v.prd:0.0.141
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/127355&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n4lXW6_Q4a-Sk6IxcdALX

v.prd:0.0.141
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/127355&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n4lXW6_Q4a-Sk6IxcdALX


“อมารี บางแสน (Amari Bangsaen)” โรงแรมเปิดใหม่ในเครือ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป บริษัทบริหารจัดการชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นนับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวระยะสั้น หรือ Micro Vacation สำหรับนักเดินทางที่ต้องการใช้เวลาเดินทางไม่ไกล เพื่อพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ กระตุ้นความสดชื่น และเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง นับเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ที่อยากพักผ่อนอย่างสดชื่น โดยไม่ต้องลางานนาน หรือเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาก เพียง 90 นาทีจากกรุงเทพฯ อมารี บางแสนสามารถตอบสนองความต้องการนี้ของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี
ด้วยทำเลตรงข้าม หาดบางแสน อมารี บางแสน ไม่เพียงนำเสนอการพักผ่อนในบรรยากาศชายทะเลบางแสนที่สงบ และคงความงดงามแบบธรรมชาติและเอกลักษณ์ท้องถิ่นไว้อย่างดี แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนท้องถิ่น ด้วยการสนับสนุนการใช้วัตถุดิบจากตลาดและเกษตรกรในจังหวัดชลบุรี รวมถึงมีส่วนร่วมกับ Crab Bank อ่างศิลา โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลที่ช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศ และส่งเสริมอาชีพชาวประมงในท้องถิ่น สิ่งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และ อมารี บางแสน ในการเป็น Sustainable & Green Hotel ที่สร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนอีกด้วย
อมารี บางแสน (Amari Bangsaen) ได้รับการออกแบบให้เป็น Lifestyle Destination ที่ตอบโจทย์การพักผ่อนของคนไทยยุคใหม่อย่างรอบด้านและทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการ Work-Life Balance และการรีเซ็ตชีวิต เติมเต็มความสดชื่นให้ตัวเองด้วยเวลาอันรวดเร็ว, ครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ พร้อมกิจกรรมสำหรับเด็ก, หรือแม้แต่กลุ่มเพื่อนที่อยากใช้เวลาร่วมกันในทริปริมทะเลที่เดินทางไม่ไกล นอกจากนี้ยังสามารถเติมเต็มการพักผ่อนด้วยกิจกรรมสปา ที่ Breeze Spa ซึ่งจะนำเสนอ “Bamboo Sticky Rice Massage” หนึ่งเดียวในบางแสน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ อมารี บางแสน โดยผสมผสานแรงบันดาลใจจากของฝากเลื่องชื่ออย่าง “ข้าวหลาม” กลายมาเป็นสครับเพื่อการดูแลผิวในระดับเวิลด์คลาส รวมถึงประสบการณ์ด้านรสชาติที่หลากหลายจาก Amaya Food Gallery, Maitree Bar, Aqua Eatery & Bar และ Aloha Beach Cafe ซึ่งสะท้อนทั้งรสชาติและบรรยากาศที่แตกต่าง ตั้งแต่การทานอาหารไทยร่วมสมัยไปจนถึงการจิบค็อกเทลริมทะเล
นอกจากการพักผ่อน อมารี บางแสน ยังพร้อมต้อนรับการจัดประชุมและงานสัมมนา ตั้งแต่ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ด้วย ห้องประชุมและแกรนด์บอลรูมมาตรฐานสากล ที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานได้ถึง 900 คน ทำให้โรงแรมแห่งนี้เชื่อมโยงระหว่าง Business & Leisure ได้อย่างลงตัว
ด้วยห้องพัก 154 ห้องที่ออกแบบในบรรยากาศโมเดิร์นพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และการต้อนรับแบบไทยที่เป็นเอกลักษณ์ อมารี ทำให้ อมารี บางแสน กลายเป็น หมุดหมายใหม่ริมทะเล ที่พร้อมมอบประสบการณ์พิเศษสำหรับทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนกับครอบครัว ทริปคู่รัก กลุ่มเพื่อน การเดินทางเพื่อธุรกิจ หรือการรีเซ็ตชีวิตระยะสั้นๆ ในช่วงสุดสัปดาห์ อมารี บางแสน พร้อมมอบประสบการณ์การเข้าพักที่อบอุ่นและมีชีวิตชีวา และสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับทุกช่วงเวลาในการเข้าพักของนักเดินทางทุกคนแล้ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 038-399200 หรือเวปไซต์ www.amari.com/bangsaen
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12756071&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yk_GgOLnhCW9Zo68JFSQv

กรุงเทพมหานคร เมืองที่ไม่เคยหลับไหลและเต็มไปด้วยเสน่ห์ของมหานครที่ผสมผสานระหว่างความเก่าแก่และความทันสมัยได้อย่างลงตัว ตั้งแต่วัดวาอารามย่านประวัติศาสตร์ คาเฟ่น่านั่ง ร้านอาหารบรรยากาศดี สตรีทฟู้ด และห้างสรรพสินค้าทันสมัยที่เต็มไปด้วยสีสันของไลฟ์สไตล์คนเมือง หลายย่านของกรุงเทพฯ จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดคอนเทนต์ใหม่ ๆ บนโซเชียล โดยเฉพาะบน TikTok Facebook และ Instagram ที่ชาวเน็ตต่างแชร์ “ย่านสุดปัง” กันแบบเต็มฟีด
บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดียผ่านเครื่องมือ dxt:360 ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 22 กันยายน 2568 เพื่อติดตามความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ (Social Listening) เกี่ยวกับความสนใจการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร
ย่านไหนมาแรง? เจาะกระแสเที่ยวกรุงเทพฯ
จากการพูดถึง (Mention) ย่านท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ บนสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า
สุขุมวิท (33.0%) ครองอันดับหนึ่งด้วยพื้นที่ใจกลางเมืองที่เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ทันสมัย ทั้งแหล่งชอปปิง ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ EmQuartier Emporium Emsphere และ Terminal 21 รายล้อมด้วยโรงแรมหรู การเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS พร้อมสวนสาธารณะใจกลางเมืองอย่างสวนเบญจกิติ สำหรับนักวิ่งและคนรักสุขภาพ
นอกจากนี้ ยังมีโซน ทองหล่อ – เอกมัย ย่านสุดฮิปที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ บาร์ และบูติกแฟชั่น อีกทั้ง ยังมีไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้อย่าง The Commons จุดนัดพบสุดฮิตของกลุ่มเพื่อน ๆ
พระนคร (27.8%) ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน และแลนด์มาร์กสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) เสาชิงช้า รวมถึงถนนข้าวสาร และท่ามหาราช ซึ่งล้วนเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว
สยาม (8.6%) ศูนย์กลางการชอปปิงและไลฟ์สไตล์ของคนเมือง โดดเด่นด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์ อาทิ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ซีไลฟ์ แบงคอก ที่เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS
เยาวราช (7.9%) เอาใจสายกินด้วยสตรีทฟู้ดที่ไม่เคยหลับไหล สายถ่ายรูปต้องหลงรักสถาปัตยกรรมตึกแถวโบราณสุดคลาสสิก โดยเฉพาะ “ถนนทรงวาด” รวมถึงวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยเชื้อสายจีน
รัชดา/ห้วยขวาง (7.3%) เป็นหนึ่งในแหล่งแฮงก์เอาต์ยอดนิยม โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเที่ยวกลางคืน แหล่งรวมร้านค้า The Street Ratchada ร้านอาหาร ผับและบาร์ ตอบโจทย์สายชอป สายกิน หรือสายนั่งชิล เหมาะกับการนัดพบเพื่อนฝูง
ลาดพร้าว (5.7%) แหล่งไลฟ์สไตล์ครบวงจรอีกแห่งในกรุงเทพฯ มีทั้งศูนย์การค้า เซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนี่ยน มอลล์ รวมถึงตลาดนัดจตุจักร สวนรถไฟ (สวนวชิรเบญจทัศ) สำหรับการพักผ่อนในวันสบาย ๆ เหมาะกับนักท่องเที่ยวงบจำกัดที่ต้องการสัมผัสวิถีกรุงเทพฯ
สีลม/สาทร (5.2%) มีทั้งไนท์ไลฟ์ ร้าน Fine dining และบาร์บนตึกสูงเพื่อชมวิวเมืองอย่าง Rooftop Bar ที่ตึกมหานคร รวมถึง One Bangkok และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ในกรุงเทพฯ อย่าง Dusit Central Park สวนลอยฟ้า จุดถ่ายรูปสวย ๆ พื้นที่สีเขียวกลางใจเมือง
ดุสิต (4.5%) เต็มไปด้วยบรรยากาศร่มรื่น รายล้อมด้วยพิพิธภัณฑ์และสถาปัตยกรรมเชิงประวัติศาสตร์ ทั้ง วังปารุสกวัน วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น
การกระจายความนิยมของแต่ละย่านชี้ให้เห็นถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดีย คือ ผู้คนไม่ได้เลือกท่องเที่ยวเพียงแค่สถานที่อย่างเดียว แต่เลือกตามสไตล์การเที่ยวที่สะท้อนตัวตน มาดูกันว่าผู้คนในสังคมออนไลน์ชอบเที่ยวแนวไหนบ้าง และอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้แต่ละสไตล์โดดเด่น
เที่ยวกรุงแบบไหน โดนใจสายทัวร์!
สาย Lifestyle & Cafe Hopping ได้รับ Engagement สูงถึง 65.2%:
การท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์กำลังมาแรงในหมู่ Gen Z และ Millennial ที่มองหาประสบการณ์เที่ยวกรุงแบบ “มีสไตล์” คอนเทนต์สาย Aesthetic อย่างคาเฟ่ฮอปปิ้ง ร้านขนมเก๋ ๆ สถานที่หรือมุมถ่ายรูปสวย (Instagrammable) ที่เหมาะแก่การแชร์ลงโซเชียล กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะบน TikTok และ Instagram ที่ตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อน การถ่ายคอนเทนต์ และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่แสดงตัวตนของคนรุ่นใหม่
(Aesthetic หมายถึงผู้ที่ชื่นชอบหรือให้ความสำคัญกับความสวยงามทางสายตา เช่น การจัดแต่งภาพ สี และสไตล์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว)
สาย Shopping & Urban Life ได้รับ Engagement 24.6%:
การเที่ยวแบบ “คนเมือง” ยังคงเป็นที่นิยม เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางชีวิตคนเมือง การเดินทางด้วย BTS/MRT ทำให้การเข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ เป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นการชอปปิงในห้างสรรพสินค้า เดินเล่นตามตลาด หรือการชมวิวจากตึกสูง ล้วนเป็นกิจกรรมที่สะดวก สามารถทำได้หลายอย่างในวันเดียว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มีเวลาจำกัดแต่ยังต้องการความหลากหลายและความสะดวกสบาย
สาย Experience & Creative Activity ได้รับ Engagement 5.2%:
การเที่ยวเชิงประสบการณ์เป็นกิจกรรมที่มีฐานผู้สนใจเฉพาะกลุ่ม เพราะต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช้อป กิจกรรมผจญภัย คอนเสิร์ต หรือกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่าง ๆ แม้จะมีสัดส่วนเอ็นเกจเมนต์ไม่มาก แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เมื่อคนเริ่มมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างและมีคุณค่าเพิ่ม เป็นการเที่ยวที่ช่วยสร้างทักษะใหม่ สร้างความทรงจำที่ไม่เหมือนใคร เหมาะกับผู้ที่ชอบลองสิ่งใหม่และต้องการมีส่วนร่วมแบบ Active
สาย Culture ได้รับ Engagement 3.4%:
การเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังคงได้รับความสนใจแม้ไม่ใช่กระแสหลัก แต่กรุงเทพฯ ยังถือเป็นศูนย์รวมแหล่งวัฒนธรรม ทั้งวัด พระราชวัง พิพิธภัณฑ์ และแกลเลอรี่ต่าง ๆ ที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ แม้คนรุ่นใหม่จะหันไปสนใจคอนเทนต์แนวไลฟ์สไตล์มากขึ้น แต่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังคงมีคุณค่าสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรม และสัมผัสความงดงามแบบดั้งเดิมของกรุงเทพฯ
สาย Nature ได้รับ Engagement 1.6%:
การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในกรุงเทพฯ แม้จะยังมีสัดส่วนเอ็นเกจเมนต์ไม่มากนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักเลือกกิจกรรมที่สะดวกและใกล้ตัวกว่า แต่ประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติยังคงมีคุณค่าสำหรับกลุ่มที่แสวงหาความสงบและต้องการพักใจ การเดินเล่นในสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว กลายเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเติมพลังชีวิตให้กับคนเมืองกลุ่มนี้
พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ท่องเที่ยวบนโซเชียลมีเดีย
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเอ็นเกจเมนต์ (Engagement) จาก Social Listening จะเห็นว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีระดับปฏิสัมพันธ์ที่แตกต่างกันและสะท้อนความนิยมของคอนเทนต์ท่องเที่ยวประเภทต่าง ๆ
TikTok: 58% (483,984)
คอนเทนต์แบบ Short-form video ยังคงครองใจสายเที่ยวมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความรวดเร็ว สนุกสนาน และไอเดียใหม่ ๆ ในการท่องเที่ยว TikTok จึงกลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีเอ็นเกจเมนต์สูงสุดสำหรับแรงบันดาลใจและคอนเทนต์ท่องเที่ยวแบบกระชับ
Facebook: 30% (251,043)
ยังคงเป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์การท่องเที่ยว ผู้ใช้มักเข้ามารีวิว แนะนำ หรือแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับงานอีเวนต์และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อกับชุมชนออนไลน์เพื่อรับคำแนะนำก่อนตัดสินใจ
Instagram: 7% (159,910)
แหล่งรวมรูปภาพสวย ๆ และแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่สนใจมุมถ่ายรูปสวย ๆ (Instagrammable) ของสถานที่ท่องเที่ยว แม้เอ็นเกจเมนต์ไม่มากเท่า TikTok และ Facebook แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับสาย Aesthetic และการวางแผนภาพก่อนออกเดินทาง
YouTube: 2% (20,448)
เป็นพื้นที่สำหรับคอนเทนต์เจาะลึก และเล่าเรื่อง (Storytelling) แบบ Long-form video ผู้ชมบนยูทูปมักเข้ามาดูรีวิวท่องเที่ยวที่มีรายละเอียดครบถ้วน พร้อมทั้งความบันเทิง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรู้รายละเอียดของสถานที่ท่องเที่ยวก่อนตัดสินใจ
อื่น ๆ: 3% (8,449)
ยังมีบางกลุ่มที่มักค้นหารีวิวจากแพลตฟอร์ม X และ Pantip ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับพูดคุยและสอบถามประสบการณ์ได้อย่างสบายใจ
4D Cycle: วัฏจักรโซเชียล ของนักเที่ยวยุคดิจิทัล!
Discover – ค้นหาแรงบันดาลใจ (TikTok, 58% Engagement)
ทุกการท่องเที่ยวเริ่มต้นจากการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัล แพลตฟอร์ม TikTok เป็นจุดเริ่มต้นยอดนิยม เพราะวิดีโอสั้น ๆ สนุก ๆ ช่วยให้เราเห็นภาพรวดเร็วและเกิดแรงบันดาลใจทันทีว่า “ที่นี่น่าไปจริง ๆ” การเล่าเรื่องผ่านวิดีโอหรือภาพประกอบเพลงฮิต ช่วยให้ผู้ชมสามารถตัดสินใจเบื้องต้นได้ว่าอยากไปตามรอยหรือไม่
Discuss – แลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Facebook, 30% Engagement)
เมื่อเริ่มสนใจจริง ๆ ขั้นตอนต่อมาคือการสอบถามและรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่น Facebook เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี เพราะมีรีวิวและคอมมูนิตี้นักท่องเที่ยวที่พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เราจะได้เห็นมุมมองจริง ๆ ของผู้คน เพิ่มความมั่นใจก่อนวางแผนทริป
Decide – ตัดสินใจด้วยข้อมูลเชิงลึก (YouTube, 2% Engagement)
ก่อนออกเดินทาง หลายคนเลือกเข้า YouTube เพื่อดูรีวิวแบบละเอียด ทั้งวิธีการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และบรรยากาศจริง ๆ วิดีโอ Long-form ช่วยให้เข้าใจครบทุกมิติ ทำให้มั่นใจและตัดสินใจออกเดินทางได้อย่างพร้อมที่สุด
Deliver – ส่งต่อประสบการณ์สู่สังคมออนไลน์ (Instagram, 7% Engagement)
หลังจากไปเที่ยวจริงแล้ว การแชร์ประสบการณ์ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ Instagram เป็นพื้นที่สำหรับโพสต์ภาพถ่ายและ Reels สวย ๆ ไม่เพียงเก็บความทรงจำ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อน ๆ และนักท่องเที่ยวคนอื่นตามรอยต่อ
วงจรนี้กลับไปที่ Discover ของนักท่องเที่ยวคนใหม่ ๆ เมื่อคนอื่นเห็นโพสต์ ก็เกิดแรงบันดาลใจใหม่ เริ่มต้นวงจร 4D อีกครั้ง
เสน่ห์กรุงเทพฯ ที่ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” พูดถึง
กรุงเทพฯ ยังคงเป็นหนึ่งในเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งวัฒนธรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ที่มีสีสัน จากการวิเคราะห์เสียงบนโซเชียลมีเดีย พบว่า 20% ของ Mention มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมี TikTok เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ใช้แชร์ประสบการณ์ ทิศทางคอนเทนต์ส่วนใหญ่เน้นการรีวิวแลนด์มาร์ก โรงแรม ร้านสตรีทฟู้ดชื่อดัง รวมถึงบริการยอดฮิตอย่าง สปาและนวดแผนไทย
นอกจากนี้ สิ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ “ความสะดวกในการเดินทาง“ โดยเฉพาะสถานที่ที่ใกล้รถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เพียงมองหาสถานที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงที่ง่ายและรวดเร็ว
กรุงเทพฯ กับมุมลับที่ต้องไปสัมผัสเอง!
กรุงเทพฯ ไม่ได้มีดีแค่แลนด์มาร์กหรือร้านคาเฟ่ชื่อดัง แต่ยังเต็มไปด้วย Hidden Gem (สถานที่หรือมุมพิเศษที่ซ่อนอยู่และมีเสน่ห์เฉพาะตัว) ตรอกซอยเล็ก ๆ ในพระนครและเยาวราชซ่อนสตรีทอาร์ตและอาคารคลาสสิกให้ถ่ายรูปชิค ๆ ขยับไปทองหล่อและสุขุมวิทกับคาเฟ่วินเทจ บาร์สุดเก๋ และร้านอาหาร Aesthetic ที่สามารถนั่งชิลล์ได้ทั้งวัน ส่วนใครมองหามุมพิเศษ ลองแวะ Rooftop Bar เพื่อชมวิวเมืองสวย ๆ หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะร่มรื่นอย่างสวนเบญจกิติและสวนรถไฟ
ทุกมุมของกรุงเทพฯ คือโอกาสสร้างเรื่องราวและแรงบันดาลใจ มุม Hidden Gem ที่คุณเจอและแชร์ลงโซเชียล อาจกลายเป็นจุดเช็กอินใหม่ให้คนอื่นตามรอย พร้อมประสบการณ์ที่รอให้ทุกคนค้นพบ
ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม-22 กันยายน 2568
เกี่ยวกับ dxt:360
dxt:360 เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารได้ทั้งจากโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ สื่อบรอดคาสท์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของผู้บริโภค (Consumer Voices) คอนเทนต์จาก Influencers และ KOLs ไปจนถึงข่าวจากสื่อมวลชน ที่รวบรวมเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Dashboard ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละราย (Customizable Dashboard) จึงทำให้เข้าใจและเห็น Insight ในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เห็นทิศทางการสื่อสารของแบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR990PR4SDPKSXL9B0O4Y1W09QGAFQNN&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v4LaHnUFXSDNTW4SMnwSJ

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.19 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากการติดตามสภาพเศรษฐกิจ และการประกอบอาชีพของประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ ในช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณ 2569 พบว่าในภาพรวมยังคงซบเซามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนผู้ประกอบร้านค้าในตัวเมือง ตัวอำเภอและตามตลาดนัดทั่วไป รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวที่เคยมีความคึกกลับ กลับเงียบเหงาติดต่อกันมาหลายเดือน ซึ่งยังไม่รู้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อีกเมื่อไหร่ ประกอบกับทาง จ.กาฬสินธุ์ ที่ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดยังว่างอยู่ เนื่องจากผู้ว่าฯคนเดิมเกษียณอายุราชการไป จึงเสมือนขาดผู้ที่จะนำพา และพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดให้เดินหน้าไปได้
นายนิมิตร รอดภัย อดีตนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.กาฬสินธุ์ ในฐานะเครือข่ายวัฒนธรรม จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าบรรยากาศการค้าขาย และการประกอบอาชีพของชาว จ.กาฬสินธุ์ในช่วงนี้ ถือเป็นยุคเงียบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย ที่อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์โควิดปี 62-64 ซึ่งพอสถานการณ์คลี่คลายและเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว ก็มาประสบกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากสงครามในบางประเทศ และแม้แต่การเมืองไทยที่ยังขาดเสถียรภาพ ไม่มีความต่อเนื่องในการกำหนดนโยบายบริหารประเทศ
“พื้นที่ จ.กาฬสินธุ์มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชม และเกิดการจับจ่ายใช้สอยได้ตลอดปี เช่น สะพานเทพสุดา เขื่อนลำปาว พิพิธภัณฑ์สิรินธร หรือแหล่งค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์แหล่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระพุทธไสยาสน์วัดภูค่าว วัดพุทธาวาสภูสิงห์ วัดวังคำ อุทยานปลาโบราณภูน้ำจั้น 150 ปี แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกุ้งก้ามกราม พระธาตุยาคู วัฒนธรรมภูไท เป็นต้น แต่การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ยังไม่เต็มที่เท่าที่ควร ภาพที่เกิดขึ้นจึงยังไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากนัก จึงยังเป็นจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง ที่รอการพัฒนาต่อยอดต่อไป ทั้งนี้ เพิ่งจะสีสันและเริ่มจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ในช่วงวันตักบาตรเทโวโรหณะ สักการะประชาชนบาล ที่วัดพุทธาวาสภูสิงห์ ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธ์ จัดระหว่าง 8-12 ต.ค.นี้” นายนิมิตกล่าว
ขณะที่ นางสาวอุไรวรรณ จันทร์สง่า ไกด์นำเที่ยวชาว จ.เพชรบุรี กล่าวว่า ได้ยินชื่อเสียงของ จ.กาฬสินธุ์มานานหลายปี ว่ามีแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น ทั้งด้านวัฒนธรรมประเพณี แหล่งโบราณคดี และท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติหลายแห่ง เพิ่งจะมีโอกาสนำคณะนักท่องเที่ยว ที่มาจาก จ.พะยา จ.เพชรบุรี และกรุงเทพฯ เดินทางมาท่องเที่ยวเป็นนครั้งแรก ตนและนักท่องเที่ยวรู้สึกประทับใจ ในความเป็นกาฬสินธุ์ ซึ่งมีของดีที่หลากหลาย ได้มาพบมาเห็น มาสัมผัสแล้วสุดคุ้ม และไม่น่าเชื่อว่ายังเป็นจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองอยู่ สำหรับอาหารที่ชื่นชอบคือเมนูจากกุ้งก้ามกราม ของดีเลื่องชื่อ ทราบว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของ จ.กาฬสินธุ์ด้วย รับประทานแล้วอร่อย ติดใจ หากมีโอกาสจะนำคณะทัวร์เช็คอิน จ.กาฬสินธุ์ และรับประทานอาหารอีสานอีก
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอาหารตามสถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารทั่วไป เมนูที่เป็นซิกเนเจอร์เลิศรสประจำร้าน ต้องยกให้ “กุ้งแช่น้ำปลา” สามารถรับประทานเป็นกับข้าว และกับแกล้ม นอกดจากนี้ยังประกอบอาหารได้อีกหลายเมนู เช่น ต้มยำกุ้ง กุ้งเผา กุ้งอบวุ้นเส้น พล่ากุ้ง เป็นต้น ทั้งนี้ กุ้งก้ามกรามสดจาดบ่อ ซึ่งเป็นผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ โดยใช้น้ำจากคลองชลประทานลำปาว สามารถเลี้ยงได้ตลอดปี ขายส่งทั่วประเทศเทศ ตามตลาดสด ร้านค้าทั่วไป ห้างสรรพสินค้า และ สปป.ลาว สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าจังหวัดปีละนับพันล้านบาท โดยจะขายดีมากในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/450042&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-KHqvmc6HdSmFistNrJYL

ตำรวจท่องเที่ยวลพบุรีบูรณาการร่วมกับขนส่งจังหวัดลพบุรีและอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว

วันนี้ 8 ตุลาคม 2568 พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศิริเจริญนำ สวญ.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.1 ได้สั่งให้ชุดสืบสวนของ
ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.1 ออกดำเนินการสุ่มตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดในกลุ่มพนักงานขับขี่รถโดยสารสาธารณะในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในวันนี้ได้ดำเนินการบูรณาการร่วมกับทางขนส่งจังหวัดลพบุรี และอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว ที่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสาร จว.ลพบุรี ตามนโยบายของ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวภายใต้การนำของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอำ่ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พล.ต.ต.ดนุ กลำสุ่ม ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยบนท้องถนนให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ต้องใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ และยังเป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางท้องถนนในช่วงก่อนไฮซีซั่น

สถานีตำรวจท่องเที่ยวลพบุรีฝากประชาสัมพันธ์ หากท่านต้องการความช่วยเหลือจากตำรวจท่องเที่ยว โทรสายด่วน 1155 และผ่านทางแอปพลิเคชั่น Thailand Tourist Police
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248210&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36_9Cwirjms2SmExEDmy4o

“สุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรักษา แต่กลายเป็น “เศรษฐกิจ” ที่ขับเคลื่อนโลก
คำว่า Wellness ได้เปลี่ยนจากเทรนด์ชั่วคราวมาเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลกที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน และกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ภายใต้กระแสนี้ ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในโลก ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ตลาดสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ในปี 2566 และมีอัตราการเติบโตถึง 28.4% ต่อปี คิดเป็น 7.87% ของ GDP ไทย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น
จากประเทศท่องเที่ยวสู่ประเทศแห่งสุขภาพ และต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรียกว่า Longevity Economy หรือเศรษฐกิจแห่งการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ
นิยามความมั่งคั่งใหม่ของโลก เมื่อ “Wellness” กลายเป็นเศรษฐกิจ
การทำความเข้าใจ “เศรษฐกิจเวลเนส” (Wellness Economy) คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการมองเห็นทิศทางโลกในศตวรรษใหม่ Wellness หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างสมดุลทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ โดยผสมผสานแนวคิดจากศาสตร์สุขภาพโบราณอย่างอายุรเวทของอินเดีย การแพทย์แผนจีน และแนวทางกรีก-โรมัน เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ปัจจุบันตลาดเวลเนสทั่วโลกมีมูลค่าสูงกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะทะยานแตะ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2571
ในเวทีโลก คู่แข่งอย่าง AMAALA ในซาอุดีอาระเบีย คือกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมเวลเนส ด้วยแนวคิด “Ultra-luxury Wellness Community” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ความยั่งยืนแบบ Carbon Neutral และแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่ประเทศไทยอาจยังพัฒนาแบบแยกส่วน แต่ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างของไทยคือ “ระบบนิเวศสุขภาพที่มีอยู่แล้ว” ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบไทย และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง
เปิดแผนที่ขุมทรัพย์ 1.4 ล้านล้านบาท พลังซ่อนเร้นในเศรษฐกิจเวลเนสไทย
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในโครงสร้างเศรษฐกิจเวลเนสของไทย จะพบว่าการเติบโตนี้ไม่ได้เกิดจากภาคส่วนเดียว แต่เป็นผลจากการผสานพลังของอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารและโภชนาการ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ไปจนถึงเวชศาสตร์เฉพาะบุคคลและสุขภาพจิต โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่มีมูลค่าสูงถึง 415,000 ล้านบาท หรือกว่า 30% ของตลาดทั้งหมด และเติบโตถึง 119.5% ภายในปีเดียวหลังโควิด-19
สิ่งที่น่าจับตามองคือ “พลังการใช้จ่าย” ของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต่างชาติที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 58,000 บาทต่อทริป มากกว่านักท่องเที่ยวไทยกว่า 5 เท่า นั่นหมายความว่าการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวมูลค่าสูงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และเป็นกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
โมเดล “5S” พิมพ์เขียวสู่การเป็น Wellness Hub ของโลก
ความสำเร็จของไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ถูกหล่อหลอมจากวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนผ่านโมเดล “5S” ที่ถอดแนวคิดมาจากยุทธศาสตร์ของ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ร่วมกันผลักดันเป้าหมาย “Thailand as a Global Wellness Hub” โดยวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเวลเนสระดับโลก ได้แก่
ดังที่ นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic กล่าวไว้ว่า
“ประเทศไทยมีครบทุกองค์ประกอบ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก ราคาที่แข่งขันได้ วิถีชีวิตแห่งสุขภาพ และการต้อนรับอันอบอุ่น เราพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำด้าน Wellness Tourism ของโลก”
จาก Wellness Tourism สู่ “Longevity Economy” วิสัยทัศน์เศรษฐกิจแห่งชีวิตที่ยืนยาว
ในก้าวต่อไปของวิวัฒนาการอุตสาหกรรมสุขภาพโลกกำลังเปลี่ยนจาก “Wellness Tourism” ไปสู่ “Longevity Economy” เศรษฐกิจที่เน้นการยืด Health Span หรือ “ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี” มากกว่าเพียงการยืดอายุขัย แนวคิดนี้สอดคล้องกับการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ซึ่งตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ
สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มชัดเจนในประเทศไทย ภาคส่วนเวชศาสตร์ป้องกันและแพทย์เฉพาะบุคคล เติบโตถึง 10.5% ขณะที่ อสังหาริมทรัพย์เชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) ขยายตัว 11.4% นำโดยโครงการมิกซ์ยูส “เวลเนสซิตี้” มูลค่า 25,000 ล้านบาทของ BDMS ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ อีกทั้ง สุขภาพจิต (Mental Wellness) ยังเติบโตถึง 13.7% สะท้อนถึงการยกระดับมุมมองเรื่องสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งกายและใจ
ด้วยความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร การแพทย์ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยตั้งเป้าจะก้าวขึ้นสู่ Top 5 Wellness Destination ของโลก ภายในปี 2025 พร้อมคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะทะลุ 15 ล้านคน ซึ่งหมายถึงการก้าวสู่เวทีแข่งขันโดยตรงกับประเทศมหาอำนาจสุขภาพอย่างสหรัฐฯ เยอรมนี และจีน
บทสรุปอนาคตที่มั่งคั่ง คือสุขภาพที่ยั่งยืน
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจ เมื่อ “สุขภาพ” ไม่ใช่เพียงความเป็นอยู่ที่ดี แต่กลายเป็น “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ด้วยรากฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์อย่างโมเดล 5S และความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก เช่น Global Wellness Institute ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่กำลังจะกลายเป็น ระบบนิเวศสุขภาพแบบครบวงจร ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
การก้าวสู่ “Longevity Economy” จึงไม่ใช่แค่การสร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ แต่คือการลงทุนใน “ความมั่งคั่งที่แท้จริง” สุขภาพที่ดีของประชาชนทั้งประเทศ เพราะในอนาคตอันใกล้ “ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนที่สุด” จะไม่ใช่ทองคำหรือพลังงาน แต่คือ ชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีความสุข
อ้างอิง:
www.bdmswellness.com
tatreviewmagazine.com
www.brandbuffet.in.th
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731702&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vU-eCCXHSakOUWBRJvPMF

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.57 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
NT ผนึก จุฬาฯ ร่วมสร้างอนาคตไทยด้วยเทคโนโลยี
พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามการจัดทำข้อตกลงความร่
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/450032&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XJky7-OwjPOuXXnDNWXHX

เอกสารหลุด?! ฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาเกาหลีใต้ (KIPRIS) เผยภาพร่าง “มือถือจอพับ 3 ทบ” คาดเป็นของ Samsung ประธานลั่นเอง เตรียมเปิดตัวภายในปีนี้
หลังจากที่ HUAWEI แบรนด์สมาร์ตโฟนดังแดนมังกร เปิดตัว “HUAWEI Mate XT” มือถือจอพับ 3 ทบรุ่นแรกของโลก เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมปี 2024 ที่ผ่านมา
ล่าสุด จากฐานข้อมูลของ KIPRIS (Korean Intellectual Property Rights Information Service) หรือฐานข้อมูลออนไลน์ที่ให้บริการข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของเกาหลีใต้ มีการเปิดเผยเอกสารสิทธิบัตรที่คาดว่าจะเป็นมือถือจอพับ 3 ทบของ “Samsung” แม้ทางแบรนด์จะยังไม่ประกาศวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
จากภาพร่างในเอกสาร สิ่งที่โดดเด่นของมือถือจอพับ 3 ทบนี้ คือการออกแบบที่แบ่งเป็นสามส่วน แต่ละส่วนมีแบตเตอรี่แยกกัน
ประกอบด้วย ก้อนเล็กสุด (T1) อยู่ในฝั่งที่มีกล้องหลังสามตัว ก้อนที่ใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย (T3) อยู่ในส่วนที่มีหน้าจอฝาพับ และก้อนที่ใหญ่ที่สุด (T2) อยู่ตรงกลางของเครื่อง ซึ่งจะประกบระหว่างอีกสองส่วนเมื่อพับ 3 ทบเข้าหากัน
สิทธิบัตรดังกล่าวไม่ได้ระบุความจุของแบตเตอรี่หรือความเร็วในการชาร์จ แต่หลายฝ่ายคาดว่า Samsung จะอัปเกรดให้เหนือกว่า Galaxy Z Fold7 ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด 4,400 mAh และรองรับชาร์จไวเพียง 25 วัตต์ ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า Samsung อาจวางจำหน่ายมือถือจอพับ 3 ทบเฉพาะในเกาหลีใต้และจีน แต่ข้อมูลล่าสุดเผยว่า อาจเปิดขายในสหรัฐอเมริกาด้วย โดยคาดว่าการเปิดตัวจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทีเอ็ม โรห์ (TM Roh) ประธานบริษัท Samsung Electronics จากเกาหลีใต้ ประกาศว่า Samsung เตรียมมีมือถือจอพับ 3 ทบ ภายในปี 2025 นี้
โดย โรห์ เผยว่า ขณะนี้ Samsung กำลังปรับแต่งและพัฒนาประสบการณ์การใช้งานให้สมบูรณ์แบบที่สุดก่อนเปิดตัว โดยยังไม่ได้ตัดสินใจชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการ ซึ่งทาง Samsung จะตัดสินใจเรื่องชื่อช่วงใกล้เปิดตัว
จากข่าวลือก่อนหน้า สมาร์ตโฟนจอพับ 3 ทบของ Samsung จะพับเข้าด้านใน ต่างจาก HUAWEI Mate XT ที่พับออกด้านนอก ซึ่งแม้ต้นทุนจะสูงกว่า แต่ข้อดีคือหน้าจอหลักจะไม่ถูกเปิดเผยเมื่อพับเก็บ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยขีดข่วนได้มากกว่า
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า สมาร์ตโฟนจอพับ 3 ทบรุ่นใหม่นี้จะมีราคาสูงกว่า Galaxy Z Fold7 ที่เพิ่งเปิดตัวไปด้วย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/258912&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-VZIT26jf8yZdvJJGALG8


สัมผัสความงามและดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งภาคอีสาน ทั้งการชมจิตรกรรมเก่าแก่บ้านสาวะถี เวิร์กชอปทำข้าวเกรียบอีสาน ไปจนพายเรือคายัคที่ภูผาม่าน และถ้ำค้างคาวขอนแก่นโรงแรมอวานี ขอนแก่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ (Avani Khon Kaen Hotel & Convention Centre) ชวนนักเดินทางทุกท่านมาสัมผัสเสน่ห์แห่งอีสาน ผ่านแพ็กเกจการท่องเที่ยวท้องถิ่น ที่นำเสนอทั้งประสบการณ์ทางวัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติของจังหวัดขอนแก่น ผ่านกิจกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่เดินชม ฮูปแต้ม จิตรกรรมบนฝาผนังอันเก่าแก่ของบ้านสาวะถี ทำข้าวเกรียบอีสานแบบดั้งเดิม ไปจนถึงพายเรือคายัคที่หนองสมอภูผาม่าน และชมปรากฏการณ์ฝูงค้างคาวนับล้านตัวบินออกจากถ้ำยามพลบค่ำโรงแรม อวานี ขอนแก่น ตั้งอยู่ใจกลางเมืองขอนแก่น ห่างจากสนามบินเพียง 15 นาที มาพร้อมกับห้องพักและห้องสวีท 196 ห้อง ที่ถูกตกแต่งด้วยการผสมผสานความคลาสสิคแบบอีสานดั้งเดิมร่วมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว สู่สไตล์ห้องพักที่หลากหลายสำหรับทุกความต้องการ ทั้งกลุ่มนักธุรกิจ คู่รัก ครอบครัว ไปจนถึงการต้อนรับสมาชิกสี่ขาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในรสชาติของอาหาร สามารถเพลิดเพลินกับเมนูจานเด็ดหลากหลายรูปแบบได้กับ สิทธิพิเศษใน 10 ร้านอาหารดังขอนแก่น เพียงแสดงคีย์การ์ดห้องพักของ อวานี ขอนแก่น ก็ได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 15% ทันที

นอกจากนี้ ห้องอาหารจีนของโรงแรมอย่าง จู้ ฟาง (Ju Fang) ได้รังสรรค์เซ็ตเมนูใหม่ที่ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นขอนแก่นเข้ากับการปรุงสไตล์ฮ่องกงสู่อาหารจานพิเศษให้ได้ลิ้มลอง ได้แก่ เป็ดย่างไม้ลิ้นจี่ เอ็นเนื้อตุ๋นซอสมะเขือเทศวูสเตอร์ไชร์ จานเรียกน้ำย่อยตามฤดูกาลอย่าง มะเขือเทศดองบ๊วย และสลัดแตงกวาสไตล์ฉงชิ่ง เสิร์ฟคู่ข้าวกล้องทับทิมชุมแพของขอนแก่น และไก่สมุนไพรเอาใจสายรักสุขภาพ ปิดท้ายความอร่อยด้วยขนมหวาน มันม่วง ลูกแพร มะพร้าว เสิร์ฟพร้อมชาแดงหอมหมื่นลี้
สำหรับผู้ที่มองหาความผ่อนคลายระหว่างวัน อวานีสปา นำเสนอ ทรีตเมนต์นวดขิดอีสาน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ใช้การกดและเขี่ย (ขิด) ไปตามแนวเส้นทั่วร่างกายผสมผสานการนวดด้วยน้ำมันตะไคร้ เพื่อคลายเส้นที่ตึงและลดอาการเมื่อยล้า พร้อมปิดท้ายด้วยการจิบชาสมุนไพรเพื่อปรับสมดุลให้กับร่างกาย หรือจะเปลี่ยนบรรยากาศไปสนุกกับสระว่ายน้ำกลางแจ้งพร้อมเครื่องเล่นและสกู๊ตเตอร์ใต้น้ำ ตลอดจนฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครันสำหรับสายฟิตก็ได้เช่นกันแพ็กเกจสุดพิเศษนี้ พร้อมเชิญทุกท่านมาสัมผัสเสน่ห์ของอีสาน ผ่านการท่องเที่ยวสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น และธรรมชาติสุดอันซีน ด้วยโปรแกรมแบบครึ่งวันและเต็มวัน เริ่มต้นที่ 3,500 บาท พร้อมบริการอันทันสมัยจาก อวานี ขอนแก่น ที่ได้รับการรับรอง 5 ดาว “ด้านความยั่งยืน” ภายใต้โครงการ Sustainable Tourism Acceleration Rating (STAR) จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมในการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถทำการจองหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์ +66 (0) 43 209 888 อีเมล [email protected] หรือเว็บไซต์ www.avanihotels.com/th/khon-kaen/offers/local-tour
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12755905&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NcgO90xwph8I4eaY9fHZY

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.
ตร.ทท.บุกรวบแรงงานเมียนมาค้ายาบ้าเม็ดละ 100 เงินหมุนเวียนหลายแสนบาท
วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้ปราบปรามยาเสพติด และอาชญากรรมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว โดยสั่งการให้ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการ 3 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ร่วมกับ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี(เกาะพะงัน) เข้าตรวจค้นบริเวณ หมู่ 1 ตำบลเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังมีรายงานว่ากลุ่มวัยรุ่นชาวเมียนมาขับรถเข้าออกหมู่บ้านจำนวนมาก และมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย ได้แก่ นายไท อาว อายุ 33 ปี สัญชาติเมียนมา ขณะเดินออกจากหมู่บ้านและได้วิ่งหลบหนีทันทีเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากควบคุมตัวตรวจค้นพบยาบ้า 1 เม็ด ซุกซ่อนในกระเป๋ากางเกง นายไท อาว ให้การรับสารภาพว่า ยาบ้าดังกล่าวเป็นของตน และซื้อมาจากเพื่อนชาวเมียนมาในราคาเม็ดละ 100 บาท

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผล โดยได้ควบคุมตัวนายอาว มิน เท อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา ได้ที่บ้านพัก ตรวจค้นภายในกระเป๋าสีดำที่สะพายอยู่ พบยาบ้าจำนวน 77 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก และจากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบอีกว่า นายอาว มิน เท เป็นบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด อยู่เกินกำหนด 238 วัน
จากการสอบปากคำ นายอาว มิน เท รับสารภาพว่า ได้ขายยาบ้าให้กับนายไท อาว ไปจริง และยอมรับว่าตนซื้อยาบ้ามาจากคนไทยที่เรียกว่า พี่ ในราคาต้นทุนเม็ดละ 35 บาท โดยซื้อมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 128 เม็ด เพื่อนำมาจำหน่ายต่อให้กับลูกค้าชาวเมียนมาในราคาเม็ดละ 100 บาท

พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการ 3 เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในบัญชีต้องกำจัด เนื่องจากปัญหาการค้าขายยาเสพติดในพื้นที่นำร่องทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ได้สร้างปัญหาการลักวิ่งชิงทรัพย์นักท่องเที่ยว และมีรายงานว่า นายอาว มิน เท ผู้ต้องหา มีเงินหมุนเวียนในบัญชีเดือนละหลายแสนบาท จากการโอนเงินซื้อขายยาบ้า
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหากับ นายไท อาว ในข้อหา “มียาเสพติดประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติด” และนายอาว มิน เท ถูกแจ้งข้อหา “จำหน่ายซึ่งยาเสพติดประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า, เสพยาเสพติด และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย พร้อมจะขยายผลล่าตัวคนไทยที่เป็นเอเย่นขายยาบ้าให้กับชาวเมียนมามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/920256&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YFX9AMpv7K_F4WFZYEABX