Blog

  • KKP เตือนการคลังไทยถึงขีดจำกัด เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ

    KKP เตือนการคลังไทยถึงขีดจำกัด เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ

    เมื่อวินัยการคลังกำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย

    แม้ว่าจะมีการถกกันถึง ‘ความยั่งยืนทางการคลัง’ ของไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ แต่ที่ผ่านมาประเด็นนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการคลังของไทย รัฐบาลยังสามารถเพิ่มการขาดดุลการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤต Covid

    4 พ.ย. 2568 – กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทจัดอันดับเครดิต (credit rating agency) สำคัญทั้ง Moody’s และ Fitch Ratings ออกมาปรับมุมมองต่อความน่าเชื่อถือด้านการคลังของไทย ลงจากมีเสถียรภาพหรือ “Stable” เป็นลบ หรือ “Negative” (และมีโอกาสที่ S&P Global Ratings จะปรับตามมาเร็ว ๆ นี้) เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร โอกาสที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือมีมากกว่าโอกาสจะปรับเพิ่ม โดยครั้งสุดท้ายที่ไทยได้รับมุมมองเป็นลบแบบนี้คือใน ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008

    หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทั้งสองบริษัทจัดอันดับพูดถึงตรงกัน คือ “ฐานะทางการคลัง” และ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย” ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะหลังจากโควิด-19 ทั้งหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ภาครัฐที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความพยายามรักษาฐานะการคลังจากแผนการคลังระยะปานกลางก็มักจะถูกเลื่อนออกไป และหากไม่แก้ไขโดยเร็วก็มีโอกาสที่อันดับเครดิตจริง ๆ อาจถูกปรับลดลงในอนาคตได้

    สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจตามมาหากประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิต ย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่ระดมทุนทั้งในและต่างประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น และจะมีผลกระทบซ้ำเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแอ KKP Research จะชวนวิเคราะห์เพิ่มเติมถึงสถานะที่แท้จริงของภาคการคลังไทยด้วยข้อเท็จจริง 3 ประการ พร้อมเสนอแนะทางออกเชิงนโยบายว่าประเทศไทยและรัฐบาลควรไปต่อกันอย่างไรดี

    รัฐบาลจำเป็นต้องขาดดุลมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

    ข้อเท็จจริงประการแรกคือ การขาดดุลของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และใกล้ถึงขีดจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ความพยายามในการรัดเข็มขัดเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ที่ผ่านมามักจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกเลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอมาต่อเนื่องนับทศวรรษ ทำให้นโยบายการคลังต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพยุงภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหากกลับไปดูในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด รัฐบาลมักจะขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของ GDP และเป็นเป้าหมายสำคัญในการกำหนดแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-term fiscal framework: MTFF)

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงโควิด-19 การขาดดุลงบประมาณ (รวมเงินกู้ฉุกเฉินเพิ่มเติม 1.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 8-9% ในปี 2021-22 ขณะที่หลังจากนั้น จากการที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้รัฐบาลยังต้องขาดดุลงบประมาณในระดับสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยในอดีตมาอยู่ที่ประมาณ 4-5% ของ GDP ดังนั้นการรัดเข็มขัดที่ได้ผลในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มจากการกลับไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาด้วย

    การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดย KKP Research ประเมินว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสจะแตะเพดาน 70% ภายในปีงบประมาณ 2027 เร็วกว่าการประเมินของกระทรวงคลังล่าสุดในปีที่แล้ว ที่คาดว่าจะไป “เฉียด” เพดานในช่วงปีงบประมาณ 2029 เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

    นอกจากการใช้จ่ายโดยตรงของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังได้อีก 2 ช่องทาง ซึ่งปัจจุบันกำลังถึงขีดจำกัดเช่นเดียวกัน โดยช่องทางแรกคือมาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal policy) ที่ดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้หรือรับประกันเงินกู้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ โดยปัจจุบัน ณ เดือน มิ.ย. 2025 อยู่ที่ระดับ 29% ของงบประมาณทั้งหมด จากเพดานที่กำหนดไว้ที่ 32% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งมีการรับรู้ในหนี้สาธารณะไปแล้วและเหลือหนี้ที่ยังไม่รับรู้อีกคิดเป็นประมาณเกือบ 5% ของ GDP ขณะที่ช่องทางที่สองคือการใช้มาตรการที่เป็นการสูญเสียรายได้ภาษี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้นในข้อเท็จจริงต่อไป

    รายได้ภาครัฐปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ข้อเท็จจริงประการที่สอง คือ “รายได้ภาษีภาครัฐ” เริ่มส่งสัญญาณที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางรายจ่ายที่จำเป็นต้องใช้มากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำกว่าเป้าหมายถึง 6.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการทางภาษีสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ถ้ามองย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อนหน้าจะพบว่าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 16 – 17% ในช่วงปี 2003-2015 มาอยู่ที่ต่ำกว่า 15% ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมานอกจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงแล้ว ประเด็นเรื่องการรั่วไหลของการจัดเก็บภาษีจากภาคเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการที่ทำให้รายได้ภาษีลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวต่อการเก็บภาษีที่สูง และพยายามหลีกเลี่ยงภาษีให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทางเลือกในการเพิ่มรายได้ เช่น การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกปรับลดลงเป็นการ “ชั่วคราว” มามากกว่า 30 ปี เป็นเรื่องที่พูดถึงกันเป็นระยะเวลานาน แต่ที่ผ่านก็ไม่สามารถทำได้เพราะเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ

    “งบประจำ” กดดันฐานะการคลังไทย

    ข้อเท็จจริงประการสุดท้าย คือ เวลาของการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยกำลังลดลงไปเรื่อย ๆ จากงบประมาณที่ปรับลดได้ยากที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเป็นข้อจำกัด (Fiscal rigidity) ในระยะยาว โดยปัจจุบันงบประมาณเหล่านี้อยู่ที่ระดับ 60% ของงบประมาณทั้งหมด โดยส่วนใหญ่คือเงินเดือนและค่าจ้างของบุคลากรภาครัฐประมาณ 25% ของงบประมาณทั้งหมด รองลงมาคืองบสวัสดิการของข้าราชการประมาณ 12-13%, งบสวัสดิการของประชาชนประมาณ 15-16% รวมกันที่ประมาณ 25% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่ประมาณ 12% อย่างไรก็ตาม สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัวขึ้น จะทำให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นไปอีก โดย KKP Research เคยประเมินไว้ว่างบสวัสดิการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในอีก 15 ปีข้างหน้างบสวัสดิการของข้าราชการและประชาชนจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25% เป็น 35% ของงบประมาณทั้งหมด

    4 ทางออกที่ต้องเร่งดำเนินการ

    KKP Research มองว่าทางออกที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นอย่างน้อยเพื่อรักษาอันดับเครดิตเอาไว้ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับตัวจากมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการคลังในระยะกลาง โดยมีลำดับความสำคัญด้านนโยบาย 4 เรื่อง ดังนี้

    1. การยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ผ่านการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างแรงจูงใจต่อการลงทุนภาคเอกชน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ระดับต่ำ หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเพราะความเสี่ยงด้านการคลังจะให้ทางเลือกของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว
    2. การเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ของรัฐ ด้วยการขยายฐานภาษี ลดขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น และพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
    3. การปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ โดยปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ ปรับเป้าหมายการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดการรั่วไหลจากคอร์รัปชันและรายจ่ายประจำที่ไม่มีประสิทธิผล
    4. การสร้างกรอบวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ ผ่านการจัดทำงบประมาณแบบหลายปี (multi-year budgeting) และการมีองค์กรอิสระด้านการคลัง ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังของตลาด และสนับสนุนความน่าเชื่อถือด้านอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/889920/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37Dj3MGGSwoJPLnCJECUw8

  • จับตา ครม.ตั้ง ‘อ้อนฟ้า’ หวนนั่งเลขาฯ ก.พ.ร. โยก ‘ดนุชา’ กลับสภาพัฒน์

    จับตา ครม.ตั้ง ‘อ้อนฟ้า’ หวนนั่งเลขาฯ ก.พ.ร. โยก ‘ดนุชา’ กลับสภาพัฒน์

    วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจับตาวาระการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะเสนอเข้ามาในการประชุมครม.วันนี้ ทั้งตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า สำนักงาน ก.พ.ร. จะเสนอขอรับโอน นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สศช. กลับมาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สำนักงาน ก.พ.ร. ที่ว่างอยู่ และจะขอรับโอน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สศช.

    ก่อนหน้านี้ในช่วงสิ้นสุดปีงบประมาณ 2568 ที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ได้มีมติรับโอน นายดนุชา พิชยนันท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งเลขาธิการ สศช. ให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ตามที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นเป็นผู้เสนอ

    ต่อมาในการประชุมครม.เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ครม.ก็ได้มีมติอนุมัติรับโอน นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร. แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศช. สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ตามที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นเป็นผู้เสนอ

    สำหรับ นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ  และนายดนุชา พิชยนันท์ นั้น จากการตรวจสอบประวัติการทำงานพบว่า ทั้งสองคนมีอายุราชการเหลือเท่ากันคือ 5 ปี โดยจะครบกำหนดการเกษียณอายุราชการในปี 2573 และการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงครั้งนี้ จะทำให้การนับวาระการดำรงตำแหน่งเริ่มต้นใหม่ คือ 4 ปี และสามารถต่ออายุได้วาระละ 1 ปีได้ถึงอีก 2 ครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643114&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-i_LjE-3C7aKMz-2NFHz6

  • คอลัมน์การเมือง – รัฐบาลมีวุฒิภาวะนำประเทศไทย กลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก

    คอลัมน์การเมือง – รัฐบาลมีวุฒิภาวะนำประเทศไทย กลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก

    ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งร่วมรับประทานอาหารค่ำกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำเอเปก อีกหกชาติเป็นที่ประจักษ์ว่า รัฐบาลเฉพาะกาลได้นำประเทศไทยกลับเข้าเรดาร์ในสายตาชาวโลกแล้ว

    สำนักข่าวต่างประเทศและสื่อไทยรายงานตรงกันว่า วันที่ 29 ตุลาคม ที่โรงแรม Hilton Gyeongju นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกเป็นกรณีพิเศษเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีสหรัฐ (Special Dinner in Honor of the U.S. President and State Leaders)

    ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation) ซึ่ง นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ โดยจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำเขตเศรษฐกิจพิเศษเอเปก

    งานเลี้ยงอาหารค่ำดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32โดยมีผู้นำจากเขตเศรษฐกิจสำคัญที่เข้าร่วมงานนี้ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ, นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้, นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา, นายคริสโตเฟอร์ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์, นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และนายเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม

    ซึ่งช่วงก่อนงานเลี้ยงผู้นำทั้ง 8 ชาติ ได้พบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย ภายหลังอาหารค่ำ ผู้นำที่เข้าร่วมงานเลี้ยงได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation)

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีไทยได้กล่าวถ้อยแถลงในงานเลี้ยงอาหารค่ำสรุปสาระสำคัญดังนี้

    นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีอี แจ-มยอง สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำสุดพิเศษในครั้งนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อยู่ท่ามกลางพันธมิตรและหุ้นส่วนจากทั่วภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ซึ่งต่างมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

    ทั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือรอบด้านกับทุกพันธมิตร ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอนุภูมิภาค และระดับภูมิภาค ผ่านกลไกต่างๆ เช่น อาเซียน กรอบความร่วมมือแม่โขง และความตกลง RCEP โดยไทยและเกาหลีใต้..

    ..นายกรัฐมนตรียังรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าร่วมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาค พร้อมกล่าวขอบคุณที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน Joint Declaration เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยหวังว่าสหรัฐฯจะเห็นถึงความตั้งใจจริงและความพยายามอย่างสร้างสรรค์ของไทย เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯที่สมดุลและเกิดประโยชน์ร่วมกันต่อประชาชนของไทยและสหรัฐฯ

    สมาชิกเอเปกมี 21 ประเทศเป็นที่น่าสังเกตว่า มีผู้ได้รับเชิญเลี้ยงอาหารค่ำเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีทรัมป์เพียง 7 ชาติเท่านั้นและหนี่งในนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีไทย เป็นการเลือกแขกโดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งเป็นเจ้าภาพหรือเลือกแขกร่วมโต๊ะโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ตามพิธีการทูตไม่สำคัญเท่ากับว่าทั้งเจ้าภาพและทรัมป์ได้นำประเทศกลับมาสู่เรดาร์ในสายตาโลก ตามเป้าหมายที่นายอนุทินกล่าว ในวันแถลงนโยบายต่อสภาว่า “รัฐบาลจะนำประเทศกลับสู่เรดาร์สายตาโลก”

    สาเหตุที่นายอนุทิน ยกประเด็นนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย อาจเป็นเพราะว่าสองปีที่ผ่านมาประเทศได้หายไปจากเรดาร์ในสายตาชาวโลก คือ สองปีที่ผ่านมาผู้นำรัฐบาลไทย ไม่เคยได้ทวิภาคีกับผู้นำระดับโลก แม้ได้ทวิภาคีกับประธานาธิบดีอิหร่าน ตอนนั้นนายกฯไทยได้กลายเป็นตัวตลกที่ยกไอแพดขึ้นมาร่วมเจรจา

    และในโอกาสที่ได้พบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิงแทนที่จะได้กระชับความสัมพันธ์ กลายเป็นสร้างความคลางแคลงใจเมื่อนายกรัฐมนตรีไทยไปเถียงประธานาธิบดีสี ที่เตือนถึงอันตรายการมีกาสิโนในประเทศ นายกฯไทยตอนนั้นเถียงท่านสีว่า “มีกาสิโนเพียง 10% ในสถานบันเทิงครบวงจร” ตั้งแต่นั้นมาประธานาธิบดีสี บินข้ามหัวประเทศไทยไปเวียดนาม กัมพูชา และมาเลเซียไม่ชายตามามองประเทศไทย

    ยังมีอีกหลายอย่างที่ผู้นำไทยกลายเป็นตัวตลกโลกในห้วงเวลาสองปี นี่คงเป็นสาเหตุให้นายอนุทินตัดสินใจสร้างภาพลักษณ์ใหม่โดยใช้คำว่า “นำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก”

    รัฐบาลนายอนุทิน นำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก ตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อสภา ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสหประชาชาติ ฉีกหน้า นายปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า..

    “เพื่อนกัมพูชาแถลงตรงข้ามความจริงโดยสิ้นเชิง ที่แสดงบทว่า กัมพูชาเป็นผู้ถูกกระทำ ในความเป็นจริงคือประเทศไทยเป็นผู้ถูกกระทำให้เสียหาย พลเรือนไทยทั้งผู้หญิง เด็กและคนชรา ได้รับบาดเจ็บ ล้มตายในร้านสะดวกซื้อ ในปั๊มน้ำมัน ในโรงพยาบาล จากการยิงถล่มด้วยจรวดและกระสุนปืนใหญ่ของทหารกัมพูชา..”

    นายสีหศักดิ์นักการทูตผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการต่างประเทศมากว่าสี่สิบปี ใช้ภาษาการทูตตอบโต้กัมพูชาอย่างมีวุฒิภาวะ ในเวลาเดียวกันในถ้อยแถลงของท่านได้เตือนสติสหรัฐและมาเลเซียว่า กัมพูชาปลิ้นปล้อนคบไม่ได้ โดยนายสีหศักด์ิกล่าวในถ้อยแถลงว่า “ผมต้องแก้ถ้อยแถลงจากที่เตรียมไว้ว่าเราจะมีถ้อยแถลงก้าวไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ด้วยกัน ดังตอนที่เราพบกันสี่ฝ่ายโดยมีสหรัฐฯและมาเลเซียร่วมเจรจา”

    ภาษาทางทูตในถ้อยแถลงวันนั้นทำให้สหรัฐลังเลใจว่า จะเดินหน้าแทรกแซงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาต่อไปหรือไม่ นั้นคือที่มาของนายอันวาร์ อิบราฮิม นำชื่อประเทศไทยไปขายให้สหรัฐฯแบบลดแลกแจกแถม เพื่อให้ประธานาธิบดีทรัมป์มาร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาระหว่างอาเซียนซัมมิต

    Politico สื่อการเมืองในอเมริการายงานว่า ต้นเดือนสิงหาคม นายอันวาร์ตระหนักว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย และประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียจะไม่ร่วมอาเซียนซัมมิตตามที่นายอันวาร์คุยโม้ไว้ล่วงหน้า นายอันวาร์จำเป็นต้องรักษาหน้า โดยทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ไปร่วมอาเซียนซัมมิตให้ได้

    ต้นเดือนสิงหาคม นายอันวาร์ ประจบประแจงทำเนียบขาวว่า ทรัมป์ควรได้รับรางวัลโนเบลที่สามารถทำให้ไทย-กัมพูชาหยุดยิงได้ และสันติภาพในภูมิภาคคืบหน้าไทย-กัมพูชา จะลงนามสันติภาพระหว่างอาเซียนซัมมิต ซึ่งมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนจัดการให้ประธานาธิบดีสหรัฐเป็นประธานในพิธีลงนามครั้งประวัติศาสตร์นี้

    Politico รายงานว่าเมื่อได้การตอบสนองอย่างเย็นชาจากทำเนียบขาว นายอันวาร์รุกใหญ่ด้วยการโปรโมทลดแลกแจกแถม แต่ไม่ได้บอกว่า ประเด็นแร่หายากและเรื่องภาษีการค้า ตลอดถึงให้สหรัฐใช้ท่าเรือเรียมในกัมพูชาในการจูงใจสหรัฐหรือไม่

    กลางเดือนสิงหาคม ทำเนียบขาวมีหนังสือมาถึงรัฐบาลไทยให้หาข้อสรุปความขัดแย้งชายแดนก่อนอาเซียน ซัมมิต รัฐบาลไทยตอบหนังสือกลับไปว่า ยังหาข้อสรุปไม่ได้จนกว่า กัมพูชา ปฏิบัติตามเงื่อนไขสี่ข้อของไทยคือให้ถอนกำลังออกไป ร่วมมือกันเก็บทุ่นระเบิดปราบปรามสแกมเมอร์ และย้ายชาวกัมพูชาที่ล่วงล้ำดินแดนไทยออกไป

    Politico ไม่ได้รายงานว่า ทำเนียบขาวมีปฏิกิริยาต่อคำตอบของไทยอย่างไร และมารู้อีกทีเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์มาเป็นประธานในพิธีลงนาม “เส้นทางสู่สันติภาพ” (ตามคำจำกัดความของนายสีหศักดิ์) และแถมด้วย MOU แร่หายากกับมาเลเซีย ประเทศไทยและเวียดนาม

    การลงนามทั้งสองฉบับที่รัฐบาลยืนยันว่าไทยไม่เสียเปรียบกัมพูชาและสหรัฐโดยเฉพาะ MOUแร่หายาก ถือเป็นการเปิดช่องทางเจรจาทางการค้ากับสหรัฐให้กว้างขึ้น ส่วนการลงนามเส้นทางสู่สันติภาพ ประเทศถือไพ่เหนือกว่า คือประเทศไทยไม่เปิดด่านไม่ปล่อยเชลยศึก 18 คนจนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ข้อเป็นรูปธรรม

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยถูกโจมตีอย่างหนักทั้งเรื่องแร่หายาก และลงนามเส้นทางสันติภาพกับกัมพูชา แต่ถ้ามองจากความเป็นจริงด้วยใจเป็นธรรมพูดได้ว่า รัฐบาลประสบความสำเร็จในการนำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์สายตาโลก

    นสพ.สเตรทไทม์มาเลเซีย ถึงกับกล่าวว่าประเทศไทยสามารถทำให้ทรัมป์ทำตามคำขอได้ สเตรทไทม์รายงานว่า ทรัมป์ได้ชื่อว่าตนคือศูนย์กลาง แต่เมื่อนายอนุทินแจ้งว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคตจำเป็นต้องเลื่อนเวลาลงนามจากที่เตรียมไว้เร็วขึ้น 7 ชั่วโมงได้ไหม ทรัมป์ก็เลื่อนเวลาให้ตามความประสงค์ของไทย

    ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีไทยได้รับเกียรติร่วม ทานอาหารค่ำเป็นเกียรติแก่ทรัมป์ระหว่างเอเปกซัมมิต เชื่อว่ามาจากคำแนะนำของทรัมป์ที่เจ้าภาพเห็นดีเห็นงามว่า ถึงเวลายกระดับประเทศไทยให้อยู่ในเรดาร์สายตาโลก

    สุทิน วรรณบวร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64474&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BuAHxJasGX7OxI0iScI3t

  • “วัคซีนชีวิตเพื่อสังคม” รวมพลังจิตอาสา ลงใต้มอบโอกาสเพื่อการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดี

    “วัคซีนชีวิตเพื่อสังคม” รวมพลังจิตอาสา ลงใต้มอบโอกาสเพื่อการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดี

    คณะผู้บริหารหลักสูตร “Life Vaccine for Social” รุ่นที่ 1 (วชส.1) จับมือสมาคมตำรวจและภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม CSR ภาคใต้ ครั้งที่ 4 มอบอุปกรณ์การศึกษา การกีฬา ทุนการศึกษา และถุงยังชีพให้ชาวตรัง–กระบี่ เติมพลังใจและสร้างรอยยิ้มให้พี่น้องในพื้นที่ด้อยโอกาส

    กิจกรรมเพื่อสังคม “Life Vaccine for Social” คณะนักศึกษา หลักสูตรวัคซีนชีวิต เพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 (วชส.1) ได้ร่วมกับสมาคมตำรวจได้จัดกิจกรรมดีๆ CSR ภาคใต้ ( ตรัง-กระบี่ ) เป็นครั้งที่ 4 โดยได้มอบอุปกรณ์การศึกษาการกีฬาและทุนการศึกษาให้แก่ โรงเรียน ตชด.จังหวัดตรัง พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่พี่น้องประชาชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่จังหวัด ตรัง – กระบี่

    เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568
    คณะผู้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตร “วัคซีนชีวิตเพื่อสังคม (Life Vaccine for Social)” สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 นำโดย พล.ต.อ. สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ/ประธานหลักสูตรฯ พล.ต.ต.สุรศักดิ์ เลาหพิบูลกุล รองประธานหลักสูตร พลเรือเอกวรวุฒิ พฤษารุ่งเรือง ประธานรุ่น วชส.1 นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิเวศน์ ประยูรเธียร นายเอนก จงเสถียร พร้อมคณะผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตร วัคชีนชีวิตเพื่อสังคม (วชส.1 ) ทุกท่าน ร่วมกับ สมาคมตำรวจโดย พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ บริษัท แอร์เอเชีย โดยคุณธรรศพล เบเลเว็ลด์ CEO และข้าวสารตราสิงห์โตทอง จำกัด

    โดยคุณธัญญา รุ่งชาญชัย ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม CSR และศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคใต้ ตรัง-กระบี่ เพื่อสาธารณะประโยชน์ พร้อมทั้งดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ได้มอบถุงยังชีพ ให้แก่พี่น้องประชาชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่จังหวัดตรัง-กระบี่และมอบ อุปกรณ์การศึกษาการกีฬาพร้อมทุนการศึกษาให้ โรงเรียน ตชด.ตรัง และ โรงเรียนบ้านคลองย่าหนัด และมอบลำโพงเคลื่อนที่ จำนวน 2 ชุด ให้ ตชด.ตรัง และ ตชด.กระบี่ พร้อมมอบถุงยังชีพเพื่อเป็นขวัญกำใจให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องทรัพยากรทางทะเล

    โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะผู้เข้ารับการอบรมวัคซีนชีวิต เพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 (วชส.1)ทุกๆ ท่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/254397&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lHWfI_Eu78Sf0VloM-tKu

  • ทีเส็บ เผยผลการศึกษาและประชุมหารือรับฟังความคิดเห็น จัดแสดงพาวิลเลียนประเทศไทยในงานเอ็กซ์โปวาระพิเศษ และเวิลด์เอ็กซ์โป

    ทีเส็บ เผยผลการศึกษาและประชุมหารือรับฟังความคิดเห็น จัดแสดงพาวิลเลียนประเทศไทยในงานเอ็กซ์โปวาระพิเศษ และเวิลด์เอ็กซ์โป

    วันอังคาร ที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.45 น.

    ทีเส็บ เผยผลการศึกษาและประชุมหารือรับฟังความคิดเห็น จัดแสดงพาวิลเลียนประเทศไทยในงานเอ็กซ์โปวาระพิเศษ และเวิลด์เอ็กซ์โป

    ทีเส็บ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นองค์กรภาครัฐ เอกชน และ สถาบันการศึกษากว่า 40 องค์กรทั่วประเทศ ร่วมหารือการเป็นตัวแทนรัฐบาลในการบริหารการเข้าร่วมงานระดับโลกในนามประเทศ จัดแสดงพาวิลเลียนประเทศไทยในงานเอ็กซ์โปวาระพิเศษ และเวิลด์เอ็กซ์โป

    ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า จากผลการศึกษา “ถอดบทเรียนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Expo 2028 Phuket Thailand (White Paper) ของประเทศไทย” พบว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญจากการศึกษาหน่วยงานในต่างประเทศ และข้อเสนอแนะจากการสัมภาษณ์หน่วยงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องในประเทศ คือ การนำเสนอรูปแบบหน่วยงานกลางของประเทศไทย เพื่อรับผิดชอบการดำเนินการเข้าร่วมงานเอ็กซ์โปในนามประเทศ โดยให้ขยายบทบาท และความรับผิดชอบของทีเส็บเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบการเข้าร่วมงานเอ็กซ์โปในการบริหารจัดการพาวิลเลียนประเทศไทย โดยดำเนินการร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมงานระดับโลก และมีกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดการจัดงานในแต่ละปี ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ เพื่อเตรียมเนื้อหาการจัดแสดงพาวิลเลียนประเทศไทยร่วมกั

    “การเป็นตัวแทนรัฐบาลในการบริหารการเข้าร่วมงานระดับโลกในนามประเทศ” เป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญของทีเส็บในการปรับบทบาทให้เข้มข้นและขยายศักยภาพการทำงานในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์และงานเมกะอีเวนต์และเทศกาลระดับโลก ภายใต้นโยบายคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์ขององค์กร ปีงบประมาณ 2568-2570 และได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการโดยมอบหมายให้ศึกษาและนำเสนอทีเส็บเป็น “ผู้แทนประเทศไทยในการแสดงพาวิลเลียนประเทศไทยในต่างประเทศในงานเวิลด์เอ็กซ์โป และการจัดงานเอ็กซ์โปวาระพิเศษ”

    จากผลการศึกษาแนวทาง และรูปแบบการบริหารการเข้าร่วมงานระดับโลกในนามประเทศ (พาวิลเลียนประเทศไทย) โดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการบริหารจัดการพาวิลเลียนในประเทศต่าง ๆ บนเวทีโลกว่า การนำเสนอพาวิลเลียนแต่ละประเทศ เป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์ของประเทศในระดับโลก (Global Vision) ผ่านภาพของทั้งประเทศ (National Branding) และมีวัตถุประสงค์ในเวทีระดับโลกเป็น 4 เป้าหมาย คือ 1. ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความร่วมมือระหว่างกัน (Diplomatic Platform) 2. แสดงภาพลักษณ์ วิสัยทัศน์ และความก้าวหน้าด้านการพัฒนาของประเทศ (National Branding Platform) 3. ถ่ายทอดแนวคิด ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ (Innovation & Cultural Exchange Platform) และ 4. การเชื่อมโยงและจับคู่ธุรกิจของเมืองและภาคเอกชนในประเทศกับประเทศต่าง ๆ (Business Trading Platform)

    จากความท้าทายของการเข้าร่วมจัดแสดงพาวิลเลียนประเทศไทยในงานเอ็กซ์โปวาระพิเศษ และเวิลด์เอ็กซ์โป ในรูปแบบพิจารณาหน่วยงานบริหารจัดการจากการพิจารณาแนวคิดการจัดงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของหน่วยงาน สามารถสรุปความท้าทายของการเข้าร่วมจัดแสดงพาวิลเลียนประเทศไทยที่ผ่านมาและข้อเสนอแนะใน 4 ประเด็น คือ 1. การมอบหมายหน่วยงานกลางที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงในการบริหารจัดการงานระดับโลก 2. การส่งต่อและการจัดการความรู้อย่างต่อเนื่อง 3. การสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารภาพลักษณ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง 4. การมีบุคลากรและหน่วยงานรับผิดชอบหลักเพื่อให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ จากผลการศึกษาจุดแข็งของทีเส็บในการเป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบการเข้าร่วมงานเอ็กซ์โปในการบริหารจัดการพาวิลเลียนประเทศไทยมี 7 ประเด็นได้แก่ 1. บทบาทเชิงนโยบาย (Mandate & Authority) เป็นองค์การมหาชนภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี มีภารกิจโดยตรงในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ และงานเมกะอีเวนต์และเทศกาลระดับโลก 2. ประสบการณ์ด้านการบริหารการจัดงานระดับโลก (Global Event Management) มีประสบการณ์ตรงในการสนับสนุนและร่วมบริหารการจัดงานระดับนานาชาติ 3. เครือข่ายระหว่างประเทศ (Global Partnerships and Networks) ในการเป็นสมาชิกองค์กรระดับโลกในอุตสาหกรรมการจัดงานนานาชาติ 4. ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้า ตลอดจนการประสานงานการออกแบบและบริหารจัดการพาวิลเลียน (Exhibition Management & Pavilion Design Coordination) 5. การบูรณาการกับยุทธศาสตร์ประเทศ (National Strategic Alignment) ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์และการจัดงานระดับโลก 6. ความพร้อมเชิงงบประมาณและระบบบริหาร (Financial & Operational Readiness) ในฐานะองค์การมหาชนที่มีความคล่องตัวและประสานงานได้กับทุกภาคส่วน 7. ประสบการณ์ร่วมมือกับหน่วยงานระดับกระทรวงและระดับกรม ทั้งการเป็นคณะทำงานพาวิลเลียนประเทศไทย และการดึงงานระดับโลกร่วมกัน

    การประชุมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการเป็นตัวแทนรัฐบาลในการบริหารเข้าร่วมงานระดับโลกในนามประเทศ จัดแสดงพาวิลเลียนประเทศไทยในงานเอ็กซ์โปวาระพิเศษ และเวิลด์เอ็กซ์โป มีองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาเข้าร่วมกว่า 40 องค์กร อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงบประมาณ กรมการท่องเที่ยว กรมประชาสัมพันธ์ กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) สมาคมการแสดงสินค้าไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นต้น

    ดร. ศุภวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลังจากการประชุมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการเป็นตัวแทนรัฐบาลในการบริหารเข้าร่วมงานระดับโลกในนามประเทศของทีเส็บในฐานะผู้แทนรัฐบาลจัดแสดงพาวิลเลียนประเทศไทยในงานเอ็กซ์โปวาระพิเศษและเวิลด์เอ็กซ์โป จะนำส่งสรุปผลการศึกษาและการรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำเสนอต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลพิจารณา และเสนอครม. ตามกระบวนการต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/452944&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qd6Xk-oA0KtNsX4LRqvEn

  • สถานเสาวภา สภากาชาดไทย และ บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) STI ศึกษาดูงาน ณ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สถานเสาวภา สภากาชาดไทย และ บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) STI ศึกษาดูงาน ณ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – คณะผู้บริหารจาก สถานเสาวภา สภากาชาดไทย นำโดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ภญ.ดร.กาญจน์พิมล ฤทธิเดช รองผู้อำนวยการสถานเสาวภา ฝ่ายบริหารและเทคนิค พร้อมด้วยคณะทำงานจาก บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STI ซึ่งมี นายสิงห์ มิตรตระกูลกิจ รองประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ สายงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง เข้าร่วมในการศึกษาดูงาน ณ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด

    การศึกษาดูงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและองค์ความรู้ด้าน เทคโนโลยีการผลิตยาชีววัตถุ นวัตกรรมระบบการจัดการ และมาตรฐานการดำเนินงานในอุตสาหกรรมยา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการ “ศูนย์นวัตกรรมและการผลิตยาชีววัตถุและยาปราศจากเชื้อ บางบอน” ซึ่งสถานเสาวภาอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมี STI ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง ของโครงการดังกล่าว

    บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด นำโดย นายอรรฆพล ไตรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ ให้การต้อนรับและนำชมการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาชีววัตถุรายสำคัญของประเทศไทย และถือเป็นบริษัทไทยแห่งแรกที่มีขีดความสามารถในการวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุระดับสากล ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและระบบการจัดการคุณภาพที่ได้รับการรับรองในระดับโลก อาทิ ระบบบริหารจัดการสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ระบบเครือข่ายข้อมูล และระบบบริหารจัดการองค์กร (SAP) ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกขั้นตอน ทั้งด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการบริหารจัดการองค์กร

    คณะผู้แทนจากสถานเสาวภาและ STI ได้รับฟังการบรรยายและเยี่ยมชมกระบวนการทำงานจริงของระบบต่าง ๆ ภายในบริษัท เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่ของสถานเสาวภา ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมยาในระดับสากล

    การร่วมศึกษาดูงานในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาควิชาการ สถาบันวิจัย และวิศวกรรมที่ปรึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

    STI ในฐานะผู้นำด้านวิศวกรที่ปรึกษาเฉพาะทางด้าน Health & Wellness มุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างในภาคอุตสาหกรรมการแพทย์และสาธารณสุขของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล ด้วยความเชี่ยวชาญในการบริหารและควบคุมงานก่อสร้างโครงการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/04/591184/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10KOJ0vhSfGipzAP5FRZ-2

  • เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

    เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

    เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ศึกษาดูงานด้านโลจิสติกส์

    เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ชั้นนำระดับโลก เปิดบ้านต้อนรับคณาจารย์และนักศึกษาคณะการจัดการโลจิสติกส์และการคมนาคมขนส่ง สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เนื่องในโอกาสเข้าศึกษาดูงาน ณ ศูนย์คัดแยกสินค้า โครงการ Tip 9 จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี คุณ Christine Fransisca หัวหน้าฝ่ายภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ให้การต้อนรับ

    โดยคณาจารย์และนักศึกษาจะได้รับฟังการนำเสนอเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงาน การพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ รวมถึงแนวทางอาชีพและตำแหน่งงานที่เปิดรับภายในบริษัท ซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้รับข้อมูลเชิงปฏิบัติสำหรับการวางแผนเส้นทางอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้เยี่ยมชมศูนย์คัดแยกสินค้าและคลัง J&T Fulfillment เพื่อเรียนรู้มาตรฐานการดำเนินงานและนวัตกรรมของบริษัท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สนับสนุนความเป็นผู้นำระดับโลกด้านบริการโลจิสติกส์แลของเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย

    คุณ Christine Fransisca หัวหน้าฝ่ายภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส กล่าวว่า “เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส เชื่อว่าการศึกษาและการแบ่งปันองค์ความรู้คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน เรามุ่งมั่นสร้างโอกาสในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่เติบโตเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมในอนาคต”

    การจัดโครงการศึกษาดูงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพด้านการดำเนินงานของบริษัทที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ในการสนับสนุน การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ แก่เยาวชนและบุคลากรในอนาคต เพื่อเตรียมความพร้อมสู่สายอาชีพด้านโลจิสติกส์อย่างมืออาชีพ ซึ่งสอดคล้องต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด ESG ที่องค์กรยึดถือและปฏิบัติโดยเสมอมา


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12761863&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KYkDUaIwT035XEYw-NAyx

  • สจด. จัดกิจกรรม “ทุนสัญจร ปลูกฝัน ปั้นอนาคต” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดกิจกรรม “ทุนสัญจร ปลูกฝัน ปั้นอนาคต” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116512/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WK8oW82Qez_vCGxFnKiRv

  • ปธ.รัฐสภา เผยรัฐบาลฮังการี พร้อมให้การสนับสนุนไทยในทุกด้าน

    ปธ.รัฐสภา เผยรัฐบาลฮังการี พร้อมให้การสนับสนุนไทยในทุกด้าน

    ปธ.รัฐสภา เผยรัฐบาลฮังการี พร้อมให้การสนับสนุนไทยในทุกด้าน

    3 พฤศจิกายน 2568 ที่ประเทศฮังการี ในภารกิจวันที่สองของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร และในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมคณะ ในการเดินทางเยือนประเทศฮังการีอย่างเป็นทางการ คือการเดินทาง ไปยังอารามคาร์เมไลท์ (Carmelite Monastery) หรือที่ทำการของนายกรัฐมนตรีฮังการี เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ นายโชัท เชมเยน รองนายกรัฐมนตรีฮังการี 

    ปธ.รัฐสภา เผยรัฐบาลฮังการี พร้อมให้การสนับสนุนไทยในทุกด้าน

    โดยรองนายกรัฐมนตรีฮังการี กล่าวว่า รัฐบาลฮังการีมีความยินดี และดีใจที่คณะของประธานรัฐสภาไทย เดินทางมาเยือนฮังการี ส่วนตัวในฐานะรองนายกรัฐมนตรีของฮังการี ขอฝากแสดงความเสียใจไปยังพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณณ์ พระบรมราชินี รัฐบาล และประชาชนชาวไทยทุกคน แทนประชาชนฮังการี ต่อการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

    ขณะเดียวกันรองนายกรัฐมนตรีฮังการี ยังกล่าวขอบคุณประเทศไทย ที่ให้การสนับสนุนฮังการี ในเวทีการประชุมต่าง ๆ พร้อมระบุว่า รัฐบาลฮังการี ยินดีต้อนรับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะเดินทางมาเยือนฮังการีในวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ 

    ปธ.รัฐสภา เผยรัฐบาลฮังการี พร้อมให้การสนับสนุนไทยในทุกด้าน

    ขณะที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวขอบคุณรองนายกรัฐมนตรีฮังการี ที่ให้การต้อนรับ ในโอกาสที่เดินทางเยือนฮังการีอย่างเป็นทางการ และขอบคุณฮังการีที่ให้การสนับสนุนข้อมติฉุกเฉินของไทยในการประชุม สมัชชาสหภาพรัฐสภา หรือ IPU พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลและรัฐสภาไทย ให้การสนับสนุนเรื่องมนุษยธรรม ตามข้อมติของสหประชาชาติ หรือ UN และสนับสนุนสันติภาพในโลกเช่นเดียวกับฮังการี

    นอกจากนี้ ประธานรัฐสภายังขอบคุณรัฐบาลฮังการี ที่ให้ทุนการศึกษากับนักเรียนไทย และหากเป็นไปได้อยากให้มีการสนับสนุนเรื่องทุนการศึกษาต่อไป เพราะเด็กเหล่านี้เมื่อจบการศึกษาได้กลับไปทำประโยชน์ให้กับประเทศไทย ขณะเดียวกันประธานรัฐสภายังขอให้รัฐบาลฮังการี ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนนักลงทุนไทย ที่เดินทางมาลงทุนยังประเทศฮังการีด้วย 

    ปธ.รัฐสภา เผยรัฐบาลฮังการี พร้อมให้การสนับสนุนไทยในทุกด้าน

    โดยนายโชัท เชมเยน รองนายกรัฐมนตรีฮังการี ระบุว่า รัฐบาลมีความยินดี และพร้อมเปิดรับนักลงทุนไทยในทุกมิติ และเปิดกว้างสำหรับการหารือร่วม กับเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงบูดาเปสต์ ในส่วนความร่วมมือด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องทุนการศึกษารัฐบาลฮังการี พร้อมที่จะให้การสนับสนุนต่อไป พร้อมกันนี้รองนายกรัฐมนตรีฮังการี ยังกล่าวชื่นชมอาหารไทย ที่ถือเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ที่สำคัญของไทยด้วย

    ทั้งนี้ก่อนจบการสนทนา ประธานรัฐสภาได้ขอให้รัฐบาลฮังการี และนายโชัท เชมเยน ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึงในเดือนเมษายน ปี 2560 ด้วย 

    ปธ.รัฐสภา เผยรัฐบาลฮังการี พร้อมให้การสนับสนุนไทยในทุกด้าน ปธ.รัฐสภา เผยรัฐบาลฮังการี พร้อมให้การสนับสนุนไทยในทุกด้าน

    ขอบคุณ : ข่าวและภาพจากทีมข่าวสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968913&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ceQ9_AcT13JqeK9nBDEqz

  • DOYOUNG วง NCT บริจาคเงิน กว่า 2.2 ล้านบาทก่อนเข้ากรมทหาร

    DOYOUNG วง NCT บริจาคเงิน กว่า 2.2 ล้านบาทก่อนเข้ากรมทหาร

    ก่อนที่จะเข้ากรมทหารรับใช้ชาติในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ DOYOUNG สมาชิกวง NCT ทิ้งท้ายด้วยการตอบแทนสังคม โดยเขาบริจาคเงินจำนวน 100 ล้านวอน หรือราวๆ 2.2 ล้านบาทให้เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนด้านการศึกษาของเยาวชน

    ในช่วงต้นปีนี้ DOYOUNG เดินสายทัวร์คอนเสิร์ตเดี่ยวไปหลายพื้นที่ในเอเชีย รวมไปถึงที่ประเทศไทย และเพิ่งปิดจบทัวร์เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมอย่างสวยงาม ซึ่งการเดินสายแสดงคอนเสิร์ตของเขาก็ประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างล้นหลามจากเหล่า NCTzen ทั่วโลก และเพื่อเป็นการตอบแทนความรักที่ได้รับจากแฟนๆ เขาจึงทำการบริจาคเงิน 100 ล้านวอนให้กับ NGO World Vision โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการศึกษาและสนับสนุนความฝันของเด็กๆ โดยเฉพาะ

    NGO World Vision เผยเรื่องการบริจาคของ DOYOUNG ว่า
    “Doyoung ต้องการเปลี่ยนแพสชันและแรงสนับสนุนที่เขาสัมผัสได้บนเวที ให้กลายเป็นพลังงานแห่งความหวังให้เด็กๆ ได้ทำตามความฝันของตัวเองจากในห้องเรียน”

    เงินบริจาคของ DOYOUNG จะถูกนำไปช่วยเหลือสาธารณรัฐยูกันดา โดยเฉพาะสำหรับการก่อสร้างโรงเรียนในหมู่บ้าน Bugondo Village ในเขต Mayuge และคาดการณ์ว่าเด็กกว่า 1,000 ชีวิตจะได้รับประโยชน์จากการช่วยเหลือในครั้งนี้ โดย DOYOUNG พูดถึงการบริจาคของเขาด้วยว่า

    “ในโอกาสที่ผมเพิ่งเสร็จสิ้นการทัวร์ครั้งที่ 2 ผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ตอบแทนแม้เพียงเล็กน้อยให้กับความรักมากมายที่ได้รับจากแฟนๆ ทั่วโลก ผมหวังว่าโรงเรียนแห่งใหม่นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กได้เติบโตและเดินตามความฝันของพวกเขา”

    ภาพ: KCNA/Imazins via Getty Images

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    พิมพ์ คำภีร์

    นักเขียนกองบรรณาธิการคัลเจอร์ สำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/doyoung-nct-donation-enlistment/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26t3ZdP7GQMeOaoIIwqzSR