Blog

  • “ซีพี” หนุน 20 คนรุ่นใหม่ไทยก้าวสู่เวที One Young World 2025 เยอรมนี [PR]

    “ซีพี” หนุน 20 คนรุ่นใหม่ไทยก้าวสู่เวที One Young World 2025 เยอรมนี [PR]

    ซีพี

    เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัทในเครือ เดินหน้าสนับสนุนคนรุ่นใหม่ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องปีที่ 10 โดยส่ง 20 พนักงานรุ่นใหม่ จากบริษัทในเครือ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ทรู คอร์ปอเรชั่น, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ซีพีแลนด์, Ascend Group, FIT, CPCRT และ CPLI เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลก One Young World Summit 2025 ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–20 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองมิวนิก เยอรมนี ร่วมกับเยาวชนกว่า 190 ประเทศ ภายใต้แนวคิด “Brave the Future, For a Better Tomorrow – กล้าก้าวสู่อนาคต เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันหาทางออกต่อ 5 วาระสำคัญของโลก ได้แก่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก (Anti-Hate), การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Tech), การศึกษาเพื่อความเสมอภาค (Education) และ สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security) โดยตัวแทนทั้ง 20 คนซึ่งซีพีเชื่อมั่นว่าเป็นพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ได้ผ่านการเรียนรู้และพัฒนาอย่างเข้มข้น ทั้งการศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมในเครือ ตลอดจนเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อม ณ สถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPLI) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเสริมองค์ความรู้ทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ พร้อมรับแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญและผู้นำทางความคิด ก่อนนำไปต่อยอดและแลกเปลี่ยนกับเพื่อนเยาวชนบนเวทีโลก

    ซีพี

    นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า “ท่ามกลางความซับซ้อนของโลกในปัจจุบัน ซีพีตระหนักดีว่าการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต้องอาศัยพลังของคนรุ่นใหม่ เราจึงสนับสนุนให้พนักงานของเราได้มีโอกาสเข้าร่วมเวที One Young World ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมสร้างสรรค์แนวทางใหม่เพื่อขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะใน 5 ประเด็นสำคัญของโลกที่จะถูกหยิบยกขึ้นอภิปรายในครั้งนี้ ได้แก่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก (Anti-Hate), การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Tech), การศึกษาเพื่อความเสมอภาค (Education) และ สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security)ซึ่งล้วนสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของซีพี การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้จึงไม่เพียงมอบแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนไทยและคนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการสร้าง “สะพาน” เชื่อมสู่เวทีโลก เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และเสียงที่ทรงพลัง อันจะก่อให้เกิดความกล้าที่จะคิด ลงมือทำ และยืนหยัดต่อความท้าทายต่าง ๆ พร้อมนำสิ่งที่ได้กลับมาสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศไทยในลำดับถัดไป”

    นางสาวศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะคณะกรรมการโครงการ One Young World เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดโครงการว่า “One Young World ถือเป็นเวทีประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรวบรวมคนรุ่นใหม่อายุ 18–30 ปีจากกว่า 190 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลต่อมนุษยชาติ โดยมีผู้นำระดับโลกเข้าร่วมเพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจและประสบการณ์ตรงให้แก่เยาวชนทั่วโลก โดยทาง ซีพี ได้ส่งพนักงานรุ่นใหม่เข้าร่วม One Young World อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพในระดับสากล”

    นายชิษณุพงศ์ ศิริธนะวุฒิชัย Specialist, Web and Ecommerce, Product and Service บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) กล่าวว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) คือปัญหาที่ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบ และ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” คือแนวทางสำคัญในการแก้ไขอย่างยั่งยืน เพราะสามารถมุ่งลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง นำสิ่งที่เหลือกลับมาใช้ซ้ำและต่อยอดให้เกิดมูลค่าสูงสุด ควบคู่กับการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต เชื่อมั่นว่าเวที One Young World จะเปิดโอกาสให้ได้รับมุมมองจากผู้นำความคิดและเพื่อนคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก พร้อมกันนั้นยังเป็นพื้นที่ที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองในฐานะตัวแทนประเทศไทย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนร่วมกันอย่างแท้จริง

    นางสาวภูริชญา สุวรรณศรี Business Development Officer, CPCRT ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก” (Anti-hate) กล่าวว่า “ตนเคยมีโอกาสใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับผู้คนในประเทศเมียนมา ซึ่งทำให้เห็นว่าความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม หรือความคิด ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นรอยร้าว หากแต่สามารถเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพและเกื้อกูล เมื่อผู้คนเรียนรู้ที่จะยอมรับและก้าวข้ามความเกลียดชัง ความหลากหลายก็จะกลายเป็นพลังสำคัญที่นำพาสังคมไปสู่สันติสุขอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ยังเชื่อมั่นว่าเวที One Young World จะเป็นพื้นที่ที่ศูนย์รวมความหลากหลาย เพื่อให้เราได้เรียนรู้ความแตกต่างทางความคิด มุมมอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่นำพาสังคมไปสู่สันติ ลดความเกลียดชังได้”

    นางสาวจิณต์ธญา โภคาวสิทธิ์วรกุล Business Analyst, CPF Ventures กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ” (Responsible Tech) กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้กับการทำงานใน CPF ถือเป็นภารกิจสำคัญ ตนมีโอกาสทำงานพัฒนาโครงการที่เชื่อมโยง AI เข้ากับภาคเกษตรกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรที่ปัจจุบันย้ายเข้าสู่เมืองมากขึ้น จึงมองว่าคำถามสำคัญคือ “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้อย่างแท้จริง” ซึ่งผู้พัฒนาเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบ ทั้งในการออกแบบ การประยุกต์ใช้ และการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม โดยการดึงภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมมือกัน เพื่อให้เกษตรกรไทย หรือคนไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ที่เหมาะสม ไม่ต่างจากตัวอย่างในประเทศจีนที่ประสบความสำเร็จในการทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคเกษตรกรรมอย่างกว้างขวาง ซึ่งคาดว่าเวที One Young World จะให้โอกาสได้เรียนรู้ ต่อยอดประสบการณ์ และนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้”

    นางสาวรำไทย มาคะเซน LDP All Grocer, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “การศึกษาเพื่อความเสมอภาค” (Education) กล่าวว่า “ตนให้ความสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะเห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งความเหลื่อมล้ำดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อโอกาสในการเรียนรู้ แต่ยังส่งผลต่อปัญหาสังคมด้านอื่น ๆ ตามมา ตนได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ และเล็งเห็นว่าร้านสาขาเหล่านี้สามารถกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งในรูปแบบการแนะแนวทางการศึกษาและการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้จริง ตนเชื่อมั่นว่าเวที One Young World จะเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้นำรุ่นใหม่จากนานาประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยวแนวคิดและโมเดลการพัฒนาการศึกษาที่หลากหลาย และนำกลับมาปรับใช้ในประเทศไทย เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างความเสมอภาคและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง”

    นางสาวรัชพร ศิริพงษ์ Project Manager สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security) กล่าวว่า การสร้างสันติภาพและความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่คือ “ความมั่นคงของมนุษย์” ที่เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยทางจิตใจของทุกคน ตนเคยมีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่ชายแดน ซึ่งทำให้เห็นถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสของผู้คน อันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและความไม่มั่นคงในชีวิต การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยการศึกษา การสร้างความเข้าใจเพื่อต่อต้านความเกลียดชัง และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โดยเชื่อว่าเวที One Young World จะเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองจากนานาประเทศ และนำหลักการหรือแนวคิดที่ได้มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเท่าเทียมมากขึ้น

    ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ทั้ง 20 คนได้อุ่นเครื่องและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าร่วมเวที One Young World Summit 2025 ผ่านกิจกรรมการเยี่ยมชมโรงงานข้าวนครหลวง CPI โดยข้าวตราฉัตร โรงงานข้าวขนาดใหญ่ และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บนพื้นที่กว่า 270 ไร่ งบประมาณ 3,000 ล้านบาท ที่มีโรงเก็บวัตถุดิบข้าว 8 โรง รองรับข้าวได้ถึง 240,000 ตัน และควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมกันนี้ยังได้เยี่ยมชมโรงงานซีพี-เมจิ ผู้ผลิตและจำหน่ายนมพาสเจอร์ไรส์อันดับหนึ่งของประเทศไทย พร้อมสัมผัสประสบการณ์จริงที่ Milk Museum by CP-Meiji ศูนย์การเรียนรู้กระบวนการผลิตนมและโยเกิร์ตแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อเรียนรู้การดำเนินการธุรกิจของเครือฯ ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรม Bootcamp เพื่อเติมเต็มความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญใน 5 ด้านสอดคล้องกับหัวข้ออภิปรายในเวที One Young World Summit 2025 ได้แก่ “Circular Economy” โดย ผศ.ดร.พรพรหม สุธาทร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการเปลี่ยนแปลง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, “Anti-Hate” โดย นางสาวสุภาณี พงษ์เรืองพันธุ์ ที่ปรึกษาด้านความเท่าเทียมทางเพศและการมีส่วนร่วมทางสังคม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), “Responsible Tech” โดย นายนพปฎล ประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ แผนกพัฒนาบริการใหม่ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น, “Education” โดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และ “Peace & Security” โดย ผศ.ดร.ไพลิน กิตติเสรีชัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนการอบรมธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) โดยมร. คัลลัม แมคเคนซี่ ผู้ร่วมก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ Yunus Thailand Foundation และการอบรมคิดวิเคราะห์เพื่อการแก้ปัญหา และการสื่อสารสาธารณะ (Critical Thinking for Problem Solving and Public Global Communication) โดยนายวิศรุต เคหะสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Critical Thinking ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้ช่วยให้ตัวแทนเยาวชนได้เรียนรู้ทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและแนวคิดที่จะนำไปต่อยอดในการประชุม One Young World Summit 2025 อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.brandbuffet.in.th/2025/10/cp-group-one-young-world-2025/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bsJssqOo7YyPmlDLBtI9h

  • เจาะลึก ‘วันชาติจีน 2568’ ญี่ปุ่น จุดหมายปลางทางยอดฮิต นักท่องเที่ยวจีนแห่เที่ยว

    เจาะลึก ‘วันชาติจีน 2568’ ญี่ปุ่น จุดหมายปลางทางยอดฮิต นักท่องเที่ยวจีนแห่เที่ยว

    ล่าสุดกระทรวงคมนาคม สาธารณรัฐประชาชนจีน คาดว่าในช่วง วันชาติจีน 2568  หรือ Golden Week วันที่ 1-8 ตุลาคม 2568 จะมีการเดินทางระหว่างภูมิภาคทั่วประเทศถึง 2.36 พันล้านเที่ยวผู้โดยสาร เฉลี่ยวันละ ประมาณ 295 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยส่วนแบ่งการเดินทางโดยรถยนต์ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.87 พันล้านเที่ยว คิดเป็น 80% ของยอดรวม ขณะที่วันที่มีการเดินทางโดยรวมสูงสุด คาดว่าจะเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งอาจมีผู้เดินทางสูงกว่า 340 ล้านคนเลยทีเดียว

    ขณะที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ของจีน รายงานว่า วันชาติจีนปีนี้ นักท่องเที่ยวจีนมีความตั้งใจเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และตั้งใจออกนอกประเทศเพิ่มประมาณ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    สอดคล้องกับ Daily Economic News รายงานว่านักท่องเที่ยวจีนมีการค้นหาการเดินทางต่างประเทศช่วง Golden Week 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และสถานที่ท่องเที่ยวมีความหลากหลายมากขึ้น

    ทั้งนี้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวจีน จะพบว่าตลาดท่องเที่ยวระดับหรู (luxury) คาดว่าจะโตแรง ซึ่ง ผู้โดยสารชาวจีนส่วนหนึ่ง พร้อมจ่ายมากขึ้นสำหรับประสบการณ์พรีเมียม โรงแรม 4 ดาวขึ้นไป, บริการเฉพาะตัว เป็นต้น อีกทั้งแนวโน้มใหญ่จะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในลักษณะ “Joy Economy” คือ ผู้บริโภคจีนใน Golden Week ไม่ได้แค่ต้องการเดินทาง แต่ต้องการ “คุณค่าเชิงอารมณ์” เช่น กิจกรรมสร้างความทรงจำ, การเดินทางกับคนในครอบครัว, สถานที่ถ่ายรูปสวย, ประสบการณ์ที่แปลกใหม่

    “Airbnb China” รายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวขาออก ในช่วงวันชาติจีน พบว่า 10 จุดหมายปลายทางที่คนจีนค้นหาเพื่อท่องเที่ยวในช่วงวันชาติจีน ปีนี้ พบว่า “ญี่ปุ่น” ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม ที่มียอดค้นหาสูงสุด ตามมาด้วย อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร

    การเดินทางท่องเที่ยวช่วง วันชาติจีน 2568

    สำหรับเกาหลีใต้ ปีนี้ที่มาแรงในตลาดจีน เป็นเพราะเกาหลีใต้ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเป็นกลุ่มตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปผ่านบริษัทนำเที่ยวที่รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนด สามารถเดินทางเข้าเกาหลีใต้ได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่า เป็นระยะเวลาสูงสุด 15 วัน เริ่มวันที่ 29 กันยายน – 30 มิถุนายน 2569 คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ไปยังเกาหลีใต้มากขึ้น ในช่วงวันหยุดยาววันชาติจีน

    ด้าน “Guangzhou Tour” ระบุว่า คนจีนที่เดินทางท่องเที่ยวออกนอกประเทศ นิยมเดินทางท่องเที่ยวระยะไกล หรือ จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่เป็นมิตร ไม่ต้องขอวีซ่า โดยพบว่า จุดหมายปลายทางยอดนิยม (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) มีรูปแบบการท่องเที่ยวหลากหลายสำหรับกลุ่มทัวร์ กลุ่มครอบครัว และกลุ่มจัดการเดินทางด้วยตนเอง (FIT) อาทิ “ประเทศไทย” จัดอยู่ในกลุ่ม “Safe Choice” ไม่ต้องขอวีซ่ำและเป็นที่ชื่นชอบของ กลุ่มครอบครัว “สิงคโปร์” และ “มาเลเซีย” มีบางเส้นทางท่องเที่ยว ลดราคาลง 6% เทียบกับปี 2567 “ลาว” มีการกล่าวถึงการเดินทางด้วย “รถไฟจีน-ลาว” และ “เวียดนาม” เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวดีที่สุดช่วงเดือนตุลาคม

    สำหรับจุดหมายปลายทางระยะไกล “ดาวเด่น” ที่มีการเติบโตแรง โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป ได้แก่ คาซัคสถาน และ อุซเบกิสถาน ซึ่งเป็นม้ามืด แอฟริกาใต้ เติบโต 30% จากการเปิด E-visa กาตาร์ และ สหรัฐเอมิเรตส์ เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงเดือนตุลาคม ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ สเปน นิยมเดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์ เติบโต 110% และจุดหมายปลายทางที่มีการกล่าวถึงพิเศษ คือ ญี่ปุ่น ซึ่งราคาลดลง 15% จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ดี ส่วนออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ได้รับความสนใจสูงจากกลุ่มครอบครัว

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าปรากฏการณ์การเดินทางในช่วงวันชาติจีน ก็ยังพบว่ามีโอกาส จากนักท่องเที่ยวจีนเดินทางออกนอกประเทศ (Outbound) ในเส้นทางระยะใกล้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย และมาเลเซีย ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมสำหรับชาวจีนที่อยากเดินทางสั้น ๆ ดังนั้นแพ็กเกจ “Premium + Unique Experience” จะมีศักยภาพสูง

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    ผู้ประกอบการไทยต้องปรับโปรดักต์ให้ตอบ Joy Economy ต้องทำให้ทริปมี “เรื่องราว” ให้คนจีนเล่า — ออร์แกไนซ์มาโคเชิงวัฒนธรรม, กิจกรรมถ่ายรูประดับสูง, ความลึกของประสบการณ์ การเสริมภาพลักษณ์พรีเมียม มีโอกาสเพิ่มอัตราโรงแรม 4-5 ดาว และบริการเฉพาะตัว (ไกด์/เชฟส่วนตัว/บริการเช่าเหมาลำ) เพราะผู้ใช้จีนพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพ เปิดโปรโมชั่นล่วงหน้า วิ่งแคมเปญคอนเทนต์ ถ้าเขาวางแผนล่วงหน้ายาวขึ้น เราควรปล่อยโปรโมชัน และสื่อคอนเทนต์ 2-3 เดือนก่อนล่วงหน้า การจัดการ capacity / logisitics

    ความหนาแน่นสูงแน่นอน ต้องวางระบบขนส่งภายในประเทศ, traffic flows, ระบบรับมือฝูงชนให้ดี และกำหนดจุดขายเฉพาะ เน้นจุดขายที่จีนให้ความสำคัญ เช่น ธรรมชาติ, มุมถ่ายรูป, wellness, ประสบการณ์วัฒนธรรม เป็นต้น นายอดิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,136 วันที่ 2 – 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640624&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E-9PUY7r_rLr3eJsToYEW

  • เอกนิติ ชู 5 เสาหลักนำเศรษฐกิจไทย รับมือ 4 บริบทโลกใหม่สู่ความยั่งยืน | เดลินิวส์

    เอกนิติ ชู 5 เสาหลักนำเศรษฐกิจไทย รับมือ 4 บริบทโลกใหม่สู่ความยั่งยืน | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง  เปิดเผย ปาฐกถาพิเศษ ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) โดยระบุว่า ทุกวันนี้บริบทโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในการปรับตัวให้ก้าวทันโลก โดยเฉพาะในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวทันตามบริบทใหม่ของโลก ซึ่งในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไป โดยจัดแบ่งได้เป็น 4 เรื่องหลักๆ

    1. บริบทเศรษฐกิจโลก โดยหลังสงครามโลกทำให้เกิดโลกแห่งการค้าเสรี ใครผลิตได้ดีได้เก่ง ก็จะได้เปรียบ ซึ่งไทยก็เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนนั้น เช่น มีการตั้งอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนทำให้การลงทุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมหาศาล อย่างไรก็ตาม วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรุนแรง จากโลกเสรีเป็นโลกแห่งการเลือกข้าง ค้าขายเฉพาะพวกของตนเอง และเกิดการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น
    2. บริบทสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องของคน จากยุคเบบี้บูมเมอร์ไปสู่โอลเดอร์ บูมเมอร์ ทั่วโลกก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย คนเกิดน้อยคนแก่เยอะ ขาดแรงงาน แต่ไทยน่าห่วงกว่า เพราะ มีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่า 20% ของประชาชน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 15% แต่ขณะเดียวกันระบบสวัสดิการสังคมยังดูแลไม่ทั่วถึง เพราะประกันสังคมมีสมาชิกแค่ 12 ล้านคน และอยู่ในระบบข้าราชการ 2-3 ล้านคน ซึ่งต่อไปรัฐบาลจะต้องมีภาระงบประมาณ ค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม หนี้สาธารณะมากขึ้น สวนทางกับการจัดเก็บรายได้ลด กำลังซื้อน้อยลง แต่รัฐบาลยังพอมองว่าไทยยังมีโอกาส ในการทำธุรกิจทั้งภาคบริการ อาหาร และสุขภาพ ดูแลรองรับคนสูงวัยจากทั่วโลกให้มาพำนัก ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศจำนวนมากมาดูแลคนที่เดือดร้อนต่อไป
    3. เรื่องความเหลื่อมล้ำ  ซึ่งประเทศพบว่ามีความเหลื่อมล้ำมาก คนไทยจนก่อนแก่ โดยหากกางรายได้พบว่าคนที่รวยสุด 20% ของประชากร มีสัดส่วนรายได้รวมกัน 55% ของจีดีพี ขณะที่คนจนที่สุด 20% กลับมีรายได้รวมกันเพียง 6% แตกต่างกันลิบลับ และถ้าดูแลไม่ดีจะกลายเป็นปัญหาสังคมมากยิ่งขึ้น ยิ่งการก้าวของโลกจากยุคอนาล็อคไปสู่ยุคดิจิตอล และกำลังก้าวไปเร็วมากสู่ยุคเอไอ ถ้าเราไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์อาจทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำมากขึ้น เพราะตอนนี้คนไทยเข้าใช้โซเชียลมีเดียเยอะ แต่ยังไม่นำมาใช้ต่อยอดทางธุรกิจเท่าที่ควร
    4. เทรนด์สิ่งแวดล้อม ก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงของปัญหาสิ่งแวดล้อม จากปัญหาโลกร้อนไปสู่โลกสีเขียว ใครไม่อยู่ในเทรนด์นี้ โอกาสการทำธุรกิจจะยากขึ้น

    ทั้งนี้ จากเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนไปใน 4 เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องปรับตัวเข้า ขณะที่ในมุมเศรษฐกิจมหภาค มุมของรัฐบาลแม้จะอยู่เพียง  4 เดือนแต่ก็ต้องทำให้ได้ โดยสิ่งที่รัฐบาลทำ คือ การทำ ESG Plus  คือ เศรษฐกิจประเทศต้องเติบโตมากขึ้น ควบคู่กับการดูแลธรรมาภิบาล และสิ่งแวดล้อม

    นายเอกนิติ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยด้วยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงดิ่งเหว โดยครึ่งปีแรกโต 3% แต่ครึ่งปีหลังโต 1% โดยเฉพาะไตรมาสสี่อาจโตเหลือ 0.3% เป็นโจทย์ของรัฐบาลว่าจะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ดังนั้นรัฐบาลจึงวางหลักคิดการทำงานดูแลเศรษฐกิจ ภายใต้ ควิก บิ๊ก วิน หรือกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ต้องช่วยคนตัวเล็กให้อยู่ได้ลดความเหลื่อมล้ำ ให้มีธรรมาภิบาล ภายใต้การมีวินัยทางการคลัง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่

    1.การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคและการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลเข้าไปส่งเสริม ผ่านการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการ 1,700 บาท เพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย ขณะที่คนชั้นกลางจะให้คนละครึ่งพลัส เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและสร้างการกระจายตัวเม็ดเงินไปให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย และรอบนี้ยังมีความพิเศษด้วยการสนับสนุนคนอยู่ในระบบภาษีให้ได้เงินมากขึ้นเป็น 2,400 บาท ขณะที่คนไม่อยู่ในระบบภาษีจะได้ 2,000 บาท นอกจากนี้ จะมีการอัพสกิลพ่อค้าแม่ค้าคนตัวเล็ก ผ่านแอพฯ ถุงเงิน 3  ด้าน ได้แก่ 1.ช่วยเปิดโอกาสให้ค้าขายผ่านทางออนไลน์ได้ 2.สอนให้ทำบัญชีดิจิทัลช่วยให้เป็นข้อมูลรู้รายรับรายจ่าย และนำไปกู้เงินได้ด้วย และ 3.สามารถใช้เอไอแบบง่ายๆ ได้

    ขณะที่ด้านท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบเยอะจากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป ได้มีนโยบายสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ จากปกติจะมีการเบิกจ่ายเดินทางไปสัมมนาช่วงปลายปีงบประมาณ ให้ย้ายมาทำตั้งแต่ช่วงต้นปีงบ โดยเน้น กระตุ้นเมืองรอง พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเมืองรองลงทุนปรับปรุงห้องพัก โดยนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่งมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

    2. การแก้ปัญหาหนี้ประชาชน รัฐบาลมีแนวทางการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซีภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ไข โดยซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินมาบริหาร ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณ แต่นำเงินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่เหลือจากโครงการคุณสู้เราช่วย 26,000 ล้านบาท มาบริหารจัดการ เพื่อต่อลมหายใจและพัฒนาผู้ที่เคยเป็นหนี้เสียให้กลับเข้าสู่ในระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง

    3.การช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยช่วยเหลือเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ และหาช่องทางสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้ พร้อมกับจะมีมาตรการภาษีพี่ช่วยน้อง ให้บริษัทใหญ่เข้าไปช่วยเหลือบริษัทเล็ก หรือที่เป็นซัพพลายเชน จะได้ลดหย่อนภาษี 1.5 ถึง 2 เท่า รวมถึงการเร่งคืนภาษีให้ไวขึ้น และมีสินเชื่อสนับสนุนการปรับปรุงธุรกิจซัพพลายเชนให้ปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่

    4.การส่งเสริมการออม รัฐบาลกำลังสนับสนุนการออมโดยนำพฤติกรรมคนไทยที่ชอบซื้อสลากมาช่วยออม ซึ่งต่อไปใครซื้อสลากดิจิทัลของสำนักงานสลากฯ จะมีการแบ่งค่าบริหารจัดการบางส่วนเอาไปให้บัญชีผู้ซื้อในกรณีไม่ถูกรางวัล เพื่อใช้เป็นหลักประกัน สามารถเบิกถอนเป็นเงินสดไปใช้ได้หลังอายุ 55 ปี และนำไปเป็นหลักประกันการกู้เงินได้ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย

    5.การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเน้นการรีสกิล เพราะไทยมีหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสามารถเดินหน้าไปสู่อนาคตได้ เช่น บีซีจีเรามีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมเยอะและสามารถส่งต่อซัพพลายเชนไปยังเอสเอ็มอี นอกจากนี้ รัฐบาลจะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะตัวเลขยอดขอการลงทุนบีโอไอ มีเงินลงทุนที่ขอมาแล้วแต่ยังไม่ลงทุนถึง 400,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเข้าไปอำนวยความสะดวกให้ เช่น เพิ่มความสะดวกในการอนุญาต เช่น ขอน้ำ ขอไฟ  ให้ง่ายขึ้น

    ขณะเดียวกันยังมีนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาด รวมถึงให้บีโอไอ นำเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 10,000 ล้านบาท มาใช้ใน 2 เรื่อง คือ การช่วยรีสกิล พัฒนาทักษะแรงงานไทย โดยร่วมกับเอกชนและสถาบันการศึกษา อีกเรื่องคือ เข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีความสามารถและปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

    “จากแนวทาง 5 เสาหลักทั้งหมดของรัฐบาล จะต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ต้องตรวจสอบได้ โดยชี้แจงที่มาที่ไปของเงินงบประมาณ ให้มีธรรมาภิบาล มีเป้าหมาย และตัวชี้วัดการใช้จ่ายอย่างชัดเจน และนี่คือเป้าหมายที่จะทำให้เศรษฐกิจของไทยปรับตัวไปสู่บริบทโลกใหม่ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5172564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OOFwFf0-1hEb2vnCAWWt3

  • ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่าน 3 ช่องทาง ก่อนเริ่มใช้สิทธิ 29 ตุลาคม 2568

    ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่าน 3 ช่องทาง ก่อนเริ่มใช้สิทธิ 29 ตุลาคม 2568

    ช่องทางการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” 2568 อย่าลืมเช็กคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ ก่อนเริ่มใช้วันที่ 29 ตุลาคม 2568

    โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ล่าสุด “กระทรวงการคลัง” เตรียมเสนอโครงการเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ “คนละครึ่งพลัส”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เผยถึง “โครงการคนละครึ่งพลัส” ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไป และอุดหนุนงบในบัตรสวัสดิการ คาดว่าโครงการนี้จะใช้เม็ดเงินรวมกันกว่า 44,000 ล้านบาท โดยงบประมาณจะมาจาก 2 ส่วน คือ งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 25,000 ล้านบาท และงบกลางปี 2569 จำนวน 19,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง หลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้องบิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท

    สำหรับสิทธิที่ต่างจากเดิม คือช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการ เริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป (เดิมอายุ 18 ปี) โดยให้ร้านค้าเล็กๆ SME เล็กๆ เข้าร่วมได้ด้วย

    พลัสที่ 1 คนในระบบภาษีจะได้ 60% หรือ 2,400 บาท จากเดิม 50% แต่ประชาชนที่ไม่อยู่ในระบบภาษีจะได้ 2,000 บาท เพื่อสะท้อนให้กับเรตติ้งเอเจนซี่รู้ว่าเราคำนึงถึงวินัยการคลัง

    พลัสที่ 2 กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว เราจะเพิ่มทักษะการขายของออนไลน์ให้พ่อค้าแม่ค้า จากเคยขายของเพียงในตลาด จะสามารถขยายตลาดออนไลน์ได้ ทำให้มีรายได้อย่างยั่งยืน และจะทำระบบบัญชีแบบง่ายๆ เหมือนบัญชีครัวเรือน ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังกำลังประสานกับธนาคารเพื่อให้ปล่อยสินเชื่อได้โดยตรง ถ้าทำบัญชีถูกต้องธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อ จึงเป็นการได้ผลยาวที่ครบวงจร แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ในระยะยาว

    ใครต้องลงทะเบียนคนละครึ่ง รอบใหม่บ้าง

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า สำหรับคนที่เคยได้รับสิทธิคนละครึ่งเฟส 5 มาก่อน แล้วต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถเข้าไปที่แอปฯ เป๋าตัง เพื่อยืนยันตัวตน จะถือว่าเสร็จเรียบร้อย แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในโครงการคนละครึ่งเฟส 5 มาก่อน ต้องไปลงทะเบียนใหม่ ซึ่งจะไปลงทะเบียนทางไหนก็ได้

    ช่องทางลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”

    • แอปฯ “เป๋าตัง”
    • เว็บไซต์คนละครึ่ง
    • ธนาคารกรุงไทย

    ทั้งนี้ เมื่อลงทะเบียนสำเร็จ ระบบจะแจ้งว่าเราอยู่ในกลุ่มไหน ได้สิทธิเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ทางกระทรวงการคลังเป็นผู้ทำเองทั้งหมด ซึ่งมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว

    ใครได้สิทธิคนละครึ่งพลัสบ้าง

    • กลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี : ได้สิทธิรวม 2,000 บาท
    • กลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี : ได้สิทธิรวม 2,400 บาท

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส หรือ คนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจากการประชุม ครม. หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2886893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Nia8hBw26esLxcVByMyGM

  • วุฒิสภาสหรัฐประชุมคืนนี้ โหวตรอบที่ 3 งบประมาณ คาดยังไม่ผ่าน ชัตดาวน์ต่อ

    วุฒิสภาสหรัฐประชุมคืนนี้ โหวตรอบที่ 3 งบประมาณ คาดยังไม่ผ่าน ชัตดาวน์ต่อ

    03 ตุลาคม 2568, 20:39น.

             วุฒิสภาสหรัฐเตรียมลงมติต่อร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวครั้งใหม่ในวันนี้ หลังจากที่พักการประชุมวานนี้ เนื่องในวัน Yom Kippur หรือ “วันแห่งการชดใช้บาป” (Day of Atonement) ซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของศาสนายิว

              การลงมติในวันนี้ หลายฝ่ายยังคงคาดว่าวุฒิสภาสหรัฐจะไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน หลังจากที่แต่ละฝ่ายต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการชัตดาวน์

              การชัตดาวน์ส่งผลให้กระทรวงแรงงานสหรัฐไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในวันที่ 2 ต.ค., ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันที่ 3 ต.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันที่ 15 ต.ค. ซึ่งล้วนเป็นตัวเลขสำคัญต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อนจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 28-29 ต.ค.

              ขณะนี้ ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการชัตดาวน์ในรอบนี้จะกินเวลานานเพียงใด หลังจากที่ปธน.ทรัมป์เคยสร้างสถิติชัตดาวน์นานถึง 35 วันในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ซึ่งเป็นระยะเวลาชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับการสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสหรัฐและเม็กซิโก ซึ่งจบลงด้วยการที่สภาคองเกรสยอมผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว โดยแลกกับการที่งบประมาณฉบับดังกล่าวไม่มีการตั้งวงเงินสำหรับการสร้างกำแพงตามที่ปธน.ทรัมป์เรียกร้อง

              การลงมติ 2 ครั้งก่อนหน้านี้ในวันที่ 30 ก.ย.และ 1 ต.ค. ที่ประชุมวุฒิสภาให้การอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวด้วยคะแนนเสียงเพียง 55 เสียง ขณะที่คัดค้าน 45 เสียง โดยพรรครีพับลิกันยังคงไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนมากถึง 60 เสียงตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ร่างงบประมาณดังกล่าวตกไป และทำให้สหรัฐยังคงอยู่ในภาวะชัตดาวน์

    #ลงมติร่างงบประมาณ

    #สหรัฐ 

    แฟ้มภาพ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MRYg43_MAS8yIpgxdbyiw

  • กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานรอบปี 2568 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ พัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนไทย

    กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานรอบปี 2568 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ พัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนไทย

    วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

    กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานรอบปี 2568 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ พัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนไทย โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญสรุป ดังนี้

    บรรเทาค่าครองชีพประชาชน ผ่านโครงการธงเขียวและธงฟ้าราคาประหยัด ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตรกว่า 3.45 ล้านบาท และลดค่าครองชีพประชาชนกว่า 111 ล้านบาท

    แก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เช่น มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว การจัดงานผลไม้ Thailand Fruit Festival 2025 เชื่อมโยงการตลาดกว่า 58,000 ตัน และลงนาม MOU การส่งออกกล้วยหอมทองไปญี่ปุ่น รวมทั้งเจรจาซื้อขายมันสำปะหลังกว่า 1.48 ล้านตัน มูลค่า 10,876 ล้านบาท

    ผลักดันสินค้าไทยสู่สากล ทั้งการยกระดับสินค้า GI สู่ร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่ง การสร้างมูลค่าทางการค้ากาแฟไทยกว่า 15 ล้านบาท การจัดงานอัตลักษณ์แห่งสยามมูลค่า 23 ล้านบาท และยกระดับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สู่แบรนด์ระดับโลก

    ขยายตลาดการค้าใหม่ สร้างมูลค่าเจรจาการค้ากว่า 3,600 ล้านบาท โดยรุกตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา

    เสริมความแข็งแกร่ง SMEs ผ่านงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair 2025) ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจทันที 150 ล้านบาท การสนับสนุนแฟรนไชส์มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท และการจัดงานแสดงสินค้าในภูมิภาคสร้างมูลค่ารวมกว่า 900 ล้านบาท พร้อมจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำร่วมกับ EXIM Bank

    ส่งเสริมการค้าออนไลน์ โดยร่วมมือกับ Amazon เปิดร้าน TOPTHAI มีแบรนด์ไทยกว่า 20 แบรนด์ เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดโลก

    พัฒนาระบบบริการประชาชน เปิดช่องทาง “MOC Fondue” ผ่าน Line app ให้ประชาชนแจ้งปัญหาและติดตามผลการแก้ไขแบบ Real-time

    กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าจะเดินหน้านโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับศักยภาพเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชน สู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/918525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l5gu54a9E21UP5YK4E3U5

  • สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แม่ฮ่องสอน และ สมาคมธุรกิจทท. จัดงานเลี้ยง “จากวันวาน สู่วันนี้ที่ผูกพัน” | เดลินิวส์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แม่ฮ่องสอน และ สมาคมธุรกิจทท. จัดงานเลี้ยง “จากวันวาน สู่วันนี้ที่ผูกพัน” | เดลินิวส์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แม่ฮ่องสอน และ สมาคมธุรกิจทท. จัดงานเลี้ยง “จากวันวาน สู่วันนี้ที่ผูกพัน”

    งานแสดงความยินดีต่อ ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน ในโอกาสย้ายไปรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานสุโขทัย และเลี้ยงต้อนรับ นายเก่ง ชัยวารินทร์  ผอ.ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน คนใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5172170/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EebBAiqcj6MekE5TzP9io

  • บขส.กลับมาเปิดเดินรถ ขอนแก่น-เวียงจันทน์ เริ่ม 10 ต.ค.นี้ เชื่อมเส้นทางสู่สปป.ลาว : อินโฟเควสท์

    บขส.กลับมาเปิดเดินรถ ขอนแก่น-เวียงจันทน์ เริ่ม 10 ต.ค.นี้ เชื่อมเส้นทางสู่สปป.ลาว : อินโฟเควสท์

    นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า บขส. เตรียมกลับมาเปิดให้บริการเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ สายที่ 5 เส้นทางขอนแก่น-นครหลวงเวียงจันทน์ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หลังหยุดให้บริการชั่วคราว ตั้งแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน รองรับความต้องการการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย-สปป.ลาว

    เส้นทางขอนแก่น-นครหลวงเวียงจันทน์ ระยะทาง 194 กิโลเมตร ใช้ระเวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 180 บาท โดยใช้รถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 42 ที่นั่ง โดยจะให้บริการวันละ 2 เที่ยววิ่ง (ไป-กลับ) เที่ยวไปรถออกจากขอนแก่น เวลา 08.15 น. ส่วนเที่ยวกลับรถออกจากนครหลวงเวียงจันทน์ เวลา 14.45 น.

    ปัจจุบัน บขส. ได้ให้บริการเดินรถเส้นทางระหว่างประเทศ ไทย-สปป.ลาว จำนวน 11 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์, อุดรธานี-นครหลวงเวียงจันทน์, ขอนแก่น-นครหลวงเวียงจันทน์, กรุงเทพฯ-นครหลวงเวียงจันทน์, นครพนม-เมืองท่าแขก, อุบลราชธานี-เมืองปากเซ, กรุงเทพฯ-เมืองปากเซ, มุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต, เลย-แขวงไซยบุรี-แขวงหลวงพระบาง, อุดรธานี-วังเวียง และ เชียงราย-แขวงบ่อแก้ว (Shuttle Bus)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534463&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zo7xiZ_pfw5hiAmt8oBwm

  • ย้อนรอย ครม.เศรษฐกิจ จากอดีตถึงปัจจุบัน   อนุทิน ฟื้นกลไก ตอบโจทย์ ‘Quick Big Win’

    ย้อนรอย ครม.เศรษฐกิจ จากอดีตถึงปัจจุบัน  อนุทิน ฟื้นกลไก ตอบโจทย์ ‘Quick Big Win’

    รัฐบาลอนุทินนำกลไก “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ การฟื้น ครม.เศรษฐกิจ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันนโยบาย “Quick Big Win”ทำงานที่จำกัด

    • รัฐบาลอนุทินนำกลไก “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
    • การฟื้น ครม.เศรษฐกิจ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันนโยบาย “Quick Big Win” ให้เกิดผลอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมภายในกรอบเวลาการทำงานที่จำกัด
    • ครม.เศรษฐกิจเป็นกลไกที่เคยถูกใช้ในรัฐบาลหลายยุคสมัย เพื่อรวมศูนย์การตัดสินใจและประสานงานนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสถานการณ์เร่งด่วนหรือภาวะวิกฤต
    • นายกรัฐมนตรีอนุทินกำหนดให้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เป็นประจำทุกบ่ายวันจันทร์ เพื่อกลั่นกรองเรื่องสำคัญก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่

    เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมาสำหรับการทำงานของ ’รัฐบาลอนุทิน’ ที่ประกาศจะเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศในช่วงเวลา 4 เดือน ก่อนจะยุบสภาคืออำนาจให้ประชาชนในเดือน ม.ค.2569  

    หนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลประกาศว่ามุ่งมั่นจะแก้ไขคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ประกาศนโยบาย “Quick Big Win”การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและสร้างผลกระทบระยะยาว

    ด้วยระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลที่จำกัด กลไกในการที่จะแปลงแนวคิดและนโยบายไปสู่การปฏิบัติจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งนอกจากการทำงานของทีมเศรษฐกิจที่มาจากโควต้า “คนนอก” ยังต้องมีการทำงานร่วมกันของกระทรวงอื่นๆที่ขับเคลื่อนโดย “นักการเมือง” เข้ามาทำงานควบคู่กันเพื่อให้เป้าหมายการทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงมีแนวคิดให้มีการนำเอากลไกการจัดประชุม “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” กลับมาอีกครั้ง โดยระบุว่าจะจัดขึ้นเป็นประจำในทุกวันจันทร์ ที่ทำเนียบรัฐบาลก่อนที่ในวันอังคารจะมีการประชุม ครม.เต็มคณะเพื่อพิจารณาเห็นชอบเรื่องต่างๆตามวาระต่อไป

    หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย “ครม.เศรษฐกิจ” เกิดขึ้นมาแล้วในรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย เป็นกลไกสำคัญในการบริหาร และกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งในภาวะปกติเพื่อผลักดันวาระสำคัญ และในภาวะวิกฤติเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาเร่งด่วน

    ในรายงานสรุปสาระสำคัญของโครงการวิจัย การบริหารเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เขียนโดย ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิต ที่ ได้ระบุว่าคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2526 โดยนโยบายเศรษฐกิจแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2523 คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ หรือ รศก. เกิดจากความจำเป็นทางการบริหารนโยบาย และการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมือง

    ทั้งนี้เพื่อให้มิติการเมืองเข้ามามี บทบาทสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจมากขึ้น ให้ทำหน้าที่ตั้งรับและประสานความขัดแย้ง อันเนื่องจากการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมือง หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นแกนกลางที่จะประสานนโยบายเศรษฐกิจ ด้านต่างๆ ให้สอดคล้องสัมพันธ์กับแผนพัฒนาของประเทศ

    คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ปฏิบัติงานในกรอบการประนีประนอมระหว่างฝ่ายต่างๆ โดย มีฝ่ายเลขานุการทำหน้าที่เลือกสรร จัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณา โดยในการพิจารณา นั้น นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ประสาน ประนีประนอม ลดความขัดแย้ง และเลี่ยงการตกลงต่อรองทางการ เมือง เมื่อมีมติก็แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ จึงเท่ากับคณะกรรมการชุดนี้ตัดสินนโยบายทางเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้บทบาทสำคัญขึ้นกับภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี โดยได้รับการสนับสนุนบทบาทเพิ่มขึ้นในการกำกับและบริหารนโยบายเศรษฐกิจด้วยจากกลุ่มเทคโนแครท และกลุ่มนักวิชาการในการเตรียมพร้อมและป้อนข้อมูล รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการของคระกรรมการก็จะมีบทบาทสำคัญในการทำวาระการประชุม 

    ขณะเดียวกันยังมีบางแหล่งข้อมูลที่ระบุว่า ครม.เศรษฐกิจมีรูปแบบมาจากในประเทศอังกฤษอันเป็นผลจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงทศวรรษ 1970 กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายกับ “คณะรัฐมนตรีวงใน” (inner cabinet) ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันในสหราชอาณาจักร

    ที่ใช้เรียก “กลุ่มรัฐมนตรีชั้นใน” ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีจำนวนไม่มาก และจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมหารือในประเด็นสำคัญเป็นพิเศษ ถือเป็นกลไกภายในของ Cabinet system ที่อังกฤษพัฒนาขึ้นมา โดย Cabinet คือคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่ Inner Cabinet คือวงเล็กที่ใกล้ชิดนายกฯ และมีอิทธิพลจริงในการตัดสินใจ เพื่อช่วยในการบริหาร และติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของชาติ

    ย้อนรอย ครม.เศรษฐกิจในประทเศไทย 

    สำหรับในประเทศไทย โครงสร้างและบทบาทของ ครม.เศรษฐกิจได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีในแต่ละสมัย ดังนี้ 

    1.ในสมัยยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีการจัดตั้ง ครม.เศรษฐกิจขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเอง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการจัดการและประสานงานนโยบายเศรษฐกิจของชาติ เพื่อแก้ปัญหาสำคัญเช่น วิกฤตการณ์นํ้ามันครั้งที่ 2 ทำให้ทั่วโลกเกิดเงินเฟ้อหนัก หลังจากนั้นเศรษฐกิจตกตํ่า รวมทั้งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบ ทำให้ขาดเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง ขาดดุลการค้า ดุลการชำระเงิน และดุลงบประมาณ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ประเทศล้มละลาย จากนั้นเริ่มมีนโยบายพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือ Eastern Sea Board (ESB) เข้าสู่ยุค “โชติช่วง ชัชวาล”

    ทีมเศรษฐกิจบ้านพิษณุโลก

    ขณะที่ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีการระดมที่ปรึกษาเศรษฐกิจเข้ามาในนาม “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก จนเกิดเป็นนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” จุดแข็งของรัฐบาล “น้าชาติ ซึ่งทีม “มันสมองบ้านพิษณุโลก” ในขณะนั้นทำงานร่วมกันกับรัฐบาลเหมือน ครม.เศรษฐกิจสามารถวางกรอบยุทธศาสตร์ที่ทำให้การบริหารในยุคนั้นถูกจดจำในฐานะหนึ่งในรัฐบาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้สำเร็จ

    ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คือหนึ่งในโมเดลพิเศษของการบริหารเศรษฐกิจ เมื่อ “ครม.เศรษฐกิจ” ไม่ได้มีนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ แต่เป็นการมอบหมายให้ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธาน ผ่านกลไก คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม (คศร.) ที่ดึงหน่วยงานเทคนิคและกฎหมายเข้าร่วมครบชุด ไม่ว่าจะเป็น สำนักงบประมาณ เลขาธิการกฤษฎีกา ผู้ว่าการธนาคารแห่งประทเศไทย (สศค.) ไปจนถึงคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มาทำงานร่วมกัน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและนักวิชาการ ตัวท็อปทั้ง ประธานหอการค้า–สภาอุตฯ–สมาคมธนาคาร โดยมีภารกิจหลักคือ “สแกนเศรษฐกิจ” ทั้งใน–นอกประเทศ แล้วรายงานตรงต่อนายกฯ

    รศก.ครม.เศรษฐกิจยุคอภิสิทธิ์ 

    ขณะที่ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ” หรือ “รศก.” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเร่งรัดติดตาม แก้ไขปัญหา และกำหนดมาตรการ โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะเร่งด่วน โดยกำหนดให้มีการประชุมเป็นประจำ “ทุกวันพุธ”

    ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร: มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ โดยมอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ในขณะนั้นคือกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ การกำกับดูแลราคาสินค้า และการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

    ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และเสนอแนะมาตรการเชิงรุกก่อนนำเสนอ ครม. โดยในปี 2563 -2564 มีการจัดตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือ ศบศ. เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากโควิด-19 และการวางแผนฟื้นเศรษฐกิจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีตัวแทนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

    เศรษฐาเรียก ครม.เศรษฐกิจรับ GDP ติดลบ 

    ต่อมาในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการเรียกประชุม ครม.เศรษฐกิจด่วน เนื่องจากตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ปี 67 ขยายตัวต่ำเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในอาเซียน. นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้มีการประชุมในวันจันทร์แต่มีการประชุมไม่กี่ครั้งก็ยกเลิกไป

    ขณะที่ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ใช้กลไก ครม.เศรษฐกิจ มีแค่การเนียกประชุมเป็นวาระในเรื่องสำคัญ เช่น การรับมือกับมาตรการภาษีสหรัฐ

    สำหรับการบริหารงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า เตรียมจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ “ทุกบ่ายวันจันทร์” ซึ่งจะเริ่มครั้งแรกในวันจันทร์นี้

    ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤติ นายเอกนิติ เปรียบเสมือนรถที่ติดหล่มและกำลังดิ่งลงเหว เนื่องจากเครื่องยนต์หลักๆ เช่น การส่งออก การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน. ดังนั้น ครม.เศรษฐกิจจึงเป็นกลไกสำคัญในการข้บเคลื่อนเศรษฐกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการ สร้างความเชื่อมั่น: โจทย์ใหญ่ของ ครม.เศรษฐกิจคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยให้กับประชาชนและภาคเอกชน โดยผลลัพธ์จากการประชุมต้องเป็นรูปธรรมและจับต้องได้.

    การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน ทีม ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งได้รับการคาดหวังว่าเป็น “ดรีมทีมเศรษฐกิจ”  ได้กำหนดแผนเร่งด่วน “Quick Big Win” ภายในระยะเวลา 4 เดือน.

    “อนุทิน” ดัน ครม.เศรษฐกิจ ทำ Quick Big Win 

    การมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาปากท้อง: โดยกระทรวงการคลัง ภายใต้การนำของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกฯและ รมว. คลัง) มุ่งเน้นการกระตุ้นสั้น ได้ยาว และกระจายตัว ผ่าน 5 เสาหลัก เช่น โครงการ คนละครึ่งพลัส, มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้เสียที่มีมูลค่ารวม 123,000 ล้านบาท, การเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการรายย่อย (SME), และการเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี. เป้าหมายคือการดัน GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ให้ขยายตัวมากกว่า 0.3% และลดหนี้ครัวเรือนให้ต่ำกว่า 87% ของ GDP.

    ส่วนกระทรวงพลังงาน ภายใต้แผน “QUICK BIG WIN” ของ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว. พลังงาน  มุ่งผลักดันโซลาร์ภาคประชาชนและการลงทุนพลังงานสะอาด โดยถูกคาดหวังอย่างมากในการลดค่าพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน

    เช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว. พาณิชย์ มุ่งเร่งเจรจาการค้า เช่น FTA ไทย-ยุโรป และไทย-เกาหลีใต้ พร้อมทั้งมาตรการลดค่าครองชีพด้วยโครงการธงฟ้าและการควบคุมราคาเวชภัณฑ์.

    จะเห็นได้ว่า การนำ ครม.เศรษฐกิจกลับมาใช้อีกครั้งในปัจจุบันจึงสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการรวมอำนาจการตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญไว้ที่ศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดการประสานงานที่รวดเร็ว (Quick Win) และสามารถตอบสนองต่อปัญหาเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24_IDeVB-dQ9Er8DISh2kN

  • ทองวันนี้! ร่วงลง 300 บาท -ปรับฐาน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ชัตดาวน์อเมริกัน

    ทองวันนี้! ร่วงลง 300 บาท -ปรับฐาน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ชัตดาวน์อเมริกัน

    03 ตุลาคม 2568, 11:56น.

              เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 32.45 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวอ่อน ค่าจากปิดตลาดเย็นวานนี้ที่ระดับ 32.37 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากรัฐบาล สหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะชัตดาวน์ ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจ เช่น ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่ต้องประกาศเมื่อคืนนี้ยังไม่ประกาศออก มาในระยะใกล้ ส่วนผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าภาวะชัตดาวน์จะขยายวงกว้างและยืดเยื้อนานเพียงใด

              ส่วนราคาทองคำประจำวันนี้ (3 ต.ค. 2568) เมื่อเวลา 11.25 น.ปรับตัวลดลง 300 บาทตามประกาศครั้งที่ 6  เมื่อเทียบกับราคาปิดวานนี้ 

    +++ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาทละ 59,000 บาท ขายออกที่ราคาบาทละ 59,100 บาท

    +++ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาทละ 57,820.24 บาท และขายออกที่ราคา 59,900 บาท

    +++ราคาทองคำโลก (Gold Spot) อยู่ที่ระดับ 3,847.00 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์

              ราคาทองโลกปรับตัวลงระยะสั้น จากการที่ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้มีการฟื้นตัวขึ้นในวันพฤหัสบดีหลังจากปรับตัวลง 4 วันติดต่อกัน สืบเนื่องมาจากนางลอรี โลแกน ประธานเฟดสาขาดัลลัส ได้กล่าวว่า คณะกรรมการเฟดควรใช้ความระมัดระวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของเฟดเป็นเวลานานกว่า 4 ปี

    #ทองวันนี้

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mHurEOUljGoMwdRZv27ss