Blog

  • “เทศกาลหนังเมืองกาญจน์ ครั้งที่ 4” เปิดฉากยิ่งใหญ่ ดันกาญจน์สู่ “City of Film” องค์การยูเนสโก | TOPNEWS

    “เทศกาลหนังเมืองกาญจน์ ครั้งที่ 4” เปิดฉากยิ่งใหญ่ ดันกาญจน์สู่ “City of Film” องค์การยูเนสโก | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 09/11/2025 10:18

    เทศกาลหนังฯ ณ สวนไทรโยค รีสอร์ท จัดเต็มกิจกรรมตลอดเดือน พ.ย. 68 ชูเสน่ห์ธรรมชาติ-ประวัติศาสตร์ หวังดึงดูดนักท่องเที่ยว และสานฝันสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ระดับโลก!​

    ​วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด “เทศกาลหนังเมืองกาญจน์ ครั้งที่ 4” อย่างเป็นทางการ ณ สวนไทรโยค รีสอร์ท อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี นายเอกฉัตร สุนทรหัทยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนไทรโยค รีสอร์ท ในฐานะประธานการจัดงานฯ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์และความสำคัญของการจัดงาน

    ​พิธีเปิดเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี, นางสาวสรียา บุญมาก ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกาญจนบุรี, หัวหน้าส่วนราชการ, ผู้นำท้องที่-ท้องถิ่น, ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์, สื่อมวลชน รวมถึงศิลปินดาราที่มาร่วมกิจกรรมเดินพรมแดง สร้างสีสันให้กับงาน​

    นายเอกฉัตร สุนทรหัทยา เปิดเผยว่า การจัดงานเทศกาลหนังเมืองกาญจน์ในครั้งที่ 4 นี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายของจังหวัดในการผลักดันให้กาญจนบุรีเป็น “เมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก” (Kanchanaburi City of Film) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อประชาสัมพันธ์ความสวยงามของจังหวัดที่มีทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและสถานที่ทางประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อาทิ ทางรถไฟสายมรณะและถ้ำเชลยศึก ให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศได้สัมผัส

    ​”ในการจัดงานครั้งนี้ ได้ยกระดับความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ผ่านความร่วมมือจากเครือข่ายด้านภาพยนตร์จากต่างประเทศ โดยตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน จะมีการจัดฉายหนังกลางแปลงท่ามกลางบรรยากาศขุนเขาและแม่น้ำ วันละ 2 เรื่อง” นายเอกฉัตร กล่าว

    ​กิจกรรมภายในงานจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2568 ณ สวนไทรโยค รีสอร์ท ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การจัดแสดงนิทรรศการเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์, กิจกรรมเดินพรมแดงของศิลปินดาราและหน่วยงาน, การแสดงดนตรีจากศิลปิน, การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองด้านภาพยนตร์จากผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีเครือข่าย, รวมถึงการฉายทีเซอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้สู่การเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของจังหวัด​

    และที่สำคัญยิ่ง ทุกวันก่อนการฉายหนังกลางแปลง จะมีการจัดกิจกรรมถวายความอาลัย ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้อีกด้วย

    ธบดี ศรีวิเชียร ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    SOCAIL 16-9_2ok-Recovered-Recovered-Recovered

    SOCAIL 16-91 copy 2

    ศอ.บต. ดัน “เบตง” ศูนย์กลางการค้าชายแดนใต้ ผ่านมหกรรม Deep South Connect ครั้งที่ 3

    ด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกสร้าง “อันดับแรก” เขียนบทใหม่ในอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทย

    รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลอบเข้าไทยขนซิมการ์ดจากเขมร 1,000 ซิม หวังนำส่งให้นายจ้างที่เมียวดี

    สหรัฐคว่ำบาตรประชุมจี-20 ที่แอฟริกาใต้

    สุมทรสาคร///สานฝันเยาวชนสู่ทักษะกีฬาอาชีพ

    ฟงวองทวีกำลังขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นแล้วเช้านี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1384235&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Uuq0Xm-vN11402gQ0jit

  • ถอดรหัส 3 กลยุทธ์ TCP เปิดพรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต

    ถอดรหัส 3 กลยุทธ์ TCP เปิดพรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต

    สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ขึ้นกล่าว Keynote ในหัวข้อ Reimagining Sustainable Growth for Thailand’s Next Frontier: พลิกแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 โดยเริ่มต้นด้วยคำถามที่กระตุ้นให้คิดว่า ธุรกิจที่กำลังทำอยู่จะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนไปได้อีก 10 ปี, 50 ปี หรือ 100 ปี หรือไม่ 

    สราวุฒิยอมรับว่า สภาพเศรษฐกิจในปีปัจจุบันนั้น ‘ค่อนข้างรุนแรง และเหนื่อยแสนสาหัสมาก’ สำหรับภาคธุรกิจ ขณะที่บริบทของคำว่า ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ (Sustainable Growth) ในปัจจุบันก็มักถูกใช้ในแง่ของการทำธุรกิจ โดยพยายามจะหาคำตอบว่า ‘จะทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถยืนยาวต่อไปได้อีกนานๆ’

    กรณีศึกษา: บริษัท Nintendo

    Nintendo ถูกยกเป็นตัวอย่างของบริษัทที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน สราวุฒิเล่าว่า Nintendo ก่อตั้งเมื่อปี 1889 และปัจจุบันมีอายุมากถึง 136 ปี เริ่มต้นทำธุรกิจผลิตไพ่กระดาษญี่ปุ่นที่เรียกว่า ‘ฮานาฟูดะ’ (Hanafuda) ก่อนที่จะประสบความสำเร็จอย่างมากจากการซื้อลิขสิทธิ์ตัวละครมิกกี้เมาส์ มาแปะบนไพ่ ซึ่งทำให้ Nintendo ตระหนักว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก

    ในปี 1984 Nintendo ประกาศตัวสินค้าที่ชื่อว่า Super Famicom ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเกมคอนโซลที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรทัศน์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมเกมคอนโซล โดย Nintendo ฝ่าฟันคู่แข่งรายใหญ่มาโดยตลอด เช่น Microsoft, SEGA, SONY และปัจจุบันก็ยังคงประสบความสำเร็จด้วยเครื่องเล่น Nintendo Switch

    สะท้อนพัฒนาการของการทำธุรกิจของ Nintendo  จากธุรกิจไพ่กระดาษ สู่ธุรกิจเกม ปัจจุบัน Nintendo เข้าไป สู่ธุรกิจ Entertainment อย่างเต็มตัว โดยมีทั้งภาพยนตร์แอนิเมชันและ Theme Park ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งยังมีทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่ามหาศาลจากตัวละครดังต่างๆ เช่น Mario, Zelda และ Pokémon

    กลุ่มธุรกิจ TCP กับแนวคิด Sustainable Growth 

    TCP ใช้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติของธุรกิจ โดยมีกรอบความคิดที่สำคัญ 2 เรื่อง

    1. การหาความสมดุล (Rebalance)

    ธุรกิจต้องคอยคิดเสมอว่าความสมดุลคืออะไร และต้องไม่เอนไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป โดยสราวุฒิยกตัวอย่างการทำประมงที่จับปลามากเกินไปจนทรัพยากรหมด หรือการเร่งผลิตสินค้าโดยข้ามขั้นตอนจนเกิดปัญหาคุณภาพหรือผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการแลกกำไรระยะสั้นกับความมั่นคงยั่งยืนของธุรกิจ

    สราวุฒิระบุว่า การที่ผู้บริหาร Nintendo ตัดสินใจ ไม่ทำซอฟต์แวร์ของตนเองให้รันบนแพลตฟอร์มคู่แข่ง แม้จะถูกกดดันจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้นนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในการรักษาความสมบูรณ์ของทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มของ Nintendo เท่านั้น

    1. การคิดค้น/การปรับตัวใหญ่ (Reinvent)

    ธุรกิจต้องพร้อมที่จะปรับตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา สราวุฒิยังคงยกตัวอย่างของ Nintendo โดยระบุว่า ในปี 1984 บริษัทแห่งนี้ที่มีอายุ 95 ปี ยังสามารถ Reinvent ตัวเอง จากธุรกิจของเล่นมาเป็นเกมคอนโซลได้ จึงเป็นตัวอย่างของการปรับตัวที่น่าสนใจ

    3 กลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    1. โตอย่างหลากหลาย

    หมายถึงการไม่พึ่งพาเสาต้นเดียว ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าให้กลุ่มลูกค้าเดิมๆ, การมีซัพพลายเออร์เพียงรายเดียว หรือการมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ถูกผูกขาด โดยธุรกิจในไทยต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับประชากรศาสตร์ เนื่องจากสังคมไทยมีการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) โดยกลุ่ม Gen X และ Gen Y เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศไทย 

    สราวุฒิยกตัวอย่างการสร้างความหลากหลายของสินค้าในกลุ่มธุรกิจ TCP โดยสินค้าประเภทเครื่องดื่มมีการปรับลดปริมาณน้ำตาลและเพิ่มประสบการณ์ต่างๆ ให้ผู้บริโภคที่ต้องการสุขภาพดีขึ้น อีกทั้งยังมีการสร้างแบรนด์ Ready เพื่อเป็น Energy Drink สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ (ปัจจุบันเป็นอันดับ 1 ในไทย) หลังพบ Pain Point ว่า ผู้บริโภคกลุ่มผู้หญิงรู้สึกว่า กระทิงแดง (Red Bull) ไม่ใช่สินค้าสำหรับตนเอง ทำให้ต้องเปลี่ยนโฉม บรรจุภัณฑ์ และรสชาติใหม่ทั้งหมด เป็นต้น

    1. เก่งแต่ไม่หยุดก้าว

    สราวุฒิมองว่า ไม่มีคำว่า ‘เก่งที่สุด’ โดยที่ผ่านมา TCP ร่วมมือกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ซึ่งมีการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุเทคโนโลยีขั้นสูงของ NARIT มาถ่ายทอดเพื่อผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อนในโรงงานของ TCP ให้มีความทนทานสูง ลดต้นทุน และลดการนำเข้า 

    อีกทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยี Imaging (กล้องความละเอียดสูงของ NARIT) มาใช้ในกระบวนการผลิตของ TCP เพื่อตรวจจับคุณภาพของทุกขวดที่วิ่งในสายพานโรงงานให้ได้คุณภาพดีที่สุด

    1. สร้างรากฐานเพื่ออนาคต

    สราวุฒิระบุว่า กลยุทธ์นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่นอกองค์กร แต่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในที่สุด เช่น การทำโครงการด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ทำ เพื่อ CSR หรือภาพลักษณ์องค์กร แต่เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้กับธุรกิจ เพราะซัพพลายเชนของวัตถุดิบมาจากธรรมชาติ และอุตสาหกรรมเครื่องดื่มก็อาจประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพอได้ในอนาคต

    TCP ร่วมมือกับสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ทำโครงการพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ที่ตำบลยี่สาร จ.สมุทรสงคราม โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าชายเลน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และมีบทบาทสำคัญในการดูดซับคาร์บอน มีเป้าหมายให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ อนุรักษ์ และเป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงสำหรับเส้นทางการอพยพของนก

    นอกจากนี้ สราวุฒิยังเชื่อว่า การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Development) มีความสำคัญอย่างยิ่ง แม้ในยุคที่มี AI พร้อมยกตัวอย่าง Red Bull Desert Adventure กิจกรรมวิ่งในทะเลทราย 3 วัน 2 คืน (ระยะทาง 33-99 กม.) ที่ประเทศจีน สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย 4,000 คน โดยมีเป้าหมายคือการสร้าง Mindset ของความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม การเอาชนะตัวเอง รวมถึงสร้างมิตรภาพและเครือข่าย บุคลากรที่มี Mindset เช่นนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดแรงงานโลก

    การปรับใช้กลยุทธ์เพื่อพัฒนาประเทศไทย (Thailand’s Next Frontier)

    สราวุฒิได้นำทั้ง 3 กลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP มาปรับใช้กับแผนพัฒนาประเทศ ดังนี้

    กลยุทธ์โตอย่างหลากหลาย: สราวุฒิเสนอให้มีการเปิดตลาดใหม่ (New Market) ไทยต้องสำรวจตลาดใหม่ๆ เช่น ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, อเมริกาใต้ และอาเซียน อีกทั้ง รัฐบาลต้องเข้าช่วยสนับสนุนบริษัทขนาดกลางและเล็กให้สามารถไปสำรวจตลาดใหม่ได้ เนื่องจากบริษัทขนาดเล็กขาดงบประมาณ เวลา และความสามารถในการจัดการความเสี่ยงด้วยตนเอง โดยรัฐต้องช่วยจัดการเรื่อง กฎระเบียบ (อย. ต่างประเทศ), ช่องทางจัดจำหน่ายและพาร์ตเนอร์ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อป้องกันการถูกคัดลอก 

    นอกจากนี้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นเรื่องสำคัญในการขยายธุรกิจและลดอุปสรรคทางการค้า การเจรจา FTA ต้องมองถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก แม้จะมีผู้ชนะและผู้เสียประโยชน์ก็ตาม

    กลยุทธ์เก่งแต่ไม่หยุดก้าว: สราวุฒิระบุว่า ประเทศไทยเก่งเรื่องอาหาร เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร แต่ไทยต้องพัฒนาตนเองไปสู่เทรนด์ ‘อาหารแห่งอนาคต’ (Future Food) เช่น Plant-based, โปรตีนทางเลือก (จากแมลง), สมุนไพร หรือ อาหารเป็นยา ด้วยการใส่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าไป ไทยจึงจะสามารถเปลี่ยนจาก ‘ครัวของโลก’ ไปสู่ ‘ผู้นำของ Future Food’ ได้

    ทั้งยังสนับสนุนให้มีการสร้างแบรนด์ของตัวเอง ประเทศไทยเก่งเรื่องการผลิต (OEM) แต่หลายครั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งในซัพพลายเชนของคนอื่น ควรเปลี่ยนจากการเป็นผู้ผลิตมาเป็น ผู้สร้างสรรค์แบรนด์ ของตนเอง เพื่อเปลี่ยนจาก Low Value OEM ไปสู่ High Value ธุรกิจสร้างสรรค์

    กลยุทธ์สร้างรากฐานเพื่ออนาคต: สราวุฒิมองว่า กฎหมายไทยมีความยุ่งยากซับซ้อนและมีกฎหมายเก่าจำนวนมาก ปัญหาคือการติดต่อหลายหน่วยงาน เพื่อขออนุญาตเรื่องเดียวกัน ต้องใช้เอกสารจำนวนมากซ้ำซ้อน สิ่งเหล่านี้คือ ‘ต้นทุนแอบแฝง’ ของผู้ประกอบการทุกขนาด ข้อเสนอแนะคือ ภาครัฐต้องแก้ปัญหาโดยทำให้กฎระเบียบเข้าใจง่ายขึ้น และที่สำคัญคือ ต้องยกเลิกกฎหมายที่ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเขียนไม่ชัดเจนและไม่สามารถอธิบายได้เมื่อมีการทำผิด

    ขณะที่เรื่องการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ครอบคลุมตั้งแต่เด็กก่อนปฐมวัยไปจนถึงการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ ทำงานจริง เรียนจริง เพื่อสร้างประสบการณ์และ Mindset ที่ถูกต้อง โดยสราวุฒิระบุว่า เขาต้องการเห็นเยาวชนไทยที่มี จิตวิญญาณที่พร้อมจะเอาชนะอุปสรรคยากๆ 

    สราวุฒิทิ้งท้ายว่า แม้โลกจะยากลำบากเพียงใดจากกระแสความท้าทายและแรงกดดันต่างๆ แต่เราต้อง ไม่ยอมแพ้ การเติบโตอย่างยั่งยืนสามารถเป็นไปได้ถ้าเราเดินต่อ อีกทั้งความสำเร็จของประเทศต้องอาศัย ความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดย TCP เป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งมั่นที่จะเป็นพลังช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Next Frontier ในอนาคต

    FYI

    THE STANDARD Economic Forum 2025

    Rerun Ticket บัตรชมย้อนหลังออนไลน์ เปิดจำหน่ายวันที่ 7 พ.ย.68  คลิก ›

    • ดูได้นานถึง 6 เดือนเต็ม! (เปิดให้รับชมตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 – 14 เมษายน 2569)
    • รับชมย้อนหลังได้ทั้ง 4 เวที (Main Stage, Young Leaders Dialogue Stage, Tech Stage และ AI Showcase Stage)
    • ราคาพิเศษเพียง 990 .-

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-31/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tx56FD2_qCGJSCijRaQ17

  • โลกเผชิญความท้าทายใหม่เสนอไทยสร้าง 7 ฮับเศรษฐกิจ

    โลกเผชิญความท้าทายใหม่เสนอไทยสร้าง 7 ฮับเศรษฐกิจ

    ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย วันที่ 6 พ.ย. 2568 บนเวที Powering Thailand’s New Economic Frontier: ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยบทใหม่ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ 3 ประการ หรือที่เรียกว่า 3D Challenges ได้แก่

    1. Digitalization การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยมี AI เป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้หลายประเทศต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการเติบโตของ Cloud Technology ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทั้งในสหรัฐฯ จีน และไทย เช่น ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 
    2. Deglobalization การลดการพึ่งพาโลกาภิวัตน์ ท่ามกลางการแบ่งขั้วระหว่างประเทศมหาอำนาจ มาตรการกีดกันทางเทคโนโลยี และสงครามตัวแทนในหลายภูมิภาค 
    3. Decarbonization การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อชะลอภาวะโลกร้อนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกประเทศ

    ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงขึ้นทุกวัน ยิ่งโลกหมุนเร็ว ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมก็เพิ่มขึ้นตาม แม้ AI จะช่วยให้การแก้ปัญหาทำได้รวดเร็ว แต่หากใช้ผิดทางก็อาจสร้างปัญหาใหญ่ “AI อัจฉริยะที่สุด แต่สามารถถูกใช้ได้ทั้งด้านบวกและลบ” เขากล่าว

    ศุภชัยยังบอกว่า โลกยุคใหม่ได้สร้าง 4 ความจำเป็นใหม่ ที่ทุกประเทศต้องมี ได้แก่ 1. กรอบคุณธรรมและจริยธรรมแบบใหม่ 2. การเข้าถึงเงินทุน และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง 3. การเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสาร 4. การเข้าถึงระบบประกันสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกอนาคต

    สำหรับประเทศไทย การก้าวสู่พรมแดนเศรษฐกิจใหม่อย่างมีศักยภาพ ต้องพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหรือ 7 ฮับหลัก ได้แก่

    1. การท่องเที่ยว

    2. อาหาร

    3. การบริการด้านสุขภาพ

    4. การค้าและขนส่งสินค้า

    5. อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

    6. การส่งผ่านพลังงาน

    7. ทรัพยากรมนุษย์

    การสร้างฮับเหล่านี้ต้องมีทิศทางที่ชัด ไม่ใช่ปล่อยให้เติบโตแบบตามมีตามเกิด โดยยกตัวอย่างว่า ไทยควรนำ AI มาพัฒนา Smart City เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ใช้เทคโนโลยีต่อยอดสินค้าเกษตร และสนับสนุนนวัตกรรมด้านทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    ศุภชัยบอกอีกว่า ระบบการศึกษาของไทยยังไม่เปิดกว้างสู่ระดับโลกมากพอ คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังมองเฉพาะปัญหาภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อสร้าง Global Mindset และดึงศักยภาพของเด็กรุ่นใหม่ออกมา ส่งเสริมให้เกิด Startup รุ่นใหม่ในอนาคต

    ศุภชัยทิ้งท้ายด้วยประสบการณ์จากการเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบการจัดงานโอลิมปิก โดยรัฐมนตรีกล่าวว่า “การจัดโอลิมปิกไม่ได้ทำเพื่อให้ชาวโลกยอมรับจีน แต่เพื่อให้คนจีนภูมิใจในประเทศของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนว่า การสร้างวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจาก ‘ผู้นำ’ ไม่ใช่การบังคับตามกฎหมาย แต่ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนใช้ชีวิตตามค่านิยมที่นำไปสู่ความสำเร็จและความกลมเกลียว

    FYI

    THE STANDARD Economic Forum 2025

    Rerun Ticket บัตรชมย้อนหลังออนไลน์ เปิดจำหน่ายวันที่ 7 พ.ย.68  คลิก ›

    • ดูได้นานถึง 6 เดือนเต็ม! (เปิดให้รับชมตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 – 14 เมษายน 2569)
    • รับชมย้อนหลังได้ทั้ง 4 เวที (Main Stage, Young Leaders Dialogue Stage, Tech Stage และ AI Showcase Stage)
    • ราคาพิเศษเพียง 990 .-

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-30/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hPjsGga0MC_ow7YkgryxM

  • ผลโพลเผย ปชช.ต้องการนโยบายพรรคใหม่แก้เศรษฐกิจ พบ

    ผลโพลเผย ปชช.ต้องการนโยบายพรรคใหม่แก้เศรษฐกิจ พบ

    ผลโพลเผย ปชช.ต้องการนโยบายพรรคใหม่แก้เศรษฐกิจ พบ’พรรคปวงชนไทย’มาแรง

    วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

    ผลโพลเผยประชาชนต้องการนโยบายพรรคใหม่แก้เศรษฐกิจ พบ’พรรคปวงชนไทย’มาแรง

    เป็นช่วงเวลาที่ระบบพรรคการเมืองเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลายพรรคการเมืองใหม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่าง “ความคาดหวังของประชาชน” กับ “การทำงานของพรรคการเมืองหลัก” ที่ดำรงอยู่ก่อนหน้า การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นทำความเข้าใจ การรับรู้ ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และความต้องการเชิงนโยบาย ของประชาชนต่อพรรคการเมืองใหม่ กรณีศึกษา พรรคปวงชนไทยเป็นกรณีแรกเพียงพรรคเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับพรรคอื่น ๆ ที่มีปัจจัยสภาพแวดล้อมของแต่ละพรรคแตกต่างกัน และเพื่อสะท้อนพลวัตของความคิดทางการเมืองเกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยยุคดิจิทัล

    สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “มุมมองของประชาชนต่อพรรคการเมืองเกิดใหม่ ปี 2568” โดยใช้ พรรคปวงชนไทย เป็นกรณีศึกษาวิจัยพรรคแรกในโครงการสำรวจชุดนี้ การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 1–8 พฤศจิกายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,085 ตัวอย่าง เพื่อสะท้อนทัศนะของประชาชนต่อภาพลักษณ์ แนวนโยบาย และความคาดหวังที่มีต่อพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่ในยุคปัจจุบัน

    ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 38.1 “เคยได้ยินชื่อพรรคปวงชนไทย” ขณะที่ร้อยละ61.9 “ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่แน่ใจ” นอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือ เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มคนที่เคยได้ยินชื่อพรรคปวงชนไทย พบว่า ร้อยละ 37.5 มองว่า พรรคปวงชนไทยเป็นพรรคที่ “เน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ซึ่งเป็นการรับรู้ในเชิงบวกและสัมพันธ์กับแนวคิดหลักของพรรคโดยตรงร้อยละ 34.1 เห็นว่าเป็น “พรรคของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจริง” และร้อยละ 29.4 มองว่า “เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมือง” ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 19.7 เห็นว่ายังเป็นพรรคที่ “ต้องพิสูจน์การทำงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น” และร้อยละ 18.2 ยัง “ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น”

    เมื่อพิจารณาการรับรู้ต่อหัวหน้าพรรค พบว่า ประชาชนร้อยละ 48.1 รู้ว่า “นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล” เป็นหัวหน้าพรรคปวงชนไทย ร้อยละ47.9 ทราบว่าเป็น “ผู้นำสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย”และร้อยละ 42.8 ทราบว่าเป็น “นักธุรกิจที่มีประสบการณ์ทางการเมือง” นอกจากนี้ ร้อยละ31.5 รู้ว่าเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและร้อยละ 17.9 รู้ว่า “เคยมีบทบาทแก้ปัญหาขบวนการสแกมเมอร์”

    ที่น่าสนใจคือ การสอบถามถึงความชอบต่อนโยบายหลักของพรรคปวงชนไทย พบว่า ประชาชนร้อยละ 65.2 “ชอบมากถึงมากที่สุด” ต่อการรณรงค์นโยบายหลักของพรรคปวงชนไทยคือ “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ร้อยละ 21.7 ชอบในระดับปานกลาง ร้อยละ 5.8 ชอบน้อยถึงไม่ชอบเลย และร้อยละ 7.3 ไม่มีความเห็น

    ที่น่าสนใจคือ รายงานซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า ประชาชนที่เคยได้ยินชื่อพรรค แสดงความต้องการนโยบายของพรรคในหลายมิติ โดยลำดับความสำคัญดังนี้ ร้อยละ 82.9 ต้องการนโยบาย “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ แก้เศรษฐกิจปากท้อง” ร้อยละ 77.3 ต้องการให้พรรคมีการเมืองสุจริต โปร่งใส และเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ร่วมกำหนดนโยบาย ร้อยละ 75.4 สนับสนุน นโยบายการศึกษา อาชีวะดิจิทัล ทันยุคทันสมัยเพื่อพัฒนาประเทศ ร้อยละ 72.6 ต้องการนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ และร้อยละ 63.5 ต้องการ นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม SMEs ดิจิทัล และธุรกิจบริการข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ประชาชนต้องการ “นโยบายเชิงปฏิบัติจริง” มากกว่านโยบายเชิงวาทกรรม โดยเฉพาะประเด็นการสร้างงานและลดปัญหาปากท้องซึ่งสะท้อนระดับความกังวลทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    เมื่อสอบถามถึงระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคปวงชนไทยในอนาคต พบว่าร้อยละ 61.7 เชื่อมั่นว่าพรรคจะเติบโตและพูดจริงทำจริง ร้อยละ 20.6 รอดูไปอีกระยะหนึ่งก่อนตัดสินใจ ร้อยละ 9.4 ยังไม่แน่ใจ และร้อยละ 8.3 ไม่เชื่อมั่น

    รายงานของ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ครั้งนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการเมืองไทยในยุคดิจิทัลที่พลังของพรรคการเมืองใหม่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศและเป็นยุคที่เสียงของประชาชน เริ่มกำหนดทิศทางการเมืองได้ด้วยตัวเอง ในบรรดาพรรคการเมืองรุ่นใหม่ทั้งหมด พรรคปวงชนไทย โดดเด่นขึ้นอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้เกิดจากสูตรสำเร็จของอำนาจเดิม แต่เกิดจาก “หัวใจของคนทำงานจริง”

    นำโดย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคคนรุ่นใหม่ ที่ผ่านทั้งเวทีธุรกิจ การบริหารองค์กร และสนามการเมืองจริง นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ไม่ใช่แค่นักการเมืองทั่วไป เขาคืออดีตผู้นำสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย คนที่เคยอยู่หน้างานแก้ปัญหาปากท้องของแรงงานและผู้ประกอบการ และยังเป็นผู้ที่ผลักดันแนวคิด “เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อทุกคน” เช่น อาชีวะดิจิทัลตั้งแต่ก่อนจะเป็นกระแส จนวันนี้ เขานำแนวคิดนั้นกลับมา “เชื่อมโลกของเทคโนโลยีเข้ากับชีวิตของประชาชน” ผ่านนโยบายหลักของพรรคที่ชัดเจนว่า “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินใจในวันเลือกตั้ง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/926633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g38dTwLP38ZM5oPYdJgtx

  • ปาดังเบซาร์ | หารือขอเปิดช่องผ่อนปรนทางเดินเท้าข้ามแดน จุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟร่วมไทยมาเลเซีย

    ปาดังเบซาร์ | หารือขอเปิดช่องผ่อนปรนทางเดินเท้าข้ามแดน จุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟร่วมไทยมาเลเซีย

    วันนี้ 9 พ.ย. 68 สุภาพร กำเนิดผล สส.น้ำหอมมอบหมายคณะทำงานร่วมหารือกับภาคประชาสังคม ตามคำร้องขอความอนุเคราะห์ให้ช่วยผลักดัน “ขอให้เปิดช่องผ่อนปรนทางเดินเท้าข้ามแดนไทย-มาเลเซีย ตรงจุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟร่วมไทยมาเลเซีย ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา”

    สืบเนื่องพื้นที่ตำบลปาดังเบซาร์ เป็นเมืองชายแดนที่มีด่านรถไฟเพียงแห่งเดียวเชื่อมตรงไทย-มาเลเซีย เป็นเมืองหน้าด่านศุลกากร 1 ใน 3 ของจังหวัดสงขลา และเป็นด่านแรกในยุคบุกเบิกการค้าชายแดนไทยมาเลเซีย โดยตั้งขึ้นพร้อมกับเส้นทางรถไฟสายใต้ ตามสัญญาระหว่างรัฐบาลสหรัฐมลายูกับรัฐบาลสยาม เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2467 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 41 หน้า 276

    ซึ่งเป็นไฮเวย์หรือเส้นเลือดเศรษฐกิจทางถนนที่เชื่อมไทยมาเลเซียไปถึงสิงคโปร์ เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวและนักช็อปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่หลังจากเกิดจุดผ่านแดนปาดังเบซาร์ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ทำให้ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์พื้นที่เมืองปาดังเบซาร์และเส้นทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป เศรษฐกิจคู่ขนานกับเมืองปาดังและของคนในชุมชนถูกละเลยไป การค้าขายในชุมชนเมืองชายแดนทั้ง 2 ประเทศ ได้ประสบต่อปัญหาเศรษฐกิจซบเซามาต่อเนื่อง

    ดังนั้น เพื่อพัฒนาฟื้นฟูและแก้ปัญหาเศรษฐกิจเมืองหน้าด่านชายแดนปาดังเบซาร์ ที่กำลังเผชิญอยู่ให้กลับสู่สภาพคล่องที่ดีขึ้น โดยให้มีช่องทางเฉพาะเดินเท้าผ่านเข้าออกระหว่างสถานีรถไฟวันต่อวัน เพื่อให้ผู้คนทั่วไปสะดวกเดินเข้าออกหาซื้อสินค้าและใช้จ่ายเงิน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมให้หมุนเวียนที่ดีขึ้น เกิดประสิทธิผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

    รวมทั้งการเก็บภาษีของประเทศแดนต่อแดนเพิ่มขึ้น จึงขอให้รัฐบาลไทยหารือความร่วมมือกับรัฐบาลมาเลเซีย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเปิดช่องผ่อนปรนตรงจุดดังกล่าว หรือมีแนวทางที่เหมาะสมอื่น โดยได้ทำหนังสือเสนอเรื่องให้รัฐบาลพิจารณาแล้วและจะติดตามความคืบหน้ามารายงานให้ทราบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/29747/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_ylaeLUV9jbaECElkpXbg

  • นายก อบจ.นครราชสีมา ร่วมงาน “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 ส่งเสริมสุขภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    นายก อบจ.นครราชสีมา ร่วมงาน “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 ส่งเสริมสุขภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 09/11/2025 13:37

    นครราชสีมา ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ร่วมงาน “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 (KHONBURI RUN #4)” ส่งเสริมสุขภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่า ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมกิจกรรม “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 (KHONBURI RUN #4)” ณ หาดจอมทอง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสวยงามของเส้นทางวิ่งที่สามารถมองเห็นวิวของเขื่อนลำมูลบน และภูเขาฟูจิแห่งครบุรี

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง สร้างเสริมสุขภาพที่ดี พร้อมทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอครบุรี โดยมีนักวิ่งและประชาชนจากหลายพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    ในโอกาสนี้ ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล ได้ร่วมมอบเหรียญรางวัลให้แก่ผู้ร่วมการแข่งขัน พร้อมกล่าวชื่นชมการจัดกิจกรรมที่สร้างความสามัคคีในชุมชน และแสดงความยินดีกับทุกคนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน.

    ภาพ-ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    SOCAIL 16-91 copy 2

    5

    ด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกสร้าง “อันดับแรก” เขียนบทใหม่ในอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทย

    รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลอบเข้าไทยขนซิมการ์ดจากเขมร 1,000 ซิม หวังนำส่งให้นายจ้างที่เมียวดี

    สหรัฐคว่ำบาตรประชุมจี-20 ที่แอฟริกาใต้

    สุมทรสาคร///สานฝันเยาวชนสู่ทักษะกีฬาอาชีพ

    ฟงวองทวีกำลังขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นแล้วเช้านี้

    สหรัฐสั่งระงับเที่ยวบิน 1,460 ไฟล์ทต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1384422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Lunfriy9fs8CGrqCMYTdU

  • วธ. รับฟังความเห็นจัดทำมาตรการหนุน “ถ่ายทำหนังไทยในประเทศ” เพิ่มศักยภาพสู่เวทีโลก

    วธ. รับฟังความเห็นจัดทำมาตรการหนุน “ถ่ายทำหนังไทยในประเทศ” เพิ่มศักยภาพสู่เวทีโลก

    วธ. รับฟังความเห็นจัดทำมาตรการหนุน “ถ่ายทำหนังไทยในประเทศ” เพิ่มศักยภาพสู่เวทีโลก

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกำลังเร่งจัดทำ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ ตามนโยบายรัฐบาล และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ไทยให้เติบโต แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    ทั้งนี้ การส่งเสริมให้มีการถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ในประเทศ ที่ดำเนินการผลิตโดยคนไทยและมีทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย ไม่เพียงสร้างรายได้ กระจายงานสู่ชุมชน แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการเผยแพร่อัตลักษณ์ ศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านสื่อเหล่านี้สู่สายตาชาวโลกอย่าง

    ดังนั้น สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ไทย ในวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ ห้องแกลเลอรี 2–3 ชั้น G อาคารหอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) เพื่อเปิดรับข้อเสนอจากผู้ประกอบการ ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ สมาคมภาพยนตร์ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปมาตรการต่อไป

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2894397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MSV2OITC19nuidPuJdSsu

  • อบจ.นครปฐม เปิดประตูท่องเที่ยว ชวน “ยลวิถี อิ่มบุญ” สร้างเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    อบจ.นครปฐม เปิดประตูท่องเที่ยว ชวน “ยลวิถี อิ่มบุญ” สร้างเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    อบจ.นครปฐม เปิดประตูท่องเที่ยว ชวน “ยลวิถี อิ่มบุญ” สร้างเศรษฐกิจฐานราก

    • เผยแพร่ : 09/11/2025 12:32

    อบจ.นครปฐม นำประชาชนลุย 4 วัดดังกำแพงแสน สานต่อโครงการ “ไหว้พระ อิ่มบุญ พาเที่ยวชุมชน ยลวิถี กินของดีเมืองนครปฐม”  ฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังยุคโควิด”​

    วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม (อบจ.) จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวครั้งสำคัญ ตามโครงการ “ไหว้พระ อิ่มบุญ พาเที่ยวชุมชน ยลวิถี กินของดีเมืองนครปฐม” ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยนำพี่น้องประชาชนร่วมเดินทางตามรอยศรัทธาและวิถีชีวิตชุมชนในเส้นทางสายอำเภอกำแพงแสน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและความอิ่มเอมใจ

    ​ โดยมุ่งเน้นการเดินทางแสวงบุญใน 4 วัดศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ วัดรางหมัน, วัดไร่แตงทอง, วัดหนองพงนก, และวัดสระมงคล เพื่อให้ประชาชนได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเสริมสิริมงคล จากนั้นจึงเปลี่ยนบรรยากาศสู่การ “ยลวิถีและกินของดี” ด้วยการแวะชมและชิมความอร่อยที่ วรรณวนัชเบเกอรี่ และปิดท้ายด้วยการพักผ่อนจิบกาแฟที่ ร้านกาแฟ Poss Coffee ซึ่งเป็นการส่งเสริมสินค้าและบริการของผู้ประกอบการในท้องถิ่นโดยตรง

    ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม แม้จะไม่ได้ร่วมเดินทางด้วยตัวเอง จึงได้มอบหมายให้ นายสมยศ สุขตะโก รองประธานสภา อบจ. พร้อมด้วย นายชรินทร์ ศรีศิริวัฒน์ และ นายธนพันธ์ โชคดำรงสุข (สมาชิกสภา อบจ. เขต อ.กำแพงแสน) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ อบจ. นำทีมต้อนรับและอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

    ​ตัวแทน อบจ.นครปฐม กล่าวขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งวัดวาอาราม สถานที่ท่องเที่ยว และที่สำคัญคือพี่น้องประชาชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการอย่างคับคั่ง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม

    สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.นครปฐม

    SOCAIL 16-91 copy 2

    5

    ด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกสร้าง “อันดับแรก” เขียนบทใหม่ในอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทย

    รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลอบเข้าไทยขนซิมการ์ดจากเขมร 1,000 ซิม หวังนำส่งให้นายจ้างที่เมียวดี

    สหรัฐคว่ำบาตรประชุมจี-20 ที่แอฟริกาใต้

    สุมทรสาคร///สานฝันเยาวชนสู่ทักษะกีฬาอาชีพ

    ฟงวองทวีกำลังขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นแล้วเช้านี้

    สหรัฐสั่งระงับเที่ยวบิน 1,460 ไฟล์ทต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1384338&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Iu7uUzmXi3qiB6Is7SOxh

  • “นฤมล” ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู เล็งปรับระบบการศึกษาเท่าเทียมทั่วประเทศ

    “นฤมล” ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู เล็งปรับระบบการศึกษาเท่าเทียมทั่วประเทศ

    “นฤมล” ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู เล็งปรับระบบการศึกษาเท่าเทียมทั่วประเทศ

    “นฤมล” ลงพื้นที่ จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู เล็งปรับระบบบริหารบุคลากรและงบประมาณการศึกษาให้เท่าเทียมทั่วประเทศ

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ปีงบประมาณ 2568 รวมจำนวน 9 ทุน

    ผู้สื่อข่าว
    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรและระบบบริหารงานของครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในอาชีพ ภาระงานด้านเอกสาร และงานบริหารการเงินบัญชีของโรงเรียน

    โดยบอร์ด ก.ค.ศ. ก็ได้พิจารณานำอัตราครูเกินเกณฑ์ของ สพฐ. มาเป็นอัตราบุคลากรทางการศึกษา (38ค.) รอบแรกจำนวน 600 อัตรา และรอบที่สอง จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อให้ สพฐ. จัดสรรอัตรากำลังเหล่านี้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของครู

    นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงระบบวิทยฐานะของครู โดยเปิดทางเลือกใหม่ในการประเมินผลงานที่นอกจากงานวิจัย ยังสามารถใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงการเรียนการสอน เครื่องมือการศึกษา หรือรางวัลระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัด

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า “ในเรื่องของการศึกษาเอกชนได้ผลักดันในหลาย ๆ เรื่องมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารกลางวัน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางบอร์ด กช.ได้เห็นชอบแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน งบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน”

    “แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ก็อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ผู้สื่อข่าว
    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล ทิ้งท้ายว่า ตนได้มอบเลขาธิการ กช. รับข้อเสนอในวันนี้ ทั้งเรื่องของหลักสูตรอิสลามศึกษา การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาล จากเดิมเบิกได้ 150,000 บาท ตลอดจนการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา ที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อรับเรื่องไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎ ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป รวมทั้งประเด็นค่าน้ำค่าไฟของโรงเรียน ทั้งสังกัดอาชีวศึกษาและ สพฐ. ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

    พร้อมกล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ว่า ต้องการรับฟังปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและร่วมวางแผนปรับโครงสร้างอัตรากำลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/261080&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qx1GfvM6eSGRLpp507p64

  • ย้ำเตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม

    ย้ำเตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม

    ย้ำเตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม


    9/11/2568 | 46 |

    วันนี้ (9 พฤศจิกายน 2568) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการศึกษาผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปริญญาตรี เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพและมีทักษะที่ทันสมัย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ ซึ่งขณะนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้อนุมัติคำขอกู้ยืมเงินให้แก่ผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษาและผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ครบถ้วนแล้ว  

    ขอย้ำเตือนให้ผู้กู้ยืมเงินเร่งดำเนินการจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน และจัดทำแบบยืนยันแบบเบิกเงินกู้ยืม ลงนามเอกสารภายในวันที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนด จากนั้น สถานศึกษาต้องยืนยันข้อมูลพร้อมแนบไฟล์สัญญาฯ และแบบยืนยันเบิกเงินกู้ยืมเข้าระบบ DSL ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน กยศ. ปิดระบบการกู้ยืมสิ้นสุดภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เท่านั้น

    สำหรับปีการศึกษา 2568 กยศ. ได้ขยายกรอบการให้กู้ยืมส่งผลให้นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินได้รับโอกาสทางการศึกษาจำนวนกว่า 800,000 ราย เป็นงบประมาณให้กู้ยืมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียน/นักศึกษา และแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/102053


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/439827&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jAVlzv5dIkSdTUX0l54Tq