Blog

  • เปิดใจ “ปุ๊กกี้” อดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง กรณีผู้ว่าฯนนทบุรี แจ้งความต้นอ้อ-จ่อยุบมูลนิธิ | TOPNEWS

    เปิดใจ “ปุ๊กกี้” อดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง กรณีผู้ว่าฯนนทบุรี แจ้งความต้นอ้อ-จ่อยุบมูลนิธิ | TOPNEWS

    เปิดใจ “ปุ๊กกี้” อดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง กรณีผู้ว่าฯนนทบุรี แจ้งความต้นอ้อ-จ่อยุบมูลนิธิ

    • เผยแพร่ : 25/10/2025 13:40

    จากกรณีเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 68 นายเสฎฐวุฒิ คีรีพอน นิติกรชำนาญการ สำนักงานจังหวัดนนทบุรี ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เดินทางเข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.สมอาจ หมั่นอุตส่าห์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.บางบัวทอง เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง กรณีปลอมลายมือชื่อบุคคลอื่นยื่นใช้ในการจดทะเบียนมูลนิธิฯกับที่ว่าการอำเภอบางบัวทอง โดยไม่ได้รับความยินยอม พร้อมเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลแขวงจังหวัดนนทบุรี เพื่อขอเพิกถอนใบทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่งต่อไป

    เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 24 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกับ นางชฎาภรณ์ พงศ์ทอง ที่ปรึกษามูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ตนรู้จักกับ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ได้ประมาณ 5 เดือน และได้มาร่วมงานกัน โดยตนเป็นผู้จัดหาเงินเข้าไปร่วมจัดตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง และจะให้ตนมีชื่ออยู่ในคณะกรรมการแต่ตนปฏิเสธ ตนเคยบอกไว้ว่าหากเปิดมูลนิธิฯได้แล้วก็จะขอกลับไปทำธุรกิจของตนเองเหมือนเดิม ระหว่างการทำงานร่วมกันตนได้ไปเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องจึงได้ถอนตัวออกมา และไม่อยากข้องเกี่ยวกับเงินบริจาค ซึ่ง ณ ตอนนั้นตนยืนยันว่าไม่ได้มีประเด็นทะเลาะหรือขัดแย้งกันมาก่อน

    ต่อมามีประเด็นเรื่องซ้อลักษณ์โดนหลอกซื้อวุฒิการศึกษาในปีที่แล้ว ตนจึงสงสัยว่าซ้อลักษณ์ได้เป็นกรรมการของมูลนิธิฯหรือไม่ จึงสอบถามแต่ซ้อลักษณ์ปฏิเสธ ตนจึงสืบหาความจริงจนพบเอกสารการจัดตั้งมูลนิธิฯมีปรากฎชื่อซ้อลักษณ์เป็นกรรมการรวมอยู่ด้วย ซึ่งซ้อลักษณ์บอกว่าไม่ได้อนุญาตและไม่ได้เซ็นลายเซ็นดังกล่าวในการจัดตั้งมูลนิธิฯ ตนจึงเริ่มรู้สึกไม่ดีและคิดว่าเรื่องนี้ควรคุยกันแบบตรงไปตรงมา การปลอมลายเซ็นเพื่อยื่นใช้ในการจดทะเบียนมูลนิธิฯกับที่ว่าการอำเภอบางบัวทอง และเอาไปยื่นกับธนาคารเพื่อเปิดบัญชีในทางกฎหมายถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการและในสำนวนระบุว่าเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าเป็นคนปลอมลายเซ็นเอง ถ้าวันนี้ปฏิเสธว่าลายมือไม่ใช่ลายมือของเจ้าตัวถือว่าให้การเท็จในสำนวน

    เรื่องนี้ถ้าเกิดว่าไม่มีหลักฐานหรือพยานและไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ทางหน่วยงานของรัฐจะไม่ตั้งข้อกล่าวหาและไม่มีการดำเนินคดีกับใคร แสดงว่าที่เรานำเอกสารยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ท่านเห็นหลักฐานและเห็นความผิดจริงถึงให้นิติกรเป็นตัวแทนของผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี แจ้งความดำเนินคดีกับ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” แสดงว่าหลักฐานน้้นชัดเจน รวมไปถึงการรับบริจาคเงินโดยมีผู้เสียหายคือ “ออยศรีและผองเผือก” ที่ร้องคดีความในเรื่องนี้ ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ทำถูกต้องที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปลอมแปลงลายเซ็นและมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนนี้อาจจะมีการเพิกถอนมูลนิธิด้วย ซึ่งถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้คล้อยตามผู้มีชื่อเสียง หรือผู้ที่มีอิทธิพลต่อสื่อแต่อย่างใด

    ธวัชชัย กิตติรัตนวิวัฒน์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จังหวัดนนทบุรี

    3

    dffbd

    “อนุทิน” ลุยกระบี่ มอบนโยบายท้องถิ่น ย้ำ “กระบี่ต้องโกอินเตอร์” เมืองปลอดภัย ปลอดสิ่งเสพติด สร้างรายได้ยั่งยืน

    เปิดใจ “ปุ๊กกี้” อดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง กรณีผู้ว่าฯนนทบุรี แจ้งความต้นอ้อ-จ่อยุบมูลนิธิ

    เครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทในเครือ เจียไต๋ ซีพีเอฟ ซีพี ออลล์ ทรู คอร์ปอเรชั่น ซีพีแอ็กซ์ตร้า ขอแสดงความไว้อาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง”

    รองนายกฯ “โสภณ” ลงพื้นที่บุรีรัมย์ เป็นประธานพิธี Kick off บุรีรัมย์โมเดล โครงการ “รวมพลังรัก ศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ”

    “นายกฯ อนุทิน” เสียงเครือ ขอคนไทยแต่งดำ 90 วัน อาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ครม.นัดพิเศษ เห็นชอบประกาศเตรียมความพร้อมจัดพระราชพิธีพระบรมศพทั่วปท.

    “พระราชินีที่มีพระสิริโฉมงดงามและแต่งกายงดงามที่สุดในโลก” นิตยสารดังทั่วโลก พร้อมใจยกย่อง “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1367906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw001kcwqN8ILfKFsw5DQZUG

  • พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง – BBC News ไทย

    พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง – BBC News ไทย

    พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    พระพันปี

    ที่มาของภาพ, Gamma-Rapho/Getty Images

    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นพระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เป็นสมเด็จพระราชชนนี ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของ พลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร) กับหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “สิริกิติ์” อันมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร” หรือ “ผู้ที่มีผู้สรรเสริญเล่าลืออันเป็นสิริมงคล”

    เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม 2475 ที่บ้านเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) พระอัยกา (ตา) ทรงมีพระเชษฐาและพระขนิษฐา คือ หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ หม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ และหม่อมราชวงศ์บุษบา (ท่านผู้หญิง บุษบา สธนพงศ์)

    พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูตรมาในราชสกุลเกี่ยวเนื่อง 3 สายราชสกุล เริ่มจากทางฝ่ายพระบิดา พระอัยกา (ปู่) และพระอัยยิกา (ย่า) คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์) ต้นราชสกุลกิติยากร พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และเป็นพระราชโอรสรุ่นแรกที่ทรงจบการศึกษาจากต่างประเทศ เสกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงอัปษรสมาน เทวกุล พระธิดาองค์ใหญ่ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์) ต้นราชสกุลเทวกุล พระราชโอรสลำดับที่ 42 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ผู้ทรงได้รับสมญา “พระบิดาแห่งการต่างประเทศ” ที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศยาวนานที่สุดถึง 38 ปี

    ฝ่ายพระมารดา หม่อมหลวงบัวเป็นเหลนของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท (พระองค์เจ้านวม) ต้นราชสกุลสนิทวงศ์ พระราชโอรสองค์ที่ 49 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย และทรงศึกษาวิชาแพทย์ตะวันตกจากหมอบรัดเลย์ กับหมอเฮาส์ (ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลมิชชัน) ทรงมีบทบาทสำคัญเป็นประธานฝ่ายไทยในการเจรจาเมื่อครั้งสยามทำสัญญา เบาว์ริงกับอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 4 และทรงเป็นปราชญ์ทางภาษาและวรรณกรรม ทรงนิพนธ์ประถมจินดามณี เล่ม 2 และในปี 2551 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาปราชญ์และกวี

    ต้นราชสกุลสนิทวงศ์นับเป็นราชสกุลที่สืบทอดภารกิจในการเป็นแพทย์ประจำพระองค์มาถึง 5 รุ่น ประกอบด้วย

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • ภาพ รูป ราชินี ในหลวง พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

    • พระพันปี

    • ชาวต่างชาติอพยพเข้าไทย

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    รุ่นที่ 1 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท

    รุ่นที่ 2 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ (หมอสาย)

    รุ่นที่ 3 หม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์ แพทย์ในพระองค์

    รุ่นที่ 4 ศาสตราจารย์นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ และพลโทนายแพทย์ หม่อมหลวงจินดา สนิทวงศ์

    รุ่นที่ 5 ศาสตราจารย์นายแพทย์ ดนัย สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ศาสตราจารย์นายแพทย์ วงศ์กุลพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ ศาตราจารย์นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ กิติยากร

    พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ ประทับยืนเคียงข้าง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชมารดา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายเมื่อ 1 มกราคม 2525

    ที่มาของภาพ, Thierry Falise/LightRocket/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ ประทับยืนเคียงข้าง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชมารดา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายเมื่อ 1 มกราคม 2525

    เมื่อแรกพระราชสมภพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอยู่ในความดูแลของพระอัยกา (ตา) และท้าววนิดาพิจาริณี พระอัยยิกา (ยาย) หลังจากพระบิดาลาออกจากราชการทหาร ก่อนจะย้ายไปรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ และไปดำรงตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ส่วนพระมารดาเมื่อให้กำเนิดพระองค์แล้วจึงเดินทางไปสมทบ

    ปี 2479 ทรงเข้ารับการศึกษาระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ต่อมาปี 2483 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาการคมนาคมขาดความสะดวกและความปลอดภัย จึงทรงย้ายไปศึกษาระดับชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ คอนแวนต์ ถนนสามเสน หนังสือรุ่น ศิษย์เก่าเซนต์ฟรังฯ ปี 2491 บันทึกไว้ว่า พระองค์ทรงมีหมายเลขประจำตัว 371 และพระสหายร่วมชั้นเรียนจำนวน 37 คน

    ทรงเลือกเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนเป็นวิชาพิเศษ ทรงมุ่งหวังที่จะเรียนดนตรีเพื่อเป็นวิชาชีพในอนาคต และตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียง ทรงโปรดดนตรีคลาสสิก เช่น โชแปง บีโธเวน และลิทซ์

    ครูผู้สอนได้บันทึกถึงการศึกษาเล่าเรียนของพระองค์ในห้วงเวลานั้นไว้ว่า ทรงเป็นนักเรียนที่เรียนดี มีพลานามัยแข็งแรง ในขณะเดียวกันก็ทรงเป็นนักเรียนเปียโนที่มีฝีมือ

    หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ปกมนตรี พระสหายร่วมชั้นเรียนโรงเรียนเซนต์ ฟรังฯ บันทึกไว้ในหนังสือ “เขียนถึงสมเด็จฯ” ว่า เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงร่วมอยู่ในเหตุการณ์สำคัญของสยามประเทศหลายครั้ง

    “…ครอบครัวของพระบิดาของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต้องมรสุมร้ายทางการเมืองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะหัวหน้าครอบครัวทรงมีตำแหน่งสำคัญทางการทหาร หลังจากหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ถือกำเนิดแล้วไม่นาน พระบิดามารดาต้องพาโอรสทั้งสองไปรับหน้าที่ตำแหน่งในยุโรป ทิ้งหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ไว้ในความปกครองของหม่อมเจ้าอัปษรสมาน ซึ่งเมื่อเกิดกบฏบวรเดชใน พ.ศ. 2476 หม่อมเจ้าอัปษรสมานได้ทรงอพยพครอบครัวรวมทั้งหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งอยู่ในวัยเยาว์หนีภัยการเมืองรอนแรมไปกลางทะเลโดยเรือเดินสมุทร ชื่อเรือ “ภาณุรังษี” ไปเผชิญความยากลำบากและโรคภัยไข้เจ็บนานาประการ ณ จังหวัดสงขลา แต่ด้วยดวงชะตาอันจะต้องเป็นคู่พระบารมี หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ผู้เป็นเด็กบอบบาง รับประทานน้อยและนอนยาก จึงแข็งแรงปราศจากโรคภัยอันใดมากล้ำกรายจนกระทั่งเหตุการณ์สงบและหม่อมเจ้าอัปษรสมานทรงนำครอบครัวกลับพระนครได้โดยสวัสดิภาพ”

    ในหนังสือเขียนถึงสมเด็จฯ ยังบันทึกช่วงที่พระองค์ต้องหลบหนีภัยสงครามเอาไว้ด้วยว่า

    “แม้จะไม่ได้พบเห็นกันในระหว่างที่สงครามกำลังทวีความรุนแรง แต่ครอบครัวของดิฉันก็ได้ข่าวมาว่า หม่อมหลวงบัว กิติยากร ได้พาธิดาทั้งสองคือหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์และหม่อมราชวงศ์บุษบา หลบหนีภัยระเบิดไปอยู่บ้านเจ้าพระยาวงศาฯ บิดาของหม่อมหลวงบัว ซึ่งเป็นบ้านสวนแถบที่เรียกกันว่าบางซ่อน บังเอิญ สวนระแวกนั้นอยู่ใกล้สะพานพระรามหกซึ่งเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร จึงพลาดไปลงยังบ้านพักของหม่อมหลวงบัว แต่ด้วยบุญญาธิการโดยแท้หม่อมหลวงบัวและธิดาทั้งสองจึงแคล้วคลาดภัยมาอย่างหวุดหวิด”

    หลังสงครามสงบ ประเทศสยามเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น แต่งตั้งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ดำรงตำแหน่งรัฐทูตวิสามัญ และอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ สหราชอาณาจักร ในปี 2489 จึงทรงพาครอบครัวไปด้วย ขณะนั้นพระบรมราชชนนีพันปีหลวงมีพระชนมายุ 13 พรรษา ทรงสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนเซนต์ฟรังฯ แล้ว

    ทรงติดตามพระบิดาซึ่งทรงได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ สหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ตามลำดับ

    ปี 2491 ที่ประเทศฝรั่งเศส ครอบครัวกิติยากรมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ขณะนั้นทรงดำรงพระยศสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงศึกษาต่อ และประทับอยู่ที่พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังทรงขึ้นครองราชย์ ทรงโปรดขับรถจากโลซานน์มาทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ในกรุงปารีสอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์ ก็ค่อยๆ งอกงาม

    5 ตุลาคม 2491 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่นอกเมืองโลซานน์ ต้องประทับรักษาพระองค์ในสถานพยาบาล พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะนั้นทรงดำรงพระยศหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์พระราชทานสัมภาษณ์ แก่เดวิด โลแมกซ์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ในสารคดี “ศูนย์รวมใจของชาติ – พระราชวงศ์ไทย” (Soul of a Nation – The Royal Family of Thailand) ออกอากาศครั้งแรกในปี 2523 ทางสถานีโทรทัศน์ บีบีซี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษว่า

    “….ตอนประทับอยู่ที่โรงพยาบาล หลังประสบอุบัติเหตุ มีพระอาการหนักมาก ตำรวจเขาโทรศัพท์มากราบบังคมทูลสมเด็จพระราชชนนีฯ พระองค์ท่านรีบเสด็จฯ ไปทันที แต่แทนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชปฏิสันถารกับพระองค์ท่าน กลับทรงหยิบรูปของข้าพเจ้าออกมาจากกระเป๋า โดยที่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าทรงมีรูปของข้าพเจ้าอยู่…”

    พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะประทับที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2492 โดยในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ยังทรงเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโลซานน์ และ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เป็นพระคู่หมั้น

    ที่มาของภาพ, Central Press/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะประทับที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2492 โดยในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ยังทรงเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโลซานน์ และ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เป็นพระคู่หมั้น

    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชชนนี ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงขอให้พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อยู่ศึกษาต่อที่เมืองโลซานน์ในโรงเรียนประจำชื่อ Riante Rive ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการสอนวิชาพิเศษแก่กุลสตรี คือ ภาษา ศิลปะ ดนตรี ประวัติวรรณคดี และประวัติศาสตร์

    12 สิงหาคม 2492 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข่าวทรงหมั้นให้ชาวไทยได้ทราบหลังมีพิธีหมั้นเป็นการส่วนพระองค์ ทรงพระราชทานพระธำรงค์เพชรแก่พระบรมราชชนนีพันปีหลวงพระคู่หมั้น และประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส 28 เมษายน 2493 ที่วังสระปทุม หลังเสด็จนิวัติพระนคร 24 มีนาคม 2493 เพื่อร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8

    ในวันประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ จากนั้น 5 พฤษภาคม 2493 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงได้รับการสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

    ระหว่างที่รัชกาลที่ 9 ทรงพระผนวช 22 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2499 รัชกาลที่ 9 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากนั้น 5 ธันวาคม 2499 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเฉลิมพระอภิไธยพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยพระองค์แรกมีขึ้นในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกในปี 2440

    ช่างภาพส่วนพระองค์ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะทรงอุ้มพระราชโอรสเมื่อแรกประสูติ โดยมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ ประทับอยู่เคียงข้างและทรงอุ้มทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระบรมฉายาลักษณ์นี้ฉายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2495 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงฉายพระรูปใบแรกของพระราชโอรสด้วยพระองค์เอง

    ที่มาของภาพ, Bettmann/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ช่างภาพส่วนพระองค์ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะทรงอุ้มพระราชโอรสเมื่อแรกประสูติ โดยมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ ประทับอยู่เคียงข้างและทรงอุ้มทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระบรมฉายาลักษณ์นี้ฉายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2495 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงฉายพระรูปใบแรกของพระราชโอรสด้วยพระองค์เอง

    พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระประสูติกาลพระราชธิดา พระราชโอรส 4 พระองค์ คือ

    1. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

    2. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

    3. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี

    4. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

    บรรดาพระราชวงศ์ทรงสำราญพระอิริยาบถ ณ คฤหาสน์คิงส์บิเชส ที่ประทับส่วนพระองค์ในเมืองซันนิงฮิลล์ มณฑลเบิร์กเชียร์ของอังกฤษ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2509 (จากซ้ายไปขวา) พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

    ที่มาของภาพ, Central Press/Hulton Archive/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, บรรดาพระราชวงศ์ทรงสำราญพระอิริยาบถ ณ คฤหาสน์คิงส์บิเชส ที่ประทับส่วนพระองค์ในเมืองซันนิงฮิลล์ มณฑลเบิร์กเชียร์ของอังกฤษ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2509 (จากซ้ายไปขวา) พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

    อ้างอิงแหล่งข้อมูล:

    • หนังสือ พระญาติ ราชสกุล กรุงรัตนโกสินทร์ ผู้เขียน เล็ก พงษ์สมัครไทย สำนักพิมพ์ มติชน
    • สัมภาษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระคู่หมั้น สัมภาษณ์โดย ชอุ่ม ปัญจพรรค์ นักประพันธ์อาวุโส เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2493 ตีพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิง นางชอุ่ม แย้มงาม (ชอุ่ม ปัญจพรรค์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2557
    • หนังสือ เขียนถึงสมเด็จฯ โดย หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ปกมนตรี
    • หนังสือ ชุดตำราภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยฉบับอนุรักษ์ ตำรายาพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ กองคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้านไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
    • 84 พรรษา นางแก้วคู่พระบารมี หนังสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
    • พระแม่แห่งสยาม นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 77 พรรษา จัดทำโดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cq5042zw8zqo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wv2JyZUT7F4yLj1fx2ZUX

  • พหุวัฒนธรรมบนผืนแผ่นดินไทย: การอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือและภาคใต้

    พหุวัฒนธรรมบนผืนแผ่นดินไทย: การอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือและภาคใต้

    พหุวัฒนธรรมบนผืนแผ่นดินไทย: การอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือและภาคใต้


    25/10/2568 | 7 |

    ประเทศไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งความหลากหลายนี้ได้ถูกถักทอเข้ากับประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา ที่ต่างก็ดำรงอัตลักษณ์ของตนเองไปพร้อมกับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย บทความนี้จะสำรวจลักษณะพหุวัฒนธรรมของทั้งสองภูมิภาค และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง

    ภาคเหนือ: มรดกแห่งขุนเขาและความหลากหลายทางชาติพันธุ์

    ภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะพื้นที่สูง เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ที่รู้จักกันในชื่อ “ชาวเขา” หรือ “กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง” ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติมายาวนาน ความหลากหลายนี้สะท้อนผ่าน:

    1. กลุ่มชาติพันธุ์หลัก: ได้แก่ กะเหรี่ยง (Karen), ม้ง (Hmong), มูเซอ (Lahu), เย้า (Mien), อาข่า (Akha) และ ลีซอ (Lisu) แต่ละกลุ่มมีภาษาพูด เครื่องแต่งกาย พิธีกรรม และความเชื่อทางจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์

    2. วิถีชีวิตและภูมิปัญญา: กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีภูมิปัญญาดั้งเดิมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การทำเกษตรกรรมบนพื้นที่สูง และการสร้างสรรค์หัตถกรรมที่สวยงาม เช่น ผ้าทอ เครื่องเงิน

    3. การปรับตัวและรวมเข้ากับสังคม: แม้จะรักษาอัตลักษณ์ไว้ แต่หลายชุมชนก็ได้รวมเข้ากับสังคมไทยหลักผ่านระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ และการได้รับสัญชาติไทย ซึ่งนำไปสู่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชาวพื้นราบ (คนเมือง) โดยมีภาษาไทยกลางเป็นสื่อกลาง

    การอยู่ร่วมกันในภาคเหนือเน้นที่การเคารพความแตกต่าง การแบ่งปันพื้นที่ทำกิน และการสร้างสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่พึ่งพาอาศัยกัน

    ภาคใต้: การผสมผสานของศาสนาและรากฐานทางทะเล

    พหุวัฒนธรรมในภาคใต้มีความโดดเด่นจากการผสมผสานทางศาสนาและเชื้อชาติ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา):

    1. อัตลักษณ์ทางศาสนา: ประชากรส่วนใหญ่นับถือ ศาสนาอิสลาม ซึ่งมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ยึดโยงกับหลักคำสอนทางศาสนาอย่างเคร่งครัด อัตลักษณ์นี้แตกต่างจากสังคมไทยหลักที่นับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่

    2. กลุ่มชาติพันธุ์และภาษา: กลุ่มชาวไทยมุสลิมมีรากเหง้าทางเชื้อชาติที่หลากหลาย ทั้งชาวมลายู และลูกหลานกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ โดยมี ภาษามลายูถิ่น (หรือยาวี) เป็นภาษาพูดหลักในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการใช้ภาษาไทยกลางในการติดต่อราชการและการศึกษา

    3. วัฒนธรรมการดำรงชีวิต: สะท้อนผ่านอาหาร (เช่น ข้าวยำ มัสมั่น) สถาปัตยกรรม (มัสยิด) และประเพณีพิธีกรรมตามหลักศาสนาอิสลาม

    การอยู่ร่วมกันในภาคใต้มักเน้นที่การยอมรับความแตกต่างทางศาสนา การให้เกียรติต่อพิธีกรรมและความเชื่อ ซึ่งเป็นความท้าทายในการสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในมิติของรัฐชาติ

    การจัดการพหุวัฒนธรรมและความท้าทาย

    การธำรงไว้ซึ่งพหุวัฒนธรรมบนผืนแผ่นดินไทยเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความท้าทาย:

    • การอนุรักษ์อัตลักษณ์: รัฐบาลและองค์กรท้องถิ่นมีบทบาทในการสนับสนุนการรักษาภาษา ประเพณี และภูมิปัญญาดั้งเดิมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์

    • การสร้างความเท่าเทียม: ความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สิทธิพลเมือง และการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อให้ทุกกลุ่มชาติพันธุ์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

    • การสร้างความเข้าใจ: การส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนทางประวัติศาสตร์และความขัดแย้ง

    โดยสรุปแล้ว พหุวัฒนธรรมไทยในภาคเหนือและภาคใต้เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมของประเทศ การตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของความหลากหลายเหล่านี้ จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/64/iid/433788&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xYpKDevkpUWdxpCJB-ndL

  • พระราชประวัติ พระพันปีหลวง “สิริกิติ์” ศรีแห่งแผ่นดิน

    พระราชประวัติ พระพันปีหลวง “สิริกิติ์” ศรีแห่งแผ่นดิน

    พระราชประวัติ พระพันปีหลวง “สิริกิติ์” ศรีแห่งแผ่นดิน

    พระราชประวัติแห่งความสง่างาม

    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ในพลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร
    ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ กรุงเทพมหานคร ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ

    ทรงเติบโตท่ามกลางความผันผวนของยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการปลูกฝังเรื่องวินัย ความกล้า และความเสียสละจากพระบิดาผู้เป็นทหาร ทำให้ทรงมีจิตสำนึกแห่งการรับใช้แผ่นดินตั้งแต่วัยเยาว์

    การศึกษากับสายใยแห่งศิลปะ

    ทรงเริ่มศึกษาชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ก่อนย้ายไปโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ที่นั่นเองที่ทรงเริ่มเรียนเปียโนและหลงใหลในดนตรีคลาสสิก

    หลังสงครามสิ้นสุด หม่อมเจ้านักขัตรมงคล พระบิดา ได้รับแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ทำให้ทรงมีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตกอย่างลึกซึ้ง และเติบโตท่ามกลางแวดวงศิลปะระดับนานาชาติ

    พระราชประวัติ พระพันปีหลวง “สิริกิติ์” ศรีแห่งแผ่นดิน

    จากราชสำนักโลซานน์ สู่ราชินีแห่งสยาม

    ปี พ.ศ. 2491 ณ กรุงปารีส หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขณะทรงศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ความใกล้ชิดและความเข้าใจลึกซึ้งระหว่างทั้งสองพระองค์ ก่อกำเนิดความรักที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค
    วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 ทั้งสองพระองค์ทรงหมั้น ต่อมาในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม และในวันต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ

    คู่พระบารมีแห่งแผ่นดินไทย

    ในช่วงเริ่มรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์เสด็จพระราชดำเนินเคียงข้างทุกภารกิจ พระราชกรณียกิจของพระองค์มิได้จำกัดเพียงในราชพิธี แต่ขยายสู่การเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกล พระองค์ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ระหว่างที่รัชกาลที่ 9 ทรงผนวชในปี พ.ศ. 2499
    นับแต่นั้น พระองค์ทรงได้รับสถาปนาเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” — สมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของไทย

    พระราชประวัติ พระพันปีหลวง “สิริกิติ์” ศรีแห่งแผ่นดิน

    พระราชกรณียกิจเพื่อปวงชน

    สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงอุทิศพระวรกายเพื่อราษฎร ทรงส่งเสริมอาชีพหญิงชนบทผ่าน “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” ให้ชาวบ้านมีรายได้และอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น
    พระราชดำริ “ปลูกป่าในใจคน” กลายเป็นแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่ลึกซึ้ง ทรงเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต
    ในยามประเทศประสบภัย พระองค์มักเสด็จเยี่ยมเยียนผู้ประสบความเดือดร้อนด้วยพระเมตตา ทรงเป็นแรงบันดาลใจแห่งการเสียสละของสตรีไทย

    พระราชจริยวัตรแห่งความเป็นแม่ของแผ่นดิน

    ด้วยพระเมตตาและการอุทิศพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ได้รับการถวายพระสมัญญาว่า “แม่แห่งชาติ”
    พระราชจริยวัตรอันงดงามและความเรียบง่ายของพระองค์ สะท้อนถึงแบบอย่างของสตรีไทยทั้งในด้านความเข้มแข็งและความละเมียดละไมทางวัฒนธรรม
    พระองค์ทรงเป็นทั้ง “สัญลักษณ์แห่งความเป็นหญิงไทย” และ “หัวใจแห่งความรักในผืนแผ่นดิน”

    พระราชประวัติ พระพันปีหลวง “สิริกิติ์” ศรีแห่งแผ่นดิน

    พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    หลังรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต พระองค์ได้รับสถาปนาพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อเชิดชูบทบาทแม่ของชาติ และผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ
    ทุกวันที่ 12 สิงหาคม จึงเป็นวันสำคัญสองสถานะ คือ “วันเฉลิมพระชนมพรรษา” และ “วันแม่แห่งชาติ” อันเป็นวันแห่งความกตัญญูและความรักที่ไม่มีเงื่อนไข

    เครดิตภาพประกอบเนื้อหา : เพจเฟซบุ๊ก โบราณนานมา (คลิ๊ก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/royal-court/732371&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vtju-br0C5rPKabG6FVki

  • ธอส. จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2568 ณ วัดราชนัดดาราม แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ธอส. จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2568 ณ วัดราชนัดดาราม แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐินให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ณ วัดราชนัดดาราม แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยธนาคารและลูกค้าประชาชนที่มีจิตศรัทธาได้ร่วมถวายปัจจัยสมทบองค์ผ้าพระกฐิน เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาตามประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบเนื่องต่อไป

    พระบาทสมเด็จพระปรมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปีพุทธศักราช 2568 ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นำไปถวายพระภิกษุจำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดราชนัดดาราม โดยนายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมด้วย นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ประธานกรรมการธนาคาร นายกฤษณ์ เสสะเวช กรรมการธนาคาร และคณะผู้บริหารและพนักงานธนาคารเข้าร่วมพิธี โดยผู้บริหารและพนักงานธนาคาร รวมถึงลูกค้าประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธาได้ร่วมถวายปัจจัยเพื่อสมทบองค์ ผ้าพระกฐิน เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 3,300,890 บาท ซึ่งปัจจัยที่ถวายนั้น จะนำไปบำรุงพระอารามหลวงให้มั่นคงถาวร เพื่อธำรงคุณค่าให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติสืบไป พร้อมสืบทอดเจตนารมณ์ในการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ให้ความสำคัญในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีไทยให้เจริญรุ่งเรือง สร้างกุศลอันยิ่งใหญ่และเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วม นอกจากนี้ ธนาคารยังมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 40,000 บาท ให้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดราชนัดดาราม และโรงเรียนวัดราชนัดดารามเพื่อช่วยเหลือเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วย

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนด้านส่งเสริมศาสนาศิลปะ และวัฒนธรรม เป็น 1 ใน 5 ด้าน ของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ของธนาคารในด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและการศึกษา โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ วัดราชนัดดาราม แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/24/588756/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IozN5G1_9T8EdUj-eUquT

  • งานวิจัยชี้ ! ผู้ชาย “สมองหด” ไวกว่าผู้หญิง แต่ผู้หญิงก็ยังเสี่ยง “สมองเสื่อม” มากกว่า 2 เท่า | BT

    งานวิจัยชี้ ! ผู้ชาย “สมองหด” ไวกว่าผู้หญิง แต่ผู้หญิงก็ยังเสี่ยง “สมองเสื่อม” มากกว่า 2 เท่า | BT

    งานวิจัยใหม่พบว่าสมองของผู้ชายจะหดตัวเร็วกว่าผู้หญิงเมื่ออยู่ในวัยเดียวกัน แต่โรคอัลไซเมอร์กลับยังคงส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากกว่า ซึ่งงานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อหาว่าความแตกต่างระหว่างเพศมีผลต่อกระบวนการเสื่อมของสมองตามวัยในคนที่มีสุขภาพดีหรือไม่

    โรคอัลไซเมอร์พบในผู้หญิงเกือบสองเท่า

    องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในปี 2021 ทั่วโลกมีผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือภาวะสมองเสื่อม 57 ล้านคน และมีผู้ป่วยใหม่เกือบ 10 ล้านคนทุกปี แต่ถึงอย่างนั้นเพศกลับส่งผลกับอาการป่วยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease หรือ AD) พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเกือบสองเท่า เมื่ออายุ 45 ปี ผู้หญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ 1 ใน 5 เทียบกับผู้ชายที่มีความเสี่ยงคือ 1 ใน 10

    ย้อนกลับไปหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ต่างงุนงงกับความแตกต่างนี้ แต่การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS (Proceedings of the National Academy of Sciences) ชี้ว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้น 

    จากการวิเคราะห์ภาพสแกนสมองกว่า 12,000 ภาพ จากผู้คนที่มีสุขภาพดีเกือบ 5,000 คน (อายุ 17-95 ปี) นักวิจัยพบว่า เมื่อเวลาผ่านไปสมองของผู้ชายมีการเสื่อมถอยที่เร็วกว่าในหลายส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ การเคลื่อนไหว และการประมวลผลทางสายตา

    ตัวอย่างเช่น “โพสต์เซ็นทรัล คอร์เทกซ์” (Postcentral cortex) ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ประมวลผลความรู้สึกต่าง ๆ เช่น การสัมผัส ความเจ็บปวด และการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย พบว่าหดตัว 2.0% ต่อปีในผู้ชาย ซึ่งมากกว่า 2 เท่าในผู้หญิงที่เสื่อมในอัตรา 1.2% ต่อปี

    ในทางกลับกัน ผู้หญิงแม้จะมีการขยายตัวของโพรงสมองที่เต็มไปด้วยของเหลว (Ventricles) ซึ่งเป็นสัญญาณของความชรา แต่โดยรวมแล้วมีการสูญเสียโครงสร้างของสมองน้อยกว่า

    นอกจากนี้ ผู้ชายยังมีเปลือกสมองชั้นนอก (Cortex) บางลงตามอายุมากกว่า โดยเฉพาะในส่วน “พาราฮิปโปแคมปัส” (Parahippocampal) และ “ฟูซิฟอร์ม” (​​Fusiform) พวกเขายังมี การเสื่อมลงของโครงสร้างใต้เปลือกสมอง (Subcortical structures) ที่เด่นชัดกว่า อย่าง พูตาเมน (Putamen) ที่ใช้ควบคุมกล้ามเนื้อ และคอเดต (Caudate) ที่มีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ และ ความทรงจำ

    ผลการศึกษานี้จึงชี้ว่า ความแตกต่างทางเพศในการเสื่อมถอยของสมองตามอายุ “ไม่น่าจะ” เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงถูกวินิจฉัยว่าเป็นอัลไซเมอร์สูงกว่าผู้ชาย

    ผู้หญิงมักจะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ชาย

    นักวิทยาศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นมานานแล้วว่าปัญหานี้เกิดจากหลายปัจจัยที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลังวัยหมดประจำเดือน, ความแตกต่างของระบบภูมิคุ้มกันและหลอดเลือด, ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม เช่น ยีน APOE ε4 และเหตุผลง่าย ๆ ที่ว่าผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชาย

    ในปี 2021 อายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงคือ 73.8 ปี เทียบกับ 68.4 ปีของผู้ชาย นั่นทำให้ผู้หญิงจำนวนมากขึ้นมีชีวิตอยู่ถึงช่วงอายุที่ความเสี่ยงอัลไซเมอร์สูงที่สุด (มักพบในคนอายุเกิน 65 ปี)

    ผลวิจัยนี้จึงชี้ชัดว่าเราอาจกำลังมองหาคำตอบผิดที่มาตลอด เพราะสาเหตุที่แท้จริงที่ผู้หญิงป่วยเป็นอัลไซเมอร์มากกว่า ไม่ได้อยู่ที่ ‘สมองที่หดตัว’ แต่อยู่ที่ความซับซ้อนทางชีววิทยา, ฮอร์โมน และการที่ผู้หญิงมีอายุยืนยาวกว่า ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่วงการแพทย์ต้องเร่งไขความลับนี้ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/life/health/1486919&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23gaf5qtrZQKnDyqutpgnM

  • ส่องโปรไฟล์ “ประธานอีฟ-กาญจนา สถาวร” เธอคือใคร? มีสัมพันธ์ยังไงกับ “มูลนิธิธรรมนัส”? | เดลินิวส์

    ส่องโปรไฟล์ “ประธานอีฟ-กาญจนา สถาวร” เธอคือใคร? มีสัมพันธ์ยังไงกับ “มูลนิธิธรรมนัส”? | เดลินิวส์

    นาทีนี้ ชื่อของบุคคลที่สังคมกำลังสนใจและจับตาอย่างร้อนแรง คงหนีไม่พ้นชื่อของ “กาญจนา สถาวร” หรือที่รู้จักในชื่อ “อีฟ” หลังมีการเปิดเผยว่าเธอคือ ประธานกรรมการมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ตามกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากความเข้าใจเดิมของสาธารณชนที่เชื่อว่า นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” คือประธานตัวจริง

    จุดที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงรุนแรงที่สุด คือข้อบังคับของมูลนิธิฯ ข้อที่ 39 ที่ระบุว่า หากมูลนิธิต้องยุบเลิก ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของ “มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า” ซึ่งส่งผลให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใส และแรงจูงใจทางการเมืองของการจัดตั้งมูลนิธิที่รวดเร็วนี้

    “ทนายอีฟ” คือใคร? เปิดโปรไฟล์นักธุรกิจสาวจากชลบุรี

    นางสาวกาญจนา สถาวร หรือ “อีฟ” มีภูมิหลังที่หลากหลาย ทั้งในด้านธุรกิจและกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเธอมีชื่อเล่นว่า “ทนายอีฟ” แม้จะไม่ได้มีบทบาทหลักในด้านกฎหมายก็ตาม
    -ประวัติการศึกษา
    จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนชลกันยานุกูล จังหวัดชลบุรี
    -บทบาททางธุรกิจ
    ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคเค แบรนด์ บาย พิมพ์ไลน์ ช้อป จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์สารสนเทศ
    -งานจิตอาสา
    เธอเป็นจิตอาสาที่ทำงานร่วมกับทีมงานของ “กัน จอมพลัง” มาเป็นเวลาหลายปี โดยเริ่มต้นจากการได้รู้จักกันครั้งแรก ในช่วงลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วม และได้เข้าร่วมทีม มีบทบาทสำคัญในการประสานงานช่วยเหลือผู้เสียหายในหลายกรณี
    -กิจกรรมภาคประชาชน
    เคยเข้าร่วมโครงการยุวชนประชาธิปไตย รุ่นที่ 1 ประจำปี 2553 และเคยดำรงตำแหน่ง CD Contest Manager MUT Phra Nakhon Si Ayutthaya ในปี 2566

    โครงสร้างมูลนิธิ “กันจอมพลัง ช่วยสู้”

    สำหรับ “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน และสนับสนุนงานบรรเทาสาธารณภัย โดยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง

    ตามโครงสร้างทางกฎหมาย
    -นางสาวกาญจนา สถาวร คือผู้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการมูลนิธิฯ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบหลักในการบริหารงานด้านการเงิน การตรวจสอบเอกสาร และการวางแผนโครงการ
    -นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ (“กัน จอมพลัง”) มีสถานะเป็นเพียง ผู้ริเริ่มแนวคิด ผู้ระดมทุนก่อตั้ง และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เท่านั้น โดยไม่ได้มีชื่อเป็นกรรมการในคณะกรรมการมูลนิธิฯ

    ปมร้อนข้อ 39 เชื่อมโยง “มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า”

    ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนและความไม่ไว้วางใจในสังคมมากที่สุดคือ ข้อบังคับข้อ 39 ของมูลนิธิฯ ที่ระบุว่า “ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไป.. ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า”

    คำชี้แจงจาก “อีฟ” และ “กัน จอมพลัง”

    ในการแถลงข่าวชี้แจงในวันที่ 24 ต.ค. ที่ผ่านมา นางสาวกาญจนา และ กัน จอมพลัง ได้อธิบายถึงที่มาของข้อบังคับที่เป็นปัญหาว่า…
    1.เหตุผลด้านเอกสาร
    ข้อบังคับดังกล่าวเกิดจากความเร่งรีบในขั้นตอนการจัดทำเอกสารเพื่อขอการรับรองทางกฎหมายอย่างรวดเร็ว โดยเลือกใช้ชื่อมูลนิธิธรรมนัสฯ เป็นตัวอ้างอิง เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับการสานต่อภารกิจช่วยเหลือประชาชน
    2.ปฏิเสธความสัมพันธ์ส่วนตัว
    นางสาวกาญจนายืนยันว่าตนเอง ไม่ได้รู้จักกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นการส่วนตัว
    3.ยืนยันไร้เจตนาทางการเมือง
    “กัน จอมพลัง” ยอมรับว่าได้มีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิธรรมนัสฯ แต่ไม่ได้ปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส โดยตรง และยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมด ไม่มีเจตนาซ่อนเร้นหรือมีความเชื่อมโยงทางการเมืองแอบแฝง

    ยอมเปลี่ยนเพื่อกู้ความเชื่อมั่น

    แต่จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของมูลนิธิฯ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณชน โดย “กัน จอมพลัง” ได้ประกาศว่าจะเข้ารับตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ ด้วยตนเอง เพื่อความโปร่งใสและสร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่าย การประกาศดังกล่าวจึงเป็นการยุติบทบาทของ “อีฟ-กาญจนา สถาวร” ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิฯ ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวที่เกิดขึ้น..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5235999/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UVri4ItF2CYBKaZoe1Yr3

  • นักหวดดาวรุ่ง “อินโดฯ-ไต้หวัน” คว้าแชมป์ศึกเทนนิส “จีเอสบี-ไอทีเอฟ” ที่ไทย | เดลินิวส์

    นักหวดดาวรุ่ง “อินโดฯ-ไต้หวัน” คว้าแชมป์ศึกเทนนิส “จีเอสบี-ไอทีเอฟ” ที่ไทย | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5238388/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y2GembauHhjoacO8AHwYo

  • “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” ยันไม่เลื่อนซีเกมส์ แต่จะปรับพิธีเปิด-ปิดให้เหมาะสม

    “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” ยันไม่เลื่อนซีเกมส์ แต่จะปรับพิธีเปิด-ปิดให้เหมาะสม

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แจ้งแนวทางปฏิบัติปรับรูปแบบพิธีเปิดและพิธีปิดการแข่งขันซีเกมส์ ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

    หลังจากสำนักพระราชวังมีประกาศเรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผย ถึงกรณีการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคมนี้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชน รวมทั้งนักกีฬาไทยเป็นอย่างมาก
    571132830_1270998638406007_91
    อย่างไรก็ตาม การจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ ยังคงต้องดำเนินการต่อไปให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ จากมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติให้ลดและงดกิจกรรมรื่นเริงในช่วงนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะดำเนินการปรับรูปแบบพิธีเปิดและพิธีปิดการแข่งขัน ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น 

    ส่วนการแข่งขันกีฬาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ อาทิ ฟุตบอลไทยลีก ยืนยันว่าจะไม่มีการงดหรือเลื่อนการแข่งขันแต่อย่างใด แต่จะมีการปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมโดยเพิ่มกระบวนการร่วมแสดงความอาลัย และลดกิจกรรมหรือองค์ประกอบที่มีลักษณะบันเทิงลง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความเหมาะสมในช่วงเวลานี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/sport/1621101/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n3g0C23JQYcYg3lXtzUpc

  • รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ แจ้งปรับรูปแบบงานวิ่งล้อมเมือง เขตคันนายาว งดกิจกรรมรื่นเริง

    รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ แจ้งปรับรูปแบบงานวิ่งล้อมเมือง เขตคันนายาว งดกิจกรรมรื่นเริง

    รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ แจ้งปรับรูปแบบงานกิจกรรมวิ่งล้อมเมือง เขตคันนายาว ไม่มีกิจกรรมบนเวทีและงดกิจกรรมรื่นเริงในงาน คงไว้แต่การอำนวยความสะดวกปลอดภัยเส้นทางวิ่งเพื่อสุขภาพเท่านั้น

    วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความประกาศระบุว่า โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ ประกาศแจ้งกิจกรรมวิ่งล้อมเมือง เขตคันนายาว 26 ตุลาคม 2568 ขอปรับรูปแบบงาน

    โดยไม่มีกิจกรรมบนเวทีและงดกิจกรรมรื่นเริงในงาน คงไว้แต่การอำนวยความสะดวกปลอดภัยเส้นทางวิ่งเพื่อสุขภาพเท่านั้น

    ขออภัยในความไม่สะดวก และขอขอบพระคุณในความร่วมมือ

    ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2891214&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SUTrcV9hbelZL5xzYAWAa