษาจาก คณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วันตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน​ เพราะหากลงไปตอนนี้ก็อาจจะถูกหรือผิดก็ได้​ ฉะนั้นจึงเลือกที่จะไม่ลงดีกว่า

    “การศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม​ และสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ พร้อมยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนนระบบท่อขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไว้”

    เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร รมว.คมนาคม​ กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง​ ที่จะได้สิทธิ​ในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเองอย่างไร รวมถึงมีการสงวนอาชีพอะไรเพื่อทดแทนกับให้กับผู้ที่เสียโอกาส เส้นกลุ่มประมงพื้นบ้าน

    ส่วนกรณีที่จะมีการมาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล รมว.คมนาคม​ กล่าวว่า​ ไม่สามารถห้ามได้ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่สามารถทำได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัด ว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร

    เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย รมว.คมนาคม ยังคงย้ำคำเดิมว่าขอให้รอผลการศึกษา เพราะหากพูดอะไรไปตอนนี้ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ฉะนั้นขอให้รอผลการศึกษาก่อน

    เมื่อถามว่ากลุ่ม NGO ที่คัดค้านเป็นคนในหรือนอกพื้นที่ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ไม่ทราบ ซึ่งก็น่าจะมีทั้งคนในและนอกพื้นที่​ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต​ หรือ​ คลองไทย​ อาจจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ก็ต้องทำการศึกษาใหม่ว่า ว่าจะคุ้มหรือไม่กับการลงทุนครั้งใหญ่ในครั้งนี้ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก​ หรือ EEC ก่อนย้ำว่าโครงการแลน​ด์บริดจ์​ไม่เหมือนโครงการคอคอดกระที่จะต้องมีการขุดคลองจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็น​ 2 ประเทศหรือไม่​ แต่วันนี้เลือกที่จะไม่มีการขุดคลองแต่ใช้ระบบถนน​ ราง​ และท่อ​  แต่ผู้ที่คัดค้านมีความกังวลเรื่องการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งหากผ่านภูเขา ก็จะใช้วิธีการสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ ฉะนั้นการทำลายระบบนิเวศก็จะน้อยลง แต่เชื่อว่าจะต้องมีการพัฒนา และทำการศึกษา

    เมื่อถามว่าโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ รมว.คมนาคม ยังคงย้ำว่าอยู่ที่ผลการศึกษา อย่าให้ตนเองชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด​ แต่ในฐานะของกระทรวงคมนาคมอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย หรือมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็จะหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วกับการพัฒนาในส่วนนี้

    เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามว่าเหตุใดการทำโครงการใหญ่ขนาดนี้จึงไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล รมว.คมนาคม ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดมาแล้วก่อนหน้านี้ และถือเป็นนโยบายธงเดิม ที่ทำการหาเสียง​ และเมื่อกลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงในการดำเนินการต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-landbridge&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZKpW_h2LHicED8IdvgJ32

  • “วราวุธ” ชี้ควรรอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ก่อน ย้ำต้องฟังคนพื้นที่ ดูสถานการณ์ปัจจุบัน

    “วราวุธ” ชี้ควรรอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ก่อน ย้ำต้องฟังคนพื้นที่ ดูสถานการณ์ปัจจุบัน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/145530&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bxbJo7wziJks6ZoqOjkKN

  • “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ รอผลศึกษาจาก “เอกนิติ”

    “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ รอผลศึกษาจาก “เอกนิติ”

    ส่วนการยับยั้งกลุ่มมวลชนที่จะมาประท้วงคัดค้านโครงการดังกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงปลายเดือนนี้นั้น นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า ไม่สามารถห้ามกันได้ เพราะการประท้วงเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่สามารถทำได้ แต่รัฐบาลก็ต้องทำความเข้าใจ และชี้แจงให้ชัดเจน ถึงผลประโยชน์ที่ประเทศ และประชาชนจะได้รับ พร้อมย้ำว่า ขอให้รอผลการศึกษาว่า โครงการนี้มีผลดีมากกว่าผลเสียหรือไม่ หากตนเองสื่อสารอะไรไปก่อนอาจจะได้ทั้งถูกและผิด

    “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ รอผลศึกษาจาก “เอกนิติ”

    สำหรับผู้ที่คัดค้านเป็นคนในพื้นที่ หรือ นอกพื้นที่นั้น นายพิพัฒน์ ยอมรับว่า ไม่ทราบ แต่คาดว่า จะมีคนในพื้นที่ และยอมรับว่า ผู้ที่ออกมานั้น มีความกังวลว่าโครงการดังกล่าวจะทำลายสิ่งแวดล้อม แต่วิทยาการสมัยใหม่ ก็สามารถเจาะภูเขาทำเป็นอุโมงค์ถนน ซึ่งสามารถช่วยลดผลกระทบต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมได้

    ส่วนโครงการนี้จะแท้งเหมือนโครงการคอคอดกระหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ ย้ำว่า จะต้องรอผลการศึกษาของนายเอกนิติ แต่ตนเองในฐานะที่ดูแลกระทรวงคมนาคม สิ่งใดที่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้น ก็จำเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

    ส่วนเหตุใดโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ แต่ถึงไม่บรรจุในนโยบายรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารว่า เป็นนโยบายเดิม และเป็นนโยบายเรือธงที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงตั้งแต่ปี 2562 และเมื่อพรรคภูมิใจไทยกลับเข้ามาบริหารกระทรวงคมนาคม จึงหยิบมาเป็นธงในการบริหารต่อ

    นายพิพัฒน์ ยังเปิดเผยอีกว่า กำหนดการในการลงพื้นที่ก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นี้ ขอยกเลิกไปก่อน เนื่องจากนายกรัฐมนตรี จะมีการแต่งตั้ง นายเอกนิติ มาเป็นหัวหน้าคณะทำงานในการศึกษาผลกระทบและประโยชน์จากโครงการแลนด์บริดจ์ ดังนั้น จึงขอให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976962&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wGcejoXRJFlz-OYB7Bbx7

  • บ้านท่าตำหนักชวนย้อนวันวาน “กาลครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่” กับเติ้งลี่จวิน ครบรอบ 31 ปี

    บ้านท่าตำหนักชวนย้อนวันวาน “กาลครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่” กับเติ้งลี่จวิน ครบรอบ 31 ปี

    5 May 69

    วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. นายธนฤษ เวียงแก้ว รักษาการ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงใหม่ และรองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ร่วมบ้านท่าตำหนัก พริวิเลจ และภาคีเครือข่าย เปิดแถลงข่าวการจัดกิจกรรม กาลครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่ กับเติ้งลี่จวิน มนต์เสน่ห์เมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก ณ พิพิธภัณฑ์บ้านท่าตำหนัก
    โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการรำลึก “กาลครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่” (Once Upona Time in Chiang Mai) เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งเน้นการยกระดับพิพิธภัณฑ์บ้านท่าตำหนักให้เป็นหมุดหมายทางการท่องเที่ยว (Landmark) สำคัญในระดับสากล ผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตของบุคคลสำคัญระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและพักผ่อนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และเพื่อขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Sof Power) และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน
    .
    โดยใช้มิติทางด้านศิลปวัฒนธรรมและบทเพลงอมตะของคุณเติ้งลี่จวิน เป็นสื่อกลางในการเชี่ยมโยงความรู้สึกและสร้างทัศนคติเชิงบวกระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ดอกย้ำภาพลักษณ์เมืองเชียงใหม่ในฐานะเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิตและการต้อนรับที่อบอุ่น
    .
    เพื่อสร้างโอกาสและกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โครงการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ผ่านการนำเสนอ “สำรับอาหาร” และ “ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก” ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพ กระจายรายได้สู่ผู้ผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการในชุมชนรอบพื้นที่จัดงาน
    .
    เพื่อสืบสานและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสู่คนรุ่นหลัง มุ่งหวังให้เกิดการรวบรวมและบันทึกองค์ความรู้ผ่านบุคคลสำคัญ (Key Person) เช่น บัตเลอร์ผู้ใกล้ชิด เพื่อให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา และสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งในอนาคตที่ยั่งยืน
    จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่รักในบทเพลงของเติ้งลี่จวิน เข้าร่วมงานครบรอบ 31 ปี ของเติ้งลี่จวิน ในวันที่ 8 พฤษภาคม ตั้งแต่ 17:00 น เป็นต้นไป ณ บ้านท่าตำหนัก พริวิลเลจ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่.

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3928657/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ft3KsMEXpfmtDGPolvG1X

  • “นครวัด” ของกัมพูชา คว้าอันดับ 2 สถานที่ท่องเที่ยวน่าดึงดูดสุดในเอเชีย : อินโฟเควสท์

    “นครวัด” ของกัมพูชา คว้าอันดับ 2 สถานที่ท่องเที่ยวน่าดึงดูดสุดในเอเชีย : อินโฟเควสท์

    ฮวด ฮัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (4 พ.ค.) ว่า หมู่ปราสาทนครวัดครองตำแหน่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดใจที่สุดอันดับ 2 ของเอเชียประจำปี 2569 ในการจัดอันดับโดยทริปแอดไวเซอร์ (TripAdvisor) พร้อมแนบรายชื่อ 25 สถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชียจากทริปแอดไวเซอร์ ซึ่งมีการ์เดนส์ บาย เดอะ เบย์ ของสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 1 และทัชมาฮาลของอินเดียอยู่ในอันดับ 3

    ทริปแอดไวเซอร์ระบุบนเว็บไซต์ว่า นครวัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วยสถาปัตยกรรมและงานแกะสลักอันวิจิตรงดงาม และมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปเยี่ยมชมในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หมู่ปราสาทนครวัดเป็นหนึ่งในหมู่ปราสาทสำคัญของอุทยานโบราณคดีอังกอร์ในจังหวัดเสียมราฐ ซึ่งเป็นอุทยานขนาดใหญ่ 401 ตารางกิโลเมตร มีหมู่ปราสาทโบราณ 91 แห่ง ที่ก่อสร้างระหว่างศตวรรษที่ 9-13 และถูกจัดให้เป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

    อังกอร์ เอ็นเทอร์ไพรส์ ของกัมพูชา ระบุว่า อุทยานฯ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของกัมพูชา ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.ของปี 2569 รวม 322,004 คน และทำรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชม 15.5 ล้านดอลลาร์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589968&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sdDBZca3T46_KM604CNOm

  • เทรนด์ท่องเที่ยวปี 69 มองหาที่พักมีคุณภาพ อาหารเช้าดี เผย เทรนด์ใหม่ “Pet-Friendly” โตเด่น

    เทรนด์ท่องเที่ยวปี 69 มองหาที่พักมีคุณภาพ อาหารเช้าดี เผย เทรนด์ใหม่ “Pet-Friendly” โตเด่น

    มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของคนไทย โดยพฤติกรรมนักเดินทางไทยปี 2569 พบว่า ให้ความสำคัญ “ประเภทที่พัก-รีวิวดี-อาหารเช้า” มากขึ้น ขณะที่เทรนด์ Pet-Friendly และความยืดหยุ่นของเวลาจองมาแรง สะท้อนการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

    โดยแพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัล Agoda กล่าวถึงผลวิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาที่พักของนักเดินทางชาวไทยในปี 2569 พบว่า

    อโกด้า
    เทรนด์ท่องเที่ยวปี 69 คนไทยยังมองหาที่พักแบบมีคุณภาพ อาหารเช้าต้องดี

    “ประเภทที่พัก” กลายเป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนการใช้งานตัวกรองสูงสุดถึง 19% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกที่พักที่ตรงกับความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน “คะแนนรีวิว” ยังคงเป็นอีกปัจจัยหลักในการตัดสินใจ โดยที่พักที่มีคะแนนตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป คิดเป็น 9% ของทั้งหมด

    “ไลน์อาหารเช้าแน่นๆ ” ยังขายได้ เอเชีย-ไทยให้ความสำคัญสูง

    ข้อมูลยังชี้ว่า นักเดินทางในเอเชียให้ความสำคัญกับตัวเลือก “ที่พักรวมอาหารเช้า” เป็นอันดับ 2 คิดเป็น 12% ของการค้นหาทั้งหมด ขณะที่นักเดินทางชาวไทยมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 13%

    นอกจากนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกยังมีบทบาทต่อการเลือกที่พัก โดยที่ยอดนิยมในการค้นหา ได้แก่

    • สระว่ายน้ำ คิดเป็น 4%
    • อ่างอาบน้ำ  คิดเป็น 2%

    สะท้อนความต้องการ “ความสะดวกสบาย และการพักผ่อน” ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    เทรนด์ใหม่ “Pet-Friendly” โตเด่นเฉพาะไทย

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ “ที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly)” ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในกลุ่มนักเดินทางชาวไทย โดยติดอันดับตัวกรองยอดนิยม อันดับ 10 (2%) จุดที่น่าสนใจคือ ไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ตัวเลือก “Pet-Friendly” นอกจากนี้ยังมี “ที่พักรักษ์โลก” ติดอันดับความนิยม ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวแบบครอบครัว และสัตว์คือสมาชิกในครอบครัวเช่นกัน 

    “ความยืดหยุ่น” ปัจจัยใหม่ของการตัดสินใจ

    ด้านเงื่อนไขการจอง พบว่า “ความยืดหยุ่น” กลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยการค้นหาที่นิยม คือ 

    • ยกเลิกฟรี คิดเป็น 5%
    • ชำระเงินยืดหยุ่น คิดเป็น 5%

    รวมถึงปัจจัยเสริมอย่าง

    • ที่จอดรถ คิดเป็น4%
    • ทำเลที่ตั้ง คิดเป็น 2%

    สะท้อนความต้องการความคล่องตัวในการวางแผนท่องเที่ยว ท่ามกลางความไม่แน่นอน

    อโกด้าชี้ “นักท่องเที่ยวไทย” ยุคใหม่ เน้นประสบการณ์เฉพาะตัว

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า ระบุว่า นักเดินทางไทยในปี 2569 ไม่ได้มองแค่ “ที่พัก” แต่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์การเดินทาง” ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทั้งในด้าน อาหาร การเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง ความยืดหยุ่นในการจอง

    ซึ่งหากมองให้ลึกลงไปสำหรับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการแนวโน้มดังกล่าวสามารถออกแบบบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น และยังสะท้อนว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังก้าวสู่ “Customization Economy” อย่างชัดเจน

    โดยผู้บริโภคต้องการคุณภาพมากกว่าราคา และประสบการณ์มากกว่าฟังก์ชันพื้นฐานทั่วไปแบบเดิม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถปรับโมเดลธุรกิจจาก “Mass” ไปสู่ “Personalized” เพื่อแข่งขันในระยะยาวได้ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/274721&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rkMx8Dp_fOGpACe0jSAxS