Blog

  • ส่องโอกาสเศรษฐกิจไทยจากสิงคโปร์ ‘EEC-UOB’ เร่งเครื่องรับ ‘New Economy’

    ส่องโอกาสเศรษฐกิจไทยจากสิงคโปร์ ‘EEC-UOB’ เร่งเครื่องรับ ‘New Economy’

    การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และการกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเปิดโอกาสการลงทุนระลอกใหม่ให้อาเซียน และ “ประเทศไทย” กำลังเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความสนใจมากขึ้น สะท้อนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2025 ที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 66%

    เวทีการประชุม “ASEAN Conference 2026” ที่สิงคโปร์ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยท่ามกลางการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหม่ FDI กำลังเปลี่ยนจากฐานผลิตเดิมสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ภาคธุรกิจชี้โรงงานกำลังรับคลื่นลงทุนใหม่จนพื้นที่เช่าเกือบเต็ม 99% โจทย์ต่อไปไม่ใช่แค่ดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไทย แต่ต้องสร้างอีโคซิสเต็มของ “นิวอีโคโนมี” พร้อมดันธุรกิจไทยเข้า “ห่วงโซ่คุณค่า” ใหม่ให้ได้

    ริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังถูกออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เทคโนโลยีกำลังยกระดับมาตรฐานด้านผลิตภาพ และบริษัทต่างๆ กำลังมองหาตลาดที่มีความชัดเจน มีขีดความสามารถ และความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งประเทศไทยเข้าสู่การแข่งขันครั้งนี้ด้วยจุดเด่นทำเลที่ตั้งใจกลางอาเซียน ฐานการผลิต คลัสเตอร์อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนามาแล้วอย่างต่อเนื่อง

    โอกาสที่อยู่ตรงหน้าของไทยจึงมีความชัดเจน นั่นคือการยกระดับบทบาทจาก “ฐานการผลิต” ไปสู่ “แพลตฟอร์มการเติบโตระดับภูมิภาค” โดยมีพื้นที่เศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์อย่าง “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” (EEC) เป็นส่วนสำคัญในการรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และบุคลากรเข้าด้วยกัน

    “เราเห็น FDI จำนวนมากกำลังไหลเข้าประเทศไทย และสิ่งที่น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษคือ FDI จำนวนมากเหล่านี้อยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อีวี และพลังงานหมุนเวียน” มาโลนี่ย์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษ 

    “สำหรับภาคธุรกิจ โอกาสไม่ได้อยู่แค่การเป็นซัพพลายเออร์ แต่ต้องขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่า และก้าวขึ้นไปเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจและเป็นส่วนสำคัญของบริษัทใหม่ๆ รวมถึงอีโคซิสเต็มใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น” 

    ส่องโอกาสเศรษฐกิจไทยจากสิงคโปร์ 'EEC-UOB' เร่งเครื่องรับ ‘New Economy’

    มาโลนี่ย์ระบุว่า สัญญาณการปรับตัวเริ่มเห็นได้ในภาคธุรกิจไทย โดยผลสำรวจของ UOB พบว่า 73% ของเอสเอ็มอีไทยกำลังมองถึงการนำ AI และ Digital Transformation มาใช้ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่อีกโจทย์สำคัญคือการยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืน ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ

    การแข่งขันในระยะต่อไป จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการเปลี่ยนรากฐานเหล่านี้ให้เป็นความได้เปรียบในการทำให้เป็นรูปธรรมออกมาจริงๆ โดยภาครัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เป็น “การลงทุน” และเปลี่ยนการลงทุนให้ไปสู่ “การขยายธุรกิจ” ได้จริง

    EEC วางดาต้าเซ็นเตอร์ จุดเริ่มเศรษฐกิจขั้นสูง

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มองว่า การพัฒนา EEC ในวันนี้เปรียบได้กับ “การพัฒนาประเทศระยะที่สอง” หลังจากไทยใช้เวลาราว 40 ปีพัฒนาพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ด จนกลายเป็นฐานสำคัญของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่การพัฒนาในระยะใหม่กำลังเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ใน 5 คลัสเตอร์หลัก ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ ดิจิทัล ยานยนต์ เศรษฐกิจสีเขียวหรือ BCG และภาคบริการ 

    ส่องโอกาสเศรษฐกิจไทยจากสิงคโปร์ 'EEC-UOB' เร่งเครื่องรับ ‘New Economy’

    ดร.จุฬาระบุในการให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การดึงการลงทุนเข้ามาใน EEC จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของปริมาณ FDI แต่ต้องพิจารณาว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีห่วงโซ่อุปทานอย่างไร ไทยมีส่วนใดอยู่แล้ว และยังขาดส่วนใด เพื่อดึงการลงทุนเข้ามาเติมเต็มและสร้างอีโคซิสเต็มของอุตสาหกรรมนั้นให้เกิดขึ้น

    หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งกำลังมีการลงทุนจำนวนมากเข้ามาในประเทศไทย ทว่าในมุมของ EEC ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่ปลายทางของการลงทุน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเศรษฐกิจเทคโนโลยีขั้นสูงให้เกิดขึ้นในประเทศ

    ดร.จุฬาเปรียบดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเสมือน “ฮาร์ดแวร์” สำหรับรองรับ AI และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเกิดขึ้น ก็จะสร้างความต้องการต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่น ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์และชิป ไปจนถึง AI Solutions ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อในภาคยานยนต์ การแพทย์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ

    “เราต้องการดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามา เพื่อสร้างเศรษฐกิจไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย” ดร.จุฬากล่าว

    อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์พร้อมกันจำนวนมากนำมาซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ควรปล่อยให้การลงทุนเหล่านี้เข้ามาแย่งใช้ไฟฟ้าจากระบบเดิมเพียงอย่างเดียว 

    หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ Direct PPA ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่สามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง โดย EEC เตรียมใช้พื้นที่เป็น “Sandbox” ทดลองเปิดตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม และใช้กลไกของ EEC ช่วยให้การออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น แนวทางดังกล่าวจะดำเนินควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับพลังงานหมุนเวียน (RE Power Grid) 

    ดร.จุฬามองว่า ความต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้สร้างเพียงแค่แรงกดดันต่อระบบพลังงาน แต่ยังสามารถสร้าง “ตลาดใหม่” และดึงให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นตามมา ขณะที่ Sandbox ใน EEC จะเป็นพื้นที่ทดสอบว่าโมเดลตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้สามารถใช้งานได้จริงเพียงใด ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า หากโมเดลดังกล่าวได้ผล ก็อาจนำไปใช้เป็นต้นแบบเพื่อขยายผลต่อไป

    จับโอกาส ‘อีโคซิสเต็มอาเซียน’

    ท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจบนเวทีเสวนาคือ โอกาสของบริษัทที่ต้องการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอยู่ตรงไหน และประเทศไทยกับสิงคโปร์จะสามารถนำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาเชื่อมต่อ เพื่อสร้างโอกาสร่วมกันในอีโคซิสเต็มของอาเซียนได้อย่างไร

    เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานกิตติมศักดิ์คณะกรรมการแห่งชาติ ICC Thailand มองว่า ท่ามกลางความผันผวนของการค้าโลก ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้เพียงลำพัง ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องแบ่งปันข้อมูลและทำงานร่วมกัน ขณะที่ในระดับภูมิภาค ไทย สิงคโปร์ และประเทศอาเซียนควรส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้ากับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    ส่องโอกาสเศรษฐกิจไทยจากสิงคโปร์ 'EEC-UOB' เร่งเครื่องรับ ‘New Economy’

    ลิม ฮัว เตียง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำประเทศไทยและตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย บริษัท Frasers Property กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในประเทศไทยมาประมาณ 30 ปี ปัจจุบันบริหารพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าประมาณ 3.6 ล้านตารางเมตร สิ่งที่บริษัทเห็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรม

    อัตราการเช่าพื้นที่โรงงานของเฟรเซอร์ฯ ซึ่งเดิมอยู่ที่ประมาณ 80% เพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 99% จนแทบไม่มีพื้นที่เหลือให้เช่าอีกแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทตัดสินใจเมื่อปีที่ผ่านมาว่า ถึงเวลาต้องสร้างพื้นที่โรงงานเพิ่ม เพื่อรองรับบริษัทภาคการผลิตจำนวนมากที่กำลังเข้ามายังประเทศไทย

    ทว่าบริษัทเหล่านี้แตกต่างจากนักลงทุนในอดีต ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจไฮเทค และไม่ได้เข้ามาเพราะแรงงานราคาถูกหรือทำเลต้นทุนต่ำ แต่เป็นความสามารถในการหาทำเลและเริ่มดำเนินธุรกิจได้รวดเร็ว รวมถึงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถตอบสนองมาตรฐานด้าน ESG ที่สูงขึ้นตามข้อกำหนดของบริษัทแม่

    ลิมมองว่าหนึ่งในโมเดลที่สามารถเกิดขึ้นได้คือ การใช้สิงคโปร์ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก เป็นจุดเชื่อมต่อกับฐานการดำเนินงานในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน

    ตัวอย่างหนึ่งคือ Agoda ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ แต่รวมศูนย์การปฏิบัติงานส่วนหนึ่งไว้ที่กรุงเทพฯ โดยเช่าพื้นที่สำนักงานประมาณ 30,000 ตารางเมตร และมีพนักงานราว 4,000-5,000 คน จากมากกว่า 50 สัญชาติ โดยประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทั้งด้านต้นทุน ความน่าอยู่อาศัย และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ จึงสามารถรองรับกิจกรรมทางธุรกิจบางส่วนที่สิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านต้นทุนได้

    ด้าน บรูซ ลิม ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย บริษัท DayOne Data Centers มองไปไกลกว่านั้นว่า ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากถูกใช้สำหรับการเทรนโมเดล AI แต่หลังจากการเทรนเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องเข้าสู่ขั้นของการนำไปใช้งานจริง ตั้งแต่ Wearable Devices, Agentic AI ไปจนถึง Robotics

    ในภาพดังกล่าว สิงคโปร์สามารถทำหน้าที่เป็นฮับการเชื่อมต่อ ในขณะที่ไทยมีจุดแข็งจากตำแหน่งที่สามารถเชื่อมโยงกับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและมีฐานอุตสาหกรรมอยู่เดิม จึงมีโอกาสเป็นทั้ง Regional Distribution Hub, Data Farm ตลอดจนฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรม Robotics ในอนาคต

    ผู้บริหาร DayOne ซึ่งมีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายประเทศอาเซียนซึ่งรวมถึงไทย มองว่าแต่ละประเทศสามารถมีบทบาทที่แตกต่างกันภายในอีโคซิสเต็มดิจิทัลของภูมิภาค โดยสิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ ขณะที่ยะโฮร์เป็นฐานรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ หรือ Data Farm และจาการ์ตาเป็นตลาดปลายทางขนาดใหญ่

    ส่วนประเทศไทยมีจุดเด่นจากทำเลที่สามารถเชื่อมต่อไปยังอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และด้วยฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ไทยจึงมีศักยภาพต่อยอดบทบาทได้ทั้งการเป็น ศูนย์กลางการกระจายสินค้า ฐานดาต้าเซ็นเตอร์ และฐานการผลิตหุ่นยนต์ (Robotics) ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Oteg44fVwjr-D2V0aYrB3

  • “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน เร่ง Quick Big Win การค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs ให้เห็นผลภายใน 6 เดือน – 1 ปี

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน เร่ง Quick Big Win การค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs ให้เห็นผลภายใน 6 เดือน – 1 ปี

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน เร่ง Quick Big Win การค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs ให้เห็นผลภายใน 6 เดือน – 1 ปี


    13/08/2569 | 9 |

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน เร่ง Quick Big Win การค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs ให้เห็นผลภายใน 6 เดือน – 1 ปี
    บทสรุป
        นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อต่อยอดนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการวางโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจัดตั้งคณะทำงาน 4 คณะ ได้แก่ 1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy 2. ด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง 3. ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 4. ด้านการค้าระหว่างประเทศ 
    ซึ่งมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน คณะที่ 1 และ 4 และ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน คณะที่ 2 และ 3 หัวใจสำคัญของทั้ง 4 คณะ คือ การจัดทำ Quick Big Win ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน – 1 ปี โดยเน้นการทบทวนและปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการวาง Big Win สำหรับการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพในระยะ 2 – 4 ปี อีกทั้ง กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่า อาชีพ รายได้ให้ท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 
    ได้นำเสนอแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย และโครงการ 
    “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ที่ตั้งเป้าเริ่มดำเนินการให้ทันในช่วง “กรีนซีซั่น” โดยให้ความสำคัญกับการเยียวยาควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เบื้องต้นรัฐบาลจะสมทบค่าใช้จ่ายในส่วนของโรงแรมที่พักโดยรัฐช่วยสมทบที่ 50 ต่อ 50% หรือ 
    60 ต่อ 40% โดยไม่แบ่งเมืองหลักหรือเมืองรอง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น และให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหมุนเวียนลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม 

    รายละเอียด
    เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการวางโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้รับผิดชอบด้านการค้าและการบริการ ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว คุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การค้าปลีกค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจะวางทั้งกรอบแก้ปัญหาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถ
    ในการแข่งขันของประเทศ 
    โดยจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนงานเฉพาะด้าน 4 คณะ ได้แก่ 
    1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน 
    มุ่งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และประสบการณ์ของไทย สร้างมูลค่าเพิ่มจากผู้มาเยือน เชื่อมโยงเมืองรอง ชุมชน สินค้าและบริการ 
    2. ด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งยกระดับภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางอาหาร
    3. ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งดูแลระบบนิเวศของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ ลดภาระและปรับปรุงใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ ยกระดับสินค้าและบริการ ส่งเสริมการ Scale Up และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีการค้าปลีกค้าส่งเป็นหนึ่งในมิติที่เชื่อมโยงอยู่ด้วย 
    4. ด้านการค้าระหว่างประเทศ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งสร้างสมดุลทางการค้า ขยายตลาดใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA รับมือบริบทการค้าโลกและแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพิ่มสัดส่วน SMEs ในโครงสร้าง
    การส่งออก และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง
    นางศุภจี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของทั้ง 4 คณะทำงาน คือ การจัดทำ Quick Big Win ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน – 1 ปี โดยเน้นการทบทวนและปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ควบคู่กับการวาง Big Win สำหรับการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพในระยะ 2 – 4 ปี โดยทั้ง 4 คณะจะทำงานเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพและเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนนำข้อเสนอเสนอต่อคณะอนุกรรมการ และผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)
    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กล่าวว่า การทำงานจะมุ่งค้นหาโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เพื่อเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศจะเร่งค้นหาพื้นที่และโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับตลาดโลก ท่ามกลางบริบทการแข่งขันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า จะรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำปัญหาจากพื้นที่มาสู่การแก้ไขเชิงนโยบาย โดยภาคเกษตรจะมุ่งสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด ส่วนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ลดภาระใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ และสนับสนุนการ Scale Up เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมนำ
    ทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่า อาชีพ และรายได้ให้ท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย 
    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้นำเสนอมาตรการสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย 
    การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว “เมืองน่าเที่ยว” หรือเมืองรอง ที่มีมากกว่า 50 จังหวัด และการส่งเสริมการท่องเที่ยว
    ที่ยั่งยืนให้เข้าถึงระดับชุมชน ภายใต้ชื่อโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ซึ่งเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปของเงินสนับสนุน (Payment) เน้นสนับสนุนภาคบริการอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าอาหาร 
    ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย โดยตั้งเป้าที่จะเริ่มดำเนินการให้ทันในช่วง “กรีนซีซั่น” (Green Season) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการ
    อีกทั้งยังได้นำเสนอแนวทางการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยเงินจำนวนนี้จะนำเข้าสู่ กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อใช้ประโยชน์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
    1. การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว: ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเดิมและการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (Man-made) 
    ในเมืองน่าเที่ยวต่าง ๆ
    2. การดูแลนักท่องเที่ยว: จัดสรรเป็นค่าประกันภัยและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้มาเยือน
    3. ความยั่งยืน: นำไปเยียวยาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว
        สำหรับความคืบหน้า โครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (กรอ.ท่องเที่ยว)ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมได้พิจารณารายละเอียดโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ภายหลังการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ทั้งเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ ช่วงเวลาที่เหมาะสม และรูปแบบการสนับสนุนค่าที่พักการออกแบบมาตรการให้ความสำคัญกับ “การเยียวยาควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ” โดยต้องการ
    ให้การสนับสนุนจากภาครัฐช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางภายในประเทศและกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ “คนตัวเล็ก” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น เป้าหมายของมาตรการไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนการเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวลงไปถึงผู้ประกอบการและเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว โดยรายละเอียดเบื้องต้น รัฐบาลจะสมทบค่าใช้จ่ายในส่วนของโรงแรมที่พักไม่ว่าจะเป็นรัฐช่วยสมทบที่ 50 ต่อ 50% หรือ 60 ต่อ 40% แต่จะไม่มีการแบ่งแยกเมืองหลักหรือเมืองรอง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการ โดยจะยึดตามแนวทางหลักของคณะรัฐมนตรี
    และกระทรวงการคลังเป็นสำคัญ ซึ่งการออกแบบมาตรการมุ่งลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหมุนเวียนลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ 
    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม

    แนวทางการสื่อสาร
    1. นำเสนอ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ตั้ง 4 คณะทำงาน ทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs และด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อจัดทำ Quick Big Win ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน – 1 ปี 
    2. ประชาสัมพันธ์การนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่า สร้างอาชีพ และรายได้ในแต่ละพื้นที่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย และติดตามประชาสัมพันธ์โครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ 

    แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร
    #ศุภจีตั้ง4คณะทำงาน #เร่งQuickBigWin #การค้าท่องเที่ยวเกษตรSMEs #ให้เห็นผลภายใน6เดือนถึง1ปี 
    #กระทรวงพาณิชย์ #กระทรวงวัฒนธรรม #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง 
    ——————————————
    รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
    จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306
       นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710 
           นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693
        


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/531319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26lbU4vmittMJzxTf90QkQ

  • SUSCO จับมือ ททท. หนุนคาราวานเที่ยวน่าน ดันเศรษฐกิจชุมชนคึกคัก

    SUSCO จับมือ ททท. หนุนคาราวานเที่ยวน่าน ดันเศรษฐกิจชุมชนคึกคัก

    บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO ร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนกิจกรรม “เที่ยวน่านหน้าฝน Feel All the Feelings @Nan” คาราวานท่องเที่ยวทางรถยนต์ ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน ร่วมกับจังหวัดน่าน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และภาคีเครือข่าย ระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2569

    โดยมีนายภิมุข สิมะโรจน์ ประธานกรรมการบริหาร SUSCO และนายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน ร่วมพิธีเปิดและปล่อยขบวนคาราวาน ณ สถานีบริการน้ำมัน SUSCO สาขาประตูน้ำพระอินทร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนเดินทางสู่จังหวัดน่าน เพื่อสัมผัสธรรมชาติ วิถีชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญตลอดเส้นทาง

    สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ SUSCO สนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วม ทั้งสถานที่ อาหารและเครื่องดื่ม พร้อมมอบเสื้อที่ระลึกจำนวน 500 ตัว

    ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของ SUSCO ในการสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์และส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและท้องถิ่น ตลอดจนมีส่วนสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/853702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y0U662bh-bGSGGLlePxEQ

  • เวียดนามหันพึ่งแบงก์ต่างชาติ เสริมทุนรับเป้ารัฐบาลขยายเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เวียดนามหันพึ่งแบงก์ต่างชาติ เสริมทุนรับเป้ารัฐบาลขยายเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ว่า ธนาคารต่างชาติเร่งขยายบทบาทในเวียดนาม ด้วยการปล่อยสินเชื่อสกุลเงินต่างประเทศให้ธนาคารท้องถิ่น ซึ่งกำลังเผชิญต้นทุนเงินทุนภายในประเทศที่สูงขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลให้ขยายสินเชื่อเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ความต้องการเงินทุนจากต่างประเทศสะท้อนความท้าทายสำคัญ ของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดี ซึ่งต้องการให้ธนาคารเป็นแหล่งเงินทุนหลัก สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.62 ล้านล้านบาท) และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 10% ต่อปีจนถึงปี 2573

    นายวิลลี ทาโนโต จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิตช์ เรตติงส์ กล่าวว่า ธนาคารจากจีน ไต้หวัน และตะวันออกกลาง เป็นกลุ่มที่แสดงความสนใจปล่อยสินเชื่อแก่ธนาคารเวียดนาม โดยขนาดวงเงินสินเชื่อร่วมที่มีการหารือกัน อยู่ที่หลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ปัจจุบัน ธนาคารต่างชาติหลายแห่งดำเนินธุรกิจในเวียดนามผ่านสาขา และอาจมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเพิ่มเติมตามแผนจัดตั้งศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศของรัฐบาล แม้รายละเอียดสำคัญยังไม่ชัดเจน

    เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ธนาคารเอชดีแบงก์ของเวียดนามประกาศ การได้รับสินเชื่อร่วมจากต่างประเทศวงเงิน 721 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 23,685.10 ล้านบาท) สูงกว่าเป้าหมายเดิมราว 60% โดยมีธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด คอมเมิร์ซแบงก์ และเอ็มยูเอฟจี ร่วมปล่อยกู้

    ก่อนหน้านั้นในเดือน มิ.ย. ธนาคารวีพีแบงก์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารเอกชนรายใหญ่ของเวียดนาม ลงนามกู้เงินจากต่างประเทศวงเงิน 1,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47,664 ล้านบาท) ส่วนใหญ่เป็นการยื่นกับธนาคารซูมิโตโม มิตซุย ของญี่ปุ่น ด้านเทคคอมแบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนรายใหญ่อีกราย กำลังขออนุมัติสินเชื่อจากต่างประเทศวงเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33,100 ล้านบาท)

    สถาบันการเงินในเวียดนามมองว่า การกู้เงินจากต่างประเทศมีความคุ้มค่ามากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนการกู้เงินสกุลดอลลาร์ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

    ข้อมูลจากธนาคารกลางเวียดนามระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวในเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.9-7.8% จาก 4.8-7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อ

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า การพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้นอาจเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและการบริหารจัดการหนี้ระยะยาว

    ทั้งนี้ เวียดนามกำลังเร่งผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ธนาคารกลางปรับลดเป้าหมายการขยายสินเชื่อของระบบธนาคารในปีนี้ เหลือ 15% จาก 20% ในปี 2568 หลังการปล่อยกู้ที่ขยายตัวรวดเร็วสร้างความกังวลเรื่องฟองสบู่สินทรัพย์

    อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา การเติบโตของสินเชื่อกลับเพิ่มขึ้นมากกว่า 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่บางโครงการได้รับยกเว้นจากข้อจำกัดดังกล่าว

    อนึ่ง ธนาคารกลางเวียดนามได้ผ่อนคลายหลักเกณฑ์ด้านเงินทุน เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้ธนาคารสามารถรองรับความต้องการสินเชื่อระยะยาวสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้น

    กระนั้น การเติบโตของเงินฝากยังไม่เพียงพอต่อความต้องการสินเชื่อ โดยบริษัทหลักทรัพย์เอสเอสไอระบุว่า สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของระบบธนาคารอยู่ในระดับสูงถึง 102.4% สะท้อนแรงกดดันด้านสภาพคล่องและต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มขึ้น.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6103323/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jbjGY66DHE-lCFpK7AYut

  • คุยกับ ‘บัณฑิต นิจถาวร’ กับวิวาทะ  “แบงก์ชาติไม่ใช่ธนาคารเพื่อการพัฒนา”

    คุยกับ ‘บัณฑิต นิจถาวร’ กับวิวาทะ “แบงก์ชาติไม่ใช่ธนาคารเพื่อการพัฒนา”

    บทสัมภาษณ์ ดร.บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล เรื่องบทบาทของแบงก์ชาติ และทิศทางเศรษฐกิจไทยในยุคเเห่งความไม่แน่นอน

    ธนาคารแห่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังที่ทำหน้าที่ “รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ” ผ่านเครื่องมือทางการเงินอย่างการกำหนดทิศทางของอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางด้านราคา รวมทั้งยังมีบทบาทในด้านการกำกับดูแลสถาบันทางการเงินซึ่งถือว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบการเงิน

    หากย้อนกลับไปดูที่พันธกิจของแบงก์ชาติที่ว่า “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสถาบันแห่งนี้มักถูกตั้งคำถามถึงการให้ความสำคัญกับการยืนตรงและมองไกลมากกว่าการยื่นมือติดดิน หรือถ้าแปลอย่างง่ายคือ แบงก์ชาติมักให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาระยะยาวและเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาระยะสั้น

    เหมือนกับคำที่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์ไว้ทำนองว่า หลายคนมักยังไม่เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาระยะยาว แต่เมื่อเกิดวิกฤติหรือปัญหาขึ้นมา และหากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทุกคนก็จะตั้งคำถามทันทีว่าทำไมในตอนนั้นสถาบันแห่งนี้จึงไม่เข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น

    มาถึงยุคของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน วิทัย รัตนากร ซึ่งเพิ่งเข้ามาอยู่ในตำแหน่งยังไม่ถึงหนึ่งปี แบงก์ชาติในยุคนี้เริ่มให้ความสำคัญกับการยื่นมือ ติดดิน เพื่อแก้ไขปัญหา “ตรงหน้า” มากขึ้น ผ่านความพยายามขยายเครื่องมือของแบงก์ชาติที่เข้าไปดูแลกิจการใดก็ตามที่มีความเป็นไปได้ที่จะกระทบกับเสถียรภาพทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ การฟอกเงิน รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมากับเหตุการณ์ในปัจจุบันหลายเรื่องที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติยุคก่อนๆ อาจเลือกไม่ทำ

    คำถามคือ แล้วเส้นแบ่งของการทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติในระยะยาว กับการเข้ามาดูแลปัญหาที่หลายคนอาจมองว่าอาจไม่ใช่พันธกิจหลักของแบงก์ชาติ คืออะไร วันนี้ กรุงเทพธุรกิจ ชวนคุยกับ ดร.บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล ถึงบทบาทปัจจุบันของแบงก์ชาติ รวมทั้งประเมินฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

    คุยกับ ‘บัณฑิต นิจถาวร’ กับวิวาทะ  “แบงก์ชาติไม่ใช่ธนาคารเพื่อการพัฒนา”

    แบงก์ชาติไม่ใช่ธนาคารเพื่อการพัฒนา

    อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายว่าแบงก์ชาติเป็นองค์กรที่มีพันธกิจเฉพาะตัว ไม่ได้เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาประเทศ แต่เป็นธนาคารเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทั้งระบบการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัด เพื่อสร้างพื้นฐานให้ธุรกิจและเศรษฐกิจเติบโตอยู่บนความมั่นคง

    ส่วนบทบาทด้านอื่นที่เพิ่มขึ้น เขามองว่าเป็นความพยายามตอบรับเสียงวิจารณ์จากภายนอกว่าเป็นหอคอยงาช้างหรือไม่ ซึ่งทำได้ แต่ต้องไม่ลืมพันธกิจหลัก เพราะหากทำหลายเรื่องเกินไป โฟกัสในภารกิจหลักอาจจางลง และคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานก็อาจสับสนกับสิ่งที่ตั้งใจเข้ามาทำตั้งแต่แรก

    “บทบาทด้านอื่นๆ ผมก็มองว่าเหมือนกับพยายามที่จะ accommodate view จากข้างนอกกันนะว่าไอ้นี่หอคอยงาช้างหรือเปล่า ซึ่งมันเป็นการพยายาม accommodate แต่อย่าลืมพันธกิจหลัก ซึ่งก็คือการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นเพราะถ้าเกิดเราไปทำหลายๆ เรื่องเนี่ย โฟกัสของเราใน core mission ก็อาจจะจางลงถูกไหม”

    อย่างไรก็ตาม เรื่องหนึ่งที่เขาเห็นว่าแบงก์ชาติเข้าไปช่วยได้ชัดเจนคือหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นหนี้ในระบบสถาบันการเงิน หากลูกหนี้ไม่มีความสามารถชำระก็จะกระทบไปถึงหนี้เสียและย้อนกลับมากระทบสถาบันการเงินอีกทอด

    “ชัดเจนเลยว่า [หนี้ครัวเรือน] เป็นปัญหาที่ผมเรียกว่าเป็นหินก้อนใหญ่ที่ทับเศรษฐกิจอยู่ตอนนี้ ทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถใช้จ่ายได้เพราะติดเรื่องหนี้” ดร.บัณฑิตกล่าว

    กระสุนทางการเงิน

    เมื่อถามถึงเสียงประเมินว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายจนเหลือ 1% นั้นลดมากเกินไปหรือไม่ ดร.บัณฑิต กล่าวว่า ในภาวะปกติดอกเบี้ยนโยบายไม่ควรต่ำกว่า 1% แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกสมัยที่เขาทำงานอยู่ที่แบงก์ชาติ (พ.ศ. 2530 – 2552) อัตราดอกเบี้ยก็อยู่ที่ประมาณ 1% เพื่อรักษาพื้นที่นโยบายไว้ ยกเว้นช่วงโควิดที่ทุกอย่างร่วงลงซึ่งเป็นกรณีพิเศษ

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เขาชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อล่าสุดเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1.95% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ ซึ่งหมายความว่านโยบายการเงินไทยอยู่ในเกณฑ์ผ่อนคลายมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะลดต่อ

    “แต่อยากชวนมองว่าโจทย์ของเราไม่ใช่ตัวระดับดอกเบี้ย แต่อยู่ที่การกระจายสภาพคล่องมากกว่า” เขากล่าว พร้อมระบุว่าเมื่อธนาคารพร้อมปล่อยกู้แล้ว ต้องมั่นใจว่าธุรกิจอย่างเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและไม่มีเงื่อนไขมากเกินไป โดยเฉพาะในปีหน้าเมื่อวัฏจักรการลดหนี้เริ่มกลับตัว ต้องมั่นใจว่าทั้งมีสภาพคล่องเพียงพอ และการกระจายสินเชื่อส่งต่อไปถึงคนที่ต้องการจริง

    ในประเด็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ดร.บัณฑิต ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพเพราะทรัพยากรพร้อมทุกอย่าง ทั้งเงินทุน ความมั่งคั่งของภาคธุรกิจ ทรัพยากรคน และองค์ความรู้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เขาระบุว่ามีความรู้ดีที่สุดตั้งแต่มีประเทศมา

    สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพคือการเลือกที่จะไม่ลงทุน โดยเฉพาะจากภาครัฐที่มองแต่เรื่องปัจจุบัน ทำให้ภาคเอกชนรู้สึกขาดทิศทางและไม่ลงทุนตาม อัตราการลงทุนจึงลดลงเรื่อยๆ และเมื่อไม่ลงทุน การเติบโตก็ไม่มา ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลคือเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปมากทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ขณะที่ไทยยังผลิตสินค้าเดิม

    “ของเดิมที่เราผลิตใครก็ผลิตได้ เขาผลิตต้นทุนที่ต่ำกว่าอีก หลายที่จึงดึงเงินลงทุนไปหมด เราก็เลยถอยลงไปเรื่อยๆ นโยบายไม่ได้สนับสนุนการปรับตัว ขณะเดียวกันภาคธุรกิจและภาครัฐเองก็ลงทุนน้อย มันก็เลยไม่มีแพลตฟอร์มที่จะไปสร้างสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต” อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าว

    เพื่อผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง เขาเห็นว่าไทยควรแข่งบนพื้นที่ที่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบตามธรรมชาติ เพราะหากเลือกไปแข่งในธุรกิจเอไอหรือเทคโนโลยีที่คนอื่นไปไกลแล้ว ไทยก็จะเป็นเพียงผู้ตาม

    เขาอ้างถึงหนังสือ Same as Ever ที่ระบุว่าแม้โลกและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ทั้งอาหาร อากาศ และความเป็นอยู่ที่ดี ไทยจึงน่าจะมาแข่งในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปอาหาร การเป็นฮับด้านสุขภาวะหรือ Wellness การรักษาพยาบาล และธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยได้เปรียบอยู่แล้ว และผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศจะเกิดขึ้นทันที

    คุยกับ ‘บัณฑิต นิจถาวร’ กับวิวาทะ  “แบงก์ชาติไม่ใช่ธนาคารเพื่อการพัฒนา”

    มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย

    สำหรับทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2026 ดร.บัณฑิต อธิบายว่า ปีนี้เป็นปีที่ยากต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว จากภาษีทรัมป์ สู่สงคราม และช็อกราคาน้ำมัน ทำให้ภาพรวมครึ่งปีแรกเป็นภาพของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนที่ยังสูง ทั้งในมิตินโยบาย ทิศทางสงคราม และตัวมาตรการภาษีเอง

    อย่างไรก็ตาม เขามองว่าภายใต้แรงกดดันเหล่านี้ยังมีตัวช่วยอยู่หลายตัว ตัวแรกคือการลงทุนของภาคธุรกิจโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเอไอและอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้ยังมีส่วนของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเติบโต ตัวที่สองคือความสามารถของภาคเอกชนในการปรับตัว ซึ่งเห็นได้แม้ในประเทศไทยเอง และตัวที่สามคือความเชื่อมั่นของตลาดการเงินที่มีต่อฝีมือธนาคารกลางทั่วโลก จนบทสนทนาในตลาดกลายเป็นเรื่องว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือยัง มากกว่าจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สิ่งที่เขาสังเกตเห็นชัดคือการเติบโตที่ไม่เสมอภาค “เศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ต่อเนื่องแม้ในอัตราที่ชะลอลง แต่ความเสมอภาคคือมันไม่กระจายตัวอย่างเท่าเทียม บางประเทศก็ได้ประโยชน์เยอะ บางประเทศก็โดนหนัก”

    หากมองไปที่ครึ่งปีหลัง ดร.บัณฑิต กล่าวว่า ปัจจัยภายนอกที่กระทบไทยแน่นอนคือราคาน้ำมัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าสงครามจะจบอย่างไร โดยมีความเป็นไปได้สองทาง ทางแรกคือสงครามระลอกสองจบเร็วด้วยการเจรจาเหมือนระลอกแรก ราคาน้ำมันยืนระยะอยู่ประมาณ 80 ดอลลาร์ เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียงชั่วคราวโดยเงินเฟ้อพื้นฐานไม่เปลี่ยน

    ทั้งหมดจะทำให้ดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐไม่จำเป็นต้องปรับขึ้น และครึ่งปีหลังจะไม่รุนแรงไปกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งในกรณีนี้ไทยจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ไม่สูงขึ้น ประกอบกับความพยายามขวนขวายหาแหล่งน้ำมันจากที่ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนอีกทางคือสงครามดำเนินต่อไป ซึ่งในกรณีนี้ฉากทัศน์ต่างๆ ก็จะดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้าม

    อย่างไรก็ตาม อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยรายนี้ ระบุว่า โมเมนตัมขณะนี้ถูกจุดขึ้นด้วยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เริ่มเข้ามา และความมั่นใจของนักลงทุนที่มองว่าการเมืองเริ่มมีเสถียรภาพ สิ่งที่จะทำให้โมเมนตันนี้ไปต่อได้คือการทำนโยบายที่สร้างความมั่นใจให้ทั้งภาคธุรกิจไทยและนักลงทุนต่างชาติ

    “อย่าลืมว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เลยเดือนกันยายนไป เราอาจจะไม่มีแรงกระตุ้นจากโครงการของรัฐแล้ว อันที่สองก็คือความสนใจของชาวโลกเกี่ยวกับเอไอ มันก็อาจจะชิฟต์ไปที่อื่น”

    เมื่อถามต่อถึงเมื่อถามถึงผลประโยชน์ของเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศต่อประชาชนคนทั่วไป ดร.บัณฑิต ระบุว่าธุรกิจไอทีที่เข้ามาลงทุนเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างเอ็กคลูซีฟคือต้องการแรงงานประเภทที่ไทยอาจมีน้อย ต้องการคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ไทยอาจมีน้อย และประโยชน์อาจไม่ส่งต่อถึงคนธรรมดา

    “มันอาจจะเป็นการลงทุนที่ให้ประโยชน์จริงในแง่ของมูลค่าเพิ่มต่อจีดีพี แต่มูลค่าเพิ่มตัวนี้มันไม่ได้กระจายไปสู่คนส่วนใหญ่ มันก็เลยเป็น K-Shape พูดง่ายๆ” เขากล่าว

    ทางออกที่เขาเสนอคือการเขียนเงื่อนไขให้ชัด ทั้งการกำหนดให้บริษัทเหล่านี้ใช้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การบังคับให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในแง่ความรู้ตามแบบที่จีนเคยทำจนสามารถผลิตเองได้มากขึ้น การให้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างศูนย์เรียนรู้และศูนย์วิจัย รวมถึงการเปิดหลักสูตรพัฒนาทักษะโดยใช้ความรู้จากบุคลากรของบริษัทเหล่านั้น

    เขาย้ำว่าสิ่งเหล่านี้อยู่แค่เอื้อม เพราะบริษัทต่างชาติได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษี จากโครงสร้างพื้นฐาน และจากโควตาส่งออกของไทยอยู่แล้ว “มันอยู่ที่ว่าเราจะ push เราจะมีฟอร์มที่จะเข้าไปบอกเขาว่าสิ่งเหล่านี้คนไทยต้องการ ถ้าเราไม่พูด เราไม่ขอ หรือเราไม่เขียน มันก็คงจะไม่มี incentive” ดร. บัณฑิตทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1247090&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OKy1X7fNjQ4Lmb7ox5Q28

  • เจาะยุทธศาสตร์ EEC เปิดมุมลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เชื่อมโอกาสเศรษฐกิจไทย-จีน

    เจาะยุทธศาสตร์ EEC เปิดมุมลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เชื่อมโอกาสเศรษฐกิจไทย-จีน

    สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน นำผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ศึกษาดูงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เจาะลึกยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่การดึงดูดการลงทุน อุตสาหกรรมเป้าหมาย โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เมืองอัจฉริยะ ไปจนถึงการพัฒนาพื้นที่และชุมชน เพื่อเปิดมุมมองต่อโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยและจีน

    ดร.สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน กล่าวถึงภาพรวมของหลักสูตร พร้อมขอบคุณ สกพอ. ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้บทบาท ภารกิจ และแนวทางการขับเคลื่อน EEC ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย โดยองค์ความรู้จากการศึกษาดูงานครั้งนี้จะช่วยให้ผู้เข้าอบรมเห็นทั้งทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    เจาะยุทธศาสตร์ EEC เปิดมุมลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เชื่อมโอกาสเศรษฐกิจไทย-จีน

    EEC จากฐานอุตสาหกรรมเดิม สู่พื้นที่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนา EEC ว่า พื้นที่แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่พื้นที่ แต่ต้องเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจ

    แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และสร้างฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยใช้ EEC เป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงภาคการผลิต เทคโนโลยี การลงทุน และบริการเข้าด้วยกัน

    นายนุสติ คณีกุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์การส่งเสริมและชักชวนการลงทุน บรรยายหัวข้อ “ภาพรวมการดำเนินงานของ สกพอ. และภาพรวมอุตสาหกรรมเป้าหมายของ สกพอ.” โดยระบุว่า EEC ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง พร้อมใช้สิทธิประโยชน์และมาตรการสนับสนุนการลงทุนเป็นเครื่องมือดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก

    ขณะเดียวกัน EEC มุ่งขับเคลื่อน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรม BCG และภาคบริการ ซึ่งถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับคลื่นการลงทุนใหม่ในอนาคต

    เจาะยุทธศาสตร์ EEC เปิดมุมลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เชื่อมโอกาสเศรษฐกิจไทย-จีน

    โครงสร้างพื้นฐาน เปลี่ยน EEC ให้เชื่อมไทยกับเศรษฐกิจโลก

    อีกหนึ่งหัวใจของ EEC คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการเดินทาง การขนส่ง และโลจิสติกส์ โดย ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นำเสนอความคืบหน้า “โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC”

    โครงการสำคัญประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ซึ่งโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะในมิติของการเดินทาง แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ และเชื่อมพื้นที่อุตสาหกรรมของไทยเข้าสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระดับโลก

    เจาะยุทธศาสตร์ EEC เปิดมุมลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เชื่อมโอกาสเศรษฐกิจไทย-จีน

    จากพื้นที่ลงทุน สู่เมืองที่คนสามารถใช้ชีวิตได้

    การเติบโตของ EEC ยังมาพร้อมโจทย์สำคัญว่า เมื่อธุรกิจและการลงทุนขยายตัว “เมือง” จะรองรับผู้คนที่เข้ามาทำงานและอยู่อาศัยอย่างไร

    นางสาวธารวิมล สิริเรืองอำไพ รองผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ EECiti กล่าวถึงการพัฒนา “ศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (Smart City)” ซึ่งมีเป้าหมายรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจและการลงทุน ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างระบบเมืองที่สอดรับกับการเติบโตของพื้นที่ในระยะยาว

    ขณะที่ นายรังสรรค์ ธาดามงคลกุล รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อธิบายถึง “การพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ” ซึ่งเป็นอีกกลไกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ และรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    อย่างไรก็ตาม การพัฒนา EEC ไม่ได้มีเพียงโจทย์เรื่องตัวเลขการลงทุนหรือโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังต้องตอบคำถามว่าการเติบโตดังกล่าวจะส่งต่อประโยชน์ถึงคนในพื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด

    ดร.ดารินันท์ นันทวงศ์ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน กล่าวถึงแนวทาง “การพัฒนาพื้นที่และชุมชน” ว่า การขับเคลื่อน EEC จำเป็นต้องดำเนินไปพร้อมกันทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายไปสู่ประชาชนอย่างสมดุลและยั่งยืน

    เจาะยุทธศาสตร์ EEC เปิดมุมลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เชื่อมโอกาสเศรษฐกิจไทย-จีน

    เปิดมุมมองลงทุน เชื่อมโอกาสไทย-จีน

    ตลอดการศึกษาดูงาน ผู้เข้าอบรม บทจ. รุ่นที่ 3 ได้เห็นภาพของ EEC ในหลายมิติ ตั้งแต่นโยบายส่งเสริมการลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โครงสร้างพื้นฐาน เมืองอัจฉริยะ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ไปจนถึงการพัฒนาพื้นที่และชุมชน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามกับคณะผู้บริหารและวิทยากรของ สกพอ.

    การเรียนรู้ครั้งนี้จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำความเข้าใจว่า “EEC กำลังพัฒนาอะไร” แต่ยังเปิดมุมมองว่า การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งนี้กำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนรูปแบบใด และภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยและจีนจะสามารถเชื่อมโยงศักยภาพระหว่างกันได้อย่างไร

    ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกกำลังแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง EEC จึงเป็นมากกว่าพื้นที่อุตสาหกรรม แต่เป็นหนึ่งในสนามสำคัญที่สะท้อนความพยายามของไทยในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนใหม่ และสร้างจุดเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งรวมถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างไทยและจีนในอนาคต

    เจาะยุทธศาสตร์ EEC เปิดมุมลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เชื่อมโอกาสเศรษฐกิจไทย-จีน

    หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 มีผู้เข้าอบรมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ สื่อมวลชน หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนมีบทบาทเชื่อมโยงและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหลักสูตรจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group (CMG) และหอการค้าไทย-จีน พร้อมได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864594&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EQUFGaCXpy1TianBNSbMj

  • OPEC ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกปี 69 ลงอีก แต่ปรับเพิ่มแนวโน้มปี 70 : อินโฟเควสท์

    OPEC ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกปี 69 ลงอีก แต่ปรับเพิ่มแนวโน้มปี 70 : อินโฟเควสท์

    กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก (OPEC) เปิดเผยรายงานประจำเดือนสิงหาคม โดยได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกสำหรับปี 2569 ลงอีกครั้ง โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 600,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะส่งผลให้อุปสงค์รวมทั่วโลกอยู่ที่ 105.74 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    ในรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคม โอเปกเคยประเมินว่าอุปสงค์น้ำมันโลกจะเติบโตขึ้น 800,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 105.94 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จะมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นราว 40,000 บาร์เรลต่อวัน ส่วนกลุ่มประเทศนอก OECD คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะขยายตัวประมาณ 600,000 บาร์เรลต่อวัน

    ในทางกลับกัน โอเปกได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันสำหรับปี 2570 ขึ้นจากมุมมองเมื่อเดือนก่อน โดยประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะเติบโตเพิ่มขึ้นราว 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวในกลุ่มประเทศ OECD ราว 300,000 บาร์เรลต่อวัน และกลุ่มประเทศนอก OECD อีกประมาณ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    ขณะเดียวกัน โอเปกยังคงคาดการณ์การเติบโตของกำลังการผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม OPEC+ สำหรับปี 2569 ไว้ที่ระดับเดิมคือ 600,000 บาร์เรลต่อวัน โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากบราซิล สหรัฐอเมริกา แคนาดา และอาร์เจนตินา ส่วนในปี 2570 การเติบโตของกำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ 600,000 บาร์เรลต่อวันเช่นกัน โดยมีกาตาร์ แคนาดา บราซิล และอาร์เจนตินา เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

    โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/630292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28cPcRzomRSlvTJye_pW5O

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 13/08/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 13/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r3_mDTLKe-fkNLAp4GSRw

  • การกดดันทางเศรษฐกิจต่อระบอบปกครองอิหร่านของทรัมป์ ส่อล้มเหลว

    การกดดันทางเศรษฐกิจต่อระบอบปกครองอิหร่านของทรัมป์ ส่อล้มเหลว

    บลูมเบิร์ก รายงานว่า ปฏิบัติการทางทหารสหรัฐ ต่ออิหร่านจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถบีบให้ระบอบปกครองยอมจำนนได้ รัฐบาลทรัมป์จึงเดิมพันอีกครั้งว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจอันหนักหน่วงจะทำหน้าที่นี้ได้สำเร็จ

    เมื่อต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนยุทโธปกรณ์ที่จำเป็น และความวิตกกังวลเกี่ยวกับการดำเนินสงครามที่ไม่เป็นที่นิยมต่อไป ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเขาจึงกลับมาใช้แผนการเดิมที่คุ้นเคยต่อระบอบปกครองอิหร่าน นั่นคือการยึดแนวทางเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและการปิดล้อมทางทะเลเพื่อสกัดกั้นการส่งออกน้ำมัน

    การกลับเน้นย้ำความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งเคยถูกเรียกว่า “การกดดันสูงสุด” (Maximum Pressure) ในสมัยแรกของทรัมป์  ถือเป็นการย้อนกลับอย่างเห็นได้ชัดสำหรับรัฐบาล ซึ่งเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ยังคงขู่ว่าจะยกระดับปฏิบัติการทางทหาร หลังจากทำสงครามกับเตหะรานมานานเกือบหกเดือน

    แม้ว่าแนวทางนี้จะล้มเหลวในการสร้างผลลัพธ์ตามที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์  ต้องการก่อนปี 2020 แต่ตัวเขาและทีมงานโต้แย้งว่าจะทำได้สำเร็จในครั้งนี้

    อ้างอิหร่านกลัวรมว.คลังสหรัฐมากกว่า

    “ปฏิบัติการมรสุมทางเศรษฐกิจ (Operation Economic Fury) ซึ่งนำโดยรัฐมนตรี สก็อตต์ เบสเซนต์ กำลังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจอิหร่าน” ไมค์ วอลตซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์กับฟอกซ์ นิวส์  เมื่อวันที่ 10 ส.ค. โดยเขาระบุว่าประเทศอิหร่านอาจจะ “อดทนต่อการทิ้งระเบิดได้” แต่ชาวอิหร่านเกรงกลัวเบสเซนต์มากกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ เสียอีก

    ทรัมป์ได้แสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกันกับสำนักข่าวแอ็กซิออส  เมื่อวันอาทิตย์ โดยกล่าวว่าเขากำลัง “ผ่อนคลายท่าที” กับอิหร่าน “เราแค่กำลังเฝ้าดูอิหร่านที่มีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงและข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีเงินเหลืออยู่เลย” ขณะที่เบสเซนต์ได้ย้ำประเด็นที่คล้ายกันก่อนหน้านี้กับฟอกซ์ นิวส์ โดยกล่าวว่า “รัฐบาลกำลังทำให้ประชาชนต้องเผชิญความยากลำบาก และเราจะเดินหน้ากดดันต่อไป”

    ความคิดเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อโต้แย้งของนักวิเคราะห์บางคนที่มองว่า ระบอบปกครองอิหร่านกำลังล่องลอยไปสู่ภาวะล่มสลายทางเศรษฐกิจ และมีทางเลือกน้อยลงในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรผ่านประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    “ในขณะที่เขตอำนาจกฎหมายที่เคยถูกใช้เพื่อหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร รวมถึง UAE เริ่มแสดงท่าทีต้อนรับธุรกรรมทางการเงินและการค้าผิดกฎหมายของอิหร่านน้อยลงอย่างมาก และตลาดโลกก็ลดการพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์จากอิหร่านลง ทำให้มาตรการคว่ำบาตรที่มีอยู่ของสหรัฐ ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอย่างมาก” มีอาด มาเลกี อดีตเจ้าหน้าที่ด้านการคว่ำบาตรประจำกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิจัยอาวุโสที่ Foundation for Defense of Democracies กล่าว

    นักวิเคราะห์ไม่เชื่อว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจจะได้ผล

    สิ่งที่ขัดแย้งกับทฤษฎีดังกล่าวคือข้อเท็จจริงที่ว่า สหรัฐ ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศมานานหลายทศวรรษ โดยไม่ได้จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ ตัวอย่างอื่นๆ รวมถึงเกาหลีเหนือและคิวบา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายล่าสุดของทรัมป์

    สหรัฐได้เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อเตหะรานประมาณ 2,200 รายการ นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มสั่งกำหนดมาตรการใหม่ๆ ในปี 2018 ตามข้อมูลจาก เจเรมี เพเนอร์ หุ้นส่วนจาก Hughes Hubbard & Reed ผู้ติดตามการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรในภาคส่วนน้ำมันและปิโตรเคมีของอิหร่าน โดยราว 350 รายการในจำนวนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแรงขับเคลื่อนในปฏิบัติการ Economic Fury ของเบสเซนต์

    จนถึงขณะนี้ มาตรการดังกล่าวยังล้มเหลวในการบีบให้เตหะรานยอมอ่อนข้อในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ หรือยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือเรื่องอื่นๆ

    “ระบอบปกครองนี้หยั่งรากลึก” เดวิด แทนเนนบอม ผู้อำนวยการจาก Blackstone Compliance Services บริษัทที่ปรึกษาที่มุ่งเน้นด้านการคว่ำบาตรกล่าว แม้ว่ามาตรการคว่ำบาตรจะมีประโยชน์เพราะช่วยตัดทรัพยากรของระบอบปกครอง แต่เขาก็เสริมว่า “ผมไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองได้ และไม่คิดว่าจะโน้มน้าวให้พวกเขายอมละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ได้”

    เมื่อถูกถามความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางใหม่นี้ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางทะเลทำให้อิหร่านถังแตกโดยสิ้นเชิง และทรัมป์ยังมีเครื่องมืออีกหลายอย่างที่สามารถนำมาใช้ได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าทรัมป์มีแผนการใดในใจ

    สหรัฐ ยังคงสามารถสร้างความยากลำบากให้กับเตหะรานในการขายน้ำมันหรือนำรายได้กลับประเทศได้มากขึ้น แต่การยกระดับมาตรการคว่ำบาตรในแต่ละขั้นย่อมนำมาซึ่งต้นทุนทางการทูตที่สูงขึ้น  และลดความแน่นอนลงว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะแปรเปลี่ยนเป็นการยอมอ่อนข้อทางการเมือง

    ทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มแรงกดดันคือการเล่นงานจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดสองราย โดยจีนรองรับการส่งออกน้ำมันจากเตหะรานมากกว่า 90% การลงโทษองค์กรที่สนับสนุนการซื้อขายเหล่านี้จะช่วยลดรายได้จากการขายน้ำมันของอิหร่านโดยตรง

    สหรัฐได้ลงโทษโรงกลั่นอิสระ (Teapot Refineries) และบริษัทบางแห่งของจีนไปแล้วนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน แต่จนถึงตอนนี้ยังคงเว้นการเล่นงานธนาคารใหญ่ของจีนที่เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินแก่การค้าดังกล่าว

    การคว่ำบาตรสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของจีนอาจช่วยลดรายได้จากน้ำมันของอิหร่านได้ แต่ก็เสี่ยงที่จะเป็นการเปิดศึกอีกด้านกับปักกิ่ง ก่อนการประชุมที่วางแผนไว้ในเดือนกันยายนระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง 

    “หากเราพิจารณาที่จะใช้กลยุทธ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้น ปัจจัยที่ต้องพิจารณาจะไม่ใช่แค่ระดับทวิภาคีอีกต่อไป  แต่มันจะกลายเป็นระดับพหุภาคี” เจสส์ โฮเวอร์เซน  อดีตเจ้าหน้าที่ OFAC ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่ Column ธนาคารแพลตฟอร์มดิจิทัล กล่าว

    เป้าหมายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ร้านแลกเปลี่ยนเงินตราในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ช่วยเหลืออิหร่านในการนำเงินกลับประเทศ เมื่ออิหร่านขายน้ำมันได้แล้ว ยังคงต้องพึ่งพาร้านแลกเปลี่ยนเงินและตัวกลางในการแปลงเงินชำระ  ซึ่งมักได้รับเป็นเงินหยวนจีน ให้เป็นสกุลเงินที่เตหะรานสามารถนำไปใช้งานได้จริง อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงการเคลื่อนไหวนั้นไม่น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้

    “สิ่งนั้นจะทำให้อิหร่านยอมจำนนหรือไม่?” เพเนอร์ กล่าว “ลำพังแค่นั้น คงจะไม่สำเร็จ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1247196&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mCrqn-Vjeey2luABJf-jI

  • สิ้น “จู หรงจี” อดีตนายกจีน ผู้เปลี่ยนแปลงประเทศ เป็นยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจโลก

    สิ้น “จู หรงจี” อดีตนายกจีน ผู้เปลี่ยนแปลงประเทศ เป็นยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจโลก

    สิ้น จู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะมีอายุ 97 ปี เปลี่ยนแปลงประเทศจีน เป็นยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจโลก หัวหอกเข้าองค์การการค้าโลก ดึงลงทุนจากต่างชาติ

    เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม สำนักข่าว BBC รายงานว่า จู หรงจี นายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของจีน ได้ถึงแก่อสัญกรรมขณะมีอายุ 97 ปี โดย จู หรงจี ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศจีน และทำให้ประเทศจีนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจ

    โดยในช่วงที่นาย จู หรงจี ดำรงตำแหน่งนายกฯนั้น เขาเป็นหัวหอกพาประเทศจีนเข้าร่วม องค์การการค้าโลก การเปิดโรงงานในจีนสู่ตลาดระหว่างประเทศ และการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

    นอกจากนี้เขายังได้โอนอำนาจการจัดเก็บภาษีระดับท้องถิ่นไปให้รัฐบาลกลาง ปิดหรือแปรรูปบริษัทของรัฐที่ล้มเหลว และส่งเสริมการเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งถือเป็นการแปรรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญของประเทศจีน

    โดยนาย จู หรงจี ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2541-2546 ซึ่งชาวจีนหลายคนจดจำเขาในฐานะผู้นำที่เข้มแข็งและจริงจัง และนำพาประเทศจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Nateetorn S.

    Nateetorn S.

    ทำงานกับ Thaiger มาตั้งแต่ปี 2020 จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสคร์ เคยทำงานกับสถานีโทรทัศน์อันดับ 1 ของประเทศ ทำให้มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ เจาะประเด็นข่าวการเมืองอาชญากรรม ข่าวแปลกๆ เรื่องน่าสนใจจากต่างประเทศ ช่องทางติดต่อ tee@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1596977/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ux70PKjZkNaTN96VW0vZ8