Blog

  • เวียดนามคาดการณ์เศรษฐกิจ Q3/68 โตแตะ 8.22% : อินโฟเควสท์

    เวียดนามคาดการณ์เศรษฐกิจ Q3/68 โตแตะ 8.22% : อินโฟเควสท์

    เหงียน ฟาน ถัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเวียดนามเผยเศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มว่าจะขยายตัว 8.22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาสที่สาม ปีนี้ เนื่องจากได้แรงหนุนจากการเติบโต 10% ในภาคการผลิต

    การเติบโตในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 7.84% ถังระบุในโพสต์บนเว็บไซต์ของรัฐบาล ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 3.38% ในเดือนกันยายน ตามการประมาณการของกระทรวง

    อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของเวียดนามฟื้นตัวและขยายตัว 9.8% ในไตรมาสที่สาม ขณะที่การเติบโตในภาคบริการปรับตัวขึ้น 8.54%

    ฝ่าม ทันห์ ฮา รองผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนา กล่าวในการแถลงข่าวว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์กำลังอยู่ในทิศทางขาลง และเรียกร้องให้ปรับลดลงเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกในปีนี้ยังคงผันผวน ทั้งจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ความเสี่ยงของสงครามการค้า และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ทั้งนี้ เวียดนามตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต 8.3-8.5% ในปีนี้ เร่งตัวจาก 7.09% ในปีก่อน แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะกำหนดภาษีนำเข้า 20% กับเวียดนามก็ตาม โดยการขยายตัวของสินเชื่อถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GnUGN86yBPT2wTITJpz4K

  • น้ำใจคนไทย ส่งขนม อุปกรณ์การศึกษา ให้ ด.ช. 7 ขวบ เหยื่อครูฟุตเหล็ก

    น้ำใจคนไทย ส่งขนม อุปกรณ์การศึกษา ให้ ด.ช. 7 ขวบ เหยื่อครูฟุตเหล็ก

    น้ำใจคนไทย ส่งขนม อุปกรณ์การศึกษา ให้ ด.ช. 7 ขวบ เหยื่อครูฟุตเหล็ก

    น้ำใจคนไทย ส่งขนม อุปกรณ์การศึกษา ให้ ด.ช. 7 ขวบ เหยื่อครูฟุตเหล็ก

    จากกรณี “น้องพ๊อต” อายุ 7 ขวบ นักเรียนชั้น ป.1 ถูกครูผู้ชาย ใช้ไม้บรรทัดเหล็กตีปากและใบหน้า จนบวมแดง เหตุเพราะแม่ไม่มีเงินให้ไปโรงเรียน จึงไปหยิบขนมของครูกิน เรื่องราวสร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

    5 ต.ค. 2568 เมื่อเวลา 12.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธารน้ำใจคนไทย ร่วมกันส่งของมาให้น้องพ๊อต โดยตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมา มีทั้งรถขนส่งและคนใจดี ขับรถยนต์นำขนม อุปกรณ์การศึกษา ทุนการศึกษา มามอบให้น้องพ๊อตจำนวนมาก
     

    น้ำใจคนไทย ส่งขนม อุปกรณ์การศึกษา ให้ ด.ช. 7 ขวบ เหยื่อครูฟุตเหล็ก

    แม่น้องพ๊อตและน้องพ๊อต ได้ยกมือไหว้ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ส่งข้าวของมาให้มากมาย และกล่าวทั้งน้ำตา ว่าซาบซึ้งในใจน้ำใจของทุก ๆ คน ที่เมตตาน้องพ๊อต จนพูดไม่ออก สำหรับเฉพาะขนมซึ่งมีจำนวนมาก แม่น้องพ๊อต ได้ขอส่งต่อน้ำใจของคนไทย ไปให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนของน้องพ๊อตอีกทอดหนึ่ง

    อย่างไรก็ตามวันพรุ่งนี้น้องพ๊อตและแม่ พร้อมทีมสหวิชาชีพ จะเข้าไปพบตำรวจ สภ.แม่เมาะ ต่อไป

    น้ำใจคนไทย ส่งขนม อุปกรณ์การศึกษา ให้ ด.ช. 7 ขวบ เหยื่อครูฟุตเหล็ก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/608222&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QgEomovsMCW9t-KlR5FOC

  • สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ พร้อมส่งมอบรถโมบาย สื่อการสอนสมัยใหม่ มุ่งขยายผลองค์ความรู้สู่เยาวชน และการประยุกต์ใช้ให้เห็นผลอย่างยั่งยืน

    สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ พร้อมส่งมอบรถโมบาย สื่อการสอนสมัยใหม่ มุ่งขยายผลองค์ความรู้สู่เยาวชน และการประยุกต์ใช้ให้เห็นผลอย่างยั่งยืน

    สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบทุนการศึกษา โครงการสานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนบพระราชดำริสู่เยาวชน ประจำปี 2568 จากความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน ที่ได้ลงนามความร่วมมือร่วมกันดำเนินงานจัดทำโครงการฯ เพื่อนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริมาจัดทำสื่อการเรียนการสอนเผยแพร่ และขยายผลไปยังเยาวชนที่กำลังศึกษา อยู่ในโรงเรียนบริเวณพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และพื้นที่ห่างไกลให้ได้รับความรู้อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพ และการดำเนินชีวิตให้กับเยาวชนที่จะสามารถนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ มาปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยมี นายลลิต ถนอมสิงห์ กรรมการ และรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    คุณสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า “โครงการฯ ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินงานเพื่อให้คณะครู และนักเรียน ได้เรียนรู้การดำเนินงานของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ พร้อมเรียนรู้การใช้สื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กและเยาวชน เกี่ยวกับแนวพระราชดำริ ที่เป็นองค์ความรู้ที่จะสามารถนำไปสู่การพัฒนา ดิน น้ำ ป่า พลังงานทดแทน และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านรถโมบายเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) อันจะเป็นการเสริมสร้างการรับรู้ที่ทันสมัย และน่าสนใจให้กับเด็กนักเรียน และเยาวชนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงประวัติความเป็นมา และการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ในรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ เรื่องแกล้งดิน ประเภท ของดินต่าง ๆ 8 – 9 ชนิด ที่มีอยู่ในประเทศไทยมีคุณสมบัติอย่างไร การบริหารจัดการที่ดินและน้ำ ตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ 30 30 30 10 เป็นอย่างไร และยังมีสื่อภาพยนต์เป็นคลิปวิดีโอการ์ตูน ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เช่น บันไดงู ทอยลูกเต๋า เมื่อชนะก็จะเจอกับคำตอบว่าป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีประโยชน์อย่างไร หรือแก้มลิงช่วยแก้ไขน้ำท่วมน้ำแล้งได้อย่างไร ซึ่งถือเป็นขบวนการเรียนรู้ที่สนุกสนาน สอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ของ สพฐ  และช่วงวัยของเยาวชนในโรงเรียนให้สามารถนําไปปรับใช้
    ในชีวิตประจําวัน ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถผลักดันให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานพร้อมกับเสริมทักษะวิชาการ ขณะเดียวกันสามารถใช้เวลาหลังเลิกเรียน และวันหยุดหารายได้ช่วยครอบครัวด้วยการเป็นลูกจ้างภายในสวน และพื้นที่ของครอบครัว 

    นับได้ว่า  การได้เรียนรู้จากโครงการฯ นี้จะเป็นประเด็นสําคัญต่อการนำกลับไปปรับใช้ในการสอนให้แก่นักเรียน โดยเฉพาะในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์ความรู้ตามแนวพระราชดําริ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การทําเกษตรทฤษฎีใหม่ การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืนตลอดไป”  

    “ความร่วมมือของ 4 หน่วยงานครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เยาวชน และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักได้แก่ โรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง และศูนย์สาขา โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเยาวชน และประชาชนทั่วไปที่อยู่ในเขตพื้นที่โรงเรียนที่มีการจัดทำโครงการความร่วมมือเพื่อการขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริได้เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันเพิ่มมากขึ้น ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ทั้ง 4 หน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาสื่อองค์ความรู้ ผลิตสื่อ อุปกรณ์ ในการเผยแพร่ขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริไปสู่โรงเรียน ในกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ของโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 5,000 โครงการ ก่อกำเนิดขึ้นตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน  ๖ แห่ง ที่ได้จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริเพื่อเป็นแหล่งทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง  วิจัย วิธีการพัฒนาด้านต่างๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับภูมิสังคมที่แตกต่างกัน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงเปรียบเสมือนเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” และ “ต้นแบบ” ของความสำเร็จที่จะเป็นแนวทางและตัวอย่างให้แก่พื้นที่อื่นๆ ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์
    ในพื้นที่จริงได้

    ทั้งหมดนี้ คือความมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งในการที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/873474/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tNAhnzHntdkNKjucPcQiG

  • “นฤมล” เดือด! สั่งลงดาบครูใช้ฟุตเหล็กตี ป.1 ลั่นครูคือผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย

    “นฤมล” เดือด! สั่งลงดาบครูใช้ฟุตเหล็กตี ป.1 ลั่นครูคือผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย

    ทั่วไป

    04 ต.ค. 2025 เวลา 22:21 น.

    รับไม่ได้! “นฤมล” เดือด สั่ง “คุรุสภา” ลงดาบครูใช้ฟุตเหล็กตีหน้านักเรียน ป.1 เหตุแอบหยิบขนมไปกิน ลั่นครูคือผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย

    วันนี้ (4 ตุลาคม 2568) ผศ.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยถึงกรณีครูใช้ฟุตเหล็กตีหน้านักเรียน ป.1 จนขอบตาช้ำและแก้มบวมแดง สาเหตุเพราะเด็กแอบหยิบขนมไปกิน โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา นั้น

    โดย ผศ.อมลวรรณ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงได้สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเร่งดำเนินการลงโทษทันที และเน้นย้ำว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่อาจยอมรับพฤติกรรมความรุนแรงในสถานศึกษาได้ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิ์และศักดิ์ศรีของเด็กนักเรียน เพราะหน้าที่ของครูคือผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย

    ผศ.อมลวรรณ เผยต่อว่า ทราบมาว่าครูคนดังกล่าวเป็น “ครูผู้ช่วย” ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 และเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 หมดอายุวันที่ 6 พฤษภาคม 2571 จึงรับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2568

    “ตามขั้นตอนแล้ว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อพิจารณาให้พักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน แต่หากหน่วยงานต้นสังกัดมีความเห็นให้ออกจากราชการ ก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนใด ๆ ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะมีการวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพต่อไป” ผศ.อมลวรรณ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1201786&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02Sdsn2d1kRSjBuGZI2qmC

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A7-%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%2598-%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B6/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Zjrfaefu2xada2c8QMGTp

  • “นฤมล” เดือด สั่งเอาผิดครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็กแอบกินขนม รับไม่ได้ความรุนแรงในสถานศึกษา

    “นฤมล” เดือด สั่งเอาผิดครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็กแอบกินขนม รับไม่ได้ความรุนแรงในสถานศึกษา

    “นฤมล” เดือด สั่งเอาผิดครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็กแอบกินขนม รับไม่ได้ความรุนแรงในสถานศึกษา

    “รมว.นฤมล” สั่งคุรุสภาเอาผิดเด็ดขาด ครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็ก ป.1 โมโหแอบกินขนม ลั่น “ครูคือผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย” ด้านเลขาฯ คุรุสภารับลูก จ่อพักใบอนุญาต ชงต้นสังกัดสามารถไล่ออกได้ทันที

    วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 18.10 น. ผศ.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถึงกรณีครูได้ใช้ฟุตเหล็กตีนักเรียน ป.1 เพราะแอบหยิบขนมไปกิน จนเด็กขอบตาช้ำ แก้มบวมแดง เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงได้สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเร่งดำเนินการลงโทษทันที และเน้นย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่อาจยอมรับพฤติกรรมความรุนแรงในสถานศึกษาได้ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของเด็กนักเรียน เพราะหน้าที่ของครูคือ ผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย

    ผศ.อมลวรรณ เปิดเผยว่า ครูคนดังกล่าวเป็นครูผู้ช่วยของโรงเรียนแม่จาง ตำบลนาสัก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 และเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2566 หมดอายุวันที่ 6 พ.ค. 2571 จึงรับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2568

    “ตามขั้นตอนแล้ว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อพิจารณาให้พักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน แต่หากหน่วยงานต้นสังกัดมีความเห็นให้ออกจากราชการ ก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนใด ๆ ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะมีการวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพต่อไป” ผศ.อมลวรรณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2887041&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PNIR12A-uulOr-j1UpHlN

  • ขัตติยาเผย แพทองธาร ลงพื้นที่ช่วย น้ำท่วม ย้ำเพื่อไทยให้ความสำคัญประชาชนก่อนการเมือง ชวนติดตามเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. 7 ต.ค.นี้

    ขัตติยาเผย แพทองธาร ลงพื้นที่ช่วย น้ำท่วม ย้ำเพื่อไทยให้ความสำคัญประชาชนก่อนการเมือง ชวนติดตามเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. 7 ต.ค.นี้

    วันนี้ (5 ตุลาคม) ขัตติยา สวัสดิผล สส. บัญชีรายชื่อ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวว่า วันนี้แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจยกเลิกกำหนดการลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเปลี่ยนไปลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดอุตรดิตถ์ และพิษณุโลกว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของประชาชนเป็นลำดับแรก แม้การเมืองเรื่องการเลือกตั้งจะสำคัญเพียงใด แต่เมื่อประชาชนกำลังทุกข์ยาก พรรคเพื่อไทยพร้อมยืนเคียงข้างและลงมือช่วยทันที โดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    ที่ผ่านมา สส.และคนทำงานของพรรคในพื้นที่ ได้ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งการประสานเครื่องจักรกลเพื่อขุดทางระบายน้ำ การทำแนวกั้นน้ำ การแจกเครื่องอุปโภคบริโภค รวมถึงการดูแลจุดอพยพของพี่น้องประชาชน และวันนี้ การที่หัวหน้าพรรคลงพื้นที่ด้วยตัวเอง ก็เพื่อยืนยันถึงความตั้งใจอีกครั้ง

    ขัตติยา แถลงข่าวต่อว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ประกาศกลางสภาว่า จะยุบสภาภายในระยะเวลา 4 เดือนโดยไม่บิดพลิ้วนั้น ดิฉันในนามพรรคเพื่อไทย ขอยืนยัน ณ วันนี้ว่า พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมเต็มที่ต่อการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นตามกำหนดหรือเร็วกว่ากำหนดก็ตาม โดยในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ พรรคเพื่อไทยจะเริ่มต้นแคมเปญที่มีชื่อว่า ‘ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย’ ภายในวันนั้น จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค และท่านอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะขึ้นเวทีเพื่อร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้วย

    ขัตติยากล่าวว่า ขอเรียนเชิญพี่น้องประชาชนทุกท่าน ร่วมติดตามกิจกรรมสำคัญนี้ ผ่านช่องทางเพจเฟซบุ๊กและยูทูบของพรรคเพื่อไทย นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าครั้งใหม่ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทย ที่จะยกเครื่องพรรค และยกเครื่องประเทศไทยไปพร้อมกัน

    ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยไม่เคยปฏิเสธคำวิจารณ์ เรารับฟังทุกเสียงจากทั้งบุคคลในพรรคและบุคคลภายนอก ทุกคำวิจารณ์สำหรับเราไม่ใช่การตำหนิ แต่คือความปรารถนาดีที่มีต่อพรรค เรากำลังรวบรวมข้อคิดเห็นเหล่านั้น มาศึกษาและถอดบทเรียน เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอในการปรับปรุงพรรคการเมืองที่มีรากฐานยาวนานนี้ ให้สามารถเป็นสถาบันการเมืองที่ประชาชนสามารถฝากความหวังได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/paetongtarn-helps-flood-victims/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bzmqYfT6fsb2DSyBa2yjW

  • คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ MOU 43-44 แต่หนุนทำประชามติชี้ขาด

    คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ MOU 43-44 แต่หนุนทำประชามติชี้ขาด

    คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ MOU 43-44 แต่หนุนทำประชามติชี้ขาด

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “จะทำประชามติแล้วเข้าใจ MOU 43 และ MOU 44 หรือยัง” จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 44.12% ระบุว่ายังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง MOU 43 เลย รองลงมา 24.96% ระบุว่าไม่ค่อยเข้าใจ ตามมาด้วย 23.13% ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และ 7.79% ระบุว่าเข้าใจมาก ส่วนความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 44 นั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 45.73% ระบุว่าไม่เข้าใจเลย รองลงมา 24.96% ระบุว่าไม่ค่อยเข้าใจ ตามมาด้วย 22.44% ระบุว่าค่อนข้างเข้าใจ และ 6.87% ระบุว่าเข้าใจมาก

    ขณะที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 65.50% มีความต้องการที่จะเข้าใจเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 ให้ชัดเจนมากขึ้น รองลงมา 34.04% ระบุว่าไม่ต้องการที่จะเข้าใจเลยทั้ง MOU 43 และ MOU 44 และ 0.23% ระบุว่าต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 43 และต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 44 ในสัดส่วนที่เท่ากัน

    ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 60.76% ระบุว่าเห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา 20.92% ระบุว่าไม่เห็นด้วยเลยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 ตามมาด้วย 12.60% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ, 4.96% ระบุว่าไม่แน่ใจ, 0.46% ระบุว่าเห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 43 และ 0.30% ระบุว่าเห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 44


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq02/12753565&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wlfq6VbaCX8NRPSJv_uDx

  • นิด้าโพลเปิดผลสำรวจ 60% หนุนใช้ประชามติยกเลิก MOU 43-44

    นิด้าโพลเปิดผลสำรวจ 60% หนุนใช้ประชามติยกเลิก MOU 43-44

    5 ต.ค. 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จะทำประชามติแล้ว…เข้าใจ MOU 43 และ MOU 44 หรือยัง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1-2 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเข้าใจของประชาชนต่อ MOU 43 และ MOU 44 ก่อนการทำประชามติ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 43 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.12 ระบุว่า ไม่เข้าใจเลย รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า ไม่ค่อยเข้าใจ ร้อยละ 23.13 ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 7.79 ระบุว่า เข้าใจมาก

    ด้านความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 45.73 ระบุว่า ไม่เข้าใจเลยรองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า ไม่ค่อยเข้าใจ ร้อยละ 22.44 ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 6.87 ระบุว่า เข้าใจมาก

    สำหรับความต้องการของประชาชนในการทำความเข้าใจเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 ให้ชัดเจนมากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า ต้องการที่จะเข้าใจทั้ง MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา ร้อยละ 34.04 ระบุว่า ไม่ต้องการที่จะเข้าใจเลยทั้ง MOU 43 และ MOU 44 และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 43 และต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 44 ในสัดส่วนที่เท่ากัน

    ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 60.76 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา ร้อยละ 20.92 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 ร้อยละ 12.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 4.96 ระบุว่า ไม่แน่ใจ ร้อยละ 0.46 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 43 และร้อยละ 0.30 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 44

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/873460/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PFFMmww1szmGQ8bdzK94U

  • คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ MOU 43-44 แต่หนุนทำประชามติชี้ขาด : อินโฟเควสท์

    คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ MOU 43-44 แต่หนุนทำประชามติชี้ขาด : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “จะทำประชามติแล้ว…เข้าใจ MOU 43 และ MOU 44 หรือยัง” จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 44.12% ระบุว่ายังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง MOU 43 เลย รองลงมา 24.96% ระบุว่าไม่ค่อยเข้าใจ ตามมาด้วย 23.13% ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และ 7.79% ระบุว่าเข้าใจมาก ส่วนความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 44 นั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 45.73% ระบุว่าไม่เข้าใจเลย รองลงมา 24.96% ระบุว่าไม่ค่อยเข้าใจ ตามมาด้วย 22.44% ระบุว่าค่อนข้างเข้าใจ และ 6.87% ระบุว่าเข้าใจมาก

    ขณะที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 65.50% มีความต้องการที่จะเข้าใจเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 ให้ชัดเจนมากขึ้น รองลงมา 34.04% ระบุว่าไม่ต้องการที่จะเข้าใจเลยทั้ง MOU 43 และ MOU 44 และ 0.23% ระบุว่าต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 43 และต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 44 ในสัดส่วนที่เท่ากัน

    ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 60.76% ระบุว่าเห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา 20.92% ระบุว่าไม่เห็นด้วยเลยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 ตามมาด้วย 12.60% ไม่ตอบ/ไม่สนใจ, 4.96% ระบุว่าไม่แน่ใจ, 0.46% ระบุว่าเห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 43 และ 0.30% ระบุว่าเห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 44

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534652&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dYmcocQ_l2nxFs0gztPNP