Blog

  • ผอ.สภาเศรษฐกิจสหรัฐฯ เผยข้อมูลจ้างงานเดือนต.ค.จะไม่มีตัวเลขอัตราว่างงาน : อินโฟเควสท์

    ผอ.สภาเศรษฐกิจสหรัฐฯ เผยข้อมูลจ้างงานเดือนต.ค.จะไม่มีตัวเลขอัตราว่างงาน : อินโฟเควสท์

    เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานประจำเดือนต.ค. แต่จะไม่มีการเปิดเผยอัตราว่างงาน เนื่องจากไม่มีการสำรวจภาคครัวเรือนในช่วงเวลาดังกล่าว

    “การสำรวจภาคครัวเรือนไม่มีการดำเนินการในเดือนต.ค. ดังนั้นเราจะได้รับรายงานการจ้างงานเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น” แฮสเซตต์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวของฟ็อกซ์นิวส์ที่ทำเนียบขาววันพฤหัสบดี (13 พ.ย.) และเสริมว่า “เราจะได้รับข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขการจ้างงาน แต่เราจะไม่ได้รับข้อมูลอัตราว่างงาน และจะเป็นเช่นนั้นเพียงเดือนเดียวเท่านั้น”

    ตัวเลขจ้างงานประจำเดือนต.ค. ซึ่งเดิมสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) มีกำหนดเปิดเผยในวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น เป็นหนึ่งในข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมากที่ไม่ได้มีการเผยแพร่ในช่วงที่หน่วยงานของรัฐบาลปิดดำเนินงาน หรือชัตดาวน์ เนื่องจากพนักงานของรัฐบาลถูกสั่งให้พักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง จึงเป็นเหตุให้ไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลใด ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว

    นอกจากนี้ แฮสเซตต์กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานประจำเดือนก.ย.ในสัปดาห์หน้า จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ว่าจะเปิดเผยเมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับรายงานประจำเดือนก.ย.นั้น ได้เสร็จสมบูรณ์แล้วเมื่อรัฐบาลเริ่มปิดหน่วยงานในวันที่ 1 ต.ค.

    เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (12 พ.ย.) แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า ทางการสหรัฐฯ อาจไม่มีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนต.ค. อย่างไรก็ดี เลวิตต์ ไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าเธอหมายถึงรายงานการจ้างงานทั้งหมดหรือเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น

    ทั้งนี้ หน่วยงานด้านสถิติ ตลอดจนหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังค่อย ๆ กลับมาดำเนินการอีกครั้งนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเมื่อช่วงค่ำวันพุธ อย่างไรก็ดี BLS ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใด ๆ ในขณะนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KHtSpYO7zI_H8pfUKOeW1

  • เจ้าหน้าที่ IMF เผยเศรษฐกิจไทยท้าทายสูง สนับสนุนการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ส่งเสริม SMEs

    เจ้าหน้าที่ IMF เผยเศรษฐกิจไทยท้าทายสูง สนับสนุนการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ส่งเสริม SMEs

    วันนี้, 09:30น.

              คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นำโดยนายปีเตอร์ บรอยเออร์ จัดการประชุมหารือตามมาตรา 4 ปี 2568 กับประเทศไทย ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 13 พฤศจิกายน และเผยแพร่รายงาน หลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศไทย โดยระบุว่า

              เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่มีมายาวนาน และผลกระทบจากการระบาดใหญ่ รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมาระยะหนึ่งแล้ว ความเปราะบางเหล่านี้กำลังทวีความรุนแรงขึ้นจากผลกระทบระลอกใหม่ แม้ว่าภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะลดลงจากร้อยละ 36 ที่ประกาศไว้ในตอนแรกเหลือร้อยละ 19 แต่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ นอกจากนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่คาดคิดยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน

              เศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่น่าประหลาดใจ โดยเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3 แต่คาดการณ์ว่าการเติบโตในภาพรวมของปีนี้ (2568) จะอยู่ที่ร้อยละ 2.1 และในปีหน้า (2569) จะอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ท่ามกลางปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและคาดว่าจะกลับสู่เป้าหมายของทางการที่อัตราร้อยละ 1 ถึง 3 ภายในปี 2570

              ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางขอบเขตนโยบายที่จำกัด จำเป็นต้องปรับเทียบส่วนผสมนโยบายอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด เมื่อพิจารณาจากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง การสนับสนุนทางการคลังควรมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน มีกลยุทธ์ระยะกลางที่น่าเชื่อถือเป็นพื้นฐาน การเปลี่ยนไปสู่การผ่อนคลายทางการเงินยังคงเหมาะสม โดยยังมีช่องทางที่จะผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านลบต่ออุปสงค์และเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง มาตรการฟื้นฟูช่องทางสินเชื่อที่ด้อยลง รวมถึงการต่อยอดจากมาตรการล่าสุดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การลดภาระหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบและการสนับสนุน SMEs อย่างต่อเนื่องถือเป็นก้าวสำคัญในทิศทางที่ถูกต้อง ควรดำเนินต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าการส่งผ่านนโยบายการเงินจะมีประสิทธิภาพ

              หน่วยงานต่างๆ ได้ริเริ่มนโยบายใหม่ๆ หลายประการเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายที่ยืดเยื้อ จำเป็นต้องมีการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อพลิกฟื้นแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อกระตุ้นผลผลิตและความสามารถในการแข่งขัน

    ฝ่ายสื่อสารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

    https://www.imf.org/en/news/articles/2025/11/13/pr25367-thailand-imf-staff-completes-2025-article-iv-mission

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156445&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VeId6hlY4s0pKxaiHRwEt

  • IMF เตือนไทยใช้นโยบายการคลังแบบเฉพาะจุด คาดเศรษฐกิจไทย ปี 68 โตแค่ 2.1%

    IMF เตือนไทยใช้นโยบายการคลังแบบเฉพาะจุด คาดเศรษฐกิจไทย ปี 68 โตแค่ 2.1%

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เปิดเผยผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568 พบว่า ในครึ่งแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3 ซึ่งดีกว่าที่ IMF ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี คาดว่าในภาพรวมทั้งปี เศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงเหลือร้อยละ 2.1 ในปี 2568 และร้อยละ 1.6 ในปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น 

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อ IMF คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องและทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1 – 3 ได้ภายในปี 2570 ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงด้านลบอยู่

    ทั้งนี้ภายใต้ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและขีดความสามารถของนโยบายที่จำกัด IMF แนะนำให้ทางการไทย ดำเนินนโยบายแบบผสมผสานอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งในช่วงที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรใช้นโยบายการคลังแบบเฉพาะจุดและระมัดระวัง พร้อมกับมีแผนการเข้าสู่สมดุลการคลังระยะปานกลาง (medium-term consolidation strategy) ที่น่าเชื่อถือ 

    ส่วนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และอาจผ่อนคลายได้เพิ่มเติมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์และเงินเฟ้อ 

    ขณะเดียวกัน ด้วยหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรเร่งฟื้นฟูช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อ ผ่านมาตรการทางการเงินที่ช่วยลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้ เช่น มาตรการเฉพาะกิจล่าสุดในการช่วยเหลือลูกหนี้ เพื่อให้การส่งผ่านนโยบายการเงินมีประสิทธิผลต่อเนื่อง

    ในการนี้ ทางการไทยชี้แจงว่าได้มีการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงวินัยทางการคลังและความยั่งยืนของการดำเนินนโยบาย

    ทั้งนี้ที่ผ่านมา ทางการไทยได้ออกมาตรการและมีโครงการใหม่ ๆ เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในหลายมิติ ซึ่ง IMF มองว่าควรต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยจะเติบโตในอัตราที่ต่ำลง และต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วย

    อย่างไรก็ตามทางการไทยได้รับฟังและให้ความเห็นต่อผลการประเมินเบื้องต้นของ IMF แล้ว โดยเห็นสอดคล้องกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ต้องรอบคอบและรัดกุม ภายใต้ขีดความสามารถทางนโยบายที่มีอยู่ และความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งความจำเป็นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643983&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw172YXMVrsG8ftJAH6-sl4N

  • บุฟเฟต์ 299 คือฮีโร่! MK พลิกเกม ดันยอดขายไตรมาส 3 โต 5.5%

    บุฟเฟต์ 299 คือฮีโร่! MK พลิกเกม ดันยอดขายไตรมาส 3 โต 5.5%

    หลังจาก MK ส่งบุฟเฟต์ลุยตลาด ทั้ง ‘MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท’ และ ‘MK Premium Buffet’ ส่งผลให้ยอดขายรวม ไตรมาส 3 ปี 2568 เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเทรนด์การเติบโตขึ้นต่อเนื่องในทุกไตรมาสตั้งแต่ต้นปี ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาพรวมของกลุ่มในปีนี้

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมจะชะลอตัว แต่ไตรมาส 3 ยังสามารถดันยอดขายรวมอยู่ที่ 3,884 ล้านบาท เติบโต 5.5% จากปีก่อนหน้า และยังสามารถทำยอดขายรวมได้สูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของปีอีกด้วย

    ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้กว่า 72% มาจากแบรนด์ MK Restaurants โดยมี ‘MK บุฟเฟต์’ เป็นตัวผลักดันสำคัญของการเติบโต

    ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 5.4% สะท้อนพลังของแบรนด์ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท ได้มีการปรับเป็นเวอร์ชั่น 2 เพิ่มเมนูใหม่ และยังสามารถเพิ่มเมนูกุ้งสด MK ได้ด้วย ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมในเดือนกันยายน เติบโตสูงถึง 12%

    ขณะเดียวกัน โบนัส สุกี้ แบรนด์สุกี้น้องใหม่ในเครือ ยังขยายสาขาอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงเดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน 2568 มีการเปิดเพิ่มอีก 12 สาขา รวมทั้งหมดเป็น 13 สาขา ภายในระยะเวลา 4 เดือน

    ด้านรายได้จากการขายและบริการสำหรับงวด 9 เดือนของปี 2568 นั้นเท่ากับ 11,218 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากงวดเดียวกัน ของปีก่อนหน้า และยอดขายสาขาเดิมก็ได้ปรับลดลง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง

    อีกทั้งในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. ยังไม่ได้มีการจัดทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์ ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าว ยอดขายสาขาเดิมมีการปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก

    สำหรับกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3 อยู่ที่ 226 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนอยู่ที่ 735 ล้านบาท

    MK GROUP มองว่าช่วงปลายปีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งยอดขายต่อเนื่อง โดยเตรียมขยายสาขา โบนัส สุกี้ เพิ่ม พร้อมออกแคมเปญส่งท้ายปีกับ MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท ที่เพิ่มโปรโมชั่นใหม่ เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตของธุรกิจบุฟเฟต์ให้ทะลุเป้า

    ภาพ: Ham patipak / Shutterstock

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mk-buffet-299-sales-hero/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yc1Y3RNFe6A0j1cVNOamB

  • พ.ร.บ.น้ำเมาฉบับใหม่ แรงกระเพื่อม ‘ท่องเที่ยว-ธุรกิจ-ผู้บริโภค’

    พ.ร.บ.น้ำเมาฉบับใหม่ แรงกระเพื่อม ‘ท่องเที่ยว-ธุรกิจ-ผู้บริโภค’

    ธุรกิจ

    พ.ร.บ.น้ำเมาฉบับใหม่ แรงกระเพื่อม ‘ท่องเที่ยว-ธุรกิจ-ผู้บริโภค’

    14 พ.ย. 2025 เวลา 7:49 น.

    พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(พ.ร.บ.)ฉบับใหม่ ยังคงสร้างแรงกระเพื่อมหลากมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม รมว.ท่องเที่ยวฯ พร้อมสื่อสารทัวริสต์ให้เข้าใจ เอกชนวอนรัฐทบทวนสาระสำคัญ

    ท่องเที่ยวฯ พร้อมสื่อสารข่าวดี ทำความเข้าใจทัวริสต์

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ย. มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วยพร้อมเสนอว่า จากประกาศที่ออกมาก่อนหน้านี้ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีข้อสงสัยว่าทำไมจึงต้องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามนั่งดื่มต่อในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. และหลังเวลา 24.00 น. อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว

    โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เข้าใจจุดยืนและพันธกิจของกระทรวงสาธารณสุขดี แต่เนื่องจากได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ว่าประเด็นดังกล่าวได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจไทยก็ประสานมาว่ามีความเป็นห่วง เพราะประกาศดังกล่าวจะสร้างผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว จึงได้มีการประชุมเร่งด่วนในวันที่ 13 พ.ย. และตนได้เสนอให้มีการปลดล็อกประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาดังกล่าว และเสนอให้ขยายเวลานั่งดื่มต่อได้หลังเวลา 24.00 น.เป็นต้นไป เชื่อว่าผลจะออกมาในทิศทางบวกต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจสถานบันเทิง

    “ด้านการสื่อสารทำความเข้าใจประเด็นนี้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงสถานทูตของแต่ละประเทศ หลังจากบางประเทศได้ประกาศเตือนหรือแนะนำพลเมืองถึงข้อกังวลของประกาศห้ามขายและห้ามนั่งดื่มต่อก่อนหน้านี้ ในที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับประเด็นนี้แล้ว แต่ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการ ก็พร้อมจะทำหน้าที่สื่อสารทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวทันที และนับจากนี้จะมีการเปลี่ยนประกาศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการกินดื่มมากขึ้น โดยไม่ต้องแก้กฎหมายใหม่ ซึ่งสามารถออกประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรีได้ภายใน 15 วัน บังคับใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอเข้า ครม.อีก”

    ห่วงพ.ร.บ.น้ำเมาใหม่ กระทบเครื่องยนต์ท่องเที่ยว

    นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว ผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และ เบียร์คาราบาว-เบียร์ตะวันแดง กล่าวว่า การออกพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(พ.ร.บ.) แต่ละครั้งไม่ได้ส่งผลดีต่อธุรกิจ เศรษฐกิจ และผู้บริโภค รวมถึง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ โดยเฉพาะประเด็นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านที่จำหน่ายได้แต่เกินเวลาห้ามขาย ทั้งนี้ หากมองมิติผลกระทบด้านเศรษฐกิจจะมีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดของเจ้าหน้าที่รัฐ

    “พ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ไม่มีผลบวกอะไรเลย แตกต่างจากเดิม ถ้าคุณยังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้าน พอหลังเที่ยงคืนจะมีความผิดทั้งคนขายและผู้ดื่ม ซึ่งหากพิจารณาพฤติกรรมผู้บริโภคในการดื่ม เมื่อสั่งสินค้ามาตอน 5 ทุ่ม จะต้องดื่มให้หมดภายในเที่ยงคืน ต้องการมีคำนวณกันวุ่นวาย”

    วอนรัฐทบทวนสาระสำคัญกฎหมายน้ำเมา

    นายณัฐชัย เตชะวิเชียร ผู้ก่อตั้งโรงเบียร์ Brewave กล่าวว่า พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ต้องการให้ภาครัฐทบทวนเกี่ยวสาระสำคัญของกฎหมายอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจคราฟต์เบียร์แทบจะโดนบีบทุกทางอยู่แล้ว ทุกครั้งที่มีการทบทวนในชั้นกรรมาธิการฯ มักถูกอีกฝ่ายใช้ประเด็นการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากความมึนเมามาหักล้างเสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วความประมาทจนทำให้เกิดอุบัติเหตุเป็นการกระทำของปัจเจกบุคคลเท่านั้น

    สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไฟเขียวปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ เวลา 14.00-17.00 น. มองว่า ไม่ได้มีผลกระทบกับธุรกิจ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีจำนวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการไม่มากอยู่แล้ว เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเวลาทำงานของกลุ่มลูกค้า ที่สร้างความกังวลมากกว่า คือกฎหมายห้ามดื่มในร้านนอกเวลาขาย หรือ ห้ามนั่งแช่ลากยาวหลังเที่ยงคืน ตรงนี้น่าจะสร้างผลกระทบเยอะพอสมควร เพราะแม้จะมีกระแสข่าวว่า อาจมีการผ่อนปรนให้ลูกค้านั่งต่อได้ถึง 00.30 น. ทว่า พฤติกรรมของลูกค้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น หลัง 22.30 น. ก็คงหยุดสั่งเครื่องดื่มกันแล้ว

    นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเรื่องการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่มีความชัดเจน มองว่า ควรออกกฏหมายลูกเพื่อสร้างความชัดเจนมากกว่านี้ บางครั้งทางร้านออกสินค้าตัวใหม่ก็ไม่แน่ใจว่า สามารถประกาศให้ลูกค้ารับรู้รับทราบได้หรือไม่ อยากได้กฎหมายลูกตรงนี้ออกมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

    กฎหมายไทยขึ้นอยู่กับการตีความ

    ด้านแหล่งข่าววงการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ในการแก้ไขหรือออกกฎหมายใหม่ หน่วยงานรัฐต้องมีการปรับให้ทันยุคสมัย สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่สำคัญจะต้องทำอยู่บนหลักของความสุจริต สง่ามงาม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใดๆ และควรดูตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ที่กฎหมายมีเพียงขาวกับดำ ส่วนไทยขึ้นอยู่กับการตีความ

    ขณะที่การออกพ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากมองบริบทโลกถือเป็นหนึ่งในแนวทางการกระตุ้นบริโภค สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ นี่เป็นศาสตร์ที่ทั่วโลกยอมรับ และหากมองประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว สร้างรายได้ 20% ของจีดีพี ด้านหนึ่งมีนโนยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่อีกด้านบังคับควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มแล้วอาจโดนจับปรับ

    “การออกกฎหมาย หนึ่งในสิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือการอธิบายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม อธิบายสังคมในเรื่องที่ยาก เรื่องที่มีความอ่อนไหวให้ประชาชนทุกภาคส่วนเกิดความเข้าใจ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1207595&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L25SCI8xaCKuBHOae-oMu

  • กระแสสังคม: ผลประโยชน์ใต้ดิน เศรษฐกิจสีเทา กับความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่

    กระแสสังคม: ผลประโยชน์ใต้ดิน เศรษฐกิจสีเทา กับความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่

    กระแสสังคม: ผลประโยชน์ใต้ดิน เศรษฐกิจสีเทา กับความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่

    จากเศรษฐกิจสีเทา ถึงผลประโยชน์ใต้ดิน ความโกรธของคนรุ่นใหม่ อาจกลายเป็นพลังทางการเมืองครั้งใหม่ ที่ไม่หยุดอยู่แค่โลกออนไลน์

    ในปัจจุบันการเดินทางของข้อมูลเดินมักเกิดขึ้นเร็วกว่าเหตุผล การหลอกลวงก็แพร่กระจายเร็วไม่แพ้กัน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” หรือ “สแกมเมอร์ข้ามชาติ” จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรม แต่กลายเป็นกระจกสะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐ  โดยเฉพาะรัฐที่มองความมั่นคงแค่เรื่อง “อาณาเขต” มากกว่าความปลอดภัยของประชาชน

    กรณีของเกาหลีใต้ที่ผ่านมา กลายเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เมื่อเกิดเหตุสะเทือนขวัญ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้วัย 22 ปีถูกล่อลวงไปทำงานในกัมพูชา ก่อนถูกกักขัง ทรมาน และเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม เหตุการณ์นี้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลในสังคมเกาหลีใต้ ประชาชนโกรธเคืองที่รัฐบาลดูเหมือนจัดการล่าช้า

    แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ การตอบสนองของรัฐ โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ออกแถลงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า “การปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของพลเมือง คือภารกิจสูงสุดของรัฐบาล” พร้อมยกระดับการทูตเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ และจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้อย่างจริงจัง 

    ผลคือ เกาหลีใต้ไม่เพียงได้ร่างพลเมืองที่เสียชีวิตกลับบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี แต่ยังได้ยืนยัน “ชาตินิยมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” การประกาศให้เห็นว่าอธิปไตยนั้นไม่ได้หมายถึงดินแดนเท่านั้น หากรวมถึงศักดิ์ศรีและชีวิตของพลเมืองทุกคน

    กลับมาที่ประเทศไทย เราเผชิญกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ไม่ต่างกัน แต่สถานการณ์กลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะ “เศรษฐกิจสีเทา” และ “ผลประโยชน์ใต้ดิน” แทรกซึมอยู่ในทุกชั้นของอำนาจ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับล่างไปจนถึงนักการเมืองบางกลุ่ม

    มีข้อมูลชัดเจนจากหลายสำนักข่าว ถึงการมีนักการเมืองไทยรายหนึ่งเช่าตึก 3 ชั้นที่ปอยเปตเพื่อทำคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันออนไลน์ ข้อมูลพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยเปิดเผยยืนยันว่า น่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นกับแก๊งสแกมเมอร์และได้รับส่วนแบ่งเป็น “เงินสีเทา” เพื่อแลกกับการหลับตาข้างหนึ่ง เมื่อระบบยุติธรรมบางส่วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา การปราบปรามจึงย่อมไม่ต่างจาก “การแสดง” มากกว่า “การแก้ไข”

    ในขณะที่เกาหลีใต้ใช้พลังชาตินิยมปกป้องพลเมือง ไทยกลับติดอยู่ในวงจรของการ “แสดงความเข้มแข็ง” แต่ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง ผลลัพธ์คือไฟไหม้ฟาง จับแค่ปลายหาง ปล่อยตัวการลอยนวล แม้รัฐบาลจะประกาศ “สงครามแก๊งสแกม” อย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568

    แต่ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ยังรู้สึกว่า “ไม่มั่นใจ” เพราะข่าวโกงและอาชญากรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    รายงานจาก Global Anti-Scam Alliance ระบุว่า 6 ใน 10 คนไทยเคยถูกหลอกในรอบปีที่ผ่านมา ยอดความเสียหายทะลุ 110,000 ล้านบาท และในบางกรณีเงินที่หลอกได้ไหลย้อนกลับมาฟอกในไทย ผ่านอสังหาริมทรัพย์ รถหรู และบัญชีม้า 

    เมื่อผลประโยชน์ใต้ดินกลายเป็น “ระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน” ที่เกี่ยวโยงกับคนมีอำนาจ การจัดการปัญหาย่อมไม่ง่าย เพราะมีทั้งคนที่ “ได้ประโยชน์จากความไม่เรียบร้อย” และคนที่ “เสียประโยชน์จากความโปร่งใส”

    สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือ “ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่” Gen Z ไม่เพียงโตมากับโลกออนไลน์ แต่เป็นกลุ่มที่เห็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น การเห็นเพื่อนถูกหลอกลงทุน เห็นคนในครอบครัวโดนดูดเงินเก็บ เห็นเจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่า “ช่วยไม่ได้เพราะระบบธนาคารช้า” ความโกรธนี้จึงไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่อง “ชีวิตจริง” และความรู้สึกว่ารัฐไม่ทำหน้าที่ปกป้อง

    กระแสสังคม: ผลประโยชน์ใต้ดิน เศรษฐกิจสีเทา กับความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ ในโซเชียลมีเดีย แฮชแท็ก #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #เงินสีเทา และ #รัฐไทยต้องรับผิด ถูกใช้ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังมีข่าวลือว่านักการเมืองไทย 7 คนพัวพันกับแก๊งเขมร (แม้ภายหลังเกาหลีใต้ยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม) แต่ความไม่ไว้วางใจนั้นเกิดขึ้นแล้ว และกลายเป็นเชื้อไฟให้กับความโกรธที่สะสมมานาน

    คำถามสำคัญคือ ความโกรธนี้จะกลายเป็นพลังทางการเมืองได้จริงหรือไม่?

    หากมองสัญญาณในสภา เราเริ่มเห็นพรรคการเมืองรุ่นใหม่ เช่น พรรคประชาชน หรือพรรคเป็นธรรม นำเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้าสู่การอภิปรายในเชิงนโยบาย โดยย้ำว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือ “โครงสร้างอำนาจที่เลือกปฏิบัติ” การที่ สส.รุ่นใหม่บางคน ออกมาวิพากษ์การทำงานของตำรวจที่รีบสรุปว่าผู้ถูกหลอก “สมยอม” ทั้งที่ยังสอบสวนไม่เสร็จ เป็นสัญญาณว่ามีคนพร้อมจะพูดแทนประชาชนในระบบ

    อย่างไรก็ตาม พลังของ Gen Z ยังอยู่ในรูปแบบ “ดิจิทัลม็อบ” มากกว่าการลงถนน พวกเขาอาจยังไม่เห็นพรรคใดที่สามารถเปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความโกรธนั้นไม่ได้หายไป เพียงรอ “จุดชนวน” ในเวลาที่เหมาะสม  และเมื่อถึงวันนั้น ความไม่พอใจทางสังคมอาจไม่ได้หยุดแค่โลกออนไลน์อีกต่อไป

    รัฐบาลไทยในเวลานี้จึงกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายของ “ความเชื่อมั่น” ระหว่างประชาชนกับรัฐ ถ้าจัดการไม่ได้ หรือทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามี “คนในรัฐบาล” ได้ประโยชน์จากเงินสกปรกเหล่านี้ ความเชื่อมั่นที่มีต่อคนในรัฐบาลก็จะพังทลายลงอย่างรวดเร็ว และจะไม่ใช่แค่เรื่องคอลเซ็นเตอร์อีกต่อไป แต่คือ “วิกฤตศรัทธาทางการเมือง” ที่ยากจะแก้

    เพราะในที่สุด ความมั่นคงที่แท้จริงของชาติ ไม่ได้วัดจากศักยภาพทางทหารและขีดความสามารถในการปกป้องและกำจัดภัยคุกคามที่รัฐมีเท่านั้น แต่วัดจาก “ความเชื่อของประชาชนว่ารัฐจะไม่ทิ้งพวกเขาไว้ลำพัง” และถ้าวันหนึ่งคนรุ่นใหม่หมดศรัทธาว่ารัฐนี้จะปกป้องพวกเขาได้ พลังทางการเมืองลูกใหม่ก็อาจถือกำเนิดขึ้นจากความโกรธนี่เอง

    มาถึงตรงนี้ คงได้แต่ฝากคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า แล้วรัฐบาลไทยล่ะ จะเห็นความสำคัญของ “ประชาชน” อยู่ในสมการแห่งอธิปไตยเมื่อไหร่?

    เมื่อไหร่ “การปกป้องประชาชน” จะไม่ใช่เพียงวาทกรรมสวยหรูในเอกสารนโยบาย และเมื่อไหร่ “ความมั่นคงของมนุษย์” จะถูกยกระดับให้เท่ากับ “ความมั่นคงของรัฐ” อย่างแท้จริง

    เพราะตราบใดที่ประชาชนยังเป็นเพียงตัวประกอบในสมการอำนาจของชนชั้นนำ คำว่า “อธิปไตย” ก็ยังไม่เคยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเลยแม้แต่วินาทีเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/733419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C6abgpB73KrUpLiCbsTlq

  • เรื่องมันมีอยู่ว่า หมดยุค‘ห้ามขายเหล้า-ปิดตี4’ ‘ควิกบิ๊กวิน’กระตุ้น‘ท่องเที่ยว’ , ทำความรู้จักคลอง‘ป่าสัก-อ่าวไทย’ ควัก‘แสนล้าน’แก้น้ำหลาก-น้ำแล้ง

    เรื่องมันมีอยู่ว่า หมดยุค‘ห้ามขายเหล้า-ปิดตี4’ ‘ควิกบิ๊กวิน’กระตุ้น‘ท่องเที่ยว’ , ทำความรู้จักคลอง‘ป่าสัก-อ่าวไทย’ ควัก‘แสนล้าน’แก้น้ำหลาก-น้ำแล้ง

    เรื่องมันมีอยู่ว่า  นักเที่ยวราตรีและนักดื่ม ได้สนุกสนานกันเต็มที่ รัฐบาลเตรียมเปิดเสรีดื่มเที่ยวยามค่ำคืนเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว <>โครงการระดับแสนล้าน คลองชุดป่าสักอ่าวไทย ความยาว 135 กิโลเมตร แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

    หมดยุค‘ห้ามขายเหล้า-ปิดตี4’

    ‘ควิกบิ๊กวิน’กระตุ้น‘ท่องเที่ยว’

    ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่2/2568 เมื่อวันที่13 พฤศจิกายรที่ผ่านมาที่มี โสภณ ซารัมย์ รองนายกฯเป็นประธาน สาระสำคัญคือการพิจารณา ใน 3 ประเด็น

    ประเด็นแรก เวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 14.00 น. -17.00น. ซึ่งแนวโน้มคือ ‘ยกเลิกแน่’เพราะ โสภณ ให้เหตุผลว่า ‘มันหมดยุคแล้ว’ เพราะ ‘ต้นเหตุ’ ในอดีตที่ห้ามข้าราชการมาดื่มกิน ไม่เหมาะกับสภาพสังคมในปัจจุบัน

    ประเด็นต่อมา การขยายเวลาปิดสถานบันเทิง ที่แม้จะยังไม่ชัดว่าจะ 02.00น.หรือ 04.00น.กันแน่ แต่ที่ชัดคือ ต้องมีการปรับเปลี่ยน

    โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี จะกลายเป็นขวัญใจนักท่องราตรี เพราะรัฐบาลเปิดเสรีดื่มเที่ยว เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และกฎหมายที่ใช้ล้าสมัยเกินไป

    โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี จะกลายเป็นขวัญใจนักท่องราตรี เพราะรัฐบาลเปิดเสรีดื่มเที่ยว เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และกฎหมายที่ใช้ล้าสมัยเกินไป

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มองในมิติด้านการท่องเที่ยว การกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่กำลังอยู่ช่วงใกล้เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ซึ่งเอาเข้าจริงๆ‘ช่วงนี้’ นี่แหละที่มีปัญหาเรื่องการจำหน่ายสุราและการดื่มสุรา รวมไปถึงเรื่องของอุบัติเหตุบนท้องถนน

    โสภณ บอกในที่ประชุมว่า  รัฐบาลอนุทินมีนโยบายว่า เรื่องใดก็ตามที่เป็นอุปสรรค ในการที่จะดูแลประชาชน หรือพัฒนาประเทศ ถ้าเป็นระเบียบเราจะแก้ระเบียบ หากเป็น พ.ร.บ.เราก็แก้ด้วย พ.ร.บ. เรื่องใดง่ายเราจะเร่งทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

    ‘มีกฎหมายแล้วไม่อยู่บนโลกของความเป็นจริง การปฏิบัติในการดำรงชีวิตของประชาชนไม่ได้ และนำไปสู่การปฏิบัติที่ยาก จึงกลายเป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ หรือคนที่เกี่ยวข้องในการรักษากฎหมาย หาผลประโยชน์ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เราตระหนักและให้ความสำคัญว่ากฎหมายต้องชัดเจนและปฏิบัติได้จริง’

    ประเด็นการ ‘ขยายเวลา’ ทางภาคท่องเที่ยวอยากให้ยาวไปถึงเวลา 04.00 น.นั้น กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ไม่ได้ เพราะถ้าไปดูสถิติของการเกิดอุบัติเหตุช่วงเวลา 02.00 น.– 03.00 น. จะพบว่าเกิดขึ้นจำนวนมาก อย่าลืมว่า ‘ช่วงปีเก่าจะเข้าปีใหม่’ กระทรวงสาธารณสุขมีภารกิจสำคัญคือ การส่งเสริมให้ ‘งดการดื่ม’

    สรุปคือ ‘ขยายเวลาแน่’แต่จะเวลาไหนนั้นให้รอผลการประชุมคณะกรรมการฯก่อน

    ส่วนประเด็น ‘โซนนิ่ง’ นั้น อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งที่ผ่านมา ก็เคยนำร่องในหลายพื้นที่มาก่อนหน้านี้แล้ว

    พรรคภูมิใจไทยในฐานะรัฐบาลนั้นมีเวลา 120 วัน แต่เวลาก็น่าจะเป็น ‘อุปสรรค’ หากรัฐบาลจะตัดสินทำอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา ปัญหา ‘แอลกอฮอล์’เป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมานานในสังคมไทย

    การจะปรับเปลี่ยนอะไรให้ตาม ‘ยุคสมัย’ น่าจะเป็น ‘ผลบวก’  มากกว่าการมองปัญหาโดยไม่ได้ดูการปฏิบัติที่แท้จริงในสังคมไทย นโยบายแอลกอฮอล์ ถือเป็นอีกปัญหาที่ท้าทายรัฐบาล และประชาชนว่า จะเอาพรรคภูมิใจไทย ‘กลับมา’ เป็นรัฐบาลต่อไปอีกหรือไม่

    <<<<<>>>>> 

    ทำความรู้จักคลอง‘ป่าสัก-อ่าวไทย’

    ควัก‘แสนล้าน’แก้น้ำหลาก-น้ำแล้ง

    ระหว่างลงพื้นที่ ‘ซับน้ำตา’ ประชาชน ที่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย เปิดเผยถึง ‘บิ๊กโปรเจ็กต์’ เพื่อแก้ไขปัญหา ‘น้ำท่วม’ ระยะยาวไว้ว่า รัฐบาลจะมีโครงการขุดคลอง ‘ป่าสักอ่าวไทย’ ที่จะมีขนาดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาอีกหนึ่งเส้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการผันน้ำเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวสร้าง  จะเร่งอนุมัติ ก่อนที่จะยุบสภา

    นายกฯหนู บอกด้วยว่า

    ‘ที่ผ่านมาอาจมีปัญหาด้านการเมือง คนอนุมัติจะได้เสียง ได้อะไร เอาประชาชนเป็นตัวประกัน เราไม่เอาแล้ว เราจะดูหากเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศจะเร่งอนุมัติ’

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีลงตรวจพื้นที่น้ำท่วมที่อยุธยา และที่ได้กลับมาคือโครงการแสนล้านคลองขุดป่าสัก อ่าวไทย แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีลงตรวจพื้นที่น้ำท่วมที่อยุธยา และที่ได้กลับมาคือโครงการแสนล้านคลองขุดป่าสัก อ่าวไทย แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

    ป่าสัก-อ่าวไทย โครงการนี้ กรมชลประทานเป็นเจ้าของโปรเจ็กต์ เรียกกันแบบราชการว่า โครงการคลองขุดใหม่ป่าสัก-อ่าวไทย เป้าหมายหลักเพื่อแก้ปัญหา ‘น้ำหลาก-น้ำแล้ง’

    ข้อมูลของ ‘กรมชลฯ’ระบุว่า น้ำหลากจากภาคเหนือเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คลองชลประทานทั้งฝั่งตะวันตก-ฝั่งตะวันออกลงสู่อ่าวไทยมีศักยภาพไม่พอในการระบายน้ำ ส่งให้พื้นที่ ‘เจ้าพระยาตอนล่าง’ได้รับความเสียหาย

    หลังมหาอุทกภัยในปี 2554  ‘กรมชลฯ’ ได้ศึกษาการจัดการน้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จนเป็นที่มาของโครงการ ‘ป่าสัก–อ่าวไทย’

    โครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก–อ่าวไทย เป็นคลองขุดใหม่ที่ทำหน้าที่ระบายน้ำหลาก จากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักให้ไหลลงสู่อ่าวไทย มีความยาวรวมทั้งสิ้นประมาณ 135 กิโลเมตร เริ่มจากแม่น้ำป่าสักบริเวณ ต.เริงราง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ผ่านพื้นที่ 38 ตำบล 11 อำเภอ ใน 5 จังหวัด คือ สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา นครนายก, ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ รวมพื้นที่ก่อสร้างโครงการ 16,305 ไร่ ใช้งบประมาณราว1แสนล้านบาท

    ความพยามยาม บริหารจัดการน้ำ ในสมัยรัฐบาล ‘ลุงตู่’ ก็เคยมี ‘บิ๊กโปรเจ็กต์’ มาแล้ว คราวนั้นครั้งการประชุมครม.สัญจร จ.พระนครศรีอยุธยา มีการอนุมัติทำโครงการ ‘เจ้าพระยา2’  วงเงินกว่า 20,000 ล้านบาท ขุดคลองขนาดความกว้าง 200เมตร จาก อ.บางบาล มาออก อ.บางไทร ระยะทาง 22.5 กิโลเมตรโครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญคือ การป้องกันน้ำท่วม  จ.พระศรีอยุธยา แหล่งโบราณสถาน มรดกโลก ล่าสุด โครงการ ‘เจ้าพระยา2’ มีความคืบหน้าไปมากแล้ว

    บริหารจัดการน้ำ บริหารจัดการคน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ บริการจัดการความเดือดร้อน ชดเชย-เยียวยา ทั้งหมดต้อง ‘มาครบ’ ไม่เช่นนั้นก็ ‘จมน้ำ’ กันซ้ำซากทุกปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/so-hear-the-story-bhumjaithai-party-flood-pasak-gulf-of-thailand-alcohol-act&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29aH4U92ANbq4iXcIj_psi

  • ยัน “เกาะสมุย ปลอดภัยจากเหตุแผ่นดินไหว ยังท่องเที่ยว-ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

    ยัน “เกาะสมุย ปลอดภัยจากเหตุแผ่นดินไหว ยังท่องเที่ยว-ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

    ยัน “เกาะสมุย ปลอดภัยจากเหตุแผ่นดินไหว ยังท่องเที่ยว-ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายหลังจากการติดตามสถานการณ์จากเหตุเหตุแผ่นดินไหวขนาด 2.4 ความลึก 4 กม. เมื่อช่วงเวลา 00.47 น. วันนี้ โดยนายอมร ชุมช่วย นายอำเภอเกาะสมุย ได้บูรณาการร่วมกับนายพูนชิด คำลุน รักษาการหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย รวมถึงผู้แทนเทศบาลนครเกาะสมุย สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมในพื้นที่เกาะสมุย ได้ลงพื้นที่ทันทีเมื่อได้รับแจ้งเหตุ ซึ่งพบว่า ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ พิกัด 9.550°N , 99.956°E ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยประชาชนรับรู้แรงสั่นสะเทือน เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง และตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ ทีมบูรณาการได้ลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ในบริเวณเกาะสมุย ไม่ได้รับผลกระทบ ไม่เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างใดทั้งสิ้น

    โดยสถานการณ์ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุยขณะนี้ พี่น้องประชาชนตลอดจนนักท่องเที่ยว ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ และยังได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จองโรงแรมและทัวร์ท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย นายอำเภอเกาะสมุย เน้นย้ำและยืนยันด้วยว่า เกาะสมุยปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000108396&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AhqNYhJbB5vaULPQJtGlK

  • จังหวัดพะเยา หารือแนวทางพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่กว๊านพะเยา มุ่งสร้างแลนด์มาร์กใหม่เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนชาวพะเยา

    จังหวัดพะเยา หารือแนวทางพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่กว๊านพะเยา มุ่งสร้างแลนด์มาร์กใหม่เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนชาวพะเยา

    จังหวัดพะเยา หารือแนวทางพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่กว๊านพะเยา มุ่งสร้างแลนด์มาร์กใหม่เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนชาวพะเยา


    13/11/2568 | 62 |

    จังหวัดพะเยา หารือแนวทางพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่กว๊านพะเยา มุ่งสร้างแลนด์มาร์กใหม่เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนชาวพะเยา

         นายภูธนะ ชมภูมิ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา รักษาการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุมหารือแนวทาง “โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่กว๊านพะเยา” ณ ห้องประชุมภูกามยาว ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดพะเยา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมดังกล่าวเพื่อพิจารณาแนวทางพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่กว๊านพะเยา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด พร้อมสร้างรายได้แก่ประชาชนในชุมชนรอบกว๊าน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
         นอกจากนี้หน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมได้เสนอแนวทางการพัฒนาและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อาทิ การจำหน่ายอาหารในรูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อลดขยะจากการท่องเที่ยวทางน้ำ การใช้เรือพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เพื่อลดมลภาวะ การประดับไฟบริเวณวัดกลางน้ำเพื่อเพิ่มความสวยงามในยามค่ำคืน รวมถึงการจัดงานบวงสรวงพ่อขุนงำเมืองทั้งทางน้ำและทางบก เพื่อสืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดพะเยา
         ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบให้พัฒนาท่าเรือวัดติโลกอารามเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบครบวงจร พร้อมเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำไปยังชุมชนรอบกว๊านพะเยา โดยให้แต่ละพื้นที่สร้างจุดเด่นและเอกลักษณ์ของตนเอง ทั้งในด้านสินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น และกิจกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชน
         ทั้งนี้ จังหวัดพะเยาจะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่กว๊านพะเยาให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัด ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาวิถีชีวิตของชุมชนชาวพะเยาให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/442315&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eMrXbue57AefvqkYthBPJ

  • ‘4แบงก์ใหญ่‘ เตือนรับความเสี่ยงปี69 ดอกเบี้ย-เศรษฐกิจขาลง-หนี้เสียพุ่ง

    ‘4แบงก์ใหญ่‘ เตือนรับความเสี่ยงปี69 ดอกเบี้ย-เศรษฐกิจขาลง-หนี้เสียพุ่ง

    “4 แบงก์ใหญ่” เตือนปี 69 เศรษฐกิจเสี่ยงเปราะบางต่อเนื่อง แนะรับมือความท้าทาย ชี้ “ธุรกิจธนาคาร” เผชิญความเสี่ยงหลายมิติ “ไทยพาณิชย์” เชื่อดอกเบี้ยต่ำ สินเชื่อหด เศรษฐกิจชะลอตัว “แบงก์กรุงเทพ” เตือนรับแรงสะเทือน สงครามการค้า ชี้โจทย์ใหญ่ “หนี้เสีย คุมต้นทุน” ด้าน “กสิกรไทย” รับเศรษฐกิจอ่อนแอ สินเชื่อโตยาก “กรุงไทย” มองหนี้ครัวเรือนปัจจัยฉุดรั้งธุรกิจ

    • ธนาคารไทยพาณิชย์ มองโจทย์แบงก์ ปีหน้าเผชิญแรงกดดันต่อรายได้จากดอกเบี้ยลดลงต่อ
    • ตามทิศทางดอกเบี้ยขาลงและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
    • ธนาคารกรุงเทพ ห่วงกังวลความท้าทายจากปัจจัยระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน
    • ธนาคารกสิกรไทย ชี้ภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ซบเซาและผันผวนสูง ทำให้การเติบโตของสินเชื่อเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นสำหรับทุกแบงก์
    • ธนาคารกรุงไทย มองเศรษฐกิจข้างหน้า ยังมีความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

    ปี 2569 จะเป็นอีกปีที่ต้องหลายธุรกิจจะต้องเผชิญกับ “ความท้าทาย” และ “ความเสี่ยง” ในหลายมิติ โดยเฉพาะ “ธุรกิจธนาคาร” (แบงก์) ที่อาจเจอแรงกดดันจาก “อัตราดอกเบี้ย” ที่อาจลดลง เศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ทั้งสงครามการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การเติบโตของสินเชื่อและรายได้จากดอกเบี้ยไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา

    ผู้บริหารธนาคารใหญ่ มีมุมมองตรงกันว่า ปีหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่ธนาคารต้องบริหารสินทรัพย์อย่างรอบคอบ คัดกรองลูกค้าอย่างเข้มข้น และมุ่งสร้างรายได้จากช่องทางที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยให้เข้มแข็ง ควบคุมต้นทุนอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงินระยะยาว

    รวมถึงจัดการหนี้เสียที่ยังเป็นโจทย์ท้าทายต่อเนื่องในปีหน้าที่แบงก์ต้องเผชิญ

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่าภาพรวมธุรกิจแบงก์ปีนี้ เชื่อธนาคารทุกแห่งต่างเห็นแรงกดดันจากทั้งอัตราดอกเบี้ยที่สูง และภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้น สะท้อนให้เห็นชัดเจนในอัตราการเติบโตสินเชื่อแต่ละธนาคารที่ต่ำลง และหากดูภาพรวม P&Lหรืองบกำไรขาดทุนของระบบแบงก์

    ส่วนใหญ่มาจากรายได้การลงทุน ส่งผลให้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ดังนั้น การเติบโตจริง หรือ Real Growth ของรายได้ค่อนข้างจำกัด

    สำหรับ ปีหน้าหากอัตราดอกเบี้ย และ Net Interest Margin หรือ NIM มีแนวโน้มลดลงอีก ขณะที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลง รายได้จากดอกเบี้ยจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญของทุกธนาคาร ส่วนโอกาสสร้างรายได้จาก Non-Interest Income หรือรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย นอกเหนือจากรายได้จากการลงทุน จะเป็นจุดที่ท้าทาย

    โดยเฉพาะธนาคารที่มีขนาดเล็กกว่าหรือไม่มีธุรกิจขนาดใหญ่พอที่จะสร้างเครื่องมือและกลไกใหม่มาช่วยเสริมรายได้

    ดังนั้น ธนาคารเองจึงจำเป็นต้องบริหารสินทรัพย์ให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้ปริมาณหนี้เสียเพิ่มมากจนเกินไป ทั้งต้องคัดกรองสินเชื่อให้มุ่งไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพเติบโต ที่สำคัญต้องสร้างรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยให้เป็นกำลังหลัก หากไม่สามารถทำได้ ความเสี่ยงปีหน้าจะยิ่งสูงขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะยิ่งลดรายได้จากช่องทางหลักของธนาคาร

    โฟกัสหลักของธนาคารปีหน้าอยู่ที่ 4 เรื่องสำคัญ ที่เชื่อว่าหลายธนาคารคงมีแนวคิดทิศทางเดียวกัน คือ 1.ประหยัดต้นทุน บนการดูแลต้นทุนให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ 2. สร้างเครื่องยนต์ใหม่ มุ่งสร้างรายได้จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย

    โดยเฉพาะธุรกิจด้านเวลท์ที่เป็นเป้าหมายสำคัญของหลายธนาคาร เช่นปีนี้ ธุรกิจเวลท์เติบโตไปแล้วเกือบ 20% และปีหน้าก็ตั้งเป้าเติบโตใกล้เคียงกัน

    3.ดูแลและจัดการพอร์ตสินทรัพย์ให้แข็งแรง ปลอดภัย ไม่มีความเสี่ยงที่เกินคาด หรือปัจจัยเซอร์ไพรส์และกระทบต่อระบบ 4. บริหารจัดการหนี้ เพื่อช่วยลดภาระในงบดุลแต่ละธนาคาร และเพิ่มความสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

    แผนทั้งหมดนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และเพิ่งส่งให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณา ส่วนการประกาศอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นในปีหน้า

    ปีหน้าภายใต้ความท้าทาย ธนาคารคงไม่สามารถตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อติดลบได้ เราจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มที่เข้มแข็งและมีศักยภาพสูง พร้อมเดินหน้าควบคุมต้นทุนอย่างใกล้ชิด บริหาร ROA ให้เป็นไปตามแผน คือ ระดับสองหลักต่อเนื่อง สำหรับสินเชื่อบ้าน ซึ่งเป็นตลาดหลักของเรา เรารู้ดีว่าใครคือกลุ่มลูกค้าที่แข็งแรง และต้องมองภาพการเติบโตแบบครบวงจร และพร้อมต่อยอดบริการไปถึงลูกค้าปัจจุบัน เช่น อาจเชิญลูกค้าบ้าน 20 ล้านบาทของธนาคารให้ถือบัตรแพลตทินัม หรือเข้าสู่กลุ่มเวลท์ก็ได้

    • แบงก์กรุงเทพ”รับสงครามการค้าโจทย์ปีหน้า

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มองว่า ความท้าทายธุรกิจแบงก์และเศรษฐกิจโดยรวมปี 2569 ภายใต้การคาดว่าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวต่อเนื่อง จากแนวนโยบายรัฐบาลที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ที่มุ่งแก้ปัญหาพื้นฐานระบบเศรษฐกิจ ช่วยเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง

    แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปีหน้ายังมีความท้าทายที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะประเด็นระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการค้าและการลงทุน หรือสงครามการค้ายังเป็นเป็นปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทยและต่อธุรกิจ แม้เชื่อว่าท้ายที่สุดจะต้องมีข้อตกลงทางการค้าในระดับหนึ่งระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้การค้าระหว่างประเทศและการลงทุนขยายตัวมากขึ้น

    นอกจากนี้ ความท้าทายภาคธนาคารยังมาจากปัญหา “หนี้เสีย” ที่ยังคงเป็นโจทย์ความท้าทายหลักปีนี้ และปีหน้า แม้สถานการณ์ไม่ต่างกับที่ผ่านมา แต่เชื่อว่า ไม่น่ามีปัจจัยใหม่ที่รุนแรงหรือสร้างแรงกระทบเหมือนที่เคยเจอเหมือนวิกฤติปี 2540 และเชื่อว่าธนาคารน่าจะบริหารจัดการได้ต่อเนื่อง

    ด้านการบริหารต้นทุน ธนาคารยังคงยึดแนวทางบริหารจัดการอย่างมีวินัยและระมัดระวังเช่นเดิม เพื่อให้สามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวได้

    • แบงก์กสิกรไทย”อยู่ในโหมดระมัดระวัง

    นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าภาพรวมสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ หรือภาคธนาคารเหมือนช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตดี

    ดังนั้นปีนี้และปีหน้าจะเป็นช่วงเวลาท้าทายมากกว่าที่ผ่านมา เพราะหลายปัจจัยระดับมหภาคยังซบเซาและผันผวนสูง

    ทั้งนี้ ภายใต้เศรษฐกิจโดยรวมที่อยู่ภาวะอึมครึม ธนาคารย่อมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่สามารถเติบโตได้รวดเร็ว เหล่านี้ขึ้นอยู่กับจังหวะเศรษฐกิจมหภาค ดังนั้นการเติบโตสินเชื่อคงเป็นโจทย์ยาก

    สำหรับแบงก์ แม้ธนาคารยังคงรักษามาตรฐานการปล่อยกู้ใกล้เคียงเดิม แต่จากปัญหาต่างๆ ทำให้ความสามารถด้านรายได้ของลูกค้าลดลง 

    นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค โดยปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะประเด็นโดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านที่สร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้ทำให้สภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจยากขึ้นไปอีกต่อเนื่องในปี 2569

    สำหรับ ภาพรวมหนี้เสีย มองว่าจะเป็นโจทย์ที่ภาคธนาคารต้องเจอต่อเนื่องหลังจากนี้ เช่นเดียวกับอดีต ดังนั้น ธนาคารต้องเข้าไปช่วยเหลือให้ลูกค้ายืนหยัดต่อไปได้ในภาวะที่รายได้ลดลง โดยการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกับลูกค้าเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่รอดไปด้วยกันในระยะยาว

    • เศรษฐกิจยังเผชิญความเปราะบาง

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า ช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวจากการเร่งส่งออกหมดลง ขณะเดียวกันยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งความเปราะบางที่มีอยู่เดิม

    โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนสูง และเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ การขาดความสามารถแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายภาครัฐ ล้วนกดดันการเติบโตประเทศระยะยาว

    ดังนั้น ธนาคารเน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง เน้นจัดการคุณภาพสินทรัพย์ รับมือความไม่แน่นอน ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ สนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มเปราะบางที่มีหนี้สูง และรายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ นอกจากนั้น ธนาคารเดินหน้าสนับสนุนสินเชื่อสำหรับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเพื่อให้สอดรับพลวัตโลก ตลอดจนสนับสนุนกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูง (New S-Curve) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1207578&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q7K5gB7mYnBMS3z8caUAP