Blog

  • เปิดเส้นทางชีวิต ‘วรภัค’ จากไอบีเอ็ม สู่เก้าอี้ รมช. คลัง จากการทาบทามของ อนุทิน

    เปิดเส้นทางชีวิต ‘วรภัค’ จากไอบีเอ็ม สู่เก้าอี้ รมช. คลัง จากการทาบทามของ อนุทิน

    หลังจากเมื่อวันที่ 7 กันยายนปีนี้ที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดตัว วรภัค ธันยาวงษ์ หนึ่งในโควตารัฐมนตรีคนนอก อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ที่พรรคภูมิใจไทย โดยนายกฯ ได้ทาบทามให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

    ในการเปิดตัว วรภัค ครั้งนั้น นายกรัฐมนตรี อนุทิน อธิบายถึงสาเหตุที่ทาบทาม วรภัค มาร่วมงานกับรัฐบาล ช่วยงาน ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เนื่องจาก วรภัคเป็นทีมเจรจาเรื่องภาษี สหรัฐ ถือเป็นการสานต่อให้เกิดความต่อเนื่อง รวมถึงตลาดทุน สำหรับ วรภัค ถือเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ในช่วงปี 2556-2559 และเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยพิชัย ชุณหวชิร ที่มาช่วยทำงานสำคัญคือการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ในยุคของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ดังนั้นต้องการให้งานที่พิชัยทำไว้ต้องได้รับการสานต่อ ไม่ต้องเริ่มใหม่ หรือไปศึกษาเพราะกระทรวงการคลังเป็นกระทรวงที่สำคัญ และรู้จักกันมา 30-40 ปี แล้ว

    วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

    บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดตัว วรภัค ธันยาวงษ์ หนึ่งในโควตารัฐมนตรีคนนอก อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB

    ด้านวรภัค ระบุในวันเปิดตัวที่พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติที่ท่านนายกชวนมาร่วมงาน วันนี้เป็นวันแรกที่เดินเข้าพรรคการเมือง และช่วงที่ช่วยพิชัย เพราะรู้จักมาเกือบ 30 ปี ท่านเป็นคนดีคนเก่ง ตั้งใจทำงาน ส่วนตนอยู่ในส่วนตลาดเงินตลาดทุนมานาน ซึ่งพิชัยเป็นพี่เลี้ยงและกระทรวงการคลังก็มีบุคลากรเก่งๆ ซึ่งความท้าทายของเมืองไทยมีความหลากหลาย ทั้งหนี้สาธารณะ หนี้ภาคครัวเรือน รายรับ รายจ่ายของประเทศ

    ทั้งนี้ เชื่อว่าเป็นการเลือกบุคลากรเพื่อช่วยเหลือประเทศจริงๆ และตนไม่ได้เป็นนักการเมือง และรู้จักท่านนายกฯ มานาน ศรัทธาท่านมานาน เต็มใจมาช่วยงาน สานต่อให้ไม่สะดุด ซึ่งระยะเวลา 4 เดือน ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรู้ความเป็นไปของประทรวงอยู่แล้ว เชื่อว่าจะสามารถต่อเนื่องงานได้เลย

    เปิดประวัติ ‘วรภัค’ อดีต รมช. คลัง

    วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

    วรภัค ธันยาวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2507 มีภรรยา คือ กนกพร ธันยาวงษ์ ซึ่งมีบุตรและธิดา รวมจำนวน 4 คน

    • สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาตรี BS in Management Science & Computer System, Oklahoma State University, Stillwater, USA
    • สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จาก MBA in Finance University of Missouri, Kansas City, USA
    • ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    เปิดเส้นทางการทำงานเคยนั่งสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่ง

    สำหรับประวัติการทำงานเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในองค์กรชั้นนำทั้งในภาคธุรกิจ ภาคตลาดเงินและตลาดทุน ดังนี้

    • เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านลิซซิง บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด
    • กรรมการผู้จัดการใหญ่ Bank of American (สาขาประเทศไทย)
    • กรรมการผู้จัดการ ธนาคารดอยซ์แบงก์ สาขาประเทศไทย
    • กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธนาคารเจพี มอร์แกน เชส และบริษัทหลักทรัพย์เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด
    • รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ประธาน
    • ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า จำกัด
    • กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย

    นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทอื่นๆ อีกหลายบริษัท

    จากนั้นในวันที่ 19 กันยายน 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งวรภัคเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยนับตั้งแต่ชื่อ วรภัค ถูกเปิดเผยมาต่อสาธารณะว่าจะมานั่งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เริ่มเกิดคำถามในสังคมว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะจากพรรคฝ่ายค้าน

    ฝ่ายค้านอภิปราย ‘วรภัค’ นั่งรมช. คลัง ‘ไม่เหมาะสม’

    โดยเมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณานโยบายรัฐบาล เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการแต่งตั้ง วรภัค ธันยาวงษ์ เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (รมช. คลัง) ทั้งที่ยังมีรายชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตของ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH

    ในการอภิปราย เลิศศักดิ์ ระบุว่า การแต่งตั้งบุคคลที่มีข้อกล่าวหาในคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและนักลงทุนมูลค่านับหมื่นล้านบาท เข้ามานั่งในตำแหน่งกำกับดูแลสถาบันการเงินนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

    โดยเลิศศักดิ์ อ้างถึง เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจ้งข้อกล่าวหา วรภัค ธันยาวงษ์ (ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)) กับพวกรวม 32 คน ในข้อกล่าวหาร่วมกันอนุมัติสินเชื่อโดยแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จและปกปิดความจริง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัท EARTH ได้รับวงเงินสูงเกินกว่าหลักเกณฑ์ของธนาคาร

    เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส. จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย

    เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส. จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย 

    เลิศศักดิ์ อภิปรายถึงพฤติการณ์อนุมัติสินเชื่อ 2 กรณีที่น่าสงสัย

    • อนุมัติเงินกู้ระยะยาวหลายพันล้านบาท โดยใช้ ‘เหมืองปลอม’ 2 แห่งในประเทศอินโดนีเซียมาค้ำประกัน ซึ่งมีการตรวจสอบพบว่าเหมืองบางแห่งอยู่ในป่าทึบ หรือมีการถ่ายภาพป่าหินมาใช้ประกอบการอนุมัติสินเชื่อ
    • อนุมัติสินเชื่อให้บริษัท เอิร์ธ โฮลดิ้ง จำกัด นำเงินไปซื้อหุ้นบริษัท EARTH ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการปั่นราคาหุ้น และสร้างความน่าเชื่อถือเทียมให้กับบริษัท จนสามารถออกหุ้นกู้มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทขายให้ประชาชนเกือบ 6,000 คน

    ในการอภิปราย เลิศศักดิ์ ตั้งคำถามต่อ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งบุคคลที่มีส่วนร่วมในการอนุมัติสินเชื่อที่นำมาซึ่งความเสียหายดังกล่าว และหากในอนาคต ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด จะตอบประชาชนอย่างไร

    ‘วรภัค’ เคยแจงสภาฯ ปมถูกโยงเกี่ยวคดี ‘เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ’ 

    ในครั้งนั้น วรภัค ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยยืนยันว่า ตนเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 และบริษัท EARTH เป็นลูกค้ามานานหลายปี โดยเป็นลูกค้าชั้นดีมาตลอด และมีตัวเลขยอดขายและกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง

    “ความเสียหายที่แท้จริงนั้น ผมครบวาระปลายปี 2559 ออกจากกรรมการของธนาคารกรุงไทย บริษัทดังกล่าวเป็น NPL ในเดือนพฤษภาคม ปี 2560” วรภัคชี้แจง

    วรภัค ยืนยันว่า บริษัท EARTH ไม่เหมือนกับบริษัท สตาร์ค ที่ถูก ก.ล.ต. ร้องเพราะตกแต่งบัญชี โดยบริษัท EARTH ไม่เคยถูก ก.ล.ต. ร้องทุกข์กล่าวโทษในขณะที่เป็นลูกค้าของธนาคารกรุงไทย และความเสียหายที่แท้จริงตามรายงานที่ปรึกษาทางการเงิน เกิดจาก ‘วิกฤตสภาพคล่อง’ และการที่เจ้าหนี้รายใหญ่ดึงวงเงินอย่างฉับพลัน

    วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

    วรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง 

    อย่างไรก็ตาม เลิศศักดิ์ ได้ใช้สิทธิ์พาดพิง โดยแย้งว่ามีข้อพิสูจน์แล้วว่า เหมืองที่ค้ำประกันเงินกู้ไม่มีจริง ซึ่ง รมช. คลัง ชี้แจงกลับว่า กรณีเหมืองไม่จริงยังอยู่ในขั้นตอนพิสูจน์ของ ป.ป.ช. และตนเป็นเพียงคณะกรรมการกลั่นกรองสินเชื่อ ไม่ใช่ผู้อนุมัติหุ้นกู้

    วรภัคกล่าวต่อว่า สำนวนที่อยู่กับ ป.ป.ช. มีอยู่พอสมควร และจากการเรียกให้ปากคำของ ป.ป.ช. อีกไม่กี่เดือนจะสรุปและข้อเท็จจริงปรากฏ ไม่เกินสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า และทุกคนจะเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร 

    ถูกกล่าวหาเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมชาวจีน-กัมพูชา 

    นอกจากนี้ วรภัคยังถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมชาวจีน-กัมพูชา ซึ่ง Tom Wright เป็นผู้เขียนบทความ ส่วนหนึ่งได้ของข้อมูลในบทความได้พยายามเชื่อมโยง BIC Group และ BIC Bank กัมพูชา รวมถึง Leak Yim ประธานกรรมการของ BIC Bank และยังพยายามเชื่อมโยงไปยัง Benjamin Mauerberge หรือ เบน สมิท ซึ่งในวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา

    อีกทั้ง รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เคยอภิปรายพาดพิงถึง เบน สมิท ว่าเป็นสแกมเมอร์, แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และกลุ่มทุนสีเทา ส่งผลให้วันที่ 6 ตุลาคม เบน สมิท ได้มอบอำนาจให้ทนายความ คือ ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ได้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท จากการอภิปรายของรังสิมันต์ ดังกล่าว ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อธุรกิจของเบนทั้งในประเทศไทยและสิงคโปร์

    ภาพ : รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

    รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

    ขณะที่ Benjamin Mauerberge นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ได้ออกแถลงการณ์เป็นภาษาไทย เพื่อตอบโต้และชี้แจงข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงเขา แถลงการณ์ส่วนหนึ่งระบุว่า “ในบรรดาข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จทั้งหลาย ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดได้แก่ ข้อกล่าวหาที่ว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงิน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ในประเทศกัมพูชา ผมขอยืนยันว่า ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องที่ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ไม่ว่าทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต”

    ย้อนรอยสะพัดตั้ง ‘วรภัค’ นั่งประธานคณะทำงานแก้ปัญหาสแกมเมอร์

    ท่ามกลางนานาประเทศ ทั้งเกาหลีใต้, สหรัฐฯ, สหรัฐราชอาณาจักร ต่างเคลื่อนไหวกดดันแก้ไขปัญหากวาดล้างปัญหาสแกมเมอร์ รวมทั้งการฟอกเงินที่เชื่อมโยงในกัมพูชา เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาให้ข้อมูลว่า ทางฝั่งกระทรวงคลังได้จัดคณะทำงาน ซึ่งมี วรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง นั่งเป็นประธานคณะทำงานจัดการปัญหาสแกมเมอร์แล้ว เพื่อตรวจสอบในด้านช่องทางการเงิน โดยมี ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงพาณิชย์ นั่งอยู่ในคณะทำงานนี้ด้วย

    ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    หลังจากข่าวนี้ออกมาในวันเดียวกัน รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ข้อความผ่าน Facebook ระบุว่า ถ้าข่าวนี้เป็นจริง บ้ามาก บ้าไปแล้ว นี่คือการตบหน้าประชาชนอย่างชัดเจน การกระทำแบบนี้ของรัฐบาลนายอนุทินไม่ต่างอะไรกับการให้ความช่วยเหลือแก๊งสแกมเมอร์ให้รอดพ้นจากการถูกกำจัด น่าผิดหวัง น่าผิดหวังจริงๆ

    รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ผ่าน Facebook กรณีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่จะมีการแต่งตั้งวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง นั่งเป็นประธานคณะทำงานจัดการปัญหาสแกมเมอร์ ของฝั่งกระทรวงการคลัง

    รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ผ่าน Facebook กรณีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่จะมีการแต่งตั้งวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง นั่งเป็นประธานคณะทำงานจัดการปัญหาสแกมเมอร์ ของฝั่งกระทรวงการคลัง 

    ‘ไทยสร้างไทย’ ค้านตั้ง ‘วรภัค’ คุมทีมปราบสแกมเมอร์

    ขณะที่ ปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า ทางพรรคขอคัดค้านแนวคิดการแต่งตั้งนายวรภัคเป็นประธานคณะทำงานนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข่าวว่าท่านเคยให้คำปรึกษาด้วยวาจาแก่ Yim Leak ประธาน BIC Bank และกลุ่มธุรกิจ BICGroup ในกัมพูชา ซึ่งหลายคนถูกตั้งข้อสงสัยโดย สหรัฐฯ ว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลที่เคยมีความสัมพันธ์เชิงการให้คำปรึกษากับเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศมาเป็นผู้ตรวจสอบ จึงไม่สร้างความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสได้เลย

    แม้นายวรภัคจะยืนยันว่าการให้คำปรึกษาเป็นเพียงการพูดคุยในระดับประสบการณ์ธุรกิจธนาคารเท่านั้น ไม่มีการเข้าร่วมบริหารหรือได้รับผลประโยชน์ใด ๆ และได้แจ้ง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ประเด็นความเหมาะสมของการแต่งตั้งยังคงเป็นคำถามที่สังคมจับตาและอาจเป็นข้อสังเกตใหญ่ที่ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้รัฐบาลเอง

    ภาพ : ปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย

    ปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย

    ปริเยศ ยังชี้ว่ากระบวนการทำงานแบบนี้ของรัฐบาลอาจถูกตั้งคำถามว่า

    เข้าข่ายไปปกป้องเครือข่ายผู้ต้องสงสัยการกระทำความผิดได้ และแม้รัฐบาลจะจัดแบ่งงานเป็นสองฝั่ง โดยฝั่งหนึ่งเน้นตรวจสอบเส้นทางการเงิน นำโดยกระทรวงการคลัง

    อีกฝั่งเน้นการระบุตัวสแกมเมอร์ นำโดยนายกรัฐมนตรี แต่ในสายตาประชาชนจากข่าวนี้ ก็ทำให้เกิดภาพลบต่อประเทศไทยโดยรวมไปด้วย

    “การเอาบุคคลที่เคยให้คำปรึกษากันมาเป็นประธานตรวจสอบ ซึ่งแน่นอนว่าต้องรู้จักและมีความสัมพันธ์กันอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นจะให้คำปรึกษากันได้อย่างไร”

    กลายเป็นประเด็นร้อนส่งผลให้อีกวันถัดมาในวันที่ 21 ตุลาคม อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องออกมาแถลงข่าว กรณีที่มีรายงานข่าวว่า วรภัค ธันยาวงษ์ รมช. คลัง ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในกัมพูชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตนได้ให้วรภัค ทำเรื่องชี้แจงมาเป็นลายลักษณ์อักษร และวรภัค จะทำเรื่องชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก และแถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบ พร้อมยืนยันว่ายังไม่มีการแต่งตั้งวรภัค เป็นหนึ่งในประธานคณะอนุกรรมการปราบสแกมเมอร์แต่อย่างใด

    ‘วรภัค’ ยืนยันไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องธุรกิจผิดกฎหมายในกัมพูชา

    สถานการณ์เกิดขึ้นส่งผลต่อเนื่องให้วรภัค ต้องจัดแถลงข่าวด่วนในวันถัดมา คือ 22 ตุลาคม วรภัค ได้ชี้แจงและปฏิเสธข่าวบิดเบือนที่กล่าวหาว่าตนเองพัวพันกับแก๊งหลอกลวงต้มตุ๋น ฟอกเงิน และธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศกัมพูชา 

    โดยยืนยันว่าตนมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปีในแวดวงการเงินและธนาคาร ทั้งในสถาบันการเงินชั้นนำในประเทศและต่างประเทศ และได้เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองในปี 2568 เพื่อรับใช้ประเทศชาติโดยไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองแต่อย่างใด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงชัดเจนว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับขบวนการหลอกลวงต้มตุ๋นหรือธุรกิจผิดกฎหมายในกัมพูชาหรือที่ใดๆ ทั้งสิ้น และไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ BIC Group และ BIC Bank Cambodia ว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งต้องให้กระบวนการยุติธรรมเข้ามาตรวจสอบ

    บรรยากาศงานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของ วรภัค ธันยาวงษ์ พร้อมประกาศลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง ที่กระทรวงการคลัง

    บรรยากาศงานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของ วรภัค ธันยาวงษ์ พร้อมประกาศลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง ที่กระทรวงการคลัง

    ส่วนกรณีที่ถูกเชื่อมโยงกับ BIC Bank โดยมีการนำรูปและชื่อไปลงเป็นที่ปรึกษาโดยไม่ได้รับทราบนั้น นายวรภัคยืนยันว่าไม่เคยเป็นกรรมการบริหารหรือที่ปรึกษาใด ๆ ของธนาคาร และไม่เคยรับเงินหรือผลตอบแทนใด ๆ เช่นเดียวกับความเกี่ยวข้องกับ Mr. Benjamin Mauerberger ซึ่งเป็นเพียงผู้ปกครองที่มีบุตรเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน

    นอกจากนี้ วรภัคยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเป็นตัวแทน (Nominee) หรือเป็นฟันเฟืองของขบวนการ scammer ผ่านการซื้อหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ในปี 2564 โดยชี้แจงว่าเป็นการทำธุรกรรมซื้อหุ้น 29% ใน FSS ที่ถูกต้องตามกฎหมายในลักษณะ management buy out โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนในสิงคโปร์ และ BIC Bank Lao ซึ่งเป็น standby facility เพื่อทำ tender offer เท่านั้น และไม่ได้มีการใช้วงเงินส่วนนี้ 

    อีกทั้งยืนยันว่า BIC Bank Lao และ BIC Bank Cambodia มีความเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการที่แยกกันอย่างเด็ดขาดในปัจจุบัน ต่อมาในปลายปี 2567 ตนได้ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดและลาออกจากตำแหน่งกรรมการใน FSS แล้วจึงไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ อีก การกล่าวอ้างใด ๆ ในภายหลังจึงเป็นการใส่ร้ายป้ายสี ยิ่งไปกว่านั้น วรภัคยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเท็จต่อภรรยาว่าได้รับผลประโยชน์เป็นเงินคริปโตจำนวนหลายล้านเหรียญ 

    พร้อมชี้แจงยืนยันว่าภรรยาไม่เคยมีบัญชีคริปโตใด ๆ และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ ตามที่มีผู้กล่าวหา

    สรุปได้ว่า วรภัค ยืนยันความบริสุทธิ์ทุกประเด็น พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดและประกาศจุดยืนว่าจะใช้ความซื่อสัตย์สุจริตที่มีมาตลอด 30 ปีในการทำงานเป็นเครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมทั้งสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่บิดเบือนและเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อไป

    ‘วรภัค’ ประกาศลาออกจาก รมช.คลัง มีผลตั้งแต่ 22 ต.ค.

    ในงานแถลงข่าว วรภัค ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง รมช. คลัง โดยให้มีผลทันทีในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ เพื่อไม่ให้เรื่องส่วนบุคคลกลายเป็นภาระหรือเงื่อนไขที่อาจกระทบต่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพของรัฐบาล การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อยืนหยัดหลักความโปร่งใส และความเป็นอิสระของรัฐบาลในการบริหารประเทศ ให้ปราศจากข้อครหา และไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดนำเรื่องส่วนตัวของผมมาเป็นอุปสรรคต่อภารกิจของรัฐบาล

    หนังสือลาออกของ วรภัค ธันยาวงษ์ จากตำแหน่ง รมช.คลัง

    หนังสือลาออกของ วรภัค ธันยาวงษ์ จากตำแหน่ง รมช.คลัง

    ‘สฤณี’ แนะฟ้อง BIC Group อ้าง ‘วรภัค’ เป็นที่ปรึกษา

    ด้าน สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ระบุว่า ชื่นชมการตัดสินใจของคุณวรภัคที่ลาออกจากตำแหน่ง รมช. คลัง แต่อยากเสริมว่าสิ่งต่อไปนี้ควรเกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แทนที่การฟ้องร้องใด ๆ

    สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน

    สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน

    1. คุณวรภัคควรฟ้อง BIC Group ข้อหาแอบอ้างเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ (Board Advisor) เพราะชื่อโชว์หราอยู่บนเว็บไซต์องค์กร ร่วมกับคนไทยอีก 2 คน จนกระทั่งเว็บลบชื่อเมื่อราว 10 กันยายนปีนี้เอง (สืบค้นได้อย่างง่ายดายผ่านเว็บ Wayback Machine)
    1. สำนักงาน ก.ล.ต. ควรเร่งขอข้อมูลจาก MAS สิงคโปร์ เกี่ยวกับ CAI, CAI Optimum Fund VCC, credit fund – องคาพยพทั้งหลายในสิงคโปร์ที่ถูกอ้างอิงในบทความคุณ Tom Wright ในการสอบสวนของ ก.ล.ต. เอง ในประเด็น ”secret takeover” ของ FSX ว่าเกิดขึ้นหรือไม่ 

    อย่างไร ซึ่ง ก.ล.ต. เอง ก็เริ่มสอบสวนแล้วน่าจะอย่างน้อยตั้งแต่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ตามแถลงข่าวสำนักงานค่ะ เชื่อว่า MAS จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี 

    ย้อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ‘วรภัค’ ในฐานะ รมช. คลัง

    เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา วรภัคได้ชี้แจงในการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยสูงเกือบ 90% ของ GDP หรือราว 13.55 ล้านล้านบาท โดย 50% เป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ จึงทำให้สถานะหนี้ครัวเรือนไทยมีความอ่อนแอสูง โดยกว่า 30% ของหนี้ภาคครัวเรือนทั้งหมดเริ่มส่งสัญญาณแจ้งเตือน ประกอบไปด้วย หนี้ที่เป็น NPL 9% หนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว หรือ TDR 8% หนี้พึงระมัดระวังเป็นพิเศษ (SM) 4% และหนี้ที่ปรับโครงสร้างก่อนเป็น NPL หรือ DR

    “วิกฤตหนี้ครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่เกิดขึ้นฉับพลันหลังการลอยตัวค่าเงินบาท เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นแบบช้าๆ ค่อยๆ เริ่ม แต่ตอนนี้เรียกว่าแทบจะเป็นฟางเส้นสุดท้าย หากไม่มีการปรับปรุง ดังนั้นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลคือการช่วยแก้ปัญหา NPL ภาคครัวเรือน” นายวรภัคกล่าว

    วรภัคกล่าวว่า แนวทางแก้หนี้ NPL ภาคครัวเรือน รัฐบาลได้วางโรดแมปที่ชัดเจน ในการปลดล็อกแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งบริษัทร่วมทุน Joint Venture (JV) กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่มีอยู่แล้ว เพื่อโอนหนี้ที่เป็น NPL ออกมาจากธนาคารให้เร็วที่สุด โดยหนี้กลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ที่เป็นคนตัวเล็ก มียอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท แต่มีจำนวนมากถึง 3.4 ล้านราย โดยมีมูลค่าหนี้รวม 123,000 ล้านบาท

    “ข้อดีคือ AMC มีหน้าที่หลักในการแก้หนี้ ทำให้เมื่อโอน NPL ออกไปแล้ว ธนาคารจะมีเวลาไปปล่อยกู้และเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยจะเร่งดำเนินการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ภายในสัปดาห์นี้” วรภัคกล่าว

    รมช. คลังกล่าวอีกว่า ขณะที่การเพิ่มสภาพคล่อง SME รัฐบาลจะจัด ‘เลนพิเศษ’ สำหรับ SME ที่มีความเชี่ยวชาญแต่ขาดสภาพคล่อง โดยจะมีการตั้งโครงการ SME Product Program เน้นช่วยเหลือ SME ขนาดเล็ก (S) วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท และขนาดกลาง (M) วงเงิน 20-100 ล้านบาท เป็นหลัก และมีการเตรียมกลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการค้ำประกันความเสี่ยงให้ธนาคารพาณิชย์ตัดสินใจปล่อยกู้ในเลนพิเศษนี้ได้ง่ายขึ้น

    วรภัคยืนยันว่า ทีมเศรษฐกิจมีแผนงานที่ชัดเจนว่าเป้าหมายอะไร ต้องเสร็จเมื่อไหร่ และใครเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าปัญหาต่างๆ จะได้รับการแก้ไขสำเร็จภายใน 4 เดือน

    ทั้งนี้การที่ วรภัค ประกาศลาออกในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ หากนับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ครม. อนุทิน โดยแต่งตั้งให้ วรภัค เป็น รมช. คลัง จะอยู่ในตำแหน่งนี้ระยะเวลารวม 33 วัน แต่หากนับจากวันที่รัฐบาลที่มีอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายเมื่อวันที่ 29-30 กันยายนที่ผ่านมา วรภัค มีระยะการทำงานรวม 21 วัน ในตำแหน่ง รมช. คลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/woraphat-thanyawong-deputy-finance-minister/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E9Wf08OMOvapmOzqv-Spk

  • คนตรังคึกคัก! แห่ผูกปิ่นโตศาลเจ้าพ่อหมื่นรามทะลุ 1,300 สาย สะท้อนเศรษฐกิจฝืดแต่ใจศรัทธาแรง

    คนตรังคึกคัก! แห่ผูกปิ่นโตศาลเจ้าพ่อหมื่นรามทะลุ 1,300 สาย สะท้อนเศรษฐกิจฝืดแต่ใจศรัทธาแรง

    ภูมิภาค

    คนตรังคึกคัก! แห่ผูกปิ่นโตศาลเจ้าพ่อหมื่นรามทะลุ 1,300 สาย สะท้อนเศรษฐกิจฝืดแต่ใจศรัทธาแรง

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ศาลเจ้าพ่อหมื่นราม เขตเทศบาลนครตรัง พบประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาร่วมถือศีลกินเจจำนวนมาก เดินทางมารับปิ่นโตสำหรับมื้อเที่ยงที่ผูกไว้กับศาลเจ้า รวมถึงรับประทานอาหารในโรงทาน ซึ่งปีนี้บรรยากาศคึกคักกว่าทุกปีอย่างเห็นได้ชัด เมนูอาหารเจมื้อเที่ยง ได้แก่ ต้มซุปเจ ผัดฟักทองเจ เกาหยุกเจ และข้าวสวย
    ประชาชนบางรายเผยว่า ปีนี้เลือกผูกปิ่นโตกับศาลเจ้าเพราะราคาย่อมเยา เพียง 700 บาทตลอด 9 วัน เฉลี่ยมื้อละราว 25 บาท ถูกกว่ารับประทานตามร้านอาหารทั่วไปเกือบเท่าตัว

    นายไชยอนันท์ หรือ “โกฉ้าย” อายุ 75 ปี ผู้ดูแลและควบคุมอาหารโรงทานศาลเจ้าพ่อหมื่นราม เปิดเผยว่า โรงทานเปิดบริการอาหารฟรีทุกมื้อโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจิตศรัทธาของผู้ร่วมงานว่าจะร่วมบริจาคมากน้อยเพียงใด

    โกฉ้ายกล่าวว่า ปีนี้มียอดผู้ผูกปิ่นโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและกระแสคนหันมาทานอาหารเจมากขึ้น โดยปิ่นโตชุดละ 700 บาท ครอบคลุม 9 วัน 3 มื้อต่อวัน รวม 27 มื้อ แต่ละมื้อประกอบด้วยอาหาร 3 เมนู คือ น้ำแกง 1 อย่าง และเมนูผัด 2 อย่าง บางวันเป็นหมี่ผัด โดยใช้ผักสดเฉลี่ยเมนูละ 1 ตัน หรือรวมมื้อละประมาณ 3 ตัน

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีผู้ผูกปิ่นโตกับศาลเจ้าพ่อหมื่นรามกว่า 1,300 สาย และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้มารับประทานอาหารในโรงทานมื้อเที่ยงเฉลี่ยกว่า 3,000 คนต่อวัน

    โกฉ้ายกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเทียบกับปีก่อน จำนวนผู้ผูกปิ่นโตและผู้มารับประทานในโรงทานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนทั้งภาวะเศรษฐกิจและความตื่นตัวของประชาชนในการถือศีลกินเจ โดยเฉพาะที่ศาลเจ้าพ่อหมื่นราม ยอดผู้ร่วมงานไม่เคยลดลงเลย
    ด้านนายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า เทศกาลถือศีลกินผักปีนี้จะมีเงินสะพัดกว่า 4.1 หมื่นล้านบาททั่วภาคใต้ แม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่กิจกรรมทำบุญยังคงได้รับความนิยม เช่น การผูกปิ่นโตและการบริจาคสิ่งของให้ศาลเจ้า

    ปีนี้ยังมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเดินทางมาร่วมแสวงบุญในหลายจังหวัดภาคใต้ ทั้งระนอง ภูเก็ต กระบี่ สงขลา และตรัง ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 7,000 ล้านบาท

    นายสลิลกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น “คนละครึ่ง” และโครงการท่องเที่ยวไทยในเมืองหลัก-เมืองรอง รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยวและการจัดสัมมนา ล้วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคให้ฟื้นตัวได้ดี

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oiX8dG1EzSja9R8mPgD9e

  • “สุวัจน์”แนะ 5 เรื่องหลักแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงเวลาจำกัดของรัฐบาล

    “สุวัจน์”แนะ 5 เรื่องหลักแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงเวลาจำกัดของรัฐบาล

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคาดหวังต่อ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจว่า

    จากสถานการณ์โลกเดือด มรสุมจากภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีทรัมป์ที่ส่งผลกระทบตรงๆกับเศรษฐกิจไทย ขณะที่การเมืองวุ่น 2 ปีกว่าของสภาฯชุดนี้ เปลี่ยนนายกฯ ไปแล้ว 3 คน ล่าสุดมีการพลิกขั้ว ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อย ประกาศชัดไทม์ไลน์ สู่การยุบสภา 4 เดือน เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง พร้อมทำประชามติแก้ไขรัฐธธรรมนูญ

    การแก้ไขเศรษฐกิจ ถ้าจะทำให้เป็นผลงานอย่างชัดเจน ได้แสดงออกถึงวิสัยทัศน์ความเข้าใจจริงๆ มันต้องมีเวลามากกว่านี้ ฉะนั้นรัฐบาลนี้ก็คงมีเวลาในการดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้นๆเท่านั้น

    นายสุวัจน์ เห็นว่า เศรษฐกิจกับการเมือง เป็นขอคู่กัน การเมืองต้องเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องมอง 2 เรื่องนี้ควบคู่กันไปเสมอ

    ถามว่า วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลก ก็ต้องยอมรับอีกว่า เป็นยุคที่มีความผันผวนที่สุด นับตั้งแต่โควิด สืบเนื่องมาเจอปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสงครามการค้า ปัญหาสงครามจริงๆ และล่าสุดก็ภาษีทรัมป์ ที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบ ซึ่งในยุคเทคโนโลยีดิสรัปชั่นก็หนักแล้ว แต่วันนี้เป็นเรื่องเอไอ มันยิ่งกว่ามากนะ

    ฉะนั้น การเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจที่มาจากความเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยีจากเอไอสูงมาก จึงมีผลกระทบในทุกมิติเลย ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางไปสู่กรีนอีโคโนมีอีก หมายความว่า ทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ต้องมีมาตราฐานเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อน สนใจสิทธิมนุษยชน เรื่องสตรี ความหลากหลายทางเพศ มีเรื่องความยั่งยืนต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง

    สิ่งเหล่านี้ เป็นภาพที่ส่วนตัวคิดว่า มีผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย จีดีพีเราไม่โตเลย ไตรมาสแรก 3 % ไตรมาสที่สองก็ 3 % พอไตรมาสที่สาม 1 % กว่า ไตรมาสสุดท้ายอาจจะ 1 % กว่าเช่นกัน เฉลี่ยปีนี้เราอาจไม่ถึง 2 % ซึ่งเราไม่ถึง 2 % มาเกือบ 20 ปีแล้วนะ เป็นสิ่งที่น่ากังวล

    ขณะที่ยังมีเรื่องสะสมมาตั้งแต่โควิด นั่นคือ เอสเอ็มอี ของเราอ่อนแรงมาก พอมาเจอวิกฤษเศรษฐกิจจากความผันผวนของโลกอีกก็แทบอยู่ไม่ได้ แล้วยังต้องเจอปัญหาจากการแข่งขันเรื่องคุณภาพสินค้า อันเนื่องมาจากกรีนอิโคโนมี เจอเอไอ ซึ่งเรายังเสียเปรียบมากในเรื่องการแข่งขัน แล้วเรื่องเอไอมันชัดเจนว่า มันยิ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากขึ้น เพราะเป็นเทคโนโลยีสนับสนุนธุรกิจใหญ่ๆ โดยเฉพาะ Global Company ให้ใหญ่ขึ้น แต่ขณะที่เอสเอ็มอีก็ยิ่งตายลงๆ ดิจิทัลดีไวซ์ หรือแก๊ประหว่างความไม่เสมอภาคจะสูงขึ้น

    ไหนเรายังต้องเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก วันนี้ผู้สูงอายุเรา 20 % กว่า หรือ 15 ล้านคนจากประชากร 60 กว่าล้านคนแล้ว ฉะนั้นเรามีภาระด้านสวัสดิการการดูแลผู้สูงอายุ แต่กำลังการผลิต กำลังคนทำงานของคนในชาติน้อยลงไป

    สุดท้ายที่คิดว่า เป็นความท้าทายเศรษฐกิจไทยมากๆ นั่นคือ Fiscal Spaces หรือ “พื้นที่ทางการคลัง” ที่เราเหลือน้อยลงไปทุกวันๆ เรากำลังเดินไปสู่ “หน้าผาทางการคลัง” แล้ว

    เงินเราน้อยลงไปหนี้สินมากขึ้น หนี้ 65% ของจีดีพี มันชนเพดานแล้วนะ หรือการขาดดุลงบประมาณ 4.5 % อย่างนี้มันมากกว่า 3 % แล้ว มันนำไปสู่การจัดเครดิตเรตติ้งต่างๆ ต่อไปเรากู้เงินยากขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้น หรือเงินที่ใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศน้อยลง

    สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัญหารุมเร้าจริงๆ เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขในระยะยาว ถึงบอกว่า เราจำเป็นต้องแบ่งงานกันทำ รัฐบาลชุดนี้ก็จะต้องเรื่องระยะสั้นๆ แก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าไป ส่วนเรื่องระยะยาวก็คงเป็นเรื่องของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

    ถามว่า เรื่องเศรษฐกิจเฉพาะหน้ามีอะไรบ้าง นายสุวัจน์ ตอบว่า เรื่องแรกเร่งด่วนที่รัฐบาลนี้ ควรจะต้องดำเนินการต่อทันทีคือ เรื่องภาษีทรัมป์เพราะเรื่องนี้ส่งผลรุนแรงต่อการส่งออก มูลค่าสินค้าที่ส่งออกไปต้องบวก 19% ของแพงขึ้น

    ขณะเดียวกันก็กระทบการลงทุน เพราะเรื่องนี้ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน มีการโยกย้ายฐานการลุงทุน ถ้าที่ไหนภาษีถูกก็มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ฉะนั้นเรื่องนี้รัฐบาลตั้งรองนายกฯ ฟอร์มทีมเจรจาแล้ว เพื่อลดผลประทบให้น้อยที่สุด

    เรื่องที่สอง การส่งออก วันนี้ตัวเลขมันลดลงไปมาก แล้วมันมีผลกระทบต่อจีดีพีประเทศ ผมคิดว่า นอกจากตลาดเก่า อย่าง จีน ยุโรป อาเซียน ที่เราต้องเจาะทาร์เก็ตสินค้า เพื่อรักษาฐานคู่ค้าเก่าๆ แล้ว เราต้องหาตลาดใหม่ๆด้วย อย่างตลาด Global South หรือ แถบประเทศละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชียกลางตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อเยอะ และเรายังส่งออกไปน้อย ทำควบคู่ทั้งตลาดเก่ากับตลาดใหม่ การส่งออกน่าจะกระเตื้องขึ้น

    เรื่องที่สาม การท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นพระเอกเลย แต่วันนี้พระเอกบทบาทน้อยลงไป แต่ยังไงๆเรื่องนี้ก็ต้องเป็นเรื่องหลักต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    เดิมก่อนโควิดเรามีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ปีที่แล้วมีตัวเลข 35-36 ล้านคน แต่ปีนี้อาจจะน้อยลงไป ซึ่งผลกระทบหลักๆมาจากคู่แข่ง คนญี่ปุ่นไปเวียดนามมากขึ้น ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนก็หายไป จากที่เคยมา 12 ล้าน ตอนนี้ไม่ถึงครึ่ง ราวๆ 5-6 ล้านเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีนัยยะสำคัญด้วย

    ฉะนั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ต้องฟื้นฟูภาพลักษณ์ ความไม่เข้าใจอะไรต่างๆของตลาดจีนที่มีต่อไทยอย่างจริงจัง ถ้าเราได้ตัวเลขจากคนจีนคืน การท่องเที่ยวไทยก็เกินกว่ายอดที่เคยได้ก่อนโควิดแล้ว

    นายสุวัจน์ ย้ำว่า เรื่องท่องเที่ยวมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ ต่อเศรษฐกิจรากหญ้า ต่อคนในชนบท เพราะการท่องเที่ยวทำให้เงินกระจายลงไปถึงคนในชนบท แต่พอไม่ตรงเป้า จึงกระทบต่อเศรษฐกิจข้างล่างอย่างรุนแรง

    ดังนั้น เฉพาะหน้าต้องนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศให้เยอะขึ้น เที่ยวเมืองนอกกันน้อยๆหน่อย

    “อย่างโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่เคยทำ ไปเที่ยวเท่าไหร่รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง ต้องหยิบมาทำต่อ เพื่อให้ท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะช่วยเศรษฐกิจรากหญ้าฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ”

    แล้วก็ควรสร้างอินเซนทีฟในคนไปเที่ยวเมืองรองเพิ่มขึ้น เพราะเมืองหลัก อย่าง พัทยา หัวกิน ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย นักท่องเที่ยวรู้จัก มีผลกระทบบ้าง แต่ยังเข้มแข็งอยู่ ที่สำคัญควรให้ความสำคัญกับบิ๊กอีเวนต์ที่เรากำลังจะเป็นเจ้าภาพ

    อย่างการประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์ ประกวดมิสยูนิเวิร์ส อย่างนี้ถือเป็นบิ๊กอีเวนต์ หรือใช้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์เพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามาท่องเที่ยว หรือให้สมาคมกีฬาที่มีอยู่ทำโครงการ จัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกในช่วงสั้นๆ ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมไปถึงให้ส่วนราชการไปประชุมสัมมนาตามเมืองรองต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีรายได้

    สิ่งเหล่านี้ถือว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องทำได้ เพราะการท่องเที่ยวไม่เหมือนการลงทุนนะ รัฐบาลอยู่ 4 เดือนไปชวนใครเขาก็อาจมีขีดจำกัดในการสร้างความเชื่อมั่น แต่การท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการเรื่องความเชื่อมั่นอะไรมากมาย เอาระยะสั้นๆ มากินมาเที่ยวมาใช้ แล้วก็กลับ

    เรื่องที่สี่ รัฐบาลควรเร่งรัดในการใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2569 ใช้จ่ายกันแต่เนินๆ จากที่บางปีจะไปใช้จ่ายกันในช่วงปลายปีงบประมาณ เพราะการเร่งรัดจัดซื้อจัดจ้าง เร่งรัดการก่อสร้าง จากงบประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท มันจะช่วยดึงจีดีพีได้อย่างมหาศาล หรืออย่างรัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส ก็เป็นโครงการเก่า แต่เอามาทำต่อด้วยเงิน 40,000 กว่าล้านบาท ก็ถือว่ามีผล ตัวอย่างอย่างนี้ถือเป็นเรื่องดี

    สุดท้าย เรื่องที่ห้า ผมว่า รัฐบาลนี้ควรดำเนินการช่วยสนับสนุน เอสเอ็มอี ที่บอกซ้ำมากๆ จากปัญหาที่ผมได้พูดไป ทำให้โซ่ข้อกลางของระบบอุตสาหกรรมของธุรกิจไปได้ เพราะถ้าไม่มีเอสเอ็มอีธุรกิจใหญ่ๆก็ไม่เกิดขึ้น แล้วเอสเอ็มอีถือเป็นรากฐานของจีดีพี ฉะนั้นวันนี้รากฐานของเราอ่อนแอ ต้องเข้าไปสนับสนุนเขาอย่างจริงจัง

    “5 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาล 4 เดือน สามารถทำได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว ผมคิดว่า คงต้องยกให้เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ ที่จะเข้ามาวางกรอบอย่างที่ได้พูดไป”

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า ยังไม่รู้ว่า การเลือกตั้งจะนำไปสู่รัฐบาลหน้าตาแบบไหน แต่ส่วนตัวมองว่า ระหว่างนี้พรรคการเมืองก็จะมีเวลานานขึ้น จากเดิมยุบสภาก็มีเวลา 45 วันก็เลือกตั้งแล้ว แต่นี่ต้องบวกไปอีก 4 เดือน ฉะนั้นระยะเวลาที่นานขึ้น ทำให้นักเลือกตั้งต้องหาเสียงนานหน่อย

    สำหรับพรรคการเมือง ก็อย่าให้เสียเปล่า ควรใช้เวลาที่นานขึ้นนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง เพราะศึกข้างหน้าใหญ่หลวงนัก การเมืองต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา และสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจริงๆ ด้วยนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ และของโลก

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องตระหนัก และยอมรับความจริงกันได้แล้ว ถึงการใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นจุดขายเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง

    นายสุวัจน์ เห็นว่า ภารกิจใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่จะเข้ามาต้องทำกันอย่างจริงจัง มีอยู่ 6 เรื่อง

    เรื่องแรก เราจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

    ต่อไปเราจะผลิตสินค้าอย่างเดิมไม่ได้แล้ว การผลิตรุ่นใหม่จะต้องเป็นการผลิตที่มีมาตราฐานขึ้น ไม่ปล่อยซีโอทู สนใจเรื่องโลกร้อน ต้องผลิตโดยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายที่ 2050 จะต้องเน็ตซีโร่ ฉะนั้นการผลิตจากนี้ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน คำนึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค ความหลากหลายทางเพศ

    หรือแม้การที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลง แล้วในที่สุดจำเป็นต้องเข้าร่วมเอฟทีเอ เกิดกลุ่มการค้าต่างๆเพื่อกำหนดมาตราฐานสินค้า ซึ่งเราก็ต้องผลิตให้ได้ มิเช่นนั้นเราก็จะไม่มีสินค้าไปขาย การส่งออกจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ฉะนั้นสำหรับรัฐบาลหน้า ต้องมีมิติเรื่องต่างประเทศมากเกี่ยวข้องอย่างมาก เพราะเราจำเป็นต้องไปอยู่ในกลุ่มการค้าต่างๆ เพื่อไม่ให้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ การเข้าร่วมเอฟทีเอค้าด้วยกันเอง จะปลอดภัยขึ้น ไม่มีภาษีมาเป็นอุปสรรค

    เรื่องที่สอง ต้องยกระดับเอสเอ็มอี ต้องทำให้ขึ้นมาเผชิญหน้ากับการท้าทายของความผันผวนของโลกให้ได้

    เรื่องที่สาม รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเรื่องสังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ต้องยกให้เป็นวาระแห่งชาติสำคัญเลย จะเกษียณอายุกันยังไง ขยายเป็น 65 ดีมั๊ย หรือจะดูแลสวัสดิการกันยังไง หรือการจะอัพสกิลให้ผู้สูงแบบไหน เพื่อยังให้เป็นกำลังการผลิตของประเทศ

    เรื่องที่สี่ เรื่องคุณภาพการศึกษา วันนี้คนเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยน้อยลงไปทุกปี แล้วการวัดผลในเรื่องคุณภาพการศึกษาของเยาวชนของเรา ก็อยู่รองบ๊วยเลย อย่างในเรื่อง STEM หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เอนจีเนียริ่ง คณิตศาสตร์ ในกลุ่มประเทศ OECD วัดออกมาใน 70 ประเทศ เราอยู่อันดับ 69 เลยนะ

    แสดงว่าเด็กเราความรู้ความสามรถเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเราต่ำมาก ซึ่งเป็นความรู้ความสามารถพื้นฐานในการต่อสู้กับเศรษฐกิจโลก เป็นพื้นฐานในการสร้างคนของระบบเศรษฐกิจ ฉะนั้นมันถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปมาตราฐานการศึกษา และดึงเด็กให้เข้าสู่ระบบ

    สรุปเลยคือเด็กไทยต้องเก่ากว่าเดิม ยิ่งในวันที่สังคมผู้สูงวัยด้วย ถ้าเราไม่เพิ่มประชากร เด็กไทยในอนาคตจะต้องมารับผิดชอบผู้สูงอายุมากกว่าเดิม

    เรื่องที่ห้า การท่องเที่ยว ต้องเป็นแกนหลักให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ต้องสร้างเมืองไทยให้เป็นฮับของโลก เมดิคัลฮับ เวลเนส ฮับ นอแมดฮับ เราต้องคิดกันว่า อะไรคือ Man-made destination หรือคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว ที่จะดึงคนเข้ามารุมที่ประเทศเรา หรือพวกเวิลด์อีเวนต์ อย่าง เอฟวัน ให้เป็นทัวร์นาเมนต์ประจำที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยมีโปร์ไฟล์การท่องเที่ยวระดับโลก

    แล้วเราจำเป็นที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เรามีแต่พัฒนาเส้นทางเพื่อคมนาคม เพื่อการขนส่ง แต่วันนี้เราต้องพูดแล้วว่า เราจะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/642191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BAuAq_BI1J9O7hwtlLXwv

  • ‘ศุภจี’ ถก ‘สิงคโปร์’ ปิดดีลค้าข้าว-เร่งเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    ‘ศุภจี’ ถก ‘สิงคโปร์’ ปิดดีลค้าข้าว-เร่งเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    ‘ศุภจี’ ถก ‘สิงคโปร์’ ปิดดีลค้าข้าว-เร่งเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ เพื่อกระชับความร่วมมือการค้าและการลงทุนไทย–สิงคโปร์ ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร และเร่งสรุปข้อตกลงการค้าข้าวให้เห็นผลภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมร่วมขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เพื่อยกระดับการค้าดิจิทัลและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยการค้ารวมไทย–สิงคโปร์ปี 2568 ช่วง 8 เดือนแรกขยายตัว 6.25% มูลค่ากว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้ได้เน้นย้ำความพร้อมของไทยในการขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการค้าระหว่างกัน ซึ่งไทยมีศักยภาพในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ไม่เพียงตอบโจทย์รองรับความต้องการของตลาดสิงคโปร์ แต่ยังเป็นช่องทางขยายสู่ตลาดประเทศอื่นๆ ด้วย

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมจัดทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการค้าข้าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการค้าข้าวของไทยและความมั่นคงทางอาหารของสองประเทศ โดยคาดว่าข้อตกลงค้าข้าวจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

    ทั้งนี้ ได้หารือร่วมกับสิงคโปร์ในการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลง DEFA เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนพัฒนาสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจาความตกลง DEFA ได้ขอให้สิงคโปร์ร่วมสนับสนุนการเจรจาให้มีความคืบหน้ามากที่สุด

    สำหรับเรื่องนี้เป็นหนึ่งในประเด็นเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนในปีนี้ ความตกลง DEFA จะเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางดิจิทัลในอาเซียน สนับสนุนการค้าข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ ผลักดันการค้าไร้กระดาษ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยและอาเซียน พร้อมเป็นเครื่องมือสำคัญสนับสนุนภาคธุรกิจในการค้าดิจิทัล

    อย่างไรก็ดีภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในปี 2567 มีมูลค่า 17,758.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 10,363.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 7,395.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2,968.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 8 เดือนของปี 2568 (มกราคม-สิงหาคม) มีมูลค่ารวม 12,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 6.25% ไทยส่งออก 7,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 12.57% ขณะที่การนำเข้าจากสิงคโปร์มูลค่า 4,923 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.81%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/732290&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JsqFnuzkim4HpyzFcedNM

  • ‘ศุภจี’ นำทีมพาณิชย์ถกเวทีอาเซียน-เอเปค มาเลเซียและเกาหลีใต้ ปลุกบทบาทไทย

    ‘ศุภจี’ นำทีมพาณิชย์ถกเวทีอาเซียน-เอเปค มาเลเซียและเกาหลีใต้ ปลุกบทบาทไทย

    ‘ศุภจี’ เตรียมนำทีมพาณิชย์ ประชุมอาเซียน – เอเปค ที่มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ค้าเสรี หวังสร้างบทบาทผู้นำเวทีโลก ท่ามกลางประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ

    วันนี้ 23 ตุลาคม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มีกำหนดเข้าร่วมประชุมสองเวทีสำคัญของภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย-แปซิฟิกในช่วงปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายน 2568 เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

    โดยระหว่างวันที่ 24 – 28 ตุลาคม 2568 จะเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Council) ครั้งที่ 26 การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จากนั้น จะเดินทางต่อไปยัง เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting) และ การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ด้วย

    โดยการประชุมอาเซียนในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การเป็นเจ้าภาพของประเทศมาเลเซีย เพื่อวางทิศทางอาเซียนรับมือความไม่แน่นอนจากประเด็นภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก เพื่อเร่งเสริมการค้าการลงทุนในภูมิภาค และผลักดันการเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA)) ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ทั้งนี้ ศุภจีจะเข้าร่วมหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันการค้าสองฝ่ายและขยายโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทย

    ขณะที่ การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งมีผู้นำประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจาเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า โดยศุภจีจะร่วมลงนามความตกลงสำคัญทางเศรษฐกิจ 2 ฉบับ ได้แก่

    • พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน
    • พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการค้าภายในอาเซียนและกับคู่เจรจาสำคัญให้รองรับการค้าในยุคใหม่ โดยมีผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึง อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี

    ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในอาเซียน ศุภจีจะเดินทางต่อไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting: AMM) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ร่วม 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค เพื่อทบทวนการทำงานและความร่วมมือตลอดปีที่ผ่านมา ก่อนเสนอผู้นำ เขตเศรษฐกิจเอเปคพิจารณา

    รายงานข่าวระบุว่า ศุภจีจะกล่าวถ้อยแถลงของไทยในหัวข้อ ‘Connect’ เพื่อเน้นย้ำการฟื้นฟูเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ พร้อมนำเสนอตัวอย่างแนวทางการดำเนินการของไทย

    สำหรับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (AELM) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2568 จะเป็นเวทีสำคัญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจหารือเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจโลก แลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทางความร่วมมือในภูมิภาคภายใต้เป้าหมายร่วมกัน พร้อมพิธีส่งมอบเจ้าภาพเอเปคจากเกาหลีใต้ให้กับจีน

    “การเข้าร่วมประชุมอาเซียนและเอเปคในช่วง 24 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นภารกิจสำคัญของไทยในการยืนยันบทบาทเชิงรุกในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต”
    นอกจากนี้ ศุภจี ได้หารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับ กาน คิม ยอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ โดยได้สรุปปิดดีลขายข้าว และผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suphajee-leads-the-commerce/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GexE_o0rrzS2sj-of7tDC

  • ‘สุวัจน์’ ชี้ไทยเผชิญ ‘หน้าผาทางการคลัง’ รัฐบาลหน้าอย่าหวังเล่นการเมืองแบบ ‘ประชานิยม’

    ‘สุวัจน์’ ชี้ไทยเผชิญ ‘หน้าผาทางการคลัง’ รัฐบาลหน้าอย่าหวังเล่นการเมืองแบบ ‘ประชานิยม’

    ‘สุวัจน์’ ชี้ไทยเผชิญ ‘หน้าผาทางการคลัง’ รัฐบาลหน้าอย่าหวังเล่นการเมืองแบบ ‘ประชานิยม’

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ‘มติชนออนไลน์’ ในประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็น การฉายภาพเศรษฐกิจประเทศไทยที่กำลังเผชิญจนต้องปรับเปลี่ยนกันขนานใหญ่ และมองข้ามช็อตไปดูว่ารัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง จะต้องรับมือกับ 6 เรื่องสำคัญอย่างไร?

    ‘หน้าผาทางการคลัง’ ความท้าทายเศรษฐกิจไทยยุคนี้!

    นายสุวัจน์มองว่า เศรษฐกิจโลกในวันนี้เป็นยุคที่มีความผันผวนมากที่สุด นับตั้งแต่โควิด สืบเนื่องมาเจอปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสงครามการค้า ปัญหาสงครามจริงๆ และล่าสุดก็ภาษีทรัมป์ ที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบ ซึ่งในยุคเทคโนโลยีดิสรัปชั่นก็หนักแล้ว แต่วันนี้เป็นเรื่องเอไอซึ่งหนักมากกว่า

    ประกอบกับเศรษฐกิจโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปสู่กรีนอีโคโนมีอีก หมายความว่า ทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ต้องมีมาตราฐานเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อน สนใจสิทธิมนุษยชน เรื่องสตรี ความหลากหลายทางเพศ มีเรื่องความยั่งยืนต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง

    รวมไปถึงปัญหาสังคมสูงวัย ที่มีจำนวนกว่า 20% หรือ 15 ล้านคนจากประชากร 60 กว่าล้านคน ทำให้มีภาระด้านสวัสดิการการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น แต่กำลังการผลิตและทำงานของคนในชาติน้อยลง

    โดยนายสุวัจน์มองว่ามีผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย จีดีพีเราไม่โตเลย ไตรมาสแรก 3 % ไตรมาสที่สองก็ 3 % พอไตรมาสที่สาม 1 % กว่า ไตรมาสสุดท้ายอาจจะ 1 % กว่าเช่นกัน เฉลี่ยปีนี้ประเทศไทยอาจไม่ถึง 2 % ซึ่งประเทศไยไม่ถึง 2 % มาเกือบ 20 ปี

    ส่วนสำคัญคือ Fiscal Spaces หรือ พื้นที่ทางการคลัง ที่ประเทศไทยเหลือน้อยลงไปทุกที ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ ‘หน้าผาทางการคลัง’ แล้ว

    เนื่องจากเงินประเทศน้อยลง หนี้สินมาขึ้น หนี้ 65% ของจีดีพีซึ่งเรียกได้ว่าชนเพดาน หรือการขาดดุลงบประมาณ 4.5% ซึ่งนำไปสู่การจัดเครดิตเรตติ้งต่างๆ ที่จะทำให้ไทยกู้เงินยากขึ้น ดอกเบี้ยสูง เท่ากับว่าเงินที่จะใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศน้อยลง!

    ชี้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวเป็นภาระของรัฐบาลใหม่ หยุดขายนโยบาย ‘ประชานิยม’

    นายสุวัจน์ยังกล่าวด้วยว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยะยาวนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ แม้ว่าตนจะไม่รู้ว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่รัฐบาลหน้าตาแบบไหน แต่ส่วนตัวมองว่าระหว่างนี้จะเป็นโอกาสให้นักการเมืองเตรียมตัวสำหรับเลือกตั้ง

    โดยย้ำว่า การเมืองต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา และสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจริงๆ ด้วยนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศและของโลก

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักและยอมรับความจริงกันได้แล้ว คือ การใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นจุดขายเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง

    เพราะเนื่องจากวันนี้เศรษฐกิจไทยยืนอยู่บน ‘หน้าผาทางคลัง’ ซึ่งทำให้ประเทศไม่มีทรัพยากรเพียงพอ การเมืองจึงต้องช่วยกันคิดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่เศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการลงทุน รัฐมีรายได้ เอสเอ็มอีอยู่รอด และประชาชนมีงานทำ

    6 นโยบายสำคัญ ของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง!

    นายสุวัจน์ มองว่าภารกิจของรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งที่จะต้องทำอย่างจริงจังมี 6 เรื่อง ได้แก่

    1. การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม เน้นการผลิตที่มีมาตรฐาน สนใจเรื่องโลกร้อนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน
    2. ยกระดับ SME ต้องทำให้ขึ้นมาเผชิญหน้ากับการท้าทายของความผันผวนของโลกให้ได้
    3. สังคมผู้สูงอายุ  ต้องยกให้เป็นวาระแห่งชาติสำคัญ จะเกษียณอายุอย่างไร จะขยายเป็นอายุ 65 ดีหรือไม่ หรือจะดูแลสวัสดิการอย่างไร
    4. คุณภาพการศึกษา โดยการพัฒนาการวัดผลคุณภาพการศึกษาของเยาวชนไทย เน้นเรื่อง STEM เป็นหลัก เด็กไทยต้องเก่งกว่าเดิม
    5. การท่องเที่ยว ต้องเป็นแกนหลักให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การสร้าง Medical Hub , Wellness Hub หรือ Man-made Destination ใหม่ๆ ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะของตนเอง และจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว
    6. สินค้าเกษตร ต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่แปรรูป แต่ต้องมีการใช้เทคโนโลยีเข้าไปสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ทั้งนี้  นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ย้ำว่า การจะทำภารกิจดังกล่าวได้ ปัจจัยสำคัญคือ ‘เราต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ’ นอกจากนี้ ‘ตัวนายกรัฐมนตรี’ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องได้คนที่มีคุณสมบัติครบเครื่อง

    นี่คือแนวคิดจาก ‘สุวัจน์’ ผู้ที่ ‘นายกฯหนู’ เคยยกว่าเป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมือง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732291&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QoOl2FBtkqjD3nMGRsqMI

  • หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ แนะรัฐบาลตั้งศูนย์ “ต่อต้านสแกมเมอร์แห่งชาติ”

    หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ แนะรัฐบาลตั้งศูนย์ “ต่อต้านสแกมเมอร์แห่งชาติ”

    หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ แนะรัฐบาลออกมาตรการขั้นเด็ดขาด 5 ข้อ ตั้งศูนย์ “ต่อต้านสแกมเมอร์แห่งชาติ” กวาดล้างและฟื้นฟูภาพลักษณ์ของไทย มุ่งเป้าทลายเครือข่ายให้ถึงตัวบงการใหญ่

    วันที่ 23 ต.ค. 68 ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า ปัญหาเครือข่ายมิจฉาชีพ หรือ Scammer ที่กำลังระบาดอย่างหนัก ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และที่สำคัญคือการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ “Scammer ไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน แต่ยังกำลังทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานานาชาติ เราต้องเร่งกวาดล้างอย่างจริงจังเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมา”

    แนะ 5 มาตรการเร่งด่วน

    พรรคไทยก้าวใหม่ได้เสนอแนะแนวทาง 5 ข้อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาและดำเนินการอย่างเร่งด่วน ดังนี้

    1.ใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับ: นำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์และตรวจจับธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยแบบเรียลไทม์ เพื่อสกัดกั้นความเสียหายได้อย่างทันท่วงที

    2.ตั้งศูนย์ต่อต้าน Scammer แห่งชาติ: จัดตั้งศูนย์กลางแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อรวบรวมข้อมูลและประสานการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ธนาคาร และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพและรวดเร็ว

    3.บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด: เร่งรัดการจับกุมและยึดทรัพย์สินของเครือข่ายมิจฉาชีพ โดยมุ่งเป้าไปที่การทลายเครือข่ายให้ถึงตัวผู้บงการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง

    4.คุ้มครองและเยียวยาผู้เสียหาย: ออกมาตรการที่ชัดเจนในการคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และสร้างกระบวนการคืนเงินที่รวดเร็วและโปร่งใส เพื่อลดผลกระทบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

    5.สื่อสารเชิงรุกฟื้นภาพลักษณ์: ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสื่อสารเชิงรุกกับนานาชาติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง

    ดร. คเณศ ทิ้งท้ายว่า การปราบปราม Scammer ไม่ใช่แค่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่คือการฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจังด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2890931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29a4aQxIj_iz-wAR4v8pEp

  • “

    “พัฒนา-วรโชติ” เตรียมกดปุ่มนโยบาย Quick Win ยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ ธ.ค.นี้ สร้างมูลค่าเพิ่มระบบบริการสาธารณสุขดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ


    23/10/2568 | 65 |

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขติดตามการดำเนินงาน  ตามนโยบาย พบคืบหน้าตามแผน เตรียมจัดงาน “1st Thailand Health Economic Forum” ครั้งแรกของประเทศนำสุขภาพช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมมอบ “ระบบนัดหมายออนไลน์- หมอพร้อม Super App – Health ID ทารก/เด็กแรกเกิด” เป็นของขวัญปีใหม่ประชาชน 

    นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win ของกระทรวงสาธารณสุข ภาพรวมทุกนโยบายดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ และหลายประเด็นเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว อาทิ ประเด็น “30 บาทรักษาทุกที่และฟอกไตฟรีได้ทุกแห่ง” นอกจากการกำกับติดตามคุณภาพของหน่วยบริการทั่วประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาผู้ป่วยฟอกไตถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจะมีการเพิ่มศักยภาพทีมเจรจาและทีมจัดเก็บอวัยวะเพื่อนำมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยประเด็น “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” หลังนำร่องระบบนัดหมายออนไลน์  ใน 4 โรงพยาบาลและเขตสุขภาพที่ 4 เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้โรงพยาบาลในสังกัด 902 แห่งมีการเปิดระบบแล้ว 54% ส่วนหมอพร้อม Super App และระบบ Health ID เด็ก/ทารกแรกเกิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบระบบก่อนเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2569 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ส่วนประเด็น “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” มีการประสานความร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เตรียมจัดงาน “1st Thailand Health Economic Forum” ซึ่งเป็นงานด้านเศรษฐกิจสุขภาพครั้งแรกของประเทศ ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 นี้ 

    ด้านนายวรโชติกล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายยกระดับ อสม. ให้เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย ผู้ช่วยสาธารณสุข ขณะนี้มีการพัฒนาหลักสูตรและแนวทางรองรับแล้ว จะเริ่มดำเนินการได้เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ส่วนการปราบปราม ป้องกันการกระทําผิดกฎหมายด้านสุขภาพมีการสนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจสอบจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่องและต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ จะทำความร่วมมือกับแพลตฟอร์มที่ให้บริการตลาดออนไลน์ เพื่อตรวจจับไม่ให้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายด้วย สำหรับการเร่งรัดให้แรงงานต่างชาติ/ต่างด้าว ซื้อประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐ มีการนำร่องระบบ FDH Migrant ในศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ที่จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และราชบุรี เตรียมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้มีข้อมูลแรงงานต่างชาติ/ต่างด้าวที่ครอบคลุมสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพและเป็นประโยชน์ในการป้องกันควบคุมโรคได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101466


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/434078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MXNbjQMScpeyqx9JSYKqn

  • โฆษก ปชป. แจง ‘อภิสิทธิ์’ ชี้คนละครึ่งดีแต่ต้องต่อยอดให้ยั่งยืน

    โฆษก ปชป. แจง ‘อภิสิทธิ์’ ชี้คนละครึ่งดีแต่ต้องต่อยอดให้ยั่งยืน

    โฆษก ปชป. แจง ‘อภิสิทธิ์’ มอง ‘คนละครึ่ง’ เป็นสิ่งที่ดี แต่ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น ย้ำพรรคเตรียมเสนอพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ ที่โตอย่างยั่งยืน

    23 ต.ค.2568 – นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจงกรณีมีการตีความถ้อยคำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่ามีลักษณะเป็นการวิจารณ์โครงการคนละครึ่งของรัฐบาล โดยยืนยันว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาในเชิงลบต่อโครงการดังกล่าว

    นายพงศกร ระบุว่า หัวหน้าพรรคมีความเห็นว่าโครงการคนละครึ่งนั้นเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนคือ หากประเทศพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้น โดยปราศจากการต่อยอดในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ อาจเป็นผลให้ประเทศไทยไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว

    สำหรับแนวทางเศรษฐกิจที่ครบวงจรและยั่งยืนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แสวงหาแนวทางเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการยกระดับภาคเกษตรกรรมให้ทันสมัยด้วยการใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูล เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ซึ่งแนวทางเหล่านี้สิ่งที่พรรคฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วยต่อยอด จากโครงการช่วยเหลือชั่วคราวอย่างคนละครึ่งได้ดี และจะทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนของสังคม

    ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงภารกิจสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองที่ต้องมุ่งเน้นไปยังปัญหาและภาพรวมของประเทศชาติบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมจัดเวทีฟอรั่มใหญ่ขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับประเทศ 3 ท่าน มาร่วมวิเคราะห์และให้มุมมอง ได้แก่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนแรก นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารของดับบลิวเอชเอ (WHA) คอร์ปอเรชั่น

    นายพงศกร กล่าวปิดท้ายว่า พรรคมั่นใจว่าทั้งสามท่านจะเข้ามาช่วยบอกกับสังคมถึงสถานะที่แท้จริงของประเทศ และเป็นโอกาสให้พรรคได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์นโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างที่ปรากฏอยู่ในการเมืองปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่พรรคการเมืองควรทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/883550/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C4Ky7Y_QuDmvmkP5_p4j9

  • ดันโลเกชั่นเมืองกรุง ‘ถ่ายหนังไทย-เทศ’ ส่งเสริมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ดันโลเกชั่นเมืองกรุง ‘ถ่ายหนังไทย-เทศ’ ส่งเสริมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Love Song เพลงรัก โดยมีคุณทานิมูระ ทาคามาสะ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย น.ส.รุจิรา อารินทร์ รองผอ.สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว นางรุ่งรัตน์ พุทธพงษ์ ผอ.สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว แชมป์ วีรชิต ทองจิลา ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย พร้อมนักแสดงจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยร่วมแสดงในภาพยนตร์ อาทิ วิน โมริซากิ, โคจิ มุไค, เฟริสท์ ฉลองรัฐ, มิวสิค แพรวา, เรียวตะ โอมิ ตัวแทนจากกรมการท่องเที่ยว เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมงาน ณ โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน เขตจตุจักร

    สำหรับ ภาพยนตร์ เรื่อง “Love Song เพลงรัก” เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ถ่ายทำในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย รวมถึงเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยสถานที่ถ่ายทำหลักอยู่ในกรุงเทพมหานคร อาทิ ตรอกดิลกจันทร์ (ตรอกใกล้สวนสมเด็จย่า) และถนนสมเด็จเจ้าพระยา 3 เขตคลองสาน, ตลาดกรีนวินเทจ รัชโยธิน เขตจตุจักร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่, สะพานเขียว เขตปทุมวัน, ค่ายมวยปิ่นสินชัย และซอยนาคนิวาส 47 เขตลาดพร้าว และ Right Man Design Park เขตประเวศ

    ทั้งนี้ การถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ สอดคล้องกับนโยบายของ กทม. ในการเปิดพื้นที่สาธารณะเพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายและนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมกับการมี “ศูนย์ประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” หรือ Bangkok Filmmaking Coordination Center (BFMCC) ที่ กทม. ได้ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการครบวงจร หรือ One Stop Service ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับกองถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ มิวสิกวิดีโอ และสื่อบันเทิงอื่น ๆ ให้สามารถขออนุญาตถ่ายทำในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

    สำหรับ Love Song เพลงรัก กำกับภาพยนตร์โดย แชมป์ วีรชิต ทองจิลา ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยผู้เคยฝากฝีไม้ลายมือในซีรีส์ “เพราะเราคู่กัน 2gether The Series” กำหนดฉายในไทย 13 พ.ย.68 ในโรงภาพยนตร์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5232924/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aPOQQb2Iijser8zNmrTIK