Blog

  • กรมการท่องเที่ยวเผย ตุลาคม 68 มีกองถ่ายต่างประเทศแจ้งขอลงทุนถ่ายทำในไทยสูงสุดของปี สร้างรายได้กว่า 2,500 ล้านบาท

    กรมการท่องเที่ยวเผย ตุลาคม 68 มีกองถ่ายต่างประเทศแจ้งขอลงทุนถ่ายทำในไทยสูงสุดของปี สร้างรายได้กว่า 2,500 ล้านบาท

    กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ประจำเดือนตุลาคม 2568 พบว่า มีภาพยนตร์ต่างประเทศได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในประเทศไทย จำนวน 56 เรื่อง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 2,586 ล้านบาท ซึ่งถือเป็น มูลค่าการลงทุนสูงสุดของปี 2568

    ส่วนภาพรวมตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 มีกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยแล้ว รวม 451 เรื่อง สร้างรายได้จากการใช้จ่ายในการถ่ายทำรวมกว่า 6,786 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้สร้างภาพยนตร์นานาชาติที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย หากพิจารณาตามจำนวนกองถ่ายในปี 2568 (มกราคม–ตุลาคม) พบว่า ประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 51 เรื่อง สาธารณรัฐอินเดีย จำนวน 49 เรื่อง และสาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 46 เรื่อง ตามลำดับขณะที่ในด้านมูลค่าการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มูลค่าการลงทุนกว่า 3,912 ล้านบาท สาธารณรัฐประชาชนจีน มูลค่าการลงทุนกว่า 348 ล้านบาท และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มูลค่าการลงทุนกว่า 344 ล้านบาท

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตัวเลขในเดือนตุลาคมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดของปี เป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของกองถ่ายทำภาพยนตร์จากทั่วโลก ทั้งในแง่ของสถานที่ถ่ายทำที่สวยงามและหลากหลาย ทีมงานมืออาชีพ และมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำของภาครัฐ โดยเฉพาะ มาตรการคืนเงินกองถ่ายต่างประเทศ (Cash Rebate) สูงสุดถึง 30% ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง”

    กรมการท่องเที่ยวจะยังคงเดินหน้าส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายทำต่างประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็น ศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก (World-class Film Destination) ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างรายได้จากการลงทุนโดยตรงแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เกิดการจ้างงานทีมงานชาวไทยในหลากหลายสาขา และสามารถต่อยอดสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/970401&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k0JApyOXlu_1R5cROILPH

  • ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการค้นหา

    ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการค้นหา

    404 ไม่พบหน้าเว็บไซต์ที่คุณต้องการค้นหา

    ทุกชีวิตมีคุณค่ามาช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคม

    รู้หรือไม่? มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เผยว่าโดยเฉลี่ยในทุกๆ 20 นาที มีเด็กและสตรีกำลังถูกทำร้ายอย่างน้อย 1 คน และคุณสามารถหยุดมันได้

    ช่วยกันหยุดปัญหาทารุณเด็กและสตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/164/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fZWhiMvELcOryQc7g9cUx

  • ประธานที่ปรึกษา รมว.แรงงาน ร่วมกิจกรรม Kick Off รณรงค์การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ | TOPNEWS

    ประธานที่ปรึกษา รมว.แรงงาน ร่วมกิจกรรม Kick Off รณรงค์การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ | TOPNEWS

    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ที่เทศบาลตำบลป่าก่อดำ ต.ป่าก่อดำ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ด้านนโยบายและแผน พร้อมคณะ ร่วมเป็นเกียรติในกิจกรรม Kick Off รณรงค์การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อการท่องเที่ยว อำเภอแม่ลาว ประจำปี 2568

    โดยมีนายรุ่งโรจน์ ตันวุฒิ นายอำเภอแม่ลาว เป็นประธานในพิธีเปิด และมีนายสุขชัย เธียรเศวตตระกุล ผอ.รพ.แม่ลาว กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และ ว่าที่ ร.ต.ดำรงค์ศักดิ์ ขวัญชัย นายกเทศมนตรีป่าก่อดำ พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานในพื้นที่ และประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

    นายสุขชัย เธียรเศวตตระกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ลาว กล่าวว่า ตามประกาศของกรมควบคุมโรค ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูหนาว ในหลายพื้นที่ของ จ.เชียงราย อาจมีอากาศเย็นถึงหนาวจัด โดยเฉพาะพื้นที่ราบสูง อากาศเย็นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคติดต่อทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายใจ และการมีผู้มารับการรักษาเจ็บป่วยด้วยโรคแทรกซ้อน และอาจเกิดการระบาดของโรคในวงกว้างได้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้กำหนดให้ช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2568 เป็นช่วง “รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ ปี 2568” ตามสิทธิ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ 10 จังหวัดหลัก ในช่วงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 ตามสิทธิ์ที่กำหนด

    เพื่อรองรับการระบาดของโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายได้จัดสรรวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อการท่องเที่ยวและป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ให้กับอำเภอแม่ลาว จำนวน 10,000 โดส กลุ่มเป้าหมายคือ คนไทยทุกคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันในปี พ.ศ. 2568 รพ.แม่ลาว และภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน ได้ตอบรับนโยบายดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เพื่อการท่องเที่ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันกับภาวะการระบาดในพื้นที่ และเพื่อรองรับการระบาดช่วงฤดูหนาวที่จะมาถึง เพื่อการท่องเที่ยว โดยการจัดกิจกรรมวันนี้ได้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 10–18 พฤศจิกายน 2568 ตามสถานที่ ต่างๆในพื้นที่ ประกอบด้วย ตลาดกลาง ต.ป่าก่อดำ, พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี ต.บัวสลี, เทศบาลตำบลแม่ลาว ต.ดงมะดะ และ เทศบาลตำบลดงมะดะ ต.ดงมะดะ ซึ่งในวันนี้จะมีวัคซีนไว้บริการประชาชนในพื้นที่จำนวน 1,500 โดส

    ด้านนายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ด้านนโยบายและแผน เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง สสจ.เชียงราย และเทศบาลตำบลป่าก่อดำ โดยทางว่าที่ ร.ต.ดำรงค์ศักดิ์ ขวัญชัย นายกเทศมนตรีป่าก่อดำ ได้ประสานของบวัคซีนมาบริการฉีดให้ประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว รองรับช่วงฤดูหน้าหนาวนี้ และประสานกรมแรงงานมาบริการให้ความรู้การสมัครทำงานในประเทศ และแรงงานไปทำงานต่างประเทศ การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนพื้นที่ชายแดน จ.เชียงราย ในฐานะตนเป็นที่ปรึกษา ของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.กระทรวงแรงงาน ได้รับเชิญมาให้นโยบายแก่ข้าราชการ และร่วมงานกิจกรรมนี้

    นายสุรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงแรงงาน มีนโยบายส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้กับลูกจ้าง/ผู้ประกันตน โดยจัดให้มีบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล สำหรับ ผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้าง) และ มาตรา 39 (ผู้สมัครใจ) ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งโดยหลักคือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ผู้ประกันตน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศ เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา มีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป (หรือตามเกณฑ์ที่ สปส. กำหนดในแต่ละปี) ซึ่งผู้ประกันตนสามารถติดต่อขอรับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ฟรี ที่สถานพยาบาลตามสิทธิการรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคม ในช่วงเวลาที่ สปส. กำหนดในแต่ละปี (โดยทั่วไปมักจะเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม)

    ​กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม มีบทบาทสำคัญในการจัดสวัสดิการด้านสุขภาพ โดยการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อรักษาสุขภาพและลดการเจ็บป่วย ซึ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมของแรงงานในประเทศด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1385678&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08R8c-5ubh8AVdOKWcf3pf

  • “ธรรมนัส” ส่งเลขาฯ ลงพื้นที่พบปะ-รับฟังปัญหา มอบเงิน 150,000 แสน โรงเรียนหมอนทองวิทยา

    “ธรรมนัส” ส่งเลขาฯ ลงพื้นที่พบปะ-รับฟังปัญหา มอบเงิน 150,000 แสน โรงเรียนหมอนทองวิทยา

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    ไทยรัฐออนไลน์

    10 พ.ย. 2568 19:52 น.

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    “ธรรมนัส” ส่งเลขาฯ ลงพื้นที่พบปะ-รับฟังปัญหา มอบเงิน 150,000 แสน โรงเรียนหมอนทองวิทยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/thaifootball/2894675&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31FL6p15qLpRCPFSP1WsOe

  • ปชช. กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท วันแรก 8,370 คน

    ปชช. กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท วันแรก 8,370 คน

    10 พ.ย. 2568 – เพจ “กรุงเทพมหานคร” เปิดเผยว่า สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน โดยจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมทุกวัน เวลา 09.00 – 21.00 น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป

    ตามประกาศของสำนักพระราชวัง ได้มีการจัดระเบียบและอำนวยความสะดวกในการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ โดยเปิดให้ประชาชนเข้าได้ใน 4 ช่วงเวลา ได้แก่

    ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 น.-10.45 น.

    ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 น.-16.45 น.

    ช่วงที่ 3 เวลา 17.45 น.-18.30 น.

    ช่วงที่ 4 เวลา 19.45 น.-21.00 น.

    ทั้งนี้ กทม. เปิดให้ประชาชนเข้าจุดพักคอยได้ตั้งแต่เวลา 07.30 น. จนถึงเวลา 21.00 น. โดยมีประชาชนเข้ากราบถวายบังคมรวมทั้งสิ้น 8,370 คน (ข้อมูลวันที่ 9 พ.ย. 68 เวลา 21.00 น.)

    ในการนี้ กรุงเทพมหานครจัดเจ้าหน้าที่และจิตอาสาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกอย่างรอบด้าน ทั้งการจราจร การแพทย์ฉุกเฉิน การรักษาความสะอาดและความปลอดภัย รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครประชาสัมพันธ์คอยแนะนำจุดบริการ จุดพักคอย และเส้นทางเข้าออกอย่างเป็นระบบ ซึ่งจุดพักคอยสามารถรองรับประชาชนได้สูงสุด 9,000 คน พร้อมบริการน้ำดื่ม ห้องสุขา และเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดเวลา เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

    นอกจากนี้ ยังมีจุดบริการยืม–คืนเครื่องแต่งกายสุภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่แต่งกายไม่ครบถ้วนตามระเบียบ

    สำหรับการแต่งกายของผู้ที่จะมากราบถวายบังคมพระบรมศพ ขอความร่วมมือให้ทุกคนโปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ (สีดำ, ขาว) เสื้อคอปก งดแขนกุด ชุดชาวเขาสำหรับชาวเขา ชุดลูกเสือสำหรับลูกเสือ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงผ้าหรือผ้าถุงเท่านั้น งดสวมกระโปรงยีนส์ หรือกางเกงยีนส์.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/893116/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EkAVJGYrWkFVc8YPQQn8d

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67608/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R3IpNE40RFpZNWGeUYNeP

  • ฟ้อนด์ ณัฐทิชา เซ็นสัญญาเข้าร่วม GMMTV อย่างเป็นทางการ

    ฟ้อนด์ ณัฐทิชา เซ็นสัญญาเข้าร่วม GMMTV อย่างเป็นทางการ

    GMMTV ประกาศต้อนรับ ฟ้อนด์ ณัฐทิชา อดีตสมาชิก BNK48 และ QRRA เข้าร่วมสังกัดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568

    โดย ฟ้อนด์ ณัฐทิชา ถือเป็นที่รู้จักกันดีในนาม BNK48 รุ่นที่ 2 ก่อนจะประกาศจบการศึกษาในปี 2567 อีกทั้งยังเดบิวต์เป็นหนึ่งในสมาชิกวง QRRA ที่มีเพลงฮิตติดหูอย่าง Miracle ซึ่งนอกจากผลงานเพลงแล้ว เธอยังมีผลงานแสดงมากมาย อาทิ ซีรีส์ One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ ด้วยบทบาท เบบี้ หรือภาพยนตร์จากค่าย GDH อย่าง เพื่อน(ไม่)สนิท โดยรับบทเป็น หลิน

    การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ถือเป็นการเติบโตด้วยบทบาทใหม่ของฟ้อนด์ ใครที่เป็นแฟนๆ ของเธอสามารถรอติดตามผลงานการแสดงของเจ้าตัวในอนาคตกันได้เลย

    ภาพ: fondnatticha / Instagram

    อ้างอิง: https://x.com/GMMTV/status/1987837648711409813?s=20

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    ขัติยา ฤทธิรุตม์

    Content Creator (Thai Culture) – THE STANDARD POP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/fond-joins-gmmtv/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xLTJVrbh08ZgR0haz_ahj

  • เตือนทาสหมา-แมว ‘ขนมฉลามอบแห้ง’ มีสารหนูเกินมาตรฐาน เสี่ยงสุขภาพสัตว์เลี้ยง

    เตือนทาสหมา-แมว ‘ขนมฉลามอบแห้ง’ มีสารหนูเกินมาตรฐาน เสี่ยงสุขภาพสัตว์เลี้ยง

    เตือนทาสหมา-แมว ‘ขนมฉลามอบแห้ง’ มีสารหนูเกินมาตรฐาน เสี่ยงสุขภาพสัตว์เลี้ยง

    วันนี้ (10 พ.ย.68) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับองค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และโอเชียน บลู ทรี (Ocean Blue Tree) เผยผลการตรวจสอบโลหะหนัก และสารอาหารใน ผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลาม ประเภทกระดูกอ่อน และฉลามอบแห้งทั้งตัว พบสารหนูในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท

    โดยเฉพาะฉลามอบแห้งทั้งตัว ที่ร้อยละ 50 ของตัวอย่าง มีปริมาณสารหนูที่เกินค่าความปลอดภัย เตือนเสี่ยงกระทบสุขภาพสัตว์เลี้ยงหากบริโภคต่อเนื่องในระยะยาว

    การศึกษาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณโลหะหนัก ประเภทสารหนู แคดเมียม และปรอท ในผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลาม เนื่องจากฉลามเป็นผู้ล่าลำดับต้น ๆ ในห่วงโซ่อาหาร มีแนวโน้มสะสมสารพิษ ในร่างกายสูงกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่น

    รวมถึงศึกษาปริมาณสารอาหารบางชนิด ได้แก่ โซเดียมและแคลเซียม ซึ่งมักถูกใช้ เป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยนำผลที่ได้ไปประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของ สัตว์เลี้ยงจากการบริโภค การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการลดความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม โดยเฉพาะขนมสัตว์เลี้ยง

    ซึ่งภายใต้โครงการดังกล่าวยังรวมถึงการวิจัยดีเอ็นเอเพื่อระบุชนิดของฉลามที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวด้วย เพื่อนำผลไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางอนุรักษ์ ปรับปรุงกฎระเบียบในการติดตาม การค้าฉลามภายในประเทศในอนาคต

    เตือนทาสหมา-แมว 'ขนมฉลามอบแห้ง' มีสารหนูเกินมาตรฐาน เสี่ยงสุขภาพสัตว์เลี้ยง  
    ผลการสำรวจตลาดเบื้องต้นผ่านช่องทางออนไลน์โดยองค์กรไวล์ดเอดในช่วงต้น กลาง และปลาย พ.ศ. 2567 รวม 30 วันพบว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งมีร้านค้าออนไลน์มากกว่า 100 ร้านในประเทศไทยที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สอดคล้องกับตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงในประเทศที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    และพบว่ามีขนมขัดฟันสุนัขและแมวกว่า 10 ชนิด ที่ระบุว่าทำมาจากฉลาม โดยกระดูกอ่อนฉลาม และฉลามอบแห้งทั้งตัว เป็นสินค้าที่พบการจำหน่ายมากที่สุด และมักระบุว่ามีสารอาหารที่สัตว์เลี้ยงต้องการในปริมาณสูง เช่น โปรตีน แคลเซียม และอื่น ๆ ที่เชื่อว่าดีต่อสุขภาพของกระดูก ฟันและข้อต่อ

    ทีมวิจัยจาก สจล. นำตัวอย่างกระดูกอ่อนฉลาม 50 ตัวอย่าง และฉลามอบแห้งทั้งตัวจำนวน 12 ตัวอย่าง จากการสุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์ปริมาณสารโลหะหนักประเภทสารหนู แคดเมียม และปรอท พบว่า ตัวอย่างฉลามอบแห้งครึ่งหนึ่ง มีระดับสารหนูเกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐานสากล

    ขณะที่งานวิจัยเชิงทดลองที่ ผ่านมาในต่างประเทศยังพบความเชื่อมโยงของการสะสมของสารหนูในระยะยาวกับความเสี่ยงของการเกิดโรคตับ ไต และโรคทางผิวหนังในสุนัข นอกจากนี้ยังตรวจพบแคดเมียมและปรอทในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท แม้จะอยู่ในระดับ ที่ไม่เกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่งานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศยังพบความเชื่อมโยง ของการเกิดโรคในไต โรคระบบประสาท และอาจมีผลต่อกระบวนการสร้างกระดูกทั้งในสุนัขและแมว หากมีการสะสม ในระยะยาว

    ผศ. ดร.วัลย์ลดา กลางนุรักษ์ หัวหน้าทีมวิจัยและอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.

    ผศ. ดร.วัลย์ลดา กลางนุรักษ์ หัวหน้าทีมวิจัยและอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. กล่าวว่า “การบริโภคขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลามในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของสุนัขและแมว เนื่องจากการ สะสมของโลหะหนักในร่างกาย ฉลามเป็นสัตว์ผู้ล่าลำดับต้น ๆ ของห่วงโซ่อาหารและมีอายุยืน ทำให้มีแนวโน้ม ที่จะสะสมสารพิษได้มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น

    ในขณะที่แหล่งแคลเซียมทางเลือก เช่น ปลากระดูกแข็ง จากการศึกษาครั้งนี้ ไม่พบแคดเมียม และปรอท และพบปริมาณสารหนูในระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า นอกจากนี้ควรต้องมีการควบคุมระดับโซเดียมอย่างเข้มงวดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมเกินขนาดในสัตว์เลี้ยง”
     
    แนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก (Pet Parenting) กำลังส่งผลให้ความต้องการสินค้า สัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม และสินค้าที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงขนมขัดฟันการสำรวจความคิดเห็น ผู้เลี้ยงสุนัขและแมว จำนวน 419 คน ในกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญ โดยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต แบ่งเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จากฉลาม 70%

    และผู้ไม่ใช้ 30% พบว่า แรงจูงใจในการซื้อขนมขัดฟันจากฉลาม เพราะเชื่อว่ามีคุณค่า ทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ ของสัตว์เลี้ยง (67%) และมองว่าการซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นการแสดงความรักและเอาใจใส่ (38%) แต่ความกังวลด้าน ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และความยั่งยืนของสินค้าอาจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อในอนาคต

    ทั้งนี้ผู้เลี้ยงยังตระหนักถึง ความเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์จากฉลามและผลกระทบที่อาจมีต่อระบบนิเวศไม่มากนัก สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็น ในการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุนัขซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าดังกล่าว
     
    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไวล์ดเอด ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ฉลาม พบแนวโน้มที่น่ากังวลของการ จำหน่ายขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลามในประเทศไทยและพบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีทั้งแบบที่ระบุบนซองผลิตภัณฑ์ และที่ไม่ระบุว่าทำมาจาก “ฉลาม” โดยอาจเรียกว่า “กระดูกอ่อนปลา” หรือ “กระดูกปลา” ซึ่งอาจทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยง ไม่ทราบว่ากำลังซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม นอกจากนี้การสำรวจความคิดเห็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง 50 ราย​ ในกรุงเทพฯและจังหวัดสำคัญ โดยบริษัท พี.ไอ.วาย.เอ รีเสิร์ช จำกัด พบว่าผู้ขายส่วนใหญ่ขาดข้อมูลแหล่งที่มา ชนิดของฉลาม กระบวนการผลิต และส่วนใหญ่เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเพียง “ผลพลอยได้” จากอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล
     
    ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์และที่ปรึกษาองค์กรไวล์ดเอด เผยว่า “หลายคนเข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมประมงและคิดว่าการใช้ทุกส่วนของฉลามเป็นสิ่งที่ยั่งยืน แต่นี่คือความเข้าใจ ที่ผิดเพราะในขณะที่ 1 ใน 3 ของชนิดฉลามทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสูญพันธุ์จากการทำประมง เกินขนาด การใช้ประโยชน์ ทุกส่วนไม่ได้เท่ากับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนตรงกันข้ามผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจกระตุ้น ความต้องการ ในการจับฉลามเพิ่มขึ้น และขาดแรงจูงใจที่จะหาแนวทางลดการจับฉลามเป็นสัตว์น้ำพลอยได้”
     
    จากการสำรวจตลาดซื้อขายผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันฉลามทางออนไลน์อย่างไม่เป็นทางการโดยองค์กรไวล์ดเอด และการสำรวจความคิดเห็นผู้จำหน่ายโดยบริษัท พี.ไอ.วาย.เอ รีเสิร์ช จำกัด ทำให้เห็นแนวโน้มที่ตรงกันว่า ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ ไม่มีฉลากระบุชนิดของฉลามและแหล่งที่มาของสินค้า ซึ่งตอกย้ำว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะขาดการตรวจสอบย้อนกลับ การให้ขนมเหล่านี้กับสัตว์เลี้ยงจึงไม่ใช่การสนับสนุนแนวทางการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ขณะที่ปัจจุบันฉลามกว่า 80 ล้าน ตัวถูกฆ่าต่อปีจากการทำประมงเกินขนาดและความต้องการบริโภค โดยประมาณ 1 ใน 3 หรือราว 25 ล้านตัว เป็นชนิดที่เสี่ยง ต่อการสูญพันธุ์อีกด้วย
     
    “ตราบใดที่เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์จากฉลามเหล่านั้น มีแหล่งที่มาจากการทำประมงและการนำเข้า-ส่งออกที่ถูกกฎหมาย มีกระบวนการที่ได้มาตามมาตรฐานจริยธรรม และคำนึงถึงความยั่งยืนทั้งในและระหว่างประเทศ ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลามโดยสิ้นเชิง” ดร.เพชร กล่าวเสริม
     
    ฉลามมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ล่าที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของห่วงโซ่อาหาร พวกมันช่วยควบคุมประชากรสัตว์น้ำอื่น ๆ ไม่ให้มีมากหรือน้อยเกินไปเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศทะเล และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวม การศึกษานี้ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์จากฉลามในระยะยาวอาจเป็นภัยต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง และเป็นภัยต่อความยั่งยืนของท้องทะเลอีกด้วย
     
    องค์กรไวล์ดเอดร่วมกับโอเชียน บลู ทรี เตรียมเปิดตัวโครงการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยเงียบ ระยะยาวของขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงจากฉลามที่อาจส่งผลต่อทั้งสัตว์เลี้ยงและประชากรฉลาม พร้อมทั้งมีแผนทำงานร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ เพื่อผลักดันการติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาการค้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้เข้มงวดมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/643631&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30tB0s90RzUJX1vqdcylTF

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว ร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” อัปสกิล รับเงินสูงสุด 2,000 บาท

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว ร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” อัปสกิล รับเงินสูงสุด 2,000 บาท

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า วันนี้ (10 พ.ย.68) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ภายใต้แนวคิด “เพิ่มยอดขาย ลดรายจ่าย เสริมทักษะ” โดยรัฐจะสนับสนุนเงินพลัส 20%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงว่า รัฐบาลจะเติมเงินให้ร้านค้าที่ผ่านการอบรมเพิ่มทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับการขายออนไลน์ ในอัตรา 20% ของยอดขาย แต่ไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้าน

    ยอดขายที่จะนำมาคำนวณต้องเป็นยอดระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน – 19 ธันวาคม 2568 โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินเข้าร้านค้าในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เพื่อเป็น “ของขวัญคริสต์มาส” ให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    โครงการนี้จำกัดสิทธิ 400,000 ร้านค้าแรก จากร้านค้าทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส ปัจจุบันมีเกือบ 900,000 ร้านค้า

    ร้านค้าที่ต้องการรับสิทธิต้องผ่านการพัฒนาทักษะ digital skill อย่างน้อย 1 ใน 3 ช่องทาง ได้แก่

    1. เพิ่มยอดขายผ่านออนไลน์ สำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ที่อยู่ในโครงการฯ
    2. ผ่านหลักสูตรความรู้ทางการเงินของธนาคารออมสิน ที่ https://oomtang.gsb.or.th/ และต้องเรียนจบตามเงื่อนไข
    3. อบรมทักษะ AI ผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ https://dbdacademy.dbd.go.th/ และต้องสำเร็จหลักสูตร

    โครงการดังกล่าวจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารหน้า (18 พ.ย. 68) โดยตั้งวงเงินไว้ 800 ล้านบาท สำหรับการสนับสนุนร้านค้า 400,000 รายแรก โดยใช้งบจากโครงการเดิม ไม่ใช้งบใหม่ของรัฐ

    เตือนใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่ม วันที่ 11 พ.ย. ยังเหลือ 127,800 รายไม่เริ่มใช้สิทธิ

    ด้าย นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิ “คนละครึ่ง พลัส” โดย ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17:00 น. มีประชาชนใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วกว่า 19.61 ล้านราย ยอดใช้จ่ายสะสมรวม 28,794.52 ล้านบาท แบ่งเป็น

    • ประชาชนใช้จ่ายกับร้านค้าทั่วไป 14,400.51 ล้านบาท
    • ภาครัฐร่วมจ่ายร้านค้าทั่วไป 14,033.66 ล้านบาท
    • ประชาชนใช้จ่ายผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 183.84 ล้านบาท
    • ภาครัฐร่วมจ่ายผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 176.51 ล้านบาท

    โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิกับร้านค้าที่ร่วมโครงการได้ถึง 31 ธันวาคม 2568 ระหว่างเวลา 06:00–23:00 น. ผ่าน G-Wallet บนแอปฯ “เป๋าตัง” โดยไม่จำเป็นต้องใช้จนครบวงเงินวันละ 200 บาท

    ด้านความคืบหน้าการลงทะเบียนร้านค้า พบว่า มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 892,404 ราย (ข้อมูล ณ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17:00 น.)

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ขอเน้นย้ำว่า ประชาชนจะต้องเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกภายใน วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23:00 น. หากไม่ใช้สิทธิภายในกำหนด จะถือว่าสละสิทธิ โดยขณะนี้ยังมีผู้ที่ยังไม่สมัครใช้บริการ G-Wallet ประมาณ 127,800 ราย จึงขอให้เร่งดำเนินการสมัคร หรือขอความช่วยเหลือได้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

    นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพฤติการณ์ร้านค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการวิเคราะห์ธุรกรรมด้วยระบบ Data Analytics กระทรวงการคลังได้ ระงับสิทธิร้านค้า 78 ราย (ข้อมูล ณ 10 พฤศจิกายน 2568) เนื่องจากพบพฤติการณ์รับแลกเงินและสแกนรับเงินห่างจุดขายอย่างผิดปกติ พร้อมย้ำว่าจะดำเนินการเอาผิดกับผู้ทุจริตในโครงการอย่างถึงที่สุด

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    “เอกนิติ” ชง ครม.เศรษฐกิจ เติมเงินร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” ไม่เกิน 2 พัน หลังอบรมออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/794842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GPP8XUQ3NponYaLh1wx0p

  • ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงินร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล

    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงินร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล

    วันนี้ (10 พฤศจิกายน) เวลา 18.35 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2568 ที่ห้องกำปั่นทอง อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง โดยมีรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    ที่ประชุมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า (18 พฤศจิกายน) เพื่ออนุมัติโครงการคนละครึ่ง พลัสสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยรัฐบาลจะมอบเงินสนับสนุนให้ร้านค้าที่ผ่านการอบรมเพิ่มทักษะ (Upskill) การขายออนไลน์ในอัตรา 20% ของยอดขาย แต่ไม่เกิน 2,000 บาท ต่อร้านค้า ในช่วง 19 พฤศจิกายน – 19 ธันวาคม 2568 เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลของผู้ประกอบการไทยในการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่ร้านค้าในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เพื่อเป็นของขวัญวันคริสต์มาส โดยจำกัดจำนวนสิทธิ์ 4 แสนร้านค้าแรก จากปัจจุบันที่มีร้านค้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส แล้วเกือบ 9 แสนร้านค้า

    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 1
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 2
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 3
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 4
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 5
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 6
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 7

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/kon-la-krueng-shops-digital/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dC878OGcrzteIqkwo6Xi3