Blog

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.13 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง มากกว่าที่เราประเมินไว้ และสามารถอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.11-32.32 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง จากเดิมผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 70% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า กลายเป็น ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 58% ที่จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสเพียง 44% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปี 2026 หลัง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ล้วนออกมาดีกว่าคาด อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 +3.8% จากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบเป็นรายปี รวมถึง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims) ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 2.18 แสนราย และ 1.926 ล้านราย ตามลำดับ นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงแรก ตามการย่อตัวลงต่อเนื่องของราคาทองคำ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงรอทยอยขายเงินดอลลาร์และปรับสถานะถือครอง อีกทั้งราคาทองคำก็เริ่มทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนช่วงรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการทยอยขายทำกำไรบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ อาทิ Oracle -5.6% และ Tesla -4.4% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต่างออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.33% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.28%

    ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.66% กดดันโดยแรงเทขายหุ้นกลุ่มยาและการแพทย์ หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เริ่มกาสอบสวนประเด็นความมั่นคงของชาติ จากการนำเข้าสินค้าในกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ยังได้ส่งผลกระทบให้บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ฝั่งยุโรป เคลื่อนไหวทรงตัวหรือย่อตัวลง

    ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น เข้าใกล้ระดับ 4.20% ก่อนที่จะย่อตัวลงเล็กน้อย ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ซึ่งการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ดังกล่าว ยังคงสอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่ประเมินว่า ในช่วงระยะสั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นต่อได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ทั้งนี้ เราย้ำว่า ในช่วงระยะสั้น ควรจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ สามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้จริง เราก็ยังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อ (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip) ส่วนผู้ที่มีสถานะลงทุนในบอนด์ระยะยาว ก็สามารถ Let Profits Run ได้

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ล้วนออกมาดีกว่าคาด กอปรกับในช่วงปลายเดือน เงินดอลลาร์ก็ได้แรงหนุนจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด (ปรับลดสถานะ Short USD หรือมองเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง) และโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ (Month-end flows) ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 98.5 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 97.7-98.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2025) ย่อตัวลงสู่โซน 3,760 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สู่ระดับล่าสุดแถว 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดและแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด โดยการรับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้

    ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของประธาน ECB

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น และเงินบาทอาจกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลง (อย่างน้อยในระยะสั้น) หลังเงินบาท (USDTHB) ได้ทยอยอ่อนค่าลงจนทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าลงต่อจนทดสอบโซนแนวต้านถัดไป 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ ซึ่งการอ่อนค่าลงของเงินบาทดังกล่าว ก็ใกล้เคียงกับที่เราประเมินไว้ ณ วันที่ 10 กันยายน ว่า เงินบาทอาจอยู่ที่ระดับ 32.00+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน (คาดการณ์ ณ วันที่ 4 มิถุนายน มองเงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.75+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์)

    อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์ รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทั้งนี้ เรามองว่า ต้องจับตาการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นต่างชาติ อย่างใกล้ชิด หลังบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ต่างชาติหลายแห่ง ได้ระบุว่า นักลงทุนแนว Systematic Hedge Funds ได้ทยอยสะสมสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) ไว้พอสมควร ซึ่งข้อมูล Positioning ของผู้เล่นในตลาดจากหลายแห่งที่เราติดตาม ก็สะท้อนภาพว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมีสถานะ Net Long THB พอสมควร ทว่า เราเริ่มเห็นการปรับลดสถานะดังกล่าว ซึ่ง หากเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ ผู้เล่นในกลุ่ม Systematic Hedge Funds อาจต้องทยอยปิดสถานะ Long THB (เช่น stop loss) ซึ่งอาจยิ่งหนุนการอ่อนค่าลงของเงินบาทได้ในระยะสั้น โดยเราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยเพิ่มสถานะ Long THB ในช่วงเงินบาทแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ จุด Stop Loss ของผู้เล่นกลุ่มดังกล่าว อาจอยู่ในโซน 32.30-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ดังนั้น ควรต้องจับตาว่า เงินบาทจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้อย่างชัดเจนหรือไม่ในระยะสั้นนี้

    ทั้งนี้ เรามองว่า แม้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินบ้าง แต่ผู้เล่นในตลาดต่างก็รับรู้พอสมควรจากทั้งรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ก่อนหน้ามาบ้างแล้ว อีกทั้งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดก็มีการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ทำให้ เรามองว่า รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ที่จะรับรู้ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย อาจไม่ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด อย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่า อาจต้องรอลุ้นข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน ซึ่งจะรับรู้ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม ถึงจะเห็นการปรับเปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง)

    เรายังคงมีความกังวลเดิม คือ ความผันผวนของเงินบาทอาจกลับมาสูงขึ้นได้ ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.35 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/960023&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23xLgLkxGQKeQMdV_YgMid

  • ตม.ชลบุรี ร่วมท่องเที่ยวพัทยา รวบแก๊งขอทานเขมร พูดสั้นๆไม่อยากกลับประเทศ

    ตม.ชลบุรี ร่วมท่องเที่ยวพัทยา รวบแก๊งขอทานเขมร พูดสั้นๆไม่อยากกลับประเทศ

    พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน  สนธิกำลังกับตำรวจท่องเที่ยว และ ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี กวาดล้างจับกุมขอทานต่างด้าว หลังได้รับการร้องเรียนว่าขอทานเหล่านั้นสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับนักท่องเที่ยว และทำให้เสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    จากการลงพื้นที่สามารถจับกุมขอทานสัญชาติกัมพูชาได้จำนวน 3 ราย ได้แก่ นางซก พาลี อายุ 59 ปี น.ส.ดาว อายุ 41 ปี น.ส.โสเภณ หงวน อายุ 41 ปี พร้อมของกลางเป็นแก้วน้ำพลาสติก เศษเหรียญ และธนบัตรจำนวนหนึ่ง ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวน

    จากการสอบสวนขอทานต่างด้าวยอมรับว่า ไม่อยากกลับไปที่ประเทศกัมพูชา เพราะไม่มีงานทำอดยาก  ซึ่งยอมรับว่าเคยถูกจับและส่งกลับ ขอทานเหล่านี้ก็ต้องหาทางกลับมาอีก เพราะต้องการหารายได้เลี้ยงปากท้องตนเอง และไม่อยากอดสิ้นชีวิต

    ผู้สื่อข่าวสยามนิวส์ ทีมข่าวจังหวัด ชลบุรี รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/regional/28447&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09rSx77Jl_bPotCry-7RVO

  • รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ ดันโมเดลคล้าย ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ปลุกเที่ยวในประเทศ

    รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ ดันโมเดลคล้าย ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ปลุกเที่ยวในประเทศ

    รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ ดันโมเดลคล้าย ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ปลุกเที่ยวในประเทศ

    วันนี้ (วันที่ 26 กันยายน 2568) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคท่องเที่ยวทันทีที่เข้ากระทรวงฯเป็นครั้งแรกในวันนี้ โดยระบุว่าได้วางเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว มุ่งเน้นการฟื้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เติบโตกลับมาอยู่ใกล้ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งเคยมีจำนวนประมาณ 40 ล้านคนในปี 2562 ควบคู่กับการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

    ทั้งยังได้ขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัด ให้มีขวัญกำลังใจ ทำเพื่อประชาชน และนักท่องเที่ยวให้มีความปลอดภัย และเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือน ตนอยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใคร ๆ ก็อยากมาเยี่ยมชม เดินทางมาแล้วรู้สีกได้รับความปลอดภัยจากการดูแลของประเทศไทย

    “แนวทางการทำงานของตนเองจะพยายามวางเป้าหมายที่เป็นจริง จะไม่ประกาศเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ หรือ Mission Impossible เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจนำตัวเลขไปวางแผนเดินหน้าธุรกิจแล้วเกิดความเสียหาย ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า ปี 2568 นี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง แต่จะพยายามเติมส่วนที่ขาดหายไปให้กลับมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่

    กลยุทธ์ระยะสั้น 4 เดือน  เน้นตลาดศักยภาพสูง

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ใน 4 เดือนนี้ ประเทศไทยจะต้องเร่งทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติขยับขึ้นมา ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก แต่ต้องเลือกโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพ และหาสาเหตุที่นักท่องเที่ยวลดลง เพื่อนำไปแก้ปัญหาให้ตรงโจทย์ที่มี โดยจะมุ่งเน้นภารกิจทำงานในกรอบ 4 เดือนตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ แต่ไม่ละเลยการวางรากฐานในระยะยาว

    เพราะต้องบอกว่าตัวเองทำงานรับเงินหลวง จึงยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประโยชน์ของหลวง ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง โดยการทำหน้าที่ในครั้งนี้ ประชาชนไม่จำเป็นต้องจำตัวเอง แต่อยากให้จำว่าประเทศไทยสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านกีฬาได้ก็เพียงพอแล้ว
     

    การทำงานในกรอบ 4 เดือน จะต้องเร่งทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติขยับขึ้นมา ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่จำเป็นต้องเลือกโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพ และต้องหาสาเหตุที่นักท่องเที่ยวลดลง เพื่อนำไปแก้ปัญหาให้ตรงโจทย์ โดยในระยะสั้น 4 เดือนนี้ การกระตุ้นตลาดต่างชาติเที่ยวไทยจะเน้นตลาดเป้าหมายสำคัญ หรือประเทศที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวหายไป และหาวิธีดึงกลับคืนมา

    รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ ดันโมเดลคล้าย ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ปลุกเที่ยวในประเทศ

    โดยประเทศที่จะเดินทางไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยจะใช้วิธีการใหม่ คือ ให้ผู้บริหารระดับสูงเดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นด้วยตัวเอง  

    อาทิ การเยือนจีนร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อเจรจาเรื่องเกษตรและการท่องเที่ยว  ซึ่งการไปเยือนครั้งนี้ไม่ใช่ส่งแค่เจ้าหน้าที่ แต่ต้องเป็นรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่าไทยจริงจังกับการดูแลความปลอดภัยและความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยว

    จ่อปัดฝุ่น”คนละครึ่ง” ฉบับปรับปรุงใหม่

    ในส่วนของการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ นายอรรถกร มองว่า อาจนำโครงการที่เคยดำเนินการแล้วได้ผลกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นโครงการลักษณะเดียวกับ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” หรือ “เราเที่ยวด้วยกัน” โดยจะหยิบโครงการที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุดในรอบ 10 ปีมาปรับปรุงใหม่

    เนื่องจากเป็นการเลือกสิ่งที่เคยทำสำเร็จแล้วถึง 70-80% มาปรับใช้ ดีกว่าสร้างโครงการใหม่ที่อาจสำเร็จเพียง 10% หรือต้องใช้เวลาเตรียมพร้อมนานเกินไป ทั้งนี้หากมีงบประมาณเหลือจากโครงการเก่าอย่างเที่ยวไทยคนละครึ่ง ก็จะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติใช้ต่อไป

    รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ ดันโมเดลคล้าย ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ปลุกเที่ยวในประเทศ

    ดันท่องเที่ยวและกีฬาสร้างรายได้

    นอกจากนี้ยังต้องมุ่งเน้นทำทั้งด้านท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้กระทรวงท่องเที่ยวสามารถเป็นกระทรวงสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะประกาศความพร้อมของไทยต่อเวทีโลก แม้ว่าจะมีงบประมาณที่ตั้งไว้เพียง 2,055 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่น้อยกว่าประเทศอื่นในการจัดการแข่งขัน แต่ยืนยันว่าจะใช้อย่างคุ้มค่า และหากจำเป็นต้องขอเพิ่ม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ประเทศก็พร้อมดำเนินการ

    อรรถกร ศิริลัทธยากร

    ภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงต้องดำเนินการทันที คือการเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในอีกเพียง 74 วันข้างหน้า โดยตนและ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้รับทราบถึงปัญหาและกำลังเร่งดำเนินการแก้ไข

    ทั้งนี้แม้เวลาที่เหลือจะค่อนข้างจำกัด แต่เชื่อมั่นว่า หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ ใส่ใจในรายละเอียด ก้าวข้ามอัตตาส่วนตัว และทำงานเพื่อชาติร่วมกัน เราจะสามารถจัดซีเกมส์ได้อย่างมีมาตรฐานสากล และสมศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าภาพ หลังจากห่างหายจากการเป็นเจ้าภาพมานานเกือบ 20 ปี

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าผลักดัน ซอฟต์พาวเวอร์รูปแบบใหม่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่การบังคับ ขณะที่ประเด็นการจัดแข่ง F1 นั้น ยอมรับว่าจะต้องนำมาศึกษาต่อ แต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเม็ดเงินลงทุนกับความจำเป็นด้านอื่นของประเทศ

    “การทำหน้าที่ในครั้งนี้ ประชาชนไม่จำเป็นต้องจำตัวเอง แต่อยากให้จำว่าประเทศไทยสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านกีฬาได้ก็เพียงพอแล้วพร้อมยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประโยชน์ของหลวง ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง” นายอรรถกร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NF46ChbU8UyKJJJtadTzN

  • บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

    บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

    รศ.ผกากรอง เทพรักษ์ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ระบุว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยก่อนโควิด-19 ปี 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 39.7 ล้านคน ก่อนจะทรุดฮวบในปี 2563–2564 จนแทบเป็นศูนย์ในหลายไตรมาสจากผลกระทบการระบาด

    หลังจากนั้นเริ่มฟื้นช้า ๆ ในปี 2565 ที่ประมาณ 11.8 ล้านคน และเร่งตัวชัดเจนในปี 2566 สู่ราว 28.2 ล้านคน ปี 2567 ฟื้นแข็งแกร่งใกล้ระดับปี 2562 ที่ 35.54 ล้านคน ทว่าในปี 2568 แนวโน้มกลับหดตัว โดยไตรมาส 1 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9.5 ล้านคนและลดลงต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสล่าสุด

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 66 ลดลงจากไตรมาสก่อน และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน (3/2567 อยู่ที่ 68) สะท้อนการประเมินว่าสถานการณ์ยัง “ต่ำกว่าปกติมาก” อย่างไรก็ดี ดัชนีคาดการณ์ไตรมาส 4/2568 ขยับขึ้นสู่ 72 ตามฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย

    ปัจจัยลบในไตรมาสนี้มาจากภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจโลกชะลอ ความกังวลด้านความปลอดภัย อุทกภัยจากพายุ “วิภา” สถานการณ์ไทย–กัมพูชา นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง และค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะที่แรงหนุนคือมาตรการกระตุ้นของรัฐ การฟื้นตัวของบางตลาด การเพิ่มเส้นทางบิน/ที่นั่ง และช่วงวันชาติของมาเลเซีย

    เมื่อแยกตามภูมิภาค กรุงเทพฯ เคยมีความเชื่อมั่นสูงสุดในไตรมาส 3/2567 แต่ลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาส 3/2568 แม้คาดว่าจะดีขึ้นในไตรมาส 4/2568 แต่ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ภาคใต้ดีกว่าปีก่อนเล็กน้อยและจะเร่งขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสหน้า

    บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

    ภาคตะวันออกชะลอลงค่อนข้างมากแต่มีแนวโน้มฟื้นในไตรมาสถัดไป ภาคเหนือชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังดีกว่าปีก่อนเล็กน้อย และคาดว่าจะพุ่งขึ้นมากในช่วงฤดูหนาว โดยคาดการณ์ความเชื่อมั่นไตรมาส 4/2568 สูงสุดที่ภาคเหนือ (80) ตามด้วยกรุงเทพฯ (75) และภาคใต้ (74) ขณะที่ต่ำสุดคือภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (68)

    จำแนกตามประเภทธุรกิจ บริษัทนำเที่ยวเผชิญภาวะชะลอตัวชัดเจน แต่คาดว่าจะฟื้นในไตรมาส 4/2568 สถานบันเทิงปรับดีขึ้นอย่างเด่น และคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่สูงสุดในไตรมาสหน้า ร้านอาหารชะลอลงเล็กน้อยก่อนจะทยอยดีขึ้น ขณะที่ร้านขายของที่ระลึกมีความเชื่อมั่นต่ำที่สุดอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงและ/หรือพฤติกรรมใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป

    ด้านรายได้ ไตรมาส 3/2568 ผู้ประกอบการมีรายได้เฉลี่ยเพียง 44% เมื่อเทียบกับปี 2562 บ่งชี้การฟื้นที่ช้าและผันผวน โดยเคยแตะ 64% ในไตรมาส 1/2566 ก่อนอ่อนมาที่ 44% ในปัจจุบัน ภูมิภาคที่ทำได้ดีกว่าคือภาคใต้ (เฉลี่ย 50%)

    ด้วยบทบาทจุดหมายปลายทางต่างชาติ ส่วนภาคเหนืออยู่ต่ำสุดที่ 39% ในเชิงประเภทธุรกิจ ร้านอาหาร/ภัตตาคาร/ร้านเครื่องดื่มในกรุงเทพฯ ทำรายได้เฉลี่ยสูงถึง 63% เหนือทุกภูมิภาค ขณะที่ธุรกิจนำเที่ยวและร้านของฝาก/ของที่ระลึกอยู่ต่ำสุดที่ 36% สปา/นวดแผนไทยทำรายได้ต่ำในกรุงเทพฯ (22%) และภาคกลาง (21%) สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของตลาดเมืองหลวงและภาคกลาง

    บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

    โครงสร้างแรงงานฟื้นกลับมาเร็วกว่ารายได้ โดยจำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไตรมาส 3/2568 กลับมาแล้วประมาณ 87% ของก่อนโควิด ภาคเหนือและภาคตะวันออกมีสัดส่วนแรงงานสูงกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่กรุงเทพฯ ยังต่ำกว่าชัดเจนในหลายธุรกิจ ช่องว่าง “แรงงาน 87% แต่รายได้ 44%” ชี้ว่าผู้ประกอบการเร่งรับคนกลับมารองรับกิจกรรมก่อนที่รายได้จะตามมา ซึ่งอาจกดดันประสิทธิภาพและอัตรากำไร

    อัตราเข้าพัก (OCC) เฉลี่ยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 53% ภาคใต้สูงสุด 62% ภาคกลางต่ำสุด 46% หากดูตามขนาด โรงแรมขนาดใหญ่ (>100 ห้อง) มี OCC สูงสุด 67% ขนาดกลาง (31–100 ห้อง) 57% และขนาดเล็ก (<30 ห้อง) 48% แม้การเข้าพักอยู่ครึ่งหนึ่งของศักยภาพ แต่รายได้ธุรกิจที่พักเฉลี่ยยังอยู่เพียง 47% ของปี 2562 บ่งชี้การแข่งขันด้านราคาหรือการลดอัตราค่าห้อง และแนวโน้มใช้จ่ายต่อหัวที่ระมัดระวังขึ้น

    พฤติกรรมการใช้จ่ายสะท้อนแรงกดดันฝั่งดีมานด์ นักท่องเที่ยวไทยใช้จ่ายเฉลี่ยไตรมาส 3/2568 เพียง 3,131 บาท/คน/ทริป ลดแรงจากไตรมาส 2 (4,976 บาท) และไตรมาส 1 (4,058 บาท) ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายเฉลี่ย 46,656 บาท/ทริป ใกล้เคียงไตรมาสก่อน โดยชาวเอเชียตะวันออกมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันสูงสุด 6,684 บาท ส่วนชาวยุโรปใช้จ่ายรวมต่อทริปสูงสุด 77,593 บาท แต่เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3,748 บาท

    ในเชิงปริมาณ ปี 2568 คาดมีนักท่องเที่ยวรวมราว 33,147,746 คน ลดลง 17% จากปี 2562 และลดลง 6.7% จากปี 2567 ไม่เพียงจำนวนที่ลด รายได้รวมก็ลดจาก 1,911,808 ล้านบาทในปี 2562 เหลือราว 1,524,796 ล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นลดลง 20.2%

    รายได้ที่หดแรงกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวสะท้อนโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป ทั้งการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนที่มีค่าใช้จ่ายสูง การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย แนวโน้มใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตลอดจนสัดส่วน FIT และ Backpacker ที่มากขึ้นซึ่งมักใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปต่ำกว่า กลายเป็นโจทย์สำคัญต่อกลยุทธ์รายได้ของผู้ประกอบการไทยในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639873&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vsgwDQKrrJyAV-dhBQZ15

  • คุมเข้มท่องเที่ยวทะเล! ออกมาตรการใหม่ปกป้องแนวปะการังไทย

    คุมเข้มท่องเที่ยวทะเล! ออกมาตรการใหม่ปกป้องแนวปะการังไทย


    แนวปะการังไทยกำลังเผชิญวิกฤตจากกิจกรรมท่องเที่ยวที่ไร้การควบคุม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ จึงออกมาตรการเข้ม หวังรักษาความงดงามใต้ท้องทะเล พร้อมเปิดบทลงโทษเด็ดขาดสำหรับผู้ฝ่าฝืน

    ร่วมกันปกป้องแนวปะการังไทย 

    แนวปะการังของไทยคือสมบัติล้ำค่าของท้องทะเล ที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตนับพันชนิด ทว่าในช่วงที่ผ่านมา แนวปะการังกลับได้รับผลกระทบจากกิจกรรมท่องเที่ยว เช่น การเหยียบหรือเตะปะการัง การเก็บหรือสัมผัสโดยตรง การทิ้งขยะ หรือแม้แต่การทอดสมอเรือ สิ่งเหล่านี้ทำให้แนวปะการังอ่อนแอและเสียหาย

    เพื่อปกป้องสมบัติล้ำค่านี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้ออก มาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการังจากกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล

    มาตรการสำคัญที่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการควรรู้

    ✅ ทุกกิจกรรมดำน้ำต้องมี ผู้ควบคุมหรือผู้ช่วยผู้ควบคุม คอยดูแล
    ✅ นักดำน้ำตื้นทุกคนต้องสวม เสื้อชูชีพ
    ✅ ห้ามสัมผัส เก็บ หรือเคลื่อนย้ายปะการังและสัตว์ทะเล
    ✅ ห้ามทิ้งขยะ ให้อาหารปลา หรือทอดสมอเรือใกล้แนวปะการัง
    ✅ การเรียนดำน้ำต้องทำบนพื้นทราย ไม่ใช่บนแนวปะการัง

    ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญ?

    ช่วยรักษาความงดงามและความสมบูรณ์ของแนวปะการัง
    สร้างมาตรฐานการดำน้ำที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    ให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ไม่ใช่ทำลาย

    ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะเป็นอย่างไร?

    ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนอาจมีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

    ✨ มาร่วมกันเป็นนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพราะทุกการกระทำเล็ก ๆ ของเรา ช่วยรักษาแนวปะการังให้คงอยู่สวยงาม เป็นมรดกของท้องทะเลไทยสู่คนรุ่นต่อไป


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/sustain-biz/35864&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NdrxIXhu6Qb8MwM5DTOAR

  • ZoomIn: เปิดนโยบาย Quick Big Win โจทย์ใหญ่รัฐบาล “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ 4 เดือน : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: เปิดนโยบาย Quick Big Win โจทย์ใหญ่รัฐบาล “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ 4 เดือน : อินโฟเควสท์

    ในห้วงเวลา 4 เดือนของการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะมีขอจำกัดในด้านเวลา แต่มีการประกาศแก้ปัญหาเร่งด่วนอย่างปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน โดยมีการนำโครงการที่เป็นประโยชน์จากรัฐบาลก่อนหน้ามาใช้ หรือเพื่อคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

    *เติมรายได้

    • รัฐบาลเตรียมเดินหน้า “โครงการคนละครึ่ง พลัส” เป็นนโยบายเรือธง เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในชีวิตประจำวัน เงื่อนไขเบื้องต้นของโครงการครั้งนี้ จะคล้าย ๆ ของเดิมที่เคยดำเนินการไปแล้ว แต่อาจมีปรับเงื่อนไขใหม่บางเรื่อง เพื่อให้มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ให้สิทธิกับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เงื่อนไข 60:40 ส่วนประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี รวมถึงผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ 50:50 ส่วนเรื่องวงเงินการใช้จ่าย จะเป็น 150 บาท/วันหรือไม่นั้น ยังเป็นรายละเอียดที่ต้องหารือกันต่อไป เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ราวสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนต.ค. 68
    • บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการสร้างรายได้และความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกรและชุมชนในท้องถิ่น
    • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) และการเพิ่มทักษะ (Upskill) เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น
    • ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าภาคครัวเรือนและกิจกรรมทางการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนและเพิ่มพลังงานสีเขียวตามความต้องการของทุกภาคส่วน

    *ลดรายจ่าย

    อาทิ ค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด แพคเกจลดค่าครองชีพในการเดินทางให้ประชาชน ครอบคลุมการเดินทางสำหรับคนกรุงเทพฯและปริมณฑล เช่น รถเมล์ปรับอากาศ รถเมล์ร้อน รวมไปถึงภาระการจ่ายค่าทางด่วน ขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 จะนำมาพิจารณาร่วมกัน

    *แก้ปัญหาหนี้สิน

    • ภาคประชาชน ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบ รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อลดปัญหาหนี้ที่ทำให้คนไทยติดกับดักหนี้
    • ผู้ประกอบการ SMES เพิ่มสภาพคล่อง รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ควบคู่กับการสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้โดยสม่ำเสมอ
    • ให้ความรู้ทางการเงิน นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและภาคธุรกิจขนาดใหญ่

    *เพิ่มโอกาสการออม

    • พัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม โดยกันเงินจำนวนหนึ่งที่ผู้ซื้อสลากที่ไม่ถูกรางวัลให้มีเงินออมอันเกิดจากเงินที่กันไว้

    *ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    • สร้างความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
    • ปราบปรามการฉ้อโกงและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว
    • จัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง การจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี การดึงดูดชาวต่างชาติให้พำนักในประเทศไทยระยะยาวและเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

    * แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า

    • จัดตั้งทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าไทย เพื่อยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม
    • ดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา
    • ผลักดัน ให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
    • สกัดปัญหาการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า และป้องกันการทุ่มตลาด
    • จัดทำมาตรการในการส่งเสริมการใช้สินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศเป็นหลัก
    • กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมของสินค้ากลุ่มเป้าหมาย
    • กำหนดมาตรการมิให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
    • ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้สะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการ
    • ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ
    • ส่งเสริมให้นักลงทุนจากต่างประเทศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทย และสร้างห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ จากผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศ

    แม้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน จะเป็นเพียงการ “ปัดฝุ่น” คือ หยิบมาตรการเดิมมาบรรเทาสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะมีเวลาไม่มากพอ แต่ถือเป็นบทพิสูจน์ผลงานของทีมเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31eUoy6FFLR8ZuxY8TYOBA

  • 5 พอดแคสต์ด้านความยั่งยืน ที่ช่วยให้เข้าใจเศรษฐกิจหมุนเวียน-แฟชั่น-การจัดการขยะ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจปรับไลฟ์สไตล์เพื่อโลกที่ยั่งยืน | SDG Move

    5 พอดแคสต์ด้านความยั่งยืน ที่ช่วยให้เข้าใจเศรษฐกิจหมุนเวียน-แฟชั่น-การจัดการขยะ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจปรับไลฟ์สไตล์เพื่อโลกที่ยั่งยืน | SDG Move

    ท่ามกลางกระแสข่าวสารวุ่นวายทั่วโลก สุดสัปดาห์นี้ หากคุณชอบฟังพอดแคสต์และอยากสร้างไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน SDG Recommends ฉบับนี้ ได้คัดสรร 5 พอดแคสต์ด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อโลกที่จะช่วยเติมไอเดียและแรงบันดาลใจได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งพอดแคสต์นี้จะช่วยให้คุณได้เรียนรู้เรื่องความยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้งแนวคิดการเปลี่ยนแปลงระบบและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงแนวทางปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันให้ยั่งยืน ตั้งแต่ประเด็นอุตสาหกรรมแฟชั่นจนถึงผู้สร้างความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ผ่านเนื้อหาที่หลากหลายที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่และจุดประกายแรงบันดาลใจให้คุณเริ่มใช้ชีวิตที่ใส่ใจโลกมากยิ่งขึ้น

    1. Sustainable Jungle

    พอดแคสต์นี้เกิดขึ้นจากบล็อก Sustainable Jungle แหล่งแบ่งปันเคล็ดลับ เทคนิค และไอเดียเพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ถูกเรียกว่าเป็น “รายการภารกิจ” ที่มุ่งเน้นการสนทนาที่น่าสนใจกับผู้คนที่ทำงานเพื่อปกป้องโลก รายการเน้นการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ผ่านบทสนทนาเชิงสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษเรื่องสัตว์ป่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และโลกธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสำรวจหัวข้อที่ไม่ธรรมดา เช่น โรงเรียนป่าของกัวเตมาลา และการนำอาหารที่ไม่สามารถรับประทานได้มาอัพไซเคิล ตัวอย่างเช่น Scanning Endangered Landscapes And Creating An Earth Archive 

    2. Hey Change

    พอดแคสต์นี้ได้เชิญแขกรับมาร่วมสนทนาเพื่อสำรวจมุมมองใหม่ ทั้งผู้ประกอบการเพื่อสังคม นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนักกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นความหมายของการเป็น ‘Climate Optimist’ หรือผู้มองโลกในแง่บวกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมแนวทางสร้างทัศนคติเชิงบวก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในประเด็นที่ผู้คนมักมองเห็นแต่ความสิ้นหวังและวิตกกังวล พอดแคสต์นี้ช่วยให้ผู้ฟังยอมรับความเป็นจริงใหม่ และเปลี่ยนมุมมองจากความคิดเชิงลบหรือสิ้นหวังไปสู่แรงบันดาลใจ พร้อมกระตุ้นให้ผู้ฟังสนใจใคร่รู้อยากเห็นมุมมองและแนวคิดใหม่ ๆ

    3. Wardrobe Crisis

    พอดแคสต์นี้มาจากผู้เขียนหนังสือ Wardrobe Crisis: How We Went from Sunday Best to Fast Fashion ของ Clare Press ในแต่ละตอนมีแขกรับเชิญจากสายงานในอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งดีไซเนอร์ เจ้าของแบรนด์ นักวิจัย และนักกิจกรรม มาร่วมสนทนาและพาผู้ฟังสำรวจระบบแฟชั่นในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบตัว นอกจากนี้ รายการยังนำเสนอแบรนด์แฟชั่นยั่งยืนที่โดดเด่นพร้อมเรื่องราวน่าสนใจของแบรนด์

    4. Practical(ly) Zero Waste

    พอดแคสต์จากแคนาดาที่เน้นนำเสนอเป้าหมายง่าย ๆ แต่ทรงพลังอย่างการใช้ชีวิตแบบลดขยะให้เป็นศูนย์ “Zero Waste” ให้สามารถปฏิบัติได้ง่ายและใช้ได้จริง รายการครอบคลุมตั้งแต่หัวข้ออาหารและการเกษตร จนถึงแฟชั่นและชีวิตประจำวันในบ้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและทำได้จริง นอกจากนี้ แต่ละตอนยังแนะนำหัวข้อที่เกี่ยวข้องให้ฟังต่อ ช่วยให้ผู้ฟังสามารถต่อยอดความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

    5. Good Together

    พอดแคสต์จากแพลตฟอร์ม Brightly ที่นำเสนอการเสริมพลังให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจ และทำให้การใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรมเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน รายการช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจประเด็นที่สำคัญแต่ซับซ้อนเกี่ยวกับความยั่งยืน เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) แฟชั่นยั่งยืน (slow fashion) และชี้ให้เห็นจุดร่วมของการเคลื่อนไหวทางสังคมกับสิ่งแวดล้อม (intersectional environmentalism) แต่ละตอนยังนำเสนอแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน ช่วยให้ผู้ฟังได้รับทั้งความรู้และแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    คัดสรรมาแล้วว่าดี 5 พอดแคสต์ ที่จะช่วยให้เข้าใจประเด็น ‘สิ่งแวดล้อม’ มากขึ้น
    – MediMusic แอปพลิเคชันจ่ายยาให้คนไข้เป็นเพลย์ลิสต์เพลง ช่วยลดความเครียดและความเจ็บปวดทางร่างกาย
    – 10 พอดแคสต์ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ มากยิ่งขึ้น
    – SDG Recommends | จากพลังงานสะอาดสู่ความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม ฟังนานาประเด็นสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนกับ GreenBiz 350
    – SDG Recommends | 10 เพลงที่ฟังแล้วเติมไฟให้มาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
    – SDG Recommends | ‘SDG Move TH’ ฟังบทความของ SDG Move ในรูปแบบพอดแคสต์ได้ทุกที่ทุกเวลา

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG2 ขจัดความหิวโหย
    – (2.4) ทำให้เกิดความมั่นใจในระบบการผลิตอาหารและการปฏิบัติด้านการเกษตรที่ยืดหยุ่น เพื่อเพิ่มผลิตภาพผลผลิตและผลผลิตที่จะช่วยรักษาระบบนิเวศน์ที่จะเพิ่มความเข้มแข็งในศักยภาพในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ภูมิอากาศที่เลวร้าย, ความแห้งแล้ง, น้ำท่วม และความเสียหาย และเพื่อปรับปรุงคุณภาพดินและที่ดินอย่างก้าวกระโดด ภายในปี 2573
    #SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    – (8.4) ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของโลกในการบริโภคและการผลิตอย่างต่อเนื่อง และพยายามที่จะไม่เชื่อมโยงระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามกรอบการดำเนินงานระยะ 10 ปี ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนโดยมีประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำในการดำเนินการไปจนถึงปี 2573
    #SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
    – (11.6) ลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรในเขตเมือง รวมถึงการให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการจัดการคุณภาพอากาศ การจัดการของเสียของเทศบาล และการจัดการของเสียอื่น ๆ ภายในปี 2573
    #SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
    – (12.3) ลดของเสียอาหาร (food waste) ของโลกลงครึ่งหนึ่งในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหาร (food loss) ตลอดการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ภายในปี พ.ศ. 2573
    – (12.4) บรรลุการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะลดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดภายในปี 256
    – (12.5) ภายในปี 2573 จะต้องลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกัน การลดการแปรรูป เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และการนำกลับมาใช้ซ้ำ
    – (12.6) สนับสนุนให้บริษัท โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ รับแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้ และบูรณาการข้อมูลด้านความยั่งยืนไว้ในรอบการรายงานของบริษัทเหล่านั้น
    – (12.8) สร้างหลักประกันว่าประชาชนในทุกแห่งมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีความตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ภายในปี พ.ศ. 2573
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
    – (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตือนภัยล่วงหน้า

    แหล่งที่มา: 10 sustainable podcasts that will inspire you to change the world (Imagine5)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    จำนวนครั้งที่เข้าชม: 61

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2025/09/26/5-sustainability-podcasts-circular-economy-fashion-waste/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Cl5tS1RZJJh0f1BxQIJDy

  • ปัญหาเศรษฐกิจไทย โครงสร้างบิดเบี้ยว คนรวย-คนจนรายได้เหลื่อมล้ำ | เดลินิวส์

    ปัญหาเศรษฐกิจไทย โครงสร้างบิดเบี้ยว คนรวย-คนจนรายได้เหลื่อมล้ำ | เดลินิวส์

    นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานการประชุมประจำปี 68 ของสศช. ว่า เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาเติบโตต่ำ 5% มานาน ทำให้ไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง จนอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยไอเอ็มดี ไทยหล่นจากอันดับ 25 ลดลง 5 อันดับจากปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่อันดับ 30 โดยไทยเจอข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ลดทอนความเชื่อมั่นเอกชนและประชาชน ยอมรับไทยไม่พัฒนาได้ไกล ถ้ามีโครงสร้างบิดเบี้ยว

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวในหัวข้อ ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย ว่า ที่ผ่านมาความก้าวหน้าของการพัฒนาหยุดชะงักมานาน เพราะทำแต่เรื่องเดิมๆ ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงๆ โดยตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 เป็นต้นมา อัตราการเติบโตเศรษฐกิจโตต่ำ 5% มาโดยตลอด ไม่เพียงพอที่จะขยับเป็นประเทศรายได้สูง

    ขณะที่ไอเอ็มดีปรับลดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันหล่นมาอยู่อันดับ 30 ในปี 68 มาจากสองเรื่อง คือ โครงสร้างพื้นฐาน กับประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เคยอยู่เหนือระดับ 40 และประสิทธิภาพภาครัฐไม่เคยอยู่เหนือระดับ 30 ส่วนใหญ่มาจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา และเทคโนโลยีที่มีปัญหาที่อยู่อันดับมากกว่า 50 ทำให้ดึงอันดับภาพรวมลงมา

    สำหรับทางด้านฝั่งรายได้ของคนที่มีฐานะดี ร่ำรวย มีสัดส่วน 10% เทียบกลุ่มเปราะบาง รายได้แตกต่างกันมากถึง 10 เท่า ในปี 66 เกิดปัญหาการกระจายรายได้ และความเหลื่อมล้ำมากขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทุกหน่วยงานพยายามแก้ไข และไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว ซึ่งเกิดมานานแล้ว จากทั้งภายในและภายนอก มองว่าเป็นเรื่องการบริหารเชิงสถาบัน ทำให้เป็นปัญหาการพัฒนาถดถอยลง

    “ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยเชิงสถาบันที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ คือเรื่องกฎหมายและระเบียบ, การทุจริต และคอร์รัปชัน, หลักนิติธรรม, ความเป็นประชาธิปไตย และการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งโครงสร้างที่ไม่เข้มแข็งจะทำให้ไทยยิ่งขาดศักยภาพในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด จากโลกร้อนสู่โลกเดือด และความก้าวหน้าเทคโนโลยีและเอไอ”

    อย่างไรก็ตามมองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างต้องรีบทำ ต้องกล้าทำ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ยอมรับว่า สศช.ยังไม่มีคำตอบ แต่ต้องมี  ต้องการเปลี่ยนมีความมุ่งมั่นแนวแน่, ต้องลงมือร่วมกันทุกภาคส่วน, ออกแบบนวัตกรรมเชิงสถาบันและกติกาใหม่, ทำทันที ไม่รีรอ

    นายดนุชา กล่าวว่า จากแผนพัฒนาฯ ฉบับ 13 ผ่านมา 2 ปีครึ่ง ทางภาครัฐได้ขับเคลื่อนงบประมาณปี 66 จนปี 68 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ดำเนินผ่าน 9,132 โครงการ ขับเคลื่อนผ่านระดับ 3 จำนวน 1,230 แผน ผลที่ออกมา รายได้ประชาชาติต่อหัว 7,497 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป้าหมายสิ้นปี 70 ให้ได้อยู่ที่ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี, ดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 67 อยู่ที่ ระดับปานกลาง 0.6354 จากเป้าหมาย 0.7209 ในปี 70 เป็นความท้าทายอย่างมากที่จะเดินหน้าให้ได้ตามเป้า

    ส่วนเรื่องการมุ่งสู่สังคมที่เป็นธรรม ดูจากรายจ่ายประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ให้ต่ำกว่า 5 เท่า ปี 70 แต่ในปี 67 อยู่ที่ 5.22 เท่า, การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัญหาคือข้อมูลล่าช้า ปี 67 ปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น 1% เทียบปีก่อนหน้า เป้าหมายลดลงไม่น้อยกว่า 20% ในปี 70 และเรื่องความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลง ปี 67 อยู่ที่ 89.69% โดยปี 70 ต้องไม่ต่ำกว่า 90%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5149188/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JC2RsrELKndP3gsya1cUp

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 26 กันยายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 26 กันยายน 2568 – InterGold

    วันที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 10.53 น.

    กลยุทธ์  : เข้าซื้อ เมื่อราคาย่อ
    แนวรับ  :  $3,735  หรือ  56,950 บาท
    แนวต้าน  : $3,800  หรือ  57,700 บาท

    ข่าว :  

    .

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง : ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาดการณ์ ทั้งตัวเลข GDP, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

    ราคาทองคำไทยปรับตัว : ณ วันที่ 26 กันยายน 2568 ราคาทองคำในประเทศมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยสมาคมค้าทองคำประกาศราคาครั้งที่ 1 ทองคำแท่งขายออกอยู่ที่บาทละ 57,050 บาท และรับซื้อ 56,950 บาท

    นโยบายการค้าสหรัฐฯ : ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงดำเนินนโยบายสงครามการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในกลุ่มเวชภัณฑ์และยา ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนในตลาดและอาจเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในระยะยาว

    ค่าเงินบาทผันผวน : เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 32.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจัยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีเกินคาด และการที่ Fitch Ratings ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย

    ตลาดหุ้นปรับตัวลง: แม้ข้อมูลเศรษฐกิจจะแข็งแกร่ง แต่ตลาดหุ้นกลับปรับตัวลดลง อาจเกิดจากการเก็งกำไรและความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับสงครามการค้า

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ปัจจัยกดดันระยะสั้น : การแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในตลาดโลกให้ปรับตัวลดลงเล็กน้อย

    ปัจจัยหนุนระยะยาว : ภาพรวมในระยะยาวยังคงดูดี โดยมีปัจจัยหนุนจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า และแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม ซึ่งจะทำให้ทองคำน่าสนใจมากขึ้น

    ภาพทางเทคนิค : ในทางเทคนิค ราคาทองคำยังคงทรงตัวได้ดี สามารถรีบาวด์กลับขึ้นมาได้หลังจากย่อตัวลง โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ประมาณ 3,730 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำไทยยังเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 57,000 บาท

    ผลกระทบจากค่าเงินบาท : การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นได้ไม่เต็มที่เมื่อเทียบกับราคาทองคำในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าล่าสุดของเงินบาทอาจช่วยหนุนราคาทองไทยได้

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะสั้น : แนะนำให้ใช้กลยุทธ์การเทรดในกรอบราคา โดยมองหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว เนื่องจากราคามีความผันผวนรายวันในกรอบประมาณ 470-500 บาท อาจตั้งโซนเข้าซื้อสุดท้ายไว้ต่ำกว่าราคาสูงสุดของวันประมาณ 500 บาท เช่น หากราคาสูงสุดอยู่ที่ 57,000 บาท จุดเข้าซื้อที่น่าสนใจอาจอยู่ที่ 56,500 บาท

    กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะยาว : ยังไม่มีความจำเป็นต้องกังวลต่อความผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง สามารถถือครองต่อไปได้ และอาจพิจารณาขายทำกำไรเมื่อมีสัญญาณชัดเจน เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด หรือสถานการณ์สงครามการค้าคลี่คลาย

    การบริหารความเสี่ยง: ควรให้ความสำคัญกับแนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลกเป็นหลัก และใช้ปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทเป็นตัวแปรเสริมในการตัดสินใจ สำหรับผู้ลงทุนในทองคำไทย ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเป็นโอกาสในการทยอยเข้าซื้อสะสม (DCA) เนื่องจากทำให้ได้ราคาทองที่ถูกลง

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-26-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x9ZiJQU7DoVEDQjZJPNvA

  • สรุปที่นี่ เอกนิติ รมว.คลัง ตอบแล้ว “คนละครึ่ง 2568” ใช้ได้วันไหน

    สรุปที่นี่ เอกนิติ รมว.คลัง ตอบแล้ว “คนละครึ่ง 2568” ใช้ได้วันไหน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเสนอโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมนี้ โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและใช้สิทธิได้ทันทีหลัง ครม. เห็นชอบ สำหรับ “คนละครึ่งพลัส” มีแนวคิดหลัก 2 ด้าน คือ จะเน้นวินัยการคลังและการเข้าสู่ระบบภาษี

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

    ซึ่งสิทธิที่ได้รับจะพิเศษกว่าสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการเสียภาษี และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย ที่จะมีการรีสกิลและอัพสกิลพ่อค้าแม่ค้า ให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำบัญชีและขายสินค้าออนไลน์ ขยายตลาดจากขายเฉพาะในพื้นที่ไปสู่ระดับอำเภอหรือทั้งประเทศ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลบัญชีให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

    ทั้งนี้ การกำหนดวงเงินงบประมาณและจำนวนผู้มีสิทธิ์ จะต้องรอนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อยก่อน

    เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว แต่ไม่ทำให้การขาดดุลเพิ่มขึ้น ใช้งบเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มาตรการนี้ไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานระยะยาว ด้วยการยกระดับทักษะผู้ค้าให้บริหารจัดการธุรกิจได้ดีขึ้น และสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลัง จะมีการเสนอโครงการดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในสัปดาห์ที่ 2 ของการประชุม ซึ่งหลังจากที่ ครม. เห็นชอบโครงการดังกล่าวแล้ว จะเริ่มให้ลงทะเบียนทันที ทั้งร้านค้าและประชาชน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้เลยภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และ มีระยะเวลาใช้จ่าย 2 เดือน คือต้องใช้จ่ายภายในเดือนพฤศจิกา ถึง เดือนธันวาคม 68 

    ส่วนรูปแบบโครงการจะเป็นการช่วยเหลือ แบบ 50/50 หรือไม่ นายลวรณ ระบุว่า รายละเอียดจะต้องรอให้นายเอกนิติ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงนโยบายเรียบร้อยก่อน แต่รายละเอียดคร่าวๆ ณ ขณะนี้คือ คนที่เสียภาษีจะได้วงเงินมากกว่าคนที่ไม่ได้เสียภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเสียภาษีมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UhkewIzrokEll56Gyoj-4