Blog

  • “ทรัมป์” ชี้เจรจากับอิหร่าน “แค่พอประมาณ” เน้นกดดันเศรษฐกิจ |ทันโลก EXPRESS | 10 ส.ค. 69

    “ทรัมป์” ชี้เจรจากับอิหร่าน “แค่พอประมาณ” เน้นกดดันเศรษฐกิจ |ทันโลก EXPRESS | 10 ส.ค. 69

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผย สหรัฐฯ กำลังเจรจากับอิหร่านแค่พอประมาณ พร้อมส่งสัญญาณเน้นเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

    #อิหร่าน #สหรัฐฯ #ตะวันออกกลาง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/224300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tw1-8H2E0Sz1Y54TrgaJO

  • เปิดสาเหตุที่ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 มีโอกาสปรับสัดส่วนจาก 60/40 เหลือ 50/50

    เปิดสาเหตุที่ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 มีโอกาสปรับสัดส่วนจาก 60/40 เหลือ 50/50

              เปิดสาเหตุที่ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 มีโอกาสปรับลดสัดส่วนจาก 60/40 เหลือ 50/50 เพราะอะไร เป็นแค่แนวคิดเท่านั้น ยังไม่ใช่การเคาะ

    ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2

              ผ่านไปแล้วเกินครึ่งทาง สำหรับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเหลืออีกเพียง 1 เดือน ก็จะจบโครงการ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้รัฐบาลเริ่มมีแนวคิด ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เข้ามาแล้ว พร้อมไอเดียปรับเปลี่ยนระบบการจ่ายจาก 60/40 เป็น 50/50

              วันที่ 10 สิงหาคม 2569 กระปุกดอทคอม รายงานว่า จากแนวคิดดังกล่าว ทำให้หลายคนสงสัยว่า ทำไมต้องลดเหลือ 50/50 ด้วย แบบนี้จะทำให้ประชาชนจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหรือไม่

              ในเรื่องนี้ ทางรัฐบาลมีไอเดียเนื่องจากประชาชนร้องเรียนมาว่า 60/40 ทำให้คำนวณเงินยาก แต่ 50/50 คำนวณเงินได้ง่ายกว่า เพียงแค่หาร 2 จากราคาขายก็จบแล้ว

              อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นแค่แนวคิดเท่านั้น ยังไม่มีการตัดสินใจแต่อย่างใด

    ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2

    ภาพจาก dan quiet life / Shutterstock.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view302984.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28FvPAjWS0oRhYppApaANi

  • เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    เมืองทองธานีเดินหน้าสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ หลังสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ประกาศรับรองโครงการ “เมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต” ให้เป็น “เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ” อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569

     สะท้อนทิศทางการพัฒนาเมืองที่นำเทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัล และแนวคิดการบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืนมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
     

    เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการเมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต กล่าวว่า 

    เมืองทองธานีถูกพัฒนาภายใต้แนวคิดพื้นที่ที่สามารถรองรับการทำงาน การอยู่อาศัย และการใช้ชีวิตได้ในพื้นที่เดียวกัน

    โดยปัจจุบันมีทั้งสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ร้านค้า ร้านอาหาร สถานศึกษา โรงแรม รวมถึงศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม

    ทิศทางการพัฒนาหลังจากนี้จะมุ่งยกระดับประสบการณ์ของผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ ตั้งแต่การเดินทาง การทำงาน การจับจ่ายใช้สอย ไปจนถึงการพักผ่อน ให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเชื่อมต่อกันมากขึ้น

    ภายใต้แนวคิด “Live-Work-Play-Learn” เพื่อพัฒนาเมืองให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ น่าเที่ยว และน่าลงทุน

    สำหรับการได้รับการรับรองจาก depa ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังเมืองทองธานีได้ยื่นข้อเสนอโครงการต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเมื่อเดือนเมษายน 2569 ก่อนผ่านกระบวนการพิจารณาและได้รับการประกาศรับรองในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

    เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    เมือง 4,000 ไร่ รองรับคนกว่า 300,000 คน

    โครงการ “เมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต” ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ มีลักษณะเป็นเมืองแบบผสมผสานที่รวมการใช้ประโยชน์ที่ดินหลายรูปแบบ ทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม สำนักงาน สถานศึกษา หน่วยงานราชการ และศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม

    ปัจจุบันพื้นที่มีประชากรกว่า 300,000 คน ขณะที่มีผู้เดินทางเข้ามาเยือนมากกว่า 5.4 ล้านคนต่อปี โดยส่วนหนึ่งเป็นผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า การประชุม และกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นภายในศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

    ขนาดของพื้นที่และจำนวนผู้ใช้งานทำให้การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการเมืองมีบทบาทมากขึ้น ทั้งด้านการเดินทาง พลังงาน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการให้บริการประชาชนและผู้มาเยือน

    เดินหน้า 30 โครงการ ครบ 7 มิติเมืองอัจฉริยะ

    ภายใต้โครงการเมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต มีแผนพัฒนา 30 โครงการ ครอบคลุมกรอบตัวชี้วัดเมืองอัจฉริยะของ depa ทั้ง 7 มิติ ได้แก่

    สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) มุ่งจัดการขยะ อาคารสีเขียว การก่อสร้างสีเขียว และการจัดงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

    พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) พัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการบริหารจัดการระบบทำความเย็นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) นำระบบดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการ เช่น ระบบใบกำกับภาษีและใบรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax Service) แอปพลิเคชัน Smarty และบริการดูแลผู้พักอาศัยในชุมชน

    การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) พัฒนาระบบบริหารจัดการที่จอดรถอัจฉริยะ และระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางภายในพื้นที่

    พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการพัฒนาพื้นที่และกิจกรรมที่สนับสนุนผู้คนและความคิดสร้างสรรค์

    การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เสาไฟอัจฉริยะ และระบบติดตามคุณภาพอากาศ เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต

    เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น สังคมไร้เงินสด การสนับสนุนร้านค้าและสินค้าท้องถิ่น สินค้า GI รวมถึงการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)

    นายพอลล์ กล่าวว่า เมืองทองธานีในปัจจุบันไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงการเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้า คอนเสิร์ต หรือการประชุมระดับนานาชาติ

    แต่กำลังพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงการทำงาน การอยู่อาศัย ความบันเทิง การเรียนรู้ และโอกาสทางธุรกิจไว้ในพื้นที่เดียวกัน

    การได้รับสถานะเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะจึงเป็นอีกก้าวของการพัฒนาเมืองทองธานี โดยมีเป้าหมายให้เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองที่ตอบโจทย์ผู้คน ชุมชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะยาว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/746702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QJaDunhKB4epCwOMHxPcQ

  • สหรัฐฯ จ่อเพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน ขณะข้อตกลงสัญจรช่องแคบฮอร์มุซยังค้างคา : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ จ่อเพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน ขณะข้อตกลงสัญจรช่องแคบฮอร์มุซยังค้างคา : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยในวันอาทิตย์ (9 ส.ค.) ว่า สหรัฐฯ กำลัง “เจรจาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ” กับอิหร่าน และตนพร้อมที่จะปล่อยให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะสั่งการให้เปิดฉากโจมตีทางทหารครั้งใหม่

    ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios เป็นเวลาสั้น ๆ ว่า “เรากำลังควบคุมสถานการณ์แบบไม่ให้เป็นจุดสนใจเกินไป” โดยอ้างว่าอิหร่าน “กำลังตกที่นั่งลำบาก” ในทางเศรษฐกิจ

    รายงานข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ร่างข้อตกลงจัดระเบียบการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นการหารือร่วมกันระหว่างอิหร่าน โอมาน และสหรัฐฯ นั้น “ยังคงค้างอยู่ในขั้นตอนดำเนินการมา 2-3 วันแล้ว”

    ด้านสำนักข่าวไออาร์เอ็นเอ (IRNA) ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางการของอิหร่าน รายงานว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน กล่าวเมื่อวันเสาร์ (8 ส.ค.) ว่า อิหร่านและโอมานใกล้บรรลุข้อตกลงในการกำหนดเส้นทางเดินเรือชั่วคราวในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว

    อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่านได้กล่าวเพิ่มเติมเมื่อวันอาทิตย์ว่า การรื้อฟื้นการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ จะยังไม่เกิดขึ้น จนกว่าฝั่งสหรัฐฯ จะยุติการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ทั้งสองประเทศเพิ่งลงนามร่วมกันไปเมื่อไม่นานมานี้

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อารักชีระบุถึงประเด็นดังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนนอกรอบการประชุม ณ กรุงเตหะราน โดยยืนยันชัดเจนว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างสองฝ่าย

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HEPpivZ2vsqgZlplzKtd0

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 10/08/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 10/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166390&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_pTeWkpKOcydKeo7aFlQ3

  • แก้หนี้ ‘เอสเอ็มอี’ วาระแห่งชาติ เอ็นพีแอลพุ่ง กำไรต่ำ – ‘ถมเงิน’ อย่างเดียวไม่รอด

    แก้หนี้ ‘เอสเอ็มอี’ วาระแห่งชาติ เอ็นพีแอลพุ่ง กำไรต่ำ – ‘ถมเงิน’ อย่างเดียวไม่รอด

    แก้หนี้ ‘เอสเอ็มอี’ วาระแห่งชาติ เอ็นพีแอลพุ่ง กำไรต่ำ - ‘ถมเงิน’ อย่างเดียวไม่รอด ปัญหาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ‘เอสเอ็มอี’ กลายเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อสัญญาณจากทั้งภาคการเงิน และภาคธุรกิจสะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่หนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง ความสามารถทำกำไรลดลง ไปจนถึงจำนวนโรงงานปิดที่เริ่มมากกว่าโรงงานเปิด ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ยังสามารถขยายสินเชื่อและลงทุนได้

    สอดคล้อง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวก่อนหน้านี้ว่า “ตัวหนึ่งที่สะท้อนความอ่อนแอ” ในระบบเศรษฐกิจไทยคือปัญหา “หนี้เสีย” โดย NPL ของระบบโดยรวมกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพิ่มจาก 2.85% มาอยู่ที่ 2.97% ในเดือนพ.ค. 2569 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่ำ

    จุดที่น่ากังวลมากที่สุด คือ การกระจายตัวหนี้เสียที่ต่างกันมากระหว่างธุรกิจแต่ละขนาด โดย NPL ของ SME อยู่ที่ 9.5% ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่มี NPL เพียง 1.5% ความต่างดังกล่าวสะท้อนทั้ง “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” และ “ขีดความสามารถแข่งขัน” ที่ลดลงของธุรกิจขนาดเล็ก
    ความเสี่ยง SME เมื่อเทียบธุรกิจรายใหญ่

    สะท้อนความต่างด้านอำนาจต่อรอง ธุรกิจขนาดใหญ่มี Bargaining Power มากกว่า สามารถปรับตัวรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดีกว่า ขณะที่ SME มีข้อจำกัดมากกว่าและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจรุนแรง

    ซึ่ง SME เป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ หากสินเชื่อ SME ยังคงติดลบ จะยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shaped ให้รุนแรงขึ้น เพราะหากธุรกิจประสบปัญหาหนี้เสียและไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ ย่อมกระทบการจ้างงาน รายได้ประชาชน และบริโภคภายในประเทศ

    • แก้ปัญหา SME ถือเป็น‘วาระแห่งชาติ’

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดขณะนี้ คือ สถานการณ์ SME ไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างรุนแรง

    การแก้ไขปัญหา SME จึงถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งผลักดัน เนื่องจาก SME เป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ

    ปัจจุบัน เอสเอ็มอีไทยจำนวนมากเสมือนคนไข้ที่มีอาการป่วยซับซ้อน หากข้อมูลเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกัน หมอจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สิ่งสำคัญจึงเป็นการมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน หรือ Data Connectivity

    โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจนอกระบบ หรือ Informal Economy ต้องถูกดึงเข้ามาในระบบ เพื่อให้เห็นปัญหาที่แท้จริง และได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม

    ปัญหา SME วันนี้ไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องขาดแคลนเงินทุน แต่ปัญหา คือ “ทักษะเชิงการผลิต” เพราะ SME กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงช่องทางการขาย ต้นทุนผลิตที่สูงขึ้น การจัดหาวัตถุดิบ รวมถึงการเข้าถึงตลาดส่งออกที่เปลี่ยนจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

    “การอยู่รอดไม่จำเป็นต้องเรื่องเงินอย่างเดียว” ธนาคารกรุงไทยและภาคธนาคารกำลังทำงานร่วมภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยการปรับโครงสร้างธุรกิจ หรือ Re-ventilation

    เป้าหมายสำคัญ คือ เร่งทำให้ธุรกิจที่เป็น “K-Shape ขาล่าง” กลับมาเป็นขาบนให้ได้ หรืออย่างน้อยต้องประคองให้มีเสถียรภาพนานพอที่จะปรับตัว การช่วยเหลือต้อง “ให้ยาตรงจุด” ตามอาการแต่ละกลุ่มธุรกิจ

    • “ขัตติยา” เตือนรง.ปิดมากกว่าเปิด-ธุรกิจเปราะบาง

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวก่อนหน้านี้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปัจจุบันน่าห่วงหลายมิติ หนึ่งในนั้น คือ การเปิดและปิดโรงงานอุตสาหกรรมในไทย ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยได้บางส่วน

    จากสถิติในอดีตไทยมักมีจำนวนโรงงานเปิดใหม่สูงกว่าโรงงานที่ปิดตัวลงชัดเจน แต่ปัจจุบันตัวเลขเริ่มขยับเข้ามาใกล้เคียงกันมากขึ้น และเมื่อมองเป็นรายไตรมาสกลับเห็นแนวโน้มปิดโรงงานที่เริ่มมากกว่าการเปิดใหม่

    ดังนั้น โจทย์ภาคธุรกิจระยะข้างหน้าไม่ได้มีเพียงประคองธุรกิจให้รอด แต่เป็นการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็ว สิ่งที่น่ากังวล จึงไม่ได้อยู่เพียงสถานการณ์เศรษฐกิจที่โตช้าหรือแรงกดดันด้านต้นทุน

    แต่คือการที่ธุรกิจไม่สามารถปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง เพราะหากยังดำเนินธุรกิจด้วยรูปแบบเดิม หรือ “ยังใช้ท่าเดิม” ความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้น

    แก้หนี้ ‘เอสเอ็มอี’ วาระแห่งชาติ เอ็นพีแอลพุ่ง กำไรต่ำ - ‘ถมเงิน’ อย่างเดียวไม่รอด

    • รง.ปิดแซงเปิดครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC กล่าวว่า การเปิดและปิดโรงงานในไทยเริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล ทั้งจำนวนโรงงานเปิดใหม่ลดลง และจำนวนโรงงานปิดที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีก่อน

    • ไตรมาส 1 ปี 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 148 แห่ง ลดลงถึง 61.6% เทียบกับปีก่อน ขณะที่มีโรงงานปิด 163 แห่ง เพิ่มขึ้น 16.4% ส่งผลให้จำนวนโรงงานปิดมากกว่าเปิดครั้งแรกรอบ 10 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2566

    เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่าโรงงานในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหาร โลหะ เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์จากพืช ผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์จากไม้ ปิดกิจการเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กที่จ้างงานไม่เกิน 50 คน

    สะท้อนขีดความสามารถแข่งขันที่ลดลงของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เผชิญทั้งความต้องการสินค้าที่ลดลง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

    ขณะที่ โรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังขยายลงทุนมากในไตรมาส 1 ปี 2569 เมื่อเทียบปีก่อน สะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ K-Shape ชัดเจนขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและอุตสาหกรรมดั้งเดิมบางส่วนเผชิญแรงกดดันความสามารถแข่งขันมากขึ้น

    ข้อมูลด้านสินเชื่อยิ่งสะท้อนความแตกต่างดังกล่าวไตรมาส 1 ปี 2569 สินเชื่อ SME หดตัว 4.0% เทียบปีก่อน หดตัวติดต่อกัน 15 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 2.7%

    ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL ของ SME อยู่ที่ 9.16% เทียบกับเพียง 1.34% ในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ Stage 2 ของ SME อยู่ที่ 15.78% เมื่อรวมสินเชื่อ Stage 2 และ Stage 3 แล้ว มีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของสินเชื่อ SME ทั้งหมด และยังไม่รวมสินเชื่อที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ไปก่อนหน้า

    ทั้งนี้ ความสามารถทำกำไร ธุรกิจ MSME มี Net profit margin เพียง 0.9% ปี 2568 ลดลงจาก 1.2% ในปี 2567 ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มี Net profit margin เพิ่มขึ้นเป็น 5.3% จาก 5.0%

    • บริษัทผีดิบ Zombie firms ยังสูง

    อีกข้อมูลที่สะท้อนความอ่อนแอของ SME คือสัดส่วนบริษัทผีดิบ หรือ Zombie firms ซึ่งแม้ลดลงจากจุดสูงสุด 7.3% ปี 2564 มาอยู่ที่ 5.6% ในปี 2568 แต่ยังสูงกว่าระดับก่อนโควิด และยังกระจุกในกลุ่ม SME มีสัดส่วน 5.8% เทียบกับ 3.2% ในธุรกิจขนาดใหญ่ หรือเกือบ 2 เท่า

    SCB EIC มองว่า ปัญหา SME ไม่ได้เกิดจากการเข้าถึงสินเชื่อเพียงด้านเดียว แต่เชื่อมโยงความสามารถแข่งขัน รายได้ และความสามารถทำกำไรที่อ่อนแอลง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความต่างระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SME มีแนวโน้มกว้างขึ้น และอาจทำให้การเติบโตแบบ K-Shape ของเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้นอีก

    ดังนั้น การช่วยเหลือ SME ควรแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบ่งแนวทางตามศักยภาพธุรกิจ ตั้งแต่ดัน SME ที่มีศักยภาพเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การ Transform ธุรกิจที่ยังอยู่รอดได้แต่มีต้นทุนสูง การ Consolidate เพื่อสร้าง Economies of Scale ไปจนถึงการ Exit สำหรับธุรกิจที่ขาดศักยภาพหรืออยู่ใน Sunset Sector

    • SMEถูกบีบจากทุนใหญ่-แรงงานทักษะต่ำ

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ปัญหาSME ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะยอดสินเชื่อ SME ซึ่งหดตัวต่อเนื่องเกือบ 5 ปี

    SME ยังถูกกดดันอย่างหนักจากธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจต่างประเทศที่นำสินค้าเข้ามาแข่งขัน ขณะที่ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากปรับตัวเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่และเทคโนโลยีได้ยาก

    อีกปัญหา คือ ทักษะแรงงาน แรงงานไทยมีทักษะภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีที่ยังไม่สามารถทัดเทียมประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ส่งผลต่อความสามารถแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย มีความไม่แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่จะยอมรับช่วงต่อธุรกิจหรือไม่ หากไม่มีแรงจูงใจเพียงพอในการปรับตัวหรือสานต่อธุรกิจ หากปล่อยให้สถานการณ์ SME แย่ลงต่อเนื่องจะส่งผลให้ยอดขายและกำลังซื้อคนระดับกลางและระดับล่างอ่อนแอลง และจะย้อนกลับมากระทบการบริโภคภาคเอกชน ทำให้ไม่สามารถเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มที่ในอนาคต

    การแก้ปัญหา SME ระยะยาวต้องมองไกลกว่าเรื่องการช่วยเหลือทางการเงิน ต้องยกระดับประสิทธิภาพการผลิต สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อธุรกิจ และอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    • สินเชื่อหด-หนี้สูง เลิกกิจการพุ่ง

    ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมสินเชื่อ SME ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ยังคงหดตัวติดลบที่ 5.1% ติดลบต่อเนื่องยาวนาน 15 ไตรมาส และคาดสิ้นปีนี้สินเชื่อน่าจะยังติดลบที่ 4.5%

    ด้านคุณภาพหนี้ พบหนี้เสียเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9.44% ณ ไตรมาสแรกปีนี้จาก9.12% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ขณะที่ตัวเลข SM เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.15%จาก 15.81% ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าคุณภาพสินเชื่อ SME แย่ลงเรื่อยๆ

    หากดูสถิติจดทะเบียนและเลิกกิจการจากข้อมูลนิติบุคคล SME ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ พบว่า การจัดตั้งใหม่มี 52,264 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 51,462 ราย ขณะที่การเลิกกิจการมี 9,152 รายเพิ่มสูงขึ้นมา เมื่อเทียบปีที่แล้วที่ 8,083 ราย

    จำนวนที่เลิกกิจการกว่า 55% มาจากภาคบริการ รองลงมา คือ ภาคการค้า 3,059 ราย ตามด้วยภาคผลิต และเกษตรกรรม แม้ว่าจำนวนจัดตั้งใหม่ยังมากกว่าเลิกกิจการ แต่ช่องว่างระหว่างตั้งใหม่และเลิกเริ่มน้อยลงสะท้อนความยากลำบากประคองกิจการในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

    • สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย หนุนวาระแห่งชาติ

    ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สนับสนุนให้ภาครัฐกำหนดให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อยกระดับการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยทุกมิติและดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างต่อเนื่อง

    โดยเสนอสมุดปกน้ำเงินที่รวมข้อเสนอผู้ประกอบการทั่วประเทศ 5 วาระเร่งด่วน ได้แก่

    1.เปิดตลาด สร้างโอกาสการค้า เร่งขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มโอกาสให้ MSME เข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กแข่งได้มากขึ้น

    2.ปลดล็อกการเข้าถึงแหล่งทุน พัฒนากลไกสินเชื่อและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดหลักประกันและเงื่อนไขกู้เงิน เพิ่มโอกาสการลงทุน ขยายธุรกิจ

    3.เร่งใช้ AI และนวัตกรรมเพิ่มขีดแข่งขัน ดันการประยุกต์ใช้ AI ดิจิทัล และนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถแข่งขันผู้ประกอบการ

    4.ปฏิรูปกฎหมายและกติกาธุรกิจ ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนราชการให้โปร่งใส ลดภาระการดำเนินธุรกิจ สร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด

    5.เตรียมพร้อมสู่เศรษฐกิจอนาคต สนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตยั่งยืนระยะยาว

    ดร.ณพพงศ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายเล็กต้องการระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาด แหล่งทุน เทคโนโลยี และแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม

    “MSME ไม่ใช่เพียงธุรกิจส่วนใหญ่แต่เป็นฐานสำคัญการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ทุกชุมชน หากรัฐบาลผลักดัน MSME Plus เป็นวาระแห่งชาติ จะช่วยผู้ประกอบการรายเล็กอยู่รอด เติบโต และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1246724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Kje_OD4_2IxiovBqCDL6t

  • วิเคราะห์แนวโน้มตลาดน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 10/08/69

    วิเคราะห์แนวโน้มตลาดน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 10/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TA9BPdMnTuAncyffwVSpY

  • ภาคการผลิตดั้งเดิมเสี่ยงปิดโรงงาน ผวาสายป่านธุรกิจสั้น

    ภาคการผลิตดั้งเดิมเสี่ยงปิดโรงงาน ผวาสายป่านธุรกิจสั้น

    ภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยช่วง 10 เดือน รอยต่อปี 2568 ถึงต้นปี 2569 (เดือน มิ.ย.2568-มี.ค.2569) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตเมื่อกลุ่มการผลิตดั้งเดิมกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ทำให้ต้องปิดโรงงานมากขึ้น

    แหล่งข่าวจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ช่วงดังกล่าวมีโรงงานได้รับอนุญาตประกอบกิจการใหม่และขยายกิจการ 1,065 แห่ง รวมมูลค่าเงินลงทุน 317,703 ล้านบาท ขณะที่โรงงานแจ้งเลิกกิจการ 664 แห่ง รวมมูลค่าเงินลงทุน 36,799 ล้านบาท

    ทั้งนี้ เฉพาะการเปิดโรงงานใหม่ช่วง 10 เดือน ดังกล่าว มีการอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานใหม่ 767 แห่ง เป็นเงินลงทุน 112,351 ล้านบาท และจ้างงานใหม่ 23,732 คน หากพิจารณาตามประเภทอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่ลงทุนสูงสุด ได้แก่

    1.อุตสาหกรรมอาหาร ครองแชมป์ด้วยเงินลงทุน 8,540 ล้านบาท

    2.ผลิตภัณฑ์โลหะ เงินลงทุน 7,328 ล้านบาท

    3.ผลิตภัณฑ์พลาสติก เงินลงทุน 6,448 ล้านบาท

    4.ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์ เงินลงทุน 5,458 ล้านบาท

    5.ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ เงินลงทุน 4,992 ล้านบาท

    ทั้งนี้ เดือน ต.ค.2568 เป็นช่วงพีคของการเปิดโรงงานใหม่ โดยมีเงินลงทุนเข้าระบบสูงถึง 31,267 ล้านบาท จากโรงงาน 111 แห่ง

    “ขยายกิจการ” แรงขับเคลื่อนหลัก 2 แสนล้าน

    สำหรับจุดที่น่าสนใจที่สุดคือสถิติการขยายกิจการโรงงาน ซึ่งแม้จะมีเพียง 298 แห่ง แต่มีเงินลงทุนสูงถึง 205,352 ล้านบาท และจ้างงานเพิ่มถึง 38,300 คน สะท้อนความเชื่อมั่นผู้ประกอบการรายใหญ่และกลุ่มขยายตัวสูงสุด คือ

    1.ผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล ด้วยเงินลงทุน 56,400 ล้านบาท

    2.ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์ เงินลงทุน 38,350 ล้านบาท

    3.ผลิตภัณฑ์อโลหะ เงินลงทุน 15,984 ล้านบาท

    “เฉพาะเดือน ก.พ.2569 มีเงินลงทุนขยายกิจการสูงขึ้นถึง 133,626 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจภาพรวม”

    จับตา “เลิกกิจการ” สะสม 664 แห่ง

    ทั้งนี้ หากพิจารณาการแจ้งเลิกกิจการอยู่ที่ 664 แห่ง คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนที่หายไป 36,799 ล้านบาท ส่งผลให้มีผู้ตกงานรวม 20,438 คน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่ากังวลและมีการเลิกกิจการด้วยมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

    1.ผลิตภัณฑ์อโลหะ เสียหายหนักสุดที่ 10,217 ล้านบาท

    2.ผลิตภัณฑ์พลาสติก เลิกกิจการมูลค่า 5,949 ล้านบาท

    3.ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์ แม้ขยายตัวสูงแต่ส่วนที่ไปต่อไม่ได้มีมูลค่าเลิกกิจการถึง 2,215 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ช่วงเดือน ม.ค.2569 พบจำนวนโรงงานแจ้งเลิกสูงสุดถึง 86 แห่ง ขณะที่เดือน พ.ย.2568 เป็นเดือนที่สูญเสียเม็ดเงินลงทุนจากการเลิกกิจการมากที่สุดถึง 11,213 ล้านบาท

    การจ้างงานใหม่ยังมากกว่าการเลิกจ้าง

    ในมิติทรัพยากรมนุษย์แม้จะเลิกจ้างงานสะสม 2 หมื่นตำแหน่ง แต่เมื่อเทียบการจ้างงานใหม่จากการเปิดโรงงานและขยายกิจการรวม 62,032 คน พบภาคอุตสาหกรรมยังมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 41,594 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่ถูกดึงไปอุตสาหกรรมเครื่องจักรและยานยนต์ที่ทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีระดับสูง

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมไทยอยู่ช่วงผลัดใบ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เน้นใช้แรงงานเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์พื้นฐานทยอยปิดตัว ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยี เครื่องจักรและยานยนต์สมัยใหม่ เป็นแม่เหล็กสำคัญดึงเงินลงทุนหมื่นล้านมาแทนที่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569

    ชูแยกแยะอุตสาหกรรม “K-ขาขึ้น-ขาลง”

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การปิดโรงงานและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า สะท้อนเศรษฐกิจไทยอยู่ภาวะ K-shaped ที่แตกต่างกันชัดเจนของแต่ละกลุ่ม 

    ทั้งนี้ ภาครัฐต้องมีแนวทางจัดการแม่นยำขึ้น โดยลงลึกรายอุตสาหกรรมเพื่อแยก 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่เกาะกระแสนวัตกรรมและเติบโตได้ (K-ขาขึ้น) และกลุ่มที่ติดหล่มอุตสาหกรรมแบบเดิม (K-ขาลง) ซึ่งกลุ่มขาลงต้องแบ่งย่อยเป็นกลุ่มที่ประคองได้เพื่อหาทางฟื้น และกลุ่มปรับตัวไม่ไหวเพื่อหาทางช่วยให้เจ็บตัวน้อยสุด

    รวมทั้ง ส.อ.ท.ขอให้ภาครัฐเร่งบูรณาการข้อมูล (Data Integration) ระหว่างหน่วยงานทั้งข้อมูลการผลิต (รง.8) ของกระทรวงอุตสาหกรรม ข้อมูลการจ้างงานของสำนักงานประกันสังคม ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้ทราบข้อมูลเชิงลึกระดับ Real-time ว่าเซกเตอร์ไหนแรงงานทรุดหรือขาดสภาพคล่องหนัก

    ทั้งนี้ มีหลายเซกเตอร์เผชิญภาวะวิกฤติจากสินค้าราคาถูกต่างประเทศเข้ามาตีตลาด โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกระทบรุนแรงต่อผู้ผลิตในประเทศ

    ยอดปิดบริษัทครึ่งปีพุ่ง 12.49%

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ รายงานภาพรวมธุรกิจช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบการเลิกธุรกิจ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.49% ขณะที่ทุนจดทะเบียนกิจการที่เลิกสูงถึง 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 223.66% สะท้อนว่าไม่เพียงธุรกิจรายเล็กที่ปิดกิจการ แต่มีนิติบุคคลที่มีเงินลงทุนสูงทยอยถอนตัวจากตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจกระทบผู้ประกอบการวงกว้าง

    กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจติดตั้งไฟฟ้าและธุรกิจโฆษณา ซึ่งเลิกกิจการเพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนสูง กำลังซื้อชะลอตัว ภาระหนี้ และการแข่งขันที่รุนแรง

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประเมินว่า ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

    1.กำลังซื้อในประเทศเปราะบาง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่าและต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่กำลังซื้อประชาชนฟื้นไม่ทั่วถึงทำให้ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ และ SME ต้องบริหารต้นทุนและสภาพคล่องใกล้ชิด

    2.ความไม่แน่นอนของการค้าโลก นโยบายการค้าของสหรัฐ รวมถึงมาตรการภาษีและข้อจำกัดการค้าอาจกระทบภาคส่งออก การผลิต โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทาน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางพาราและสินค้าเกษตรแปรรูป

    3.โอกาสจากการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวแต่ไทยได้รับแรงหนุนจากการลงทุน Data Center, AI, Cloud Services พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งธุรกิจไทยและ SMEs ไปเป็นผู้รับเหมา ผู้ผลิตชิ้นส่วน และผู้ให้บริการในห่วงโซ่อุปทาน หากยกระดับมาตรฐานและศักยภาพการแข่งขันได้

    4.การฟื้นตัวไม่เท่ากัน ธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าธุรกิจรายย่อย ขณะที่ SME เผชิญข้อจำกัดเงินทุน การเข้าถึงตลาด และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบการต่างชาติ

    เศรษฐกิจชะลอ”ลงทุนเปิดบริษัท”น้อยลง

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยและผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การลงทุนโครงการใหม่คึกคักลดลงชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ความต้องการซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ แม้ไทยมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่โอกาสผู้ประกอบการก่อสร้างไทยเข้าไปรับงานโครงการใหญ่มีจำกัด เพราะต้องอาศัยบริษัทใหญ่ที่มีศักยภาพและเงินทุนสูง ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กหรือค่อนข้างเล็ก โดยเฉพาะผู้รับเหมามีแนวโน้มได้รับผลกระทบและทยอยปิดกิจการ

    นอกจากนี้ธุรกิจก่อสร้างเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานกระทบต่อการดำเนินงาน ขณะที่โครงการก่อสร้างภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการใหม่และโครงการใหญ่ลดลงชัดเจนจากกำลังซื้อและการลงทุนชะลอ ส่วนโครงการรัฐเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการบางส่วนเข้าถึง

    ธุรกิจร้านอาหารปิดตัวมากขึ้น

    สำหรับธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร พบว่าได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยมีการปิดกิจการเพิ่มขึ้น 4% ช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระวังการใช้จ่ายขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ร้านอาหารที่ปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มเดลิเวอรี และเสนออาหารราคาคุ้มค่ายังมีโอกาสประคองธุรกิจ เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะดวกและไม่ต้องออกจากบ้าน ขณะที่ร้านอาหารที่ดำเนินธุรกิจลำพังอาจเผชิญความยากลำบากมากกว่า เว้นแต่เป็นร้านที่มีชื่อเสียง มีลูกค้าต่อคิวมาก หรือมีจุดเด่นเฉพาะ

    “แนวโน้มครึ่งปีหลังมีโอกาสจำนวนกิจการปิดตัวสูงขึ้น เพราะปัญหาสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนไม่พอ แม้ผู้ประกอบการไม่ต้องการปิดกิจการ แต่ทนผลกระทบเศรษฐกิจนานไม่ได้”นายวิศิษฐ์ กล่าว

    นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ปัญหาสภาพคล่องเรื้อรังสถานการณ์เศรษฐกิจที่กระทบต่อเนื่องหลายระลอกทำให้ธุรกิจจำนวนมากมี “สายป่านสั้น” และหาทุนใหม่มาเสริมไม่ได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจไม่ชัด แม้แต่สถาบันการเงินยังไม่กล้าปล่อยกู้จึงกระทบเป็นลูกโซ่ ซึ่งภาครัฐควรดูรายละเอียดว่ากิจการใดยังสู้ได้ แต่มีหนี้สินเก่าคั่งค้าง แล้วหาวิธี injecting เงินก้อนใหม่เข้าไป เพื่อให้ธุรกิจปรับตัวไปต่อได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TbSM4Q0STltXKwKHd6KRb

  • “อนุสรณ์” หวั่นงบปี 70 สะสมความเสี่ยง เตือนประชานิยมไร้หลักการฉุดเศรษฐกิจพัง! : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” หวั่นงบปี 70 สะสมความเสี่ยง เตือนประชานิยมไร้หลักการฉุดเศรษฐกิจพัง! : อินโฟเควสท์

    นานอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า มาตรการประชานิยมยังเป็นจุดเปราะบางของฐานะการคลังของไทย “นโยบายประชานิยม”
    กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเอาชนะการเลือกตั้งและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการเมือง ในการพิจารณางบประมาณปี 2570 รัฐบาลก็ไม่ยอมตัดลดงบประมาณมาตรการประชานิยมแม้นจะทำให้เกิดการสะสมความเสี่ยงต่อปัญหาวิกฤติ
    ทางการคลังเพิ่มมากขึ้นก็ตาม ทำให้ ประเทศมีเม็ดเงินลงทุนเพื่ออนาคตลดลง

    อย่างไรก็ตาม ผลจากนโยบายและแนวทางประชานิยมทำให้สำนึกทางชนชั้นมีความแหลมคมมากขึ้น ประชานิยมและประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์ในทางบวกต่อกัน และประชานิยมส่งผลบวกมากกว่าผลลบต่อประชาธิปไตย แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนนักต่อพัฒนาการของเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy) หรืออาจกล่าวได้ว่า ประชานิยม สามารถปรับเปลี่ยนให้ “เสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy) มีคุณภาพดียิ่งขึ้น หรือ เป็นภัยคุกคามต่อเสรีประชาธิปไตยก็ได้
    ประชาชนที่เคยได้รับ “บัตรสวัสดิการคนจน” แล้ว เมื่อมีหลักเกณฑ์ในการคัดกรองใหม่ กระบวนการพิสูจน์ความจนมีปัญหา ทำให้ “ประชาชน” จำนวนไม่น้อยหลุดจากระบบและไม่ได้รับความช่วยเหลือ รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมจากหลักเกณฑ์ใหม่หรือกระบวนการในการคัดกรอง เกิดความไม่พอใจ ในที่สุด รัฐบาลก็ต้องหางบประมาณเพิ่มเติมเข้ามาดูแล โดยที่ยังไม่มีความพยายามมากเพียงพอว่า จะไปหารายได้มาจากไหนโดยไม่ต้องไปกู้เงินเพิ่ม

    การใช้นโยบายประชานิยมอย่างไม่ระมัดระวังจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้ หากมีการใช้นโยบายประชานิยมอย่างไม่ระมัดระวังจนเกินเลยไปทำลายกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ผลที่ตามมาจะเป็นวงจรอุบาทว์ (Vicious Circle) ซึ่งจะฉุดดึงให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมจมดิ่งไปสู่หายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วงจรอุบาทว์จะมีลักษณะดังนี้เริ่มต้นจากการขาดดุลงบประมาณภาครัฐโดยการที่รัฐต้องกู้ยืมเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในโครงการประชานิยม แล้วประชาชนก็จะใช้จ่ายเกินตัวเนื่องจากการสนับสนุนของรัฐบาลเกิดการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ (บัญชีเดินสะพัด) เนื่องจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนใช้จ่ายบริโภคมากกว่าที่ตนผลิตได้จึงต้องนำสินค้าเข้าจากต่างประเทศเพื่อสนองการบริโภคที่เกินตัวต้องกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคที่เกินตัว

    การขาดดุลทั้งสามภาคส่วน (ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการค้าระหว่างประเทศ) จะสะสมและเพิ่มปริมาณจนมีขนาดทำให้ระบบเศรษฐกิจแกว่งตัวหลุดจากดุลยภาพจนเกิดวิกฤตการเงินเช่นที่เคยเกิดมาแล้วในกรณีวิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศแถบลาตินอเมริกาในช่วงทศวรรษ 2530 วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551-2552 วิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซ สเปน อิตาลี ปี 2552-2553

    นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า โครงการประชานิยมอาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้เสียประโยชน์ (ผู้เสียภาษี) กับผู้รับประโยชน์
    โดยผู้เสียประโยชน์จะต่อต้านโดยลดการผลิตลดการทำงานลงทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมลดลง ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้จะลดลงตามไปด้วยทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมมากขึ้น หากมาตรการประชานิยมเป็นมาตรการโอนเงินหรือแจกเงินให้ประชาชนอย่างไร้หลักการ
    จะนำมาสู่ปัญหาวินัยทางการคลังและประชาชนผู้รับประโยชน์จะรอรับความช่วยเหลือจากรัฐและทำงานน้อยลงเนื่องจากไม่ทำงานก็ไม่เป็นไร รอรับผลประโยชน์ฟรีจากรัฐได้ เป็นผลให้ผลผลิตโดยรวมของชาติลดลง อัตราการขยายทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะเติบโตต่ำ รัฐบาลต้องเพิ่มผลประโยชน์ตามโครงการประชานิยมขึ้นไป เรื่อยๆ เพื่อคงไว้ (หรือเพิ่ม) ฐานคะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่ตนสังกัดในขณะที่ประชาชนก็จะอ่อนแอลง ผลผลิตลดลง ภาษีที่จัดเก็บได้ก็ลดลงรัฐบาลจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกู้ยืมเงินจากทั้งภายในและนอกประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โครงการประชานิยมในบางลักษณะทำให้มีการจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยการโอนทรัพยากรจากหน่วยผลิตที่มีประสิทธิภาพไปสู่หน่วยบริโภคทำให้การบริโภคโดยรวมเพิ่มขึ้น
    แต่การลงทุนโดยรวมลดลง (เนื่องจากเงินออมลดลง)ซึ่งจะทำให้การผลิตในอนาคตลดลงทำให้การจัดสรรทรัพยากรด้อยประสิทธิภาพลงกว่าสถานะเดิมและอาจนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจได้

    ขณะเดียวกันมาตรการประชานิยมบางประเภทจะช่วยจัดสรรผลประโยชน์ใหม่และลดความเหลื่อมล้ำลง หากมีการโอนผลประโยชน์จากลุ่มมั่งคั่งในสังคมไปยังกลุ่มคนยากจนอย่างมีประสิทธิภาพ การก้าวข้ามพ้นประชานิยมแบบละตินอเมริกาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากประชาชนเสพติดประชานิยมแล้ว ขณะเดียวกัน เราต้องแยกความแตกต่างระหว่าง โครงการประชานิยมที่เป็นเรื่องการช่วยเหลือเป็นครั้งคราวกับ โครงการที่เป็นสวัสดิการของรัฐดูแลกลุ่มประชาชนรายได้น้อยหรือระบบรัฐสวัสดิการที่เป็นนโยบายที่สร้างระบบขึ้นมาดูแลประชาชนที่มีความยั่งยืนกว่า

    นายอนุสรณ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า การเจรจาการค้าการลงทุนไทยเมียนมาอาจไม่บรรลุเป้าหมายหากไม่มีการฟื้นฟูสันติภาพ
    ประชาธิปไตยและหยุดละเมิดสิทธิมนุษยธรรม รัฐบาลและรัฐสภาต้องช่วยส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเจรจาสันติภาพ
    การฟื้นฟูประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในเมียนมา การเดินหน้าความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจทางด้านการค้า การลงทุน
    และข้อตกลงทางธุรกิจแบบทวิภาคีอาจจะเกิดความเสี่ยงต่อกลุ่มทุนและธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา ตลอดจนเกิดความเสี่ยงต่อหน่วยงานภาครัฐของไทยที่ไปเกี่ยวข้องหรือมีธุรกรรมกับระบอบการปกครองที่ยังถูกคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตก ซึ่งอาจมีผลทำให้ภาคธุรกิจเอกชนและหน่วยงานของรัฐไทย ถูก มาตรการคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิ (Secondary Sanctions)พวงไปด้วย นอกจากนี้อาจสูญเสียภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ

    นอกจากนี้ผลประโยชน์จากการลงทุนอาจไม่ตกถึงสังคมและประชาชนทั่วไปแต่กลายเป็นเม็ดเงินหล่อเลี้ยงระบอบเผด็จการทหารอำนาจนิยมให้เข้มแข็งและสามารถกดขี่ประชาชนต่อไป นอกจากนี้ยังสร้างความชอบธรรมให้กับ “ระบอบสืบทอดอำนาจ”
    จากการเลือกตั้งจัดฉากโดยอำนาจเผด็จการทหารอีกด้วย การรับรองระบอบสืบทอดอำนาจจากเผด็จการไม่ได้ช่วยให้ปัญหาวิกฤติชายแดน สถานการณ์สงครามกลางเมือง การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การค้าอาวุธสงคราม ดีขึ้นแต่อย่างใด
    การละเมิดสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมยังคงเกิดขึ้นต่อไปตราบเท่าที่การฟื้นฟูประชาธิปไตย และ กระบวนเจรจาเพื่อสันติธรรม ไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง สังคมไทยต้องร่วมกันทำให้เกิดสันติภาพและประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทุกประเทศ รัฐบาลไทยสามารถแสดงบทบาทเป็นตัวกลางในการเปิดเวทีเจรจาเพื่อให้เกิดการหยุดยิง
    เกิดสันติภาพและเกิดการเลือกตั้งที่เป็นอิสระ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vKy-BjJ32fkIOMD-MrnAD

  • วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 10/08/69

    วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 10/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hEhfHVtEYGbZ0SRAIqN0n