Blog

  • สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

    สหรัฐอเมริกาประกาศยุติการผลิตเหรียญเพนนีอย่างเป็นทางการ ปิดฉากเหรียญ 1 เซนต์ ที่อยู่คู่สังคมอเมริกันมากว่า 230 ปี หลังต้นทุนการผลิตสูงกว่ามูลค่าจริงหลายเท่า และแทบจะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

    เหรียญเพนนีเริ่มผลิตครั้งแรกในปี 1793 โดยในยุคนั้นเหรียญหนึ่งสามารถซื้อบิสกิต เทียน หรือขนมได้หนึ่งชิ้น ทว่าปัจจุบันแทบไม่มีค่าในทางปฏิบัติ หลายคนเก็บรวมไว้ในโหลหรือกล่องขยะในบ้าน ขณะที่ต้นทุนการผลิตเหรียญแต่ละเหรียญสูงถึงเกือบ 4 เซนต์

    แบรนดอน บีช รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวระหว่างพิธีที่โรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียว่า “พระเจ้าคุ้มครองอเมริกา และเราสามารถประหยัดเงินภาษีของประชาชนได้ถึง 56 ล้านดอลลาร์” ก่อนกดปุ่มปั๊มเหรียญเพนนีสุดท้าย ซึ่งถูกจัดวางอย่างระมัดระวังให้สื่อมวลชนชม โดยเหรียญชุดสุดท้ายบางส่วนจะถูกนำออกประมูล

    แม้จะยุติการผลิต แต่เหรียญเพนนีหลายพันล้านเหรียญที่ยังหมุนเวียนอยู่จะยังคงสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับเหรียญครึ่งเซนต์ที่ถูกยกเลิกไปในปี 1857 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่สหรัฐฯ เลิกใช้เหรียญอย่างเป็นทางการ

    เจ้าหน้าที่เผยว่า โรงกษาปณ์ส่วนใหญ่ได้หยุดผลิตเหรียญเพนนีตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ในวันสุดท้ายของการปั๊ม เหล่าพนักงานต่างยืนสงบอยู่หน้าเครื่องจักร ราวกับกล่าวอำลาเพื่อนเก่าที่อยู่ด้วยกันมานาน ก่อนจะปรบมือและส่งเสียงเชียร์เมื่อเหรียญสุดท้ายถูกผลิตออกมา

    การตัดสินใจเลิกผลิตเหรียญเพนนีเกิดขึ้นจากคำสั่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจนไม่คุ้มค่า “สหรัฐฯ ผลิตเหรียญเพนนีที่มีต้นทุนเกินมูลค่ามานานเกินไปแล้ว เป็นเรื่องสิ้นเปลือง!” ทรัมป์ระบุในโพสต์ออนไลน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม คนอเมริกันจำนวนมากยังรู้สึกผูกพันกับเหรียญเพนนี บางคนมองว่าเป็นเหรียญนำโชคหรือของสะสม ขณะที่ร้านค้าปลีกหลายแห่งเริ่มกังวลในช่วงก่อนเลิกผลิต เนื่องจากเหรียญเริ่มขาดตลาดโดยไม่มีแนวทางจากรัฐบาลว่าจะจัดการการทอนเงินอย่างไร บางร้านเลือกปัดเศษราคาลงเพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียประโยชน์ ขณะที่บางแห่งขอให้ลูกค้านำเหรียญเพนนีมาใช้จ่ายหรือแลกเป็นของรางวัล เช่น เครื่องดื่มฟรี

    ฝ่ายสนับสนุนการยกเลิกเหรียญเพนนีให้เหตุผลว่า จะช่วยลดต้นทุนของรัฐ ทำให้การชำระเงินรวดเร็วขึ้น และสอดคล้องกับประเทศอื่น เช่น แคนาดา ที่ยุติการผลิตเพนนีตั้งแต่ปี 2012

    ธนาคารบางแห่งเริ่มจำกัดการจ่ายเหรียญเพนนี เนื่องจากปริมาณมหาศาลที่สะสมอยู่ในระบบ ปัจจุบันเหรียญเพนนีคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเหรียญทั้งหมดที่ผลิตในโรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียและเดนเวอร์ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา แม้เหรียญเพนนีจะมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์) ที่ใช้เงินถึงเกือบ 14 เซนต์ต่อเหรียญ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเหรียญไดม์ (10 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเพียง 6 เซนต์ และเหรียญควอเตอร์ (25 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเกือบ 15 เซนต์ การผลิตเหรียญเพนนีจึงไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

    แฟรงก์ โฮลท์ ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยฮิวสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เหรียญ กล่าวว่า การเลิกผลิตเพนนีถือเป็นการสูญเสียทางวัฒนธรรม “เหรียญเหล่านี้สะท้อนตัวตนของเรา เราเลือกสลักคำขวัญและภาพบุคคลสำคัญลงบนมัน มันคือหลักฐานของประวัติศาสตร์ การเมือง ศิลปะ และอุดมคติของประเทศ”.

    ที่มา AP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2895348&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oOLzUqP1FoOPC1I3WvLXn

  • มท.4 ลงพื้นที่หนองบัวลำภู หนุน “ผ้าทอพื้นถิ่น” ยกระดับศักยภาพสตรี สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง

    มท.4 ลงพื้นที่หนองบัวลำภู หนุน “ผ้าทอพื้นถิ่น” ยกระดับศักยภาพสตรี สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง

    มท.4 ลงพื้นที่หนองบัวลำภู หนุน “ผ้าทอพื้นถิ่น” ยกระดับศักยภาพสตรี สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง


    13/11/2568 | 102 |

    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. – นางสาว ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ลงพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อตรวจเยี่ยม วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู (ศูนย์การเรียนรู้รักษ์ผ้าทอโนนสัง) ตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง พร้อมมอบนโยบายสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาชีพของสตรีในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานราก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู, หัวหน้าส่วนราชการ, ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มสตรีทอผ้าในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ โดยวิชชาลัยผ้าทอโนนสังนับเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่สำคัญในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับชุมชน

    โดย นางสาวศศิธร ได้ร่วมกิจกรรม เวิร์กช็อปการทำผ้าพิมพ์ลายและการทอผ้าลายพื้นเมือง กับกลุ่มสตรีผู้ประกอบการผ้าทออย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัย สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น เช่น การสร้างแบรนด์ผ้าท้องถิ่น การออกแบบลวดลายร่วมสมัย และการใช้ช่องทางออนไลน์ในการจำหน่ายสินค้า เพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    รมช.มหาดไทยกล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการเสริมสร้างศักยภาพสตรี ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและชุมชน โดยเน้นให้ทุกพื้นที่มีการรวมกลุ่มอาชีพที่เข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง และพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยจะสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และเครือข่ายอาชีพในทุกจังหวัด เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยยังมีแผนบูรณาการการพัฒนาอาชีพสตรีเข้ากับโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)” และนโยบายเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ผ่านการสร้างเครือข่ายอาชีพและยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/442152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lGm12-GRzzjUjM42Lz87u

  • CRC กำไร Q3/68 หดรับผลเศรษฐกิจชะลอ เดินหน้ากลยุทธ์ “New Heights, Next Growth” ปักธงไทย-เวียดนาม : อินโฟเควสท์

    CRC กำไร Q3/68 หดรับผลเศรษฐกิจชะลอ เดินหน้ากลยุทธ์ “New Heights, Next Growth” ปักธงไทย-เวียดนาม : อินโฟเควสท์

    บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น [CRC] รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/68 มีกำไรสุทธิ 1.3 พันล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.22 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2.13 พันล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.35 บาท

    นายปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน CRC ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 68 ยังอยู่ในระยะชะลอตัวและเผชิญกับปัจจัยท้าทายจากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม CRC ยังคงเดินหน้าธุรกิจอย่างมั่นคงตามแผนที่วางไว้ภายใต้กลยุทธ์ ‘New Heights, Next Growth’ โดยสามารถสร้างรายได้รวมใน 9 เดือนแรก 194,440 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% แม้กำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 5,112 ล้านบาท ลดลง 13% พร้อมทั้งปิดไตรมาส 3 ที่รายได้รวม 62,516 ล้านบาท ลดลง 0.9% และมีกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 1,299 ล้านบาท ลดลง 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    สำหรับในไตรมาส 3/68 ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเปิดศูนย์การค้า GO! ในเวียดนามเพิ่ม 2 สาขา ได้แก่ สาขาฮึงเอียน (Hung Yen) และเอียนบาย (Yen Bai) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคชาวเวียดนาม ด้วยยอดเช่าพื้นที่มากกว่า 90% ซึ่งเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตสูงถึง 8.23% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

    ขณะเดียวกันในประเทศไทย CRC ยังคงมุ่งขยายสาขาห้างร้าน อาทิ ท็อปส์, โก โฮลเซลล์, ออโต้วัน รวมถึงเสริมพอร์ตแบรนด์ไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ เช่น Aveda แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมชั้นนำระดับโลก ที่ CMG ได้รับสิทธิ์เป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นอกจากนี้ห้างร้านต่าง ๆ ในเครือ ยังมีการจัดกิจกรรมและแคมเปญทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าแค่การช้อปปิ้งให้แก่ลูกค้า

    ขณะที่ไตรมาสสุดท้ายของปี 68 คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจปลายปีจะปรับตัวดีขึ้นจากทั้งมาตรการภาครัฐที่เข้ามาสนับสนุน เช่น โครงการเที่ยวดีมีคืน และคนละครึ่งพลัส รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ ของเซ็นทรัล รีเทล และแบรนด์ในเครือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทราฟฟิก สร้างบรรยากาศการจับจ่าย และกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคปลายปีที่เป็นช่วงไฮซีซัน

    สรุปภาพรวมตลอดปี 68 CRC ดำเนินงานได้ตามแผน โดยเฉพาะการเปิดสาขาใหม่ครบตามเป้า พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตในตลาดศักยภาพไทยและเวียดนามต่อไป คาดว่าจะสามารถปิดปีด้วยจำนวนห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสันรวม 76 สาขา, ท็อปส์มากกว่า 700 สาขา, ไทวัสดุ 88 สาขา, ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ 28 สาขา, ศูนย์การค้า GO! 44 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต go! 16 สาขาในเวียดนาม พร้อมกันนี้ยังมีแผนที่จะรีโนเวทห้างร้านต่าง ๆ เสร็จสิ้นในช่วงสิ้นปีนี้ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาปิ่นเกล้า และสาขาแจ้งวัฒนะ รวมถึงศูนย์การค้า GO! สาขาทังลอง (Thang Long) และดงนาย (Dong Nai) ในเวียดนาม ที่พร้อมเผยโฉมใหม่เพื่อต้อนรับลูกค้าทุกคน

    ด้านธุรกิจ New Growth Engine ได้ขยายสาขาเพิ่มเติมในทำเลศักยภาพทั่วไทย โดยคาดว่าปิดปี 68 จะมีโก โฮลเซลล์ ทั้งสิ้น 14 สาขา และออโต้วันมากกว่า 50 สาขา ขณะเดียวกันในช่องทางออนไลน์ที่มีการพัฒนาแพลตฟอร์มมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตัวเลขยอดขายจาก Central App ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    “ด้วยอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งของเซ็นทรัล รีเทล ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง โดยเราเชื่อมั่นว่าภายใต้กลยุทธ์ ‘New Heights, Next Growth’ ผนวกกับการบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพของเซ็นทรัล รีเทล จะช่วยผลักดันและต่อยอดการเติบโตขององค์กรให้ก้าวข้ามทุกความท้าทายสู่การเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป” นายปเนต กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_OWyy3bnyAOap8hhdB2UF

  • ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนตุลาคม 2568 ฟื้นตัว หนุนแนวโน้มการเติบโตช่วงเทศกาลปลายปี

    ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนตุลาคม 2568 ฟื้นตัว หนุนแนวโน้มการเติบโตช่วงเทศกาลปลายปี

    รายงานล่าสุดจาก CNBC/NRF Retail Monitor ซึ่งจัดทำโดยสมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติสหรัฐฯ (National Retail Federation- NRF) ร่วมกับบริษัท Affinity Solutions เผยว่า ยอดค้าปลีกของสหรัฐอเมริกาในเดือนตุลาคม 2568 ฟื้นตัวย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับเพิ่มขึ้นทั้งในรายเดือนและรายปี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของอุปสงค์ ภาคครัวเรือนและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงแข็งแกร่งก่อนเข้าสู่ฤดูกาลจับจ่ายปลายปี แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังคงเผชิญกับปัจจัยแรงกดดันจากเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

    ตามรายงานระบุว่า ยอดค้าปลีกหลัก (Core Retail Sales)  ซึ่งไม่รวมร้านอาหาร ผู้จำหน่ายรถยนต์  และสถานีบริการน้ำมัน  ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 จากเดือนก่อนหน้า และปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.89 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ยอดขายลดลงร้อยละ 0.49 เมื่อเทียบรายเดือน แต่ขยายตัวร้อยละ 5.72  เมื่อเทียบรายปี ทั้งนี้ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ยอดค้าปลีกหลักขยายตัวร้อยละ 5.28  ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มการบริโภคที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับในมุมมองของภาคอุตสาหกรรม โดยนาย Matthew Shay ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ สมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ (NRF) ได้ให้ข้อมูลว่า แม้ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดจะสะท้อนภาพที่หลากหลายทั้งสัญญาณเชิงบวกและลบ แต่ภาคการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของค่าจ้างที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออัตราการว่างงานที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ และความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากตลาดหุ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อทิศทางการบริโภคในช่วงเทศกาลวันหยุดสิ้นปีนี้

    ในรายงานยังชี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวดหมู่สินค้า ยกเว้นเพียงกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน รวมถึงวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์สวน โดยมีรายละเอียด ดังนี้:

    หมวดสินค้า

    การเปลี่ยนแปลงรายเดือน (MoM)

    การเปลี่ยนแปลงรายปี (YoY)

    สินค้าออนไลน์ (Digital products)

    +2.02%

    +22.39%

    เสื้อผ้าและเครื่องประดับ

    +1.42%

    +7.89%

    อุปกรณ์กีฬา งานอดิเรก ดนตรี และหนังสือ

    +0.09%

    +7.19%

    สินค้าทั่วไป (General merchandise)

    +0.58%

    +6.99%

    เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

    +0.13%

    +6.58%

    ของชำและเครื่องดื่ม

    +0.59%

    +4.08%

    ผลิตภัณฑ์สุขภาพและดูแลส่วนบุคคล

    +0.58%

    +1.9%

    เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน

    -0.08%

    -1.7%

    วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์สวน

    -0.81%

    -8.52%

              หมวดสินค้าที่เติบโตโดดเด่นคือ สินค้าออนไลน์ ซึ่งขยายตัวกว่าร้อยละ 22 เมื่อเทียบรายปี สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคสู่ช่องทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ สมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ (NRF) คาดการณ์ว่า ยอดค้าปลีกในช่วงเทศกาลวันหยุดสิ้นปี 2568 จะเติบโตระหว่างร้อยละ 3.7 ถึงร้อยละ 4.2  เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวต่อเนื่องและภาวะตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นภาคการใช้จ่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 

    ข้อคิดเห็น

    การฟื้นตัวของยอดขายค้าปลีกในเดือนตุลาคมถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและศักยภาพของตลาดภายในประเทศการเติบโตที่ต่อเนื่องของการค้าปลีกมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งสมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ (NRF) คาดการณ์ว่ายอดขายในช่วงเทศกาลสิ้นปีจะเติบโตร้อยละ 3.7  ถึง ร้อยละ 4.2 จากปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่สะท้อนถึงเสถียรภาพของการบริโภค แม้เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงดอกเบี้ยสูงจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)

    นอกจากนี้ การฟื้นตัวของยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาคการส่งออกของไทย เมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อความต้องการสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น และส่งต่อภาคการผลิตในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว  

    ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยควรเร่งดำเนินมาตรการเสริมศักยภาพการส่งออก รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการส่งออก และการพัฒนาโลจิสติกส์

    หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดสหรัฐฯ ที่เน้น ดิจิทัล ความยั่งยืนและรักษามาตรฐาน คุณภาพ ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไทยจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/us0ef79u8g1vsf4gzw89gf79&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ze2ehxqNEafESZal9iXCw

  • บอร์ด DV8 ศึกษาโอกาสเข้าจดทะเบียนใน OTCQB ในสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    บอร์ด DV8 ศึกษาโอกาสเข้าจดทะเบียนใน OTCQB ในสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    บมจ.ดีวี8 [DV8] เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 13/2568 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 มีมติอนุมัติให้ ฝ่ายจัดการดำเนินการศึกษาและพิจารณาความเป็นไปได้ในการเข้า จดทะเบียนในตลาด OTCQB โดยภายหลังการศึกษาดังกล่าว บริษัทจะนำเสนอผลการศึกษาให้ที่ประชุม คณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาและอนุมัติต่อไป (ตามที่กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกำหนด) ก่อนที่ จะดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการเข้าจดทะเบียนดังกล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545662&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-0fntfUJ7FDGI-33mfRO-

  • 10 อันดับ “ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก” จากการคำนวณ “สัดส่วนทองคำ” ครั้งใหม่

    10 อันดับ “ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก” จากการคำนวณ “สัดส่วนทองคำ” ครั้งใหม่

    10 อันดับ “ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก” จากการศึกษา Golden Ratio ทฤษฎีสัดส่วนทองคำ ครั้งใหม่!

    ความสวยอาจจะเป็นเรื่องของรสนิยม แต่จากมุมมองทางวิทยาศาสตร์แล้ว ดูเหมือนว่า Emma Stone จะได้ครองตำแหน่งผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกจากการศึกษาล่าสุดที่ใช้สูตร Golden Ratio!

    การศึกษาครั้งนี้ใช้การคำนวณจาก “Golden Ratio” หรือสัดส่วนทองคำจากกรีก ซึ่งเป็นการประเมินใบหน้าของบุคคลโดยการวาดเส้นแบ่งใบหน้าออกเป็นสัดส่วน 1:1.618 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราส่วนที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับใบหน้า การวัดนี้จะคำนึงถึงระยะห่างจากจมูกถึงริมฝีปากล่าง, ความเต็มของริมฝีปากล่าง, ขนาดของหน้าผาก และรูปร่างของคิ้ว

    ก่อนหน้านี้หลายคนคิดว่านักแสดงสาว Jodie Comer คงจะครองตำแหน่งนี้ แต่การศึกษาล่าสุดโดย Dr. Julian De Silva ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งจากศูนย์ Advanced Facial Cosmetic and Plastic Surgery ได้ตัดสินว่า Emma Stone คือเจ้าของใบหน้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดในวงการฮอลลีวูด

    STEFANO RELLANDINI / AFP

    Emma Stone สวยที่สุดในทุกมิติ!

    Dr. De Silva กล่าวว่า “Emma Stone ชนะอย่างขาดลอยเมื่อเราวัดองค์ประกอบทั้งหมดของใบหน้าเพื่อความสมบูรณ์แบบทางกายภาพ เธอได้คะแนนสูงสุดในด้านคิ้ว (94.2%) และยังได้รับคะแนนสูงในหมวดอื่นๆ”

    เขายังกล่าวเสริมว่าเธอมีกรามที่สมบูรณ์แบบ (97%) และริมฝีปากที่ได้สัดส่วนสวยงาม (95.6%) ทำให้เธอได้รับตำแหน่งนี้จากความยอดเยี่ยมในทุกด้านของ Golden Ratio

    รายชื่อ 10 ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกตาม Golden Ratio

    นอกจาก Emma Stone ที่ครองตำแหน่งแล้ว ยังมีนักแสดงสาวคนอื่นๆ ที่ติดอันดับใน 10 อันดับแรก เช่น Zendaya, Freida Pinto, Margot Robbie และ Jenna Ortega ที่ก้าวขึ้นมาเป็นที่ยอมรับในด้านความงาม

    • 10) Beyoncé – 92.4%
    • 9) Tang Wei – 93.08%
    • 8) Aishwarya Rai Bachchan – 93.41%
    • 7) Margot Robbie – 93.43%
    • 6) Olivia Rodrigo – 93.71%
    • 5) Jenna Ortega – 93.91%
    • 4) Vanessa Kirby – 94.31%
    • 3) Freida Pinto – 94.34%
    • 2) Zendaya – 94.37%
    • 1) Emma Stone – 94.9%

    วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการประเมินความสวย

    Dr. De Silva อธิบายว่า “เทคนิคการแมปปิ้งใบหน้าใหม่ๆ ช่วยให้เราคลี่คลายปริศนาว่าสิ่งใดที่ทำให้ใครบางคนดูสวยงามทางกายภาพ และเทคโนโลยีนี้ยังใช้ได้ดีในการวางแผนการศัลยกรรมของผู้ป่วยอีกด้วย”

    ANGELA WEISS / AFP

    ผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก? Aaron Taylor-Johnson ครองตำแหน่ง

    ส่วนในฝั่งของผู้ชาย Jonathan Bailey ได้รับตำแหน่ง “ชายที่เซ็กซี่ที่สุดในโลก” แต่การศึกษาครั้งนี้ยกให้ Aaron Taylor-Johnson เป็นผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก โดยมีคะแนน 93.04% ซึ่งหากเขาได้รับบท 007 จริงๆ ก็จะเป็นเจมส์บอนด์ที่หล่อที่สุดตลอดกาล

    1. Ladbible

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9856082/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06hbsicTTxTV_TPU0DZsce

  • SPU x สหมงคลฟิล์ม เปิดโลกเบื้องหลังภาพยนตร์ “เสือ” เติมไฟฝันนักศึกษาฟีล์ม 1360 คน

    SPU x สหมงคลฟิล์ม เปิดโลกเบื้องหลังภาพยนตร์ “เสือ” เติมไฟฝันนักศึกษาฟีล์ม 1360 คน

    สาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมกับสหมงคลฟิล์ม และ SF Cinema จัดกิจกรรมพิเศษสุด “FILM:SPU x สหมงคลฟิล์ม” เปิดฉายภาพยนตร์เรื่อง “เสือ” (4.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/commarts/2025/11/13/spu-x-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%259F%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25A1-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B7/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qvDewT5HSZI_E0Kg82wba

  • เตรียมเปิดตำนานหลอนจากคดีจริง​ “กิ่งแก้ว​”นักโทษประหารหญิงบางขวาง

    เตรียมเปิดตำนานหลอนจากคดีจริง​ “กิ่งแก้ว​”นักโทษประหารหญิงบางขวาง

    โดย. ThaitabloidCrime. -. 12 พ.ย. 2025. 294 … “M STUDIO – MI GROUP – แม่เรียงฟิล์ม” บวงสรวงก่อนเข้าโรง “กิ่งแก้ว”ภาพยนตร์สยองจากคดีจริง นักโทษประหารหญิงบางขวาง.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/256569&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10TTTDQNpKJG6cQqq7x_C7

  • สื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จ วิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี @ ปากน้ำแหลมสิงห์  และศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง”  ต่อยอดแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    สื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จ วิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี @ ปากน้ำแหลมสิงห์ และศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง” ต่อยอดแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    สื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จ วิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี @ ปากน้ำแหลมสิงห์ และศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง” ต่อยอดแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    วันนี้, 15:21น.

    สื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จ วิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี @ ปากน้ำแหลมสิงห์  และศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง”  ต่อยอดแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

          สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) จัดโครงการ “สื่อมวลชนสัญจร สืบสานพระราชดำริ” โดยนางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. นำสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการขยายผลผลสำเร็จจากโครงการพระราชดำริสู่ชุมชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งอย่างสมดุลและยั่งยืน   

          วั

    นพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568  นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. นำสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ   จากโครงการ “สื่อมวลชนสัญจร สืบสานพระราชดำริ” ลงพื้นที่ วิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี @ ปากน้ำแหลมสิงห์ หมู่ 1 ต.ปากน้ำแหลมสิงห์ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ของนางสุภิดา ลิ้นทอง ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ 18 เมษายน 2565  และได้รับคัดเลือกเป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ การเพาะเลี้ยงและแปรรูปสาหร่ายทะเลครบวงจร โดยมีจุดเริ่มต้นจากการ “ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล”จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสำนักงาน กปร. ในปี 2566 ซึ่งได้รับขยายผลองค์ความรู้ “แปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล” เกิดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด อาทิ สาหร่ายผักกาดทะเลตากแห้ง บะหมี่และพาสต้าสาหร่าย ผงผักม้วนสาหร่าย รวมถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเส้นผม และโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากสาหร่ายผักกาดทะเล ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง 

          วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้มีสมาชิกเริ่มต้น 9 ครัวเรือน ปัจจุบันขยายเป็น 28 ครัวเรือน ภายในเวลาเพียง 1 ปี  7 เดือน โดยดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวเชิงชุมชน และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนแก่ชุมชน สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และโมเดลเศรษฐกิจ BCG Economy   

          นอกจากนี้ ศูนย์ฯ คุ้งกระเบน ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้การแปรรูปปลานวลจันทร์ สร้างผลิตภัณฑ์ “ปลานวลจันทร์แห้ง” เป็นรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่ รวมทั้งเทคนิค “การถอดก้างปลานวลจันทร์ทะเลและการแปรรูป” ทำให้กลุ่มชุมชนสามารถต่อยอดสู่นวัตกรรม Zero Waste โดยนำวัสดุเหลือใช้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การสกัดคอลลาเจนจากหัวและกระดูกปลาเพื่อใช้ทำซุป การหมักพุงปลาเป็นปลาร้า การแปรรูปขี้ปลาเป็นปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น รวมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสาหร่ายทะเลหลากหลายชนิด   

          จากนั้นคณะได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชายฝั่ง” ของนายอำนวย วงศ์วารี หมู่ที่ 9 ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ที่ได้รับการส่งเสริมจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการใช้เวลาหลังเลิกงาน นำองค์ความรู้ที่ได้จากการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ มาประกอบอาชีพเสริม สร้างรายได้จากการเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ฯ และพัฒนาต่อยอดเป็นแหล่งจำหน่ายพันธุ์ปลาการ์ตูนที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงาม มีการเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนหลากสายพันธุ์ รวมถึงการเพาะผสมพันธุ์ผสมใหม่ เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลและขยายพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่ง ลดการจับปลาสวยงามตามแนวปะการัง และช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลให้กลับมาสมบูรณ์  โดยมีการส่งมอบพันธุ์ปลาการ์ตูนเพื่อปล่อยคืนสู่ทะเลเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่งอีกด้วย นับเป็นตัวอย่างของการพัฒนาอาชีพที่รักษาทั้ง “ชีวิตคน” และ “ชีวิตทะเล” ไว้อย่างกลมกลืน 

     

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามแนวพระราชดำริทั้ง 2 แห่งนี้ นับเป็นผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน  สร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อองค์ความรู้ให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง  เกิดเป็นพลังของการพัฒนาแบบยั่งยืน ที่ผสาน “ธรรมชาติ–เศรษฐกิจ–สังคม” ให้เติบโตไปพร้อมกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/156415&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XGjHDLAgwtOZJLHUtMCLY

  • หนาวนี้ เช็กอินผาแต้ม ชวนชมทุ่งดอกไม้ป่าน้ำตกสร้อยสวรรค์ เที่ยวได้ถึง ก.พ. 69

    หนาวนี้ เช็กอินผาแต้ม ชวนชมทุ่งดอกไม้ป่าน้ำตกสร้อยสวรรค์ เที่ยวได้ถึง ก.พ. 69

    สุดอลังการ ผืนป่ากว่า 40 ไร่ บริเวณเหนือน้ำตกสร้อยสวรรค์ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อทุ่งดอกไม้ป่าเริ่มทยอยผลิบานอวดสีสันงดงาม นักท่องเที่ยวสามารถยลโฉมความงามนี้ได้ยาวๆ ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

    สถานที่แห่งนี้เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังและเรื่องราว เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเสด็จฯ มาทอดพระเนตร และได้พระราชทานนามดอกไม้ป่า 5 ชนิด อันเป็นดาวเด่นของทุ่งแห่งนี้ ได้แก่ ดุสิตา, สร้อยสุวรรณา, มณีเทวา, ทิพย์เกสร และ สรัสจันทร

    การเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติผาแต้ม 

    การเดินทางปัจจุบันสะดวกมาก สามารถปักหมุด Google Map ไปที่ “น้ำตกสร้อยสวรรค์” (ห่างจากผาแต้มประมาณ 20 กม.) ถนนลาดยางตลอดสาย เมื่อถึงลานจอดรถและจุดบริการนักท่องเที่ยว เดินเท้าต่อเพียง 600 เมตร บนเส้นทางคอนกรีตเรียบง่าย ก็จะพบกับพรมดอกไม้สุดตระการตา

    กฎการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติผาแต้ม

    ข้อควรรู้ก่อนไปชม มีกฎ และข้อห้าม คือ ห้ามเหยียบย่ำแปลงดอกไม้ และห้ามทิ้งขยะ ให้นักท่องเที่ยวเดินบนทางที่กำหนดบนลานหินและเส้นทางที่จัดไว้ให้ และสวมรองเท้าที่เหมาะกับการเดินบนพื้นหินและอาจเปียกชื้น

    นักท่องเที่ยวที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม และเฟซบุ๊กอุทยานแห่งชาติผาแต้ม Phataem National Park

    ภาพ : ททท.สำนักงานอุบลราชธานี Tat UbonRatchathani

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2895106&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wbiwen1CpildILqpxPTAu