Blog

  • รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

    รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

    โฆษกรัฐบาล ชวน “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ผ่านการท่องเที่ยวเมืองรอง ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค. 2568 พักโรงแรม-โฮมสเตย์-ทานร้านอาหาร ก็ได้สิทธิ

    วันที่ 30 ต.ค. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างทั่วถึง โดยโครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดา นำค่าใช้จ่ายด้านที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาหักลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกิน 20,000 บาท โดย 10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

    (e-Tax Invoice) และอีก 10,000 บาทใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น ทั้งนี้ หากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง จะได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1 เท่า สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

    ส่วนภาคธุรกิจนิติบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจัดอบรมหรือสัมมนาภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มาหักรายจ่ายได้เพิ่ม โดยต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ส่วนกรณีค่าขนส่ง อนุญาตให้จ่ายให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่ต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน โดยสามารถหักรายจ่ายในเมืองรองได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง และในพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มาตรการนี้ รัฐบาล มุ่งส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวสู่ 55 เมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่พื้นที่ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าเมืองหลัก อาทิ ภาคเหนือ (เชียงราย, น่าน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน ฯลฯ) ภาคอีสาน (เลย, สกลนคร, บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด ฯลฯ) ภาคกลาง (ลพบุรี, สุพรรณบุรี, นครนายก ฯลฯ) และภาคใต้ (ตรัง, ระนอง, ชุมพร, นครศรีธรรมราช ฯลฯ)

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการต่อเติมหรือปรับปรุงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    “เที่ยวดีมีคืน 2568 เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ รับประโยชน์จากมาตรการภาษี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายสิริพงศ์ ย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892486&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wr58c-F5b6ORG45FQjmEq

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะฟื้นหรือฟุบโค้งสุดท้ายปี 68

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะฟื้นหรือฟุบโค้งสุดท้ายปี 68

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

    ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทางการเมืองในประเทศช่วงไตรมาส 3 แม้การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลจะทำได้รวดเร็วและฟื้นคืนความเชื่อมั่นมาได้บ้าง แต่บาดแผลเศรษฐกิจที่ซบเซาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รายได้ภาคเกษตรตกต่ำจากราคาสินค้าที่ตกต่ำ ตลอดจนรายได้จากภาคการก่อสร้างที่ทรุดตัวจากยอดขายคอนโดที่ลดลงต่อเนื่อง

    ก่อนที่สภาพัฒน์จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในวันที่  17 พฤศจิกายน นี้ สำนักวิจัย CIMB THAI ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะขยายตัว 1.2% YoY หรือ -0.48% QoQ หลังปรับฤดูกาล ซึ่งแม้จะเป็นการหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับจากไตรมาส 4 ปี 2565 แต่การหดตัวของเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงช่วงไตรมาส 3  ไม่น่าลากยาวไปสู่ไตรมาส 4 จนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือเศรษฐกิจหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส สองไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่แทบไม่ขยายตัวเลยจากไตรมาสก่อน และมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสุทธิที่หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตดี แต่การนำเข้าก็เร่งแรงเช่นกัน โดยภาพรวม สำนักวิจัย ได้ปรับคาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 เป็น  2.2% และ 1.7% ตามลำดับ

    แรงฟื้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4

    ความหวังของเศรษฐกิจไตรมาส 4 เหมือนจะอยู่ที่มาตรการภาครัฐและแรงส่งจากนโยบายการเงินเป็นหลัก

    แรงที่หนึ่ง มาตรการคนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ลดภาระใช้จ่ายกระตุ้นให้คนมาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และรัฐบาลอาจมีมาตรการอื่นๆ มาสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวด้วย เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งมาตรการทั้งหลายนี้น่าจะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งแรงขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นอาจทำได้ไม่มาก อีกทั้งให้ระมัดระวังการชะลอตัวของการบริโภคหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมาตรการต่างๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในช่วงมาตรการต่างๆ อาจไม่จับจ่ายใช้สอยหลังสิ้นสุดมาตรการ เพราะคนมักสต็อกสินค้าไว้ ส่งผลให้การบริโภคลดลงภายหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

    แรงที่สอง การส่งผ่านนโยบายการเงินช่วงก่อนหน้า หรือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับสูงสุดเมื่อปลายปี 2567 ที่ 2.50% สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในรอบการประชุมธันวาคมนี้ สู่ระดับ 1.25% ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกจากนี้ คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยสามารถบริหารกระแสเงินหมุนเวียนและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังว่ามาตรการต่างๆ นี้จะไม่ส่งเสริมให้คนหันกลับไปก่อหนี้จนเกินตัวอีก หรือเปิดช่องให้ผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้แต่กลับใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ในการลดหนี้

    แรงฉุดเศรษฐกิจไตรมาส 4 ให้ฟุบ

    ความเสี่ยงเศรษฐกิจไตรมาส 4 มาจากปัจจัยต่างประเทศผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งกระทบภาคการลงทุนของไทย

    ความเสี่ยงแรก คือ การส่งออกสินค้าที่กำลังจะพลิกมาติดลบในช่วงไตรมาส 4 นี้ แม้ตัวเลขส่งออกล่าสุดเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ดี ทั้งที่เป็นช่วงสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 19% แต่ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งซื้อไว้ก่อนแล้วและคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงผลิตและขนส่ง อีกส่วนมาจากสินค้าจากไทยที่แม้ถูกจับเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 19% แต่ยังนับว่าถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในสหรัฐหรือสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีน จึงยังพอให้มีความต้องการสินค้าอยู่บ้าง หรือมีการทะลักของสินค้าจีนผ่านไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐ แต่ต้องระวังการส่งออกช่วงต่อจากนี้ ที่อาจพลิกกลับมาหดตัว และอาจลากยาวไปถึงช่วงกลางปีหน้า  นั่นเพราะสหรัฐเองได้สต็อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่ นอกจากนี้ เชื่อว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนจะยังไม่ยุติ แม้มีข่าวดีในการพัฒนาด้านการเจรจาที่จีนจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ แต่ด้วยสหรัฐต้องการแยกห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตกับจีนเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต สหรัฐอาจจำเป็นต้องหามาตรการกีดกันทางการค้าหรือลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนลง จนทำให้บรรยากาศการค้าโลกซบเซาลงหลังจากนี้ ซึ่งไทยน่าจะเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐเพื่อลดความเสี่ยงนี้ต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตลาดให้สหรัฐส่งออกมาไทยได้เสรีมากขึ้นและเจรจาในประเด็นการสวมสิทธิสินค้าจีนเพื่อป้องกันการถูกจัดเก็บอัตราภาษีที่สูงขึ้นในกรณี Transshipment  และเมื่อบรรยากาศการค้าโลกซบเซา อาจส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจากจีนอ่อนแอลง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงเช่นกัน ซึ่งจะกระทบรายได้ภาคบริการอีกทอดหนึ่ง

    ความเสี่ยงถัดมา คือ ภาคการลงทุน เมื่อการส่งออกหดตัว การผลิตก็มีแนวโน้มหดตัวตาม แม้จะมีการเร่งอนุมัติการลงทุนของ BOI แต่ก็ไม่อาจชดเชยความเสี่ยงด้านการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดตัวได้ อีกทั้งให้จับตาการเร่งระบายสินค้าจากจีนเข้ามาไทย ที่จะกระทบการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากการลงทุนด้านเครื่องจักรแล้ว ความเสี่ยงอีกด้านคือการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ยังมีแนวโน้มซบเซาจากคอนโดที่ล้นตลาดและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง อาจมีผลให้การออกโครงการใหม่เลื่อนออกไป

    โดยสรุป เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ความหวังอยู่ที่มาตรการภาครัฐในการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ และให้ผู้บริโภคเร่งลงทุนและจับจ่ายใช้สอย มากกว่ารอคอยให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง อีกทั้งแรงส่งจากมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งมาตรการลดภาระหนี้ของผู้มีรายได้น้อยโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียด้านพฤติกรรมของผู้กู้และภาระทางการคลังระยะยาว ส่วนความท้าทายอยู่ที่ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เสี่ยงหดตัวหลังสหรัฐเร่งนำเข้าไปมากแล้วและจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจประทุขึ้นอีกจนกระทบบรรยากาศการค้าโลก ซึ่งบรรยากาศที่ซบเซาจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนทั้งด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างให้หดตัวได้ช่วงปลายปีนี้

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/924556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aS5l_RXuP1svvKu42fgQJ

  • รัฐบาลเร่งอัดมาตรการโค้งสุดท้าย วางโมเมนตัมส่งเศรษฐกิจปี 69

    รัฐบาลเร่งอัดมาตรการโค้งสุดท้าย วางโมเมนตัมส่งเศรษฐกิจปี 69

    เศรษฐกิจ

    30 ต.ค. 2025 เวลา 17:47 น.

    รัฐบาลเร่งเครื่องสุดตัว อัดมาตรการกระตุ้นสั้น-หวังผลยาว ทั้งคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน จ่อชง ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์หน้า ลุยแก้หนี้ประชาชนต่ำกว่า 1 แสน ผ่าน AMC พร้อมอุ้ม SME ผ่าน บสย. และมาตรการ “พี่ดูแลน้อง”

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเสวนาเดลินิวส์ ทอร์ก 2025 ในหัวข้อ “ปีนี้รอดมาได้อย่างไร ปีหน้าเติบโตอย่างไรให้มั่นคง” เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะติดหล่มในไตรมาสที่ 4 หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการแก้ไข โดยคาดการณ์ว่า ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 อาจลดลงเหลือ 1.7% จาก 3% ในครึ่งปีแรก และไตรมาส 4 อาจต่ำถึง 0.3%

    รัฐบาลจึงเร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนที่เหลือ โดยยึดหลักการ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว” เพื่อแก้โจทย์สำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกับการซ่อมแซมสถานะทางการคลัง โดยดำเนินการภายใต้ 5 เสาหลัก และ 1 ฐานราก 

    มาตรการที่ได้ดำเนินการแล้วคือ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามการใช้จ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับการท่องเที่ยวและรับประทานอาหารในเมืองหลักและเมืองรอง โดย 10,000 บาทแรก สามารถใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษได้ แต่ส่วนที่เกินต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax)

    “ทั้งสองมาตรการต้องการกระตุ้นระยะสั้น แต่หวังผลระยะยาว คือการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น” นายเบญจรงค์กล่าว

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะนำมาตรการแก้หนี้ประชาชนที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยจะใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้ามาดูแล เพื่อปลดล็อกกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศ ควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเกือบ 90%

    และในอีก 2 สัปดาห์ จะเสนอแพ็คเกจมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ได้แก่ 1.มาตรการพี่ดูแลน้องสร้างแรงจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยเอสเอ็มอีขนาดเล็ก และเร่งรัดการจ่ายเงินให้เร็วขึ้น และ 2.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการค้ำประกันสินเชื่อผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง

    นายเบญจรงค์ ย้ำว่า รัฐบาลยังเน้นการสร้างวินัยการเงินการออม โดยมีแนวคิดให้ประชาชนที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและไม่ถูกรางวัล สามารถนำไปเป็นเงินออมได้

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่ง Reskill คนไทยโดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล เนื่องจากคนไทยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี ดิจิทัลเพย์เมนต์ ติ๊กต็อก เฟซบุ๊ก อันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ใช้เพื่อการค้าขายไม่เก่ง โดยในระยะต่อไปของโครงการคนละครึ่งพลัส จะมีการขยายมาตรการคนละครึ่งพลัส ให้ครอบคลุมแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ ทั้ง แกร็บ ไลน์แมน โรบินฮู้ด และช้อปปี้ เพื่อฝึกให้ร้านค้าพัฒนาทักษะการค้าออนไลน์มากขึ้น

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องลดการขาดดุลทางการคลัง เพราะจะเป็นความเสี่ยงเรื่องเครดิตเรตติ้งของประเทศ และต้องทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโต โดยกระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่าปีนี้จะเติบโต 2.4% และปี 69 จะเติบโต 2% ซึ่งมาจากมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ

    “เชื่อว่าไทยได้ฝ่าวิกฤติมาเยอะ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้าย โดยช่วงโค้งสุดท้ายรัฐบาลได้วางเมล็ดพันธุ์ การอยู่รอดไม่ใช่แค่เอกชนปรับตัว แต่มีผลมาจากเมล็ดพันธุ์ที่เราส่งถึงในปีหน้าด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1205488&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NgmhxCXS9iMB117MFsGYG

  • เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ ‘ทิ้งเงินบนฟ้า’ แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

    เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ ‘ทิ้งเงินบนฟ้า’ แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

    นวัตกรรม

    เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ ‘ทิ้งเงินบนฟ้า’ แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

    เวทีเสวนาเรื่อง อวกาศไทยไปไกลได้แค่ไหนกับงบประมาณหลักพันล้านบาท ในงาน Thailand Space Expo 2025 สะท้อนความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศ กลไกที่จะสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทย

    • เวทีเสวนา “อวกาศไทยไปไกลได้แค่ไหนกับงบประมาณหลักพันล้านบาท” สะท้อนความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศ กลไกที่จะสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทย
    • การลงทุนดาวเทียม THEOS 2 มีค่า Economic Internal Rate of Return (EIRR) ประมาณ 19% คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก
    • เศรษฐกิจอวกาศสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้างแล้วกว่า 500,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 530,000 ตำแหน่ง (ข้อมูลปี 2562)

    ในมุมของสังคมที่บอกว่าคนไทยกินข้าวอยู่ในบ้านก็ยังไม่พอเหรอ ทําไมจะต้องไปทําอะไรที่อวกาศ จึงขอทำความเข้าใจในเรื่องของ “เศรษฐกิจอวกาศ” ไม่ใช่เราเอาเงินไปทิ้งในอวกาศ

    แต่มันคือการสร้างการเปลี่ยนแปลงสร้างรายได้ใหม่และสร้างโอกาสใหม่ที่จะทําให้เราทุกคนได้รับประโยชน์ โดยอาศัยเทคโนโลยีอวกาศมาช่วยให้เราเจริญเติบโตและเดินไปข้างหน้า”

    มุมมองในเรื่องเศรษฐกิจอวกาศจาก ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ระหว่างการเสวนาเรื่อง “อวกาศไทยไปไกลได้แค่ไหนกับงบประมาณหลักพันล้านบาท”

    ในงาน Thailand Space Expo 2025 จัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

    แผนยุทธศาสตร์ ววน.

    ประเทศไทยเริ่มเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของวงการอวกาศโลก ผ่านความร่วมมือพัฒนาโครงการสร้างสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ที่เรียกว่า International Lunar Research Station หรือ ILRS กับประเทศจีนและชาติพันธมิตรอื่นๆ ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2567 เพื่อศึกษาพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการสำรวจอวกาศ

    ศ.ดร.สมปอง กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอวกาศ หรือ Space Economy อย่างจริงจัง

    โดยมุ่งหวังให้เศรษฐกิจสาขานี้กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญที่จะยกระดับการพัฒนาประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2564-2570) ที่กำลังเข้าสู่ช่วงท้าย

    ความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมคือโครงการทดลองผลึกเหลวในอวกาศ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) ในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) โดยนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นความมือกับ NASA 

    การทดลอง “ผลึกเหลวในอวกาศ”นี้ อาจนำไปสู่นวัตกรรมหน้าจอ LCD รุ่นใหม่ที่ทนแรงดันในระดับอวกาศและเปลี่ยนรูปแบบสีได้หลากหลายกว่าเดิม แสดงให้เห็นว่าไทยสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก

    สำหรับงบประมาณภาครัฐ 3.7 ล้านล้านบาทถือว่าจำกัดมาก ทางออกสำคัญคือการสร้างพันธมิตรต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่ปล่อยดาวเทียมและยานอวกาศเป็นประจำทุกวัน มีโอกาสสร้างรายได้หลักพันล้านบาท

    ซึ่ง GTSTDA สกสว. และหน่วยงานภาครัฐพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับต่างประเทศและภาคเอกชน ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศในไทยไม่น้อยกว่า 50-100 หน่วยงาน หากทุกภาคส่วนบูรณาการทำงานร่วมกันจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้

    โอกาสทางเศรษฐกิจที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

    ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องอวกาศ หลายคนอาจนึกถึงภาพของมนุษย์อวกาศหรือการเดินทางไปดวงจันทร์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว

    แต่ความจริงแล้ว คนไทยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศในชีวิตประจำวันมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว

    ไม่ว่าจะเป็น ดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมถ่ายภาพ หรือระบบกำหนดตำแหน่งที่ใช้ในแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Google Maps และ Grab ล้วนมีที่มาจากข้อมูลอวกาศทั้งสิ้น

    ในอดีต ประเทศไทยใช้ดาวเทียมเพียง 2 ดวงสำหรับการสื่อสารและถ่ายภาพ เมื่อคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากข้อมูลดาวเทียมในแต่ละปีมีมากกว่า 2,000 ล้านบาทจากการนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

    ทั้งการติดตามสถานการณ์น้ำท่วม การวางแผนการเพาะปลูก การวางแผนพัฒนาเมืองและการติดตามคุณภาพอากาศ เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5

    การลงทุนในโครงการดาวเทียม THEOS 2 มีค่า Economic Internal Rate of Return (EIRR) ประมาณ 19% ซึ่งถือว่าคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก

    จากข้อมูลในปี 2562 พบว่า อุตสาหกรรมที่เกิดจากอวกาศโดยตรงของประเทศไทยมีมูลค่า 30,000 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาถึงเศรษฐกิจในวงกว้าง (Wider Economy) ที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ล้านบาท หรือมีตัวคูณถึง 15 เท่า นอกจากนี้ยังสร้างการจ้างงานมากกว่า 530,000 ตำแหน่ง

    ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้อุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทยอาจยังไม่ใหญ่มากในปัจจุบัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่มาก

    การพัฒนาทักษะและความรู้ของคนไทยในอุตสาหกรรมใหม่นี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่หลายอุตสาหกรรมเริ่มใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมากขึ้น

    ประเทศไทยมีแผนจะเพิ่มจำนวนดาวเทียมอีก 16 ดวงในอีก 7 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง “สเปซพอร์ต” (Spaceport) ซึ่งจะเป็นฐานสำหรับการส่งจรวดไปสู่อวกาศ คล้ายกับสนามบิน

    หากโครงการนี้สำเร็จ จะส่งผลให้เกิดเมืองใหม่และเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปีกว่าจะพร้อมให้บริการ แต่การวางแผนตั้งแต่วันนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    จุดพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า จากการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัตนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ดำเนินการร่วมกับจิสด้า เมื่อปี 2562 พบว่า

    มูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทยอยู่ที่มากกว่า 500,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมอวกาศโดยตรงมีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต

    จิสด้ากำลังผลักดันทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ (upstream) เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง และอุตสาหกรรมปลายน้ำ (downstream) ที่ครอบคลุมการนำเทคโนโลยีอวกาศไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Google Maps, GPS และระบบโทรคมนาคม

    ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มีรากฐานจากอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ท่ามกลางภาพรวม GDP ที่ขยายตัวเพียง 2-3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโต 4-5% รัฐบาลพร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังมองหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อทดแทนอุตสาหกรรมเดิมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ​​

    อุตสาหกรรมอวกาศเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    อีกทั้งการสร้างการรับรู้ (awareness) ให้สังคมเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมและการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มศักยภาพในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1205381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yCNkMuTit7fobcGQV8RBD

  • กระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัว 2.4% มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม

    กระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัว 2.4% มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม

    กระทรวงการคลัง มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นหล่ม ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 โต 2.4% ถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าสำนักวิจัยหลายแห่ง พร้อมคาด GDP ปี 2569 จ่อแผ่วลง เหลือขยายตัว 2.0% จากการส่งออกที่ชะลอตัวลง

    วันนี้ (30 ตุลาคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง อัปเดตประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.4% สูงกว่าประมาณการครั้งก่อน เมื่อกรกฎาคม ที่ 2.2% เหตุมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปีและการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ปี 2569 คาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงที่ 2.0% เนื่องจากมีการเร่งส่งออก (Front-Loading) ในปี 2568 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ขยายตัวได้ดี

    ทั้งนี้ ตัวเลขประมาณการของ สศค. นับว่ามากสุดเมื่อเทียบกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประมาณการ GDP ปี 2568 ไว้ที่ 2.2% และปีต่อไปที่ 1.6% รวมไปถึงตัวเลขประมาณการของธนาคารโลก (World Bank) ที่ 2.0% สำหรับปี 2568 และ 1.8% สำหรับปี 2569 ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่ที่ 2.0% ในปี 2568 และ 1.6% ในปีต่อไป

    กระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัว 2.4% มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม 1

    เปิดปัจจัยสนับสนุน คาดการณ์ GDP ปี 2569

    1. ภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จากความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ประกอบกับจะมีการจัดงานสำคัญต่าง ๆ เช่น งานมหกรรมพืชสวนโลกปี 2569 และการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group – WBG) ประจำปี

    2. การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 2.4% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.9% ถึง 2.9%)

    3. การลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 3.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5% ถึง 3.5%) จากการเร่งรัดการเบิกจ่ายและลงทุนของภาครัฐ

    4. ขณะที่คาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ 1.6% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1% ถึง 2.1%) และการลงทุนภาคเอกชนคาดขยายตัวที่ 1.7% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.2% ถึง 2.2%) ซึ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย

    5. ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.5% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.0% ถึง 1.0%) ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.5% ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.0% ถึง 3.0% ของ GDP)

    เปิดปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาในปีหน้า

    1. นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบทางอ้อมจากการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น

    2. ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    4. ระดับหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชนและ SMEs

    5. การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ”

    เชื่อมาตรการ ‘Quick Big Win’ ช่วยเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม

    โฆษกกระทรวงการคลังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 มีโอกาส ‘พ้นจากรถติดหล่ม’ และเป็นจุด ‘Turning Point’ หลังชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทยอยเดินหน้าเต็มรูปแบบ โดยมาตรการหลักที่คาดว่าจะหนุนการใช้จ่ายประกอบด้วย

    • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 22,780 ล้านบาท
    • โครงการคนละครึ่ง พลัส รัฐสนับสนุน 44,000 ล้านบาท
    • มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว (5 มาตรการย่อย)
    • มาตรการ Front Load ของกระทรวงการคลัง

    มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 4 ‘ดีกว่า’ ประมาณการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งก่อนหน้านี้ประเมินการเติบโตอยู่ที่ 0.3%

    ด้านประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 ล่าสุด กระทรวงการคลังประเมินว่า ครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวได้ราว 1.8% โดยตัวเลขไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะใกล้เคียงกับที่ สศช. ประเมินไว้ จึง “มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิน 1%” สำหรับการเติบโตในไตรมาสที่ 4

    ทั้งนี้ วินิจระบุว่า มาตรการกระตุ้นด้านการบริโภคเริ่มเห็นผลชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ที่มียอดการใช้จ่ายสะสมแล้ว 2,267 ล้านบาท ณ เวลา 10.00 น. ของวันที่ 30 ตุลาคม และเชื่อว่ามาตรการอื่นๆ ที่ออกตามมา ก็จะได้รับผลตอบรับในลักษณะเดียวกัน

    อาจพิจารณามาตรการเพิ่ม หนุนการส่งออก

    สำหรับการออกมาตรการเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น วินิจกล่าวว่า จำเป็นต้องพิจารณาภาวะเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังคงไม่แน่นอน ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการส่งออก

    “ก็พยายามจะหามาตรการที่จะจัดการเรื่องนี้อยู่ แล้วก็เร่งกันในเรื่องของการส่งออกครับ” วินิจกล่าว

    บรรยากาศระหว่างไทยสหรัฐฯ ที่นายกบอกว่าดีขึ้น

    เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยภายใต้บรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทยและสหรัฐฯ ตามที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยหลังการพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แบบไม่เป็นทางการ ระหว่างการประชุม APEC นั้น

    วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า บรรยากาศเชิงบวกดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่น และถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ในหลายด้าน

    “อย่างน้อยในเรื่องของความเชื่อมั่นต้องดีขึ้นแน่ครับ แต่คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีความไม่แน่นอนหลายส่วน และต้องรอความชัดเจนเรื่องภาษีการค้าครับ” วินิจกล่าว

    เงินเฟ้อไทยอาจติดลบ ยาวถึงไตรมาส 2 ปีหน้า แต่ไม่เข้าเงื่อนไข ‘เงินฝืด’

    วินิจ ระบุว่า ภาพรวมเงินเฟ้อปีนี้ยังติดลบเล็กน้อย โดยตัวเลขเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ที่ประมาณ -0.01% ขณะที่จากการประชุมกับ ธปท. เมื่อสัปดาห์ก่อน มีสัญญาณว่าอัตราเงินเฟ้ออาจติดลบต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2 ปีหน้า ส่งผลให้ทั้งปีนี้และปีหน้ามีโอกาสไม่แตะกรอบล่างเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1%

    อย่างไรก็ดี แม้เงินเฟ้อติดลบยาว แต่วินิจชี้ว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขภาวะเงินฝืด (Deflation) เนื่องจากนิยามภาวะเงินฝืดต้องประกอบด้วยการชะลอตัวของ GDP และกำลังซื้อที่ลดลงพร้อมกัน ซึ่งขณะนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 4 ยังช่วยพยุงอุปสงค์ในระบบ ทำให้การลดลงของราคาเป็นลักษณะ ‘cost effect’ มากกว่าจะสะท้อนภาวะเศรษฐกิจหดตัว

    โฆษกกระทรวงการคลังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการคลังภายใต้แนวคิด ‘กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว’ หรือ ‘Quick Big Win’ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและยังคำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนในระยะยาว

    โดยกำหนดการดำเนินงานเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย 1) การกระตุ้นเศรษฐกิจ 2) การลดภาระประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) 3) การส่งเสริมธุรกิจ SMEs 4) เพิ่มการออมภาคประชาชน และ 5) การลงทุนเพื่ออนาคต นอกจากนี้ ต้องวางรากฐานทางการคลังเพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืน เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mof-raises-gdp-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RaEKBVROLnA5kd-3nYMH2

  • ภาคอสังหาฯ รวมพลังดันเศรษฐกิจปลายปีจัดมหกรรมบ้าน-คอนโดครั้งที่ 48 ตั้งเป้าขายกว่า 1 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    ภาคอสังหาฯ รวมพลังดันเศรษฐกิจปลายปีจัดมหกรรมบ้าน-คอนโดครั้งที่ 48 ตั้งเป้าขายกว่า 1 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    นายองคฤทธิ์ พรหมโยธี ประธานการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 30 ต.ค.-2 พ.ย. 68 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังอยู่ในบรรยากาศแห่งความอาลัย ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงให้กับสังคมไทย การจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดจึงจะดำเนินไปด้วยความสำรวม แต่ไม่หยุดนิ่งในการเป็นเวทีสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เลือกที่อยู่อาศัยรวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมุ่งมั่นผลักดันมาตรการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนไทย

    “ปีนี้ถือเป็นปีแห่งความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การปรับตัวของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านต้องอาศัยความมั่นใจและข้อมูลที่ชัดเจน เราจึงออกแบบกลยุทธ์ Fast Track ทางด่วนของคนอยากมีบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงโครงการและสินเชื่อได้รวดเร็วที่สุด ลดภาระขั้นตอนที่ไม่จำเป็น พร้อมรับข้อเสนอพิเศษจากผู้พัฒนาโครงการและธนาคารชั้นนำในงานนี้” นายองคฤทธิ์ กล่าว

    ภายในงานมีการนำเสนอครบทุกประเภทอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน พร้อมข้อเสนอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะในงาน จากสถาบันการเงินชั้นนำ อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารออมสิน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ชั้นนำ ซึ่งพร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดแก่ผู้สนใจซื้อบ้านในช่วงปลายปี

    ขณะเดียวกัน การจัดงานในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงแนวโน้มฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านแนวราบและโครงการระดับลักซ์ชัวรี-ระดับกลาง ยังคงมีความต้องการสูง สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

    “เรามองเห็นสัญญาณเชิงบวกของตลาดก่อนหน้านี้ ทั้งจากการลดอัตราดอกเบี้ย และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐเอง รวมถึงการยื่นข้อเสนอและมาตรการใหม่ที่หวังใจว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเสริมพลังให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง พร้อมตั้งเป้ายอดขายในงานครั้งนี้กว่า 1 หมื่นล้านบาท” นายองคฤทธิ์ กล่าว

    การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงสินค้าด้านที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็น “สนามนโยบาย” ที่ภาคอสังหาฯ จะจับตาทิศทางการทำงานของรัฐบาลใหม่ว่าจะขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจใดเป็นแรงส่งสำคัญในปี 69 โดยปีนี้เป็นความท้าทายคือการส่งไม้ต่อจากครั้งความสำเร็จที่ผ่านมา จากการสร้างยอดขายสูงสุดในประวัติการณ์กว่า 2 หมื่นล้านบาทมาแล้ว ดังนั้น การจัดงานในครั้งนี้ จึงได้วางกลยุทธ์และเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘New Marketplaces, Serve Supply on Every Demand’ และกลยุทธ์ ‘Fast Track ทางด่วนของคนอยากมีบ้าน’ ที่ออกแบบขั้นตอนซื้อบ้านหรือคอนโดให้สะดวก ง่าย รวดเร็ว และตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_wMs0mqj0d9fNWbHJrJ9L

  • เศรษฐกิจฝรั่งเศสโตเกินคาดใน Q3/68 ปัดเป่าความกังวล แม้การเมืองยังปั่นป่วน : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสโตเกินคาดใน Q3/68 ปัดเป่าความกังวล แม้การเมืองยังปั่นป่วน : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสกลับมาขยายตัวอย่างเหนือความคาดหมายในไตรมาสที่ 3/2568 ด้วยอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 ช่วยสยบความหวั่นวิตกว่าสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่ปั่นป่วนจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (Insee) เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นในวันนี้ (30 ต.ค.) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของฝรั่งเศส ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซน ขยายตัว 0.5% ในช่วงเดือนก.ค.ถึงก.ย. เร่งตัวขึ้นจาก 0.3% ในไตรมาสก่อนหน้า และยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.2%

    รายงานระบุว่า ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการค้าต่างประเทศและอุปสงค์ภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น โดยตัวเลขการส่งออกทะยานขึ้นถึง 2.2% ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากอุตสาหกรรมการบิน ขณะที่การนำเข้าลดลง 0.4% ส่งผลให้ภาคการค้าต่างประเทศมีส่วนช่วยหนุน GDP มากถึง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์

    ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคธุรกิจก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 0.9% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ช่วยชดเชยการบริโภคภาคครัวเรือนที่ขยายตัวอย่างซบเซาเพียง 0.1% แม้ว่าโดยปกติแล้วการบริโภคจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศก็ตาม

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนี้เกิดขึ้นสวนทางกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปราะบางอย่างยิ่ง โดยนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการรักษาเสถียรภาพงบประมาณและหลีกเลี่ยงชะตากรรมซ้ำรอยนายกฯ สองคนก่อนหน้าที่ถูกสภาแห่งชาติลงมติไม่ไว้วางใจ

    สถานการณ์การคลังและการเมืองที่ย่ำแย่ลงได้ส่งผลให้ฝรั่งเศสถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดอันดับเครดิตหลายครั้ง ท่ามกลางคำเตือนจากผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศสที่ระบุว่า ประเทศกำลังเผชิญ “การถูกบีบรัดอย่างช้า ๆ” จากการไม่สามารถจัดการกับภาระหนี้ที่พอกพูนขึ้นได้

    ความเสี่ยงทางการเมืองเหล่านี้ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ครัวเรือน และนักลงทุน สะท้อนจากกิจกรรมภาคเอกชนที่หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ในเดือนต.ค. และต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในยุโรป

    ในภาพรวมของยูโรโซน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิก 20 ชาติจะขยายตัว 0.1% ในไตรมาสที่ 3/68 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคสามารถรับมือกับความวุ่นวายด้านกำแพงภาษีการค้าได้ค่อนข้างดี ในขณะเดียวกัน คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ในการประชุมช่วงค่ำวันนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-UAbghY5Vg0i2pXGlSdHA

  • “ม.หอการค้าไทย” คาด “คนละครึ่งพลัส” ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 1.5 พันล้าน

    “ม.หอการค้าไทย” คาด “คนละครึ่งพลัส” ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 1.5 พันล้าน

    วันนี้( 30 ต.ค.68) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส ของรัฐบาลซึ่งมีการเริ่มใช้ไปเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา โดยการสำรวจจากผู้เข้าร่วมโครงการ 20 ล้านคนจะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และประเมินว่าการใช้จ่ายต่อวันในมาตรการดังกล่าวจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-1,500 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศ

    นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวผลสำรวจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส 2568 ว่า โดยส่วนใหญ่ 86.8% เคยเข้าร่วมคนละครึ่งครั้งก่อน และ 64.6% ได้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการในกลุ่ม 2,000 บาท และ 75.1% คาดว่านำเงินไปใช้แบบเต็มจำนวน โดย 54.2% ใช้ภายในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และจากการสำรวจยังพบว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส คนส่วนใหญ่ยังมองว่ากระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิตได้ แต่ไม่ได้มากนัก และหากโครงการคนละครึ่งพลัส รอบสอง 83.9% เข้าร่วมแน่นอน 12.3% ไม่เข้าร่วม 3.8% ไม่แน่ใจ

    อ่านข่าว : “คนละครึ่งพลัส” เงินสะพัดวันแรก 1,500 ล้าน คลังแย้มคนตกหล่นรอเฟส 2

    มท.หนุน “คนละครึ่ง พลัส” กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ชวนร้านค้า-OTOP ลงทะเบียน 

    ม.หอการค้าไทย คาดเงินสะพัด 9,677 ลบ. ลอยกระทงปี 68 ช่วงไว้อาลัย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HRUQnaSKj5fc653CLIy56

  • ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลสถาบันการเงินไทย

    ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลสถาบันการเงินไทย

    (29 ตุลาคม 2568) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ และผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกับ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย และผู้บริหารระดับสูงของธนาคารสมาชิก เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังมุมมองทางด้านเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายด้านการกำกับดูแลสถาบันการเงิน รวมถึงการประสานความร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกเพื่อผลักดันมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินของธุรกิจ SMEs และประชาชนรายย่อย การยกระดับการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางต่าง ๆ ของกลุ่มทุนเทา ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่าง ธปท. สมาคมธนาคารไทย รวมทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20251030.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw300r1qI7obgDBws0q2qstb

  • ธนเพชร ฉันทะ นักเทนนิสไทย ลอยลำก่อนรองฯ เทนนิส แคล-คอมพ์ 2025

    ธนเพชร ฉันทะ นักเทนนิสไทย ลอยลำก่อนรองฯ เทนนิส แคล-คอมพ์ 2025

    “โอเว่น” ธนเพชร ฉันทะ มือ 904 โลก โชว์ฟอร์มเหนือชั้น ชนะ 6-3 ทั้งสองเซต ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายชายเดี่ยว แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025

    การแข่งขัน เทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ที่ อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เป็นรอบเมนดรอว์วันที่สาม

    โอเว่น ธนเพชร ฉันทะ นักเทนนิสไทย มือ 904 ของโลก และมือวางอันดับ 8 ของรายการ ลงแข่งขันประเภทชายเดี่ยว รอบสอง พบ หลุยส์ ลารู จากฝรั่งเศส มือ 1123 ของโลก ซึ่งสัปดาห์ก่อนทำผลงานถึงรอบตัดเชือก แต่สัปดาห์นี้พลาดท่าแพ้ให้กับธนเพชรไป 6-3 ทั้งสองเซต

    ชัยชนะทำให้ ธนเพชร ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ 8 คนสุดท้าย โดยรอพบผู้ชนะระหว่าง ศศิกุมาร์ มุกุนด์ นักเทนนิสอินเดีย มือ 452 ของโลก และมือวางอันดับ 1 กับ เอเลียส ยูเลียน แวร์เนอร์ จากเยอรมนี มือ 1679 ของโลก ซึ่งได้สิทธิ์เข้าร่วมเมนดรอว์ในฐานะลัคกี้ลูสเซอร์

    อีกคู่รอบสอง ฐานทัพ สุขสำราญ มือ 998 ของโลก พบกับ มาร์คุส มาลาซแชค-วูยือ ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน มือ 1067 ของโลก ผลปรากฏว่า มาร์คุส เอาชนะ 2-0 เซต 6-2, 6-4 ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ รอพบผู้ชนะระหว่าง มูฮัมหมัด ริฟกี ฟิเตรียดี้ มือวาง 7 จากอินโดนีเซีย กับ ไทเลอร์ สติซ จากสหรัฐอเมริกา

    ผลการแข่งขันรอบสองคู่อื่น ๆ ได้แก่

    ยุทธนา เจริญผล แพ้ อาเธอร์ เวเบอร์ (ฝรั่งเศส) 2-6, 0-6

    กฤติน โกยกุล แพ้ ลีโอ วิฑูรย์เธียร (ญี่ปุ่น) 1-6, 1-6

    อิกอร์ มาร์คอนเดส (บราซิล มือวาง 3) ชนะ จูเลียน เดอ คุยแปร์ (ฝรั่งเศส) 6-1, 3-0 Ret.

    ชินจิ ฮาซาวะ (ญี่ปุ่น มือวาง 6) ชนะ บิล ชาน (สิงคโปร์) 7-5, 6-4

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/93270/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D2pcujEXavFwlIuhRb6LO