Blog

  • ญี่ปุ่นเตรียมอัดฉีดงบ 17 ล้านล้านเยน กระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรกของนายกฯทาคาอิจิ

    ญี่ปุ่นเตรียมอัดฉีดงบ 17 ล้านล้านเยน กระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรกของนายกฯทาคาอิจิ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ย. 68)

    ญี่ปุ่นเตรียมพิจารณาใช้เงินราว 17 ล้านล้านเยน (1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรกของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลต่อการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว

    หนังสือพิมพ์นิกเกอิ (Nikkei) รายงานในวันนี้ (15 พ.ย.) ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวรวมถึงการขยายการยกเว้นภาษีรายได้ การลดภาษีน้ำมัน การให้เงินอุดหนุนเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และการจัดสรรเงินทุนให้แก่จังหวัดต่าง ๆ สำหรับโครงการความช่วยเหลือด้านอาหาร

    หนังสือพิมพ์นิกเกอิยังระบุว่า งบประมาณเสริมเพื่อสนับสนุนมาตรการนี้มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 14 ล้านล้านเยน ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งการใช้จ่ายดังกล่าวอาจส่งผลให้หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกจากระดับที่สูงอยู่แล้ว

    นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนต.ค. ทาคาอิจิได้สัญญาว่าจะจัดทำมาตรการใช้จ่ายขนาดใหญ่เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และสนับสนุนการลงทุนในภาคส่วนที่เติบโต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์

    นอกจากนี้ นิกเกอิระบุด้วยว่า ขนาดของแพ็กเกจซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำโดยกระทรวงการคลังอาจมีการปรับเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับการเจรจาภายในพรรครัฐบาล

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAE0IQ66HMTNIRDO4QDUHIM0THVDA4P&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28WPgmkuvI57DLRvX3I3FM

  • เปิด 3 ชุดมาตรการช่วยเหลือ SME เตรียมเสนอเข้าครม.เศรษฐกิจ

    เปิด 3 ชุดมาตรการช่วยเหลือ SME เตรียมเสนอเข้าครม.เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    14 พ.ย. 2025 เวลา 17:28 น.

    ‘เอกนิติ’ เผยเตรียมออกแพ็คเกจมาตรการอุ้มเอสเอ็มอี เสนอเข้า ครม.เศรษฐกิจใน 2 สัปดาห์ เติมสภาพคล่อง ชงมาตรการภาษี พร้อมหนุนกลไกจัดซื้อภาครัฐ

    วันที่ 14 พ.ย.2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมแพ็คเกจมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ภายใน 2 สัปดาห์

    ซึ่งถือเป็นหนึ่งในห้าเสาหลักตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยจะแบ่งชุดมาตรการเป็น 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 

    1. มาตรการด้านการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SME ผ่านการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน)  และกลไกการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวมทั้งจะมีการตั้งกองทุนค้ำประกันเฉพาะกิจ ซึ่งจะใช้วงเงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ส่วนที่เหลือจากมาตรการแก้หนี้รายย่อย โดยเงื่อนไขการค้ำประกันนี้จะมีการผ่อนปรน และดีกว่าเงื่อนไขของบสย. 

    โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการกำหนดรายละเอียดของการตั้งกองทุนดังกล่าว ให้เป็นกลไกที่เสริมจากการค้ำประกันของบสย. ซึ่งจะเข้ามาช่วย SME เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น

    2.มาตรการด้านภาษี มุ่งเน้นการสร้างความเสมอภาคทางภาษีสำหรับ SME ไทย โดยแบ่งเป็นมาตรการภาษีศุลกากร จะมีการเก็บอากรสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 จุดประสงค์หลักคือเพื่อสร้างการค้าที่เป็นธรรมให้กับ SME ไทย

    และมาตรการภาษีสรรพากร โดยจะเร่งขั้นตอนการคืนภาษีได้เร็ว เพื่อคืนสภาพคล่องให้กับให้กับผู้ประกอบการ SME 

    3.มาตรการส่งเสริมดีมานด์ภาครัฐ โดยกรมบัญชีกลางจะได้มีการหารือกับภาคเอกชนได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาหอการค้าไทย เพื่อจัดทำมาตรการสนับสนุนการซื้อสินค้าไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่มีออเดอร์จัดซื้อของรัฐบาลจะนำเข้าสู่ระบบดิจิทัล และสามารถใช้หลักฐานดังกล่าวในการค้ำประกันนำไปขอสินเชื่อกับธนาคารได้ง่ายขึ้น

    นายเอกนิติ เปิดเผยความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐว่า กระบวนการเจรจากำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษีและกฎระเบียบศุลกากร ซึ่งรัฐบาลไทยโดยทีมกระทรวงพาณิชย์กำลังเดินหน้าประสานงานเพื่อเจรจาเกี่ยวกับรายละเอียดการค้าและพยายามแยกประเด็นทางการเมืองออกจากประเด็นการเจรจาในครั้งนี้ 

    “โดยเบื้องต้นทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เตรียมกำหนดนัดหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นภายในวันจันทร์นี้ (17 พ.ย.)”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของกรมศุลกากรได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบ Framework ที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามไว้

    โดยจะมีการยกเลิกสินบนนำจับ โดยเฉพาะในส่วนของผู้บริหาร โดยมาตรการนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญที่ทางสหรัฐและผู้ประกอบการหลายรายได้เสนอมา

    ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ต้องยกเลิกในส่วนของผู้บริหาร เพราะการรับสินบนนำจับก่อให้เกิด ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ในการพิจารณาอุทธรณ์ หรือการใช้อำนาจในการจับกุมและอนุมัติต่างๆ

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมาย แต่กรมศุลกากรจะออกระเบียบภายในเพื่อยกเลิกไม่ให้ผู้บริหารได้รับส่วนแบ่งจากสินบนนำจับภายในสิ้นเดือนพ.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ke8srlKyy6UKxr5938D8s

  • อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่สำรวจบ่อน้ำร้อน อ.พญาเม็งราย

    อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่สำรวจบ่อน้ำร้อน อ.พญาเม็งราย

    อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่สำรวจบ่อน้ำร้อน อ.พญาเม็งราย เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่งใหม่

    เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 กองการท่องเที่ยวและกีฬา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ดำเนินงานภายใต้นโยบาย 7 เรือธงของ อบจ.เชียงราย เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายให้เที่ยวได้ทุกสไตล์ ทั้งปี และทุกอำเภอ ตามแนวคิด “Chiangrai Wellness City – เชียงรายเมืองแห่งสุขภาพ”

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้มอบหมายให้กองการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่บูรณาการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 1 กรมทรัพยากรธรณี และ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่เปา เพื่อทำการตรวจสอบคุณภาพน้ำร้อนและศักยภาพพื้นที่สำหรับพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่งใหม่ ณ บ้านสบเปา หมู่ที่ 2 ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการต้อนรับและร่วมให้ข้อมูลจาก นายก อบต.แม่เปา ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ อบต.แม่เปา ประธานชมรมช่างอำเภอพญาเม็งราย และผู้นำชุมชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางพัฒนาศักยภาพของแหล่งน้ำร้อนและทรัพยากรท่องเที่ยวโดยรอบ

    การสำรวจดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใหม่ของ อ.พญาเม็งราย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ อบจ.เชียงราย ในการสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และกระจายรายได้สู่พื้นที่อย่างทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3821936/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24gZVl57hdJC1EPRTrylal

  • บุกตลาดภาพยนตร์สหรัฐฯ ผู้ผลิตเชื่อมั่นสนใจลงทุนถ่ายหนังในไทย คาดเม็ดเงินกว่า 2 พันล้าน

    บุกตลาดภาพยนตร์สหรัฐฯ ผู้ผลิตเชื่อมั่นสนใจลงทุนถ่ายหนังในไทย คาดเม็ดเงินกว่า 2 พันล้าน

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยวนำทีมบุกตลาดภาพยนตร์อเมริกา เพียงสองวันแรกมีผู้สนใจลงทุนถ่ายหนังในไทยกว่า 2 พันล้านบาท

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยวเข้าร่วมออกคูหานิทรรศการเพื่อโปรโมทความพร้อมของไทยในการเป็นแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกในส่วนของ Location expo งาน American Film Market 2025 ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2568

    ผลจากการเข้าร่วมงานสองวันแรก มีผู้เข้ามาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยและมาตรการ Incentive อย่างต่อเนื่องมากกว่า 50 ราย คาดการณ์รายได้จากผลการเจรจาประมาณ 2,130 ล้านบาท โดยมีทั้งผู้ผลิตที่เคยถ่ายทำในเมืองไทยแล้วและต้องการกลับเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยอีกจากการเพิ่มมาตรการคืนเงินเป็น 30% รวมถึงผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหม่จากสหรัฐอเมริกา สนใจเข้ามาถ่ายทำหนังแนวสัตว์ประหลาด อาหาร และมวยไทย เพราะเชื่อมั่นฝีมือทีมงานไทยและการจ่ายเงินคืนจริงของมาตรการ Incentive

    นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้นำผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย อาทิ ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทย บริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ สตูดิโอ และผู้ประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย รวมจำนวน 15 บริษัท เข้าร่วมงานเพื่อจับคู่เจรจาธุรกิจซื้อขายภาพยนตร์ไทยด้วย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2895568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WMFYYVCpu4Dv_Vw4mCP-G

  • สกนช.จ่อปรับเพดานอุ้มดีเซล 30 บาท-ก๊าซหุงต้ม 423 บาทสอดรับสภาพเศรษฐกิจ

    สกนช.จ่อปรับเพดานอุ้มดีเซล 30 บาท-ก๊าซหุงต้ม 423 บาทสอดรับสภาพเศรษฐกิจ

    นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ได้มีการหารือภารกิจสำคัญของกองทุนน้ำมันฯ ที่ได้มีการหารือกับนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งประกอบด้วย

    การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ให้ครบถ้วนตามองค์ประกอบที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

    โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 4 ราย ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน 1 ราย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน 1 ราย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการอีก 2 ราย

    สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัคร ต้องเป็นผู้มีอายุไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ และควรมีอายุไม่เกิน 65 ปีในวันยื่นใบสมัคร โดยอาจเป็นผู้ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่หรือเกษียณอายุแล้วก็ได้ 

    สกนช.จ่อปรับเพดานอุ้มดีเซล 30 บาท-ก๊าซหุงต้ม 423 บาทสอดรับสภาพเศรษฐกิจ

    ส่วนการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการฯ  นั้น จะอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไป

    ทั้งนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุนคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ในการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ รวมถึงการพิจารณา ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุน เช่น มติการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อไป 

    นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอแผนวิกฤตการด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับใหม่ปี 2568-72 หลังจากแผนฉบับเก่าปี 2563-67 จบลง โดยแผนใหม่ดังกล่าวจะกำหนดแนวทางบริหารจัดการราคาน้ำมันและก๊าซ LPG ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    รวมถึงปรับนิยามวิกฤติราคาน้ำมันให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม ในส่วนของมาตรการควบคุมราคาขายปลีก กองทุนน้ำมันฯ จะมีการทบทวนเพดานราคาน้ำมันดีเซลที่กำหนดไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และก๊าซ LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    “ช่วงรัฐบาลก่อนได้มีการเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้วแต่ไม่ผ่านการพิจารณา ดังนั้นปัจจุบันจึงเร่งเสนอต่อนายอรรถพล ในฐานะประธานบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อเสนอคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป” 

    สกนช.จ่อปรับเพดานอุ้มดีเซล 30 บาท-ก๊าซหุงต้ม 423 บาทสอดรับสภาพเศรษฐกิจ

    นายพรชัย กล่าวอีกว่า จะเร่งออกประกาศและกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการลดการจ่ายเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งขณะที่มาตรการยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้กองทุนต้องยุติการชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมจากพืชพลังงานทั้งกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 เป็นต้นไปนั้น กองทุนฯ จะยังคงดำเนินการตามแผนโดยจะเข้าอุดหนุนเฉพาะกรณีเกิดภาวะวิกฤตเท่านั้น 

    ส่วนความคืบหน้าการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ผอ.สกนช.) คนใหม่ นั้นปัจจุบันคณะอนุกรรมการสรรหาได้ดำเนินการสัมภาษณ์ผู้สมัครครบถ้วนแล้ว ยืนยันว่าการที่ยังไม่มีผอ.คนใหม่ ไม่กระทบต่อการบริหารงานหรือการจัดทำแผนของกองทุนฯ เนื่องจากมีคณะกรรมการฯดำเนินการพิจารณาเรื่องต่างๆระหว่างรอผอ.ใหม่อยู่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/643705&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xEmBiUq7foOsGDZCJBz2Z

  • IMF เตือนรัฐบาลไทยหนี้สูง แนะเร่งทำงบสมดุล ที่น่าเชื่อถือ

    IMF เตือนรัฐบาลไทยหนี้สูง แนะเร่งทำงบสมดุล ที่น่าเชื่อถือ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-49&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EJQd1Kg4kB4-UVdDAvfuD

  • วิธี “ฮ่องกง” ดึงคนรวย ปั้นธุรกิจเทคให้โต ไขเบื้องหลัง Cyberport แหล่งนวัตกรรมที่ดันเศรษฐกิจเมือง

    วิธี “ฮ่องกง” ดึงคนรวย ปั้นธุรกิจเทคให้โต ไขเบื้องหลัง Cyberport แหล่งนวัตกรรมที่ดันเศรษฐกิจเมือง

    ฮ่องกง เขตปกครองพิเศษของจีนที่ถูกขนานนามว่าเป็นศูนย์กลางทางการเงินแห่งเอเชีย ถูกเปรียบว่าเป็นดั่งประตูเชื่อมสู่ตลาดจีน ทั้งในแง่เทคโนโลยี บุคลากร และทรัพยากร ความได้เปรียบของฮ่องกงนอกจากจะเป็นเรื่องโลเคชันที่เชื่อมกับจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว ยังมีส่วนของระเบียบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการสร้างธุรกิจ เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจเล็กใหญ่จากทั่วโลกให้ความสนใจ

    นับตั้งแต่ปี 1997 ที่ฮ่องกงกับจีนใช้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ในการบริหารจัดการ โดยก่อนหน้านั้นฮ่องกงที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี 1842 ทำให้ได้รับอิทธิพลจนสามารถพัฒนามาเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเงินของเอเชีย จนกระทั่งกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ฮ่องกงก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์เดิมไว้ได้ต่อเนื่อง และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับแผ่นดินใหญ่เสมอมา

    จากรายงานของ CNBC ที่อ้างถึง Altrata แพลตฟอร์มจัดการด้านความมั่งคั่ง ระบุว่า ฮ่องกงกลายเป็นหนึ่งหมุดหมายสำคัญอันดับ 2 ของโลกที่เหล่าคน Ultra-Wealthy หรือคนที่ร่ำรวยมีทรัพย์สินสูงกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปอาศัยอยู่ เนื่องจากมีอุตสาหกรรมการเงินที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มูลค่าการระดมทุนจาก IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงก็เพิ่มขึ้นราว 8 เท่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 จนไปแตะระดับ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (นอกจากนี้ยังมีคาดการณ์ว่าในปี 2025 นี้ฮ่องกงจะเป็นฮับ IPO อันดับ 1 ของโลก หรือมีบริษัทเลือกไป IPO ที่นี่มากที่สุด)

    นอกจากเป็นฐานการเงินที่แข็งแกร่งในเอเชียแล้ว อีกหนึ่งในความก้าวหน้าของฮ่องกงคงหนีไม่พ้นด้านเทคโนโลยี ที่ทางรัฐบาลคอยกระตุ้นการลงทุนในนวัตกรรมล้ำสมัยเสมอมา จนในปี 2025 นี้ ฮ่องกงสามารถก้าวขึ้นมาติดลิสต์อันดับที่ 3 ของ World Digital Competitiveness Ranking จัดโดยสถาบัน IMD ขยับขึ้นมาจากอันดับ 5 ในปีก่อนหน้า ตามที่มีการปรับตัวในด้านนโยบายและการลงทุนจนสามารถขับเคลื่อนความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศได้

    วางฐานนโยบายให้มั่นคง

    หนึ่งในความได้เปรียบของฮ่องกงคือมีการสนับสนุนจากมาตรการเชิงนวัตกรรมจากรัฐบาล หนุนให้มีบริษัทเทคโนโลยีเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเพิ่ม เปิดกว้างให้กับเทคโนโลยีขั้นสูง อย่าง AI และ Blockchain 

    ที่ผ่านมา ฮ่องกงเน้นหนักไปที่การพัฒนาเมืองตามพิมพ์เขียวที่เรียกว่า “Hong Kong Innovation and Technology Development” หรือแผนพัฒนา I&T Development ของรัฐบาลฮ่องกง โดยมุ่งเน้นภารกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่

    • ดันอุตสาหกรรมใหม่ (New Industrialisation): มุ่งเน้นการพัฒนาระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และส่งเสริมการเกิดอุตสาหกรรมใหม่ในฮ่องกง
       
    • ขยายฐานคนเก่ง (Talent Pool): เน้นการสร้าง ดึงดูด และรักษาบุคลากรที่มีความสามารถด้าน I&T เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนในการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 
    • พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและ Smart City: ผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนาฮ่องกงให้เป็นเมืองอัจฉริยะ เพื่อความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน 
    • เชื่อมโยงกับจีนและเป็นสะพานสู่โลก: บูรณาการเข้ากับแผนพัฒนาโดยรวมของประเทศจีนอย่างจริงจัง และใช้จุดแข็งของฮ่องกงในการเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับตลาดโลก

    นอกจากนี้ จีนแผ่นดินใหญ่เองยังมีการสนับสนุนนโยบาย I&T นี้ด้วยเช่นกัน ผ่านความร่วมมือทั้งด้านทรัพยากรเทคโนโลยี แรงงานคนเก่ง ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่น เขตความร่วมมือทางเทคโนโลยี ฮ่องกง-เซินเจิ้น ภายใต้โมเดล “หนึ่งเขต สองอุทยาน” ปั้นเป็นแหล่งผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีอีกหนึ่งแห่งของประเทศ

    “Cyberport” อีกหนึ่งเบื้องหลังนวัตกรรมของฮ่องกง

    เมื่อวันที่ 6-7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา Thairath Money มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมในงาน Cyberport Venture Capital Forum 2025 (CVCF 2025) ที่ฮ่องกง งานประจำปีที่จะรวมผู้เชี่ยวชาญด้านเวนเจอร์แคปิตอลระดับโลก ผู้ประกอบการ และผู้นำอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้ Cyberport มุ่งเน้นไปที่การหนุนรัฐบาลฮ่องกงให้มีความแข็งแกร่งขึ้นในแง่ของนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยเฉพาะ AI และ Blockchain ที่กำลังเป็นหน้าด่านสำคัญที่จะกำหนดทิศทางในการลงทุน

    Cyberport คือ อีกหนึ่งโปรเจกต์สำคัญของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินของโลก โดย Cyberport คือ Technology Hub ภายใต้การดูแลของรัฐบาล ศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ของฮ่องกง แหล่งบ่มเพาะธุรกิจและแหล่งลงทุนสตาร์ทอัพ มีวิสัยทัศน์ในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริม เศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนา AI และสนับสนุนให้ฮ่องกงก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยี และ AI ระดับนานาชาติ

    ในปีที่ผ่านมาได้ช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศผ่านเครื่องมือการลงทุนหลัก ได้แก่ Cyberport Investors Network (CIN) เครือข่ายนักลงทุนของ Cyberport เอง และกองทุน Cyberport Macro Fund อีกทั้งยังช่วยประเทศดึงดูดนักลงทุนระดับโลกให้เข้ามาช่วยหนุนสตาร์ทอัพให้ประสบความสำเร็จ

    Simon Chan ประธาน Hong Kong Cyberport
    Simon Chan ประธาน Hong Kong Cyberport

    Thairath Money มีโอกาสได้คุยกับ Simon Chan ประธานของ Hong Kong Cyberport ถึงแนวทางการดำเนินงาน และแผนที่จะผลักดันฮ่องกง เขาเล่าว่า Cyberport ดำเนินงานสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของรัฐบาลฮ่องกงมาโดยตลอด ผ่านการมุ่งเน้นภารกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่

    • ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม: สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่พึ่งพาตนเองได้ และสร้างรายได้เข้าสู่ GDP ของฮ่องกง
    • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล: สนับสนุนสตาร์ทอัพ ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจด้าน Smart Living และ Smart Mobility เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
    • สนับสนุนด้าน FinTech: พัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเงินของฮ่องกง
    • พัฒนาบุคลากร: ผ่านโครงการบ่มเพาะธุรกิจ (Incubation Program) และให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปเพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก

    ตลอดปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นช่วงยากลำบากของหลายฝ่าย แม้สภาพแวดล้อมการลงทุนทั่วโลกจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ Cyberport มีการสนับสนุนจนสตาร์ทอัพสามารถระดมทุนรวมได้ถึง 3,400 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 14,200 ล้านบาท) นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2024 ถึงกันยายน 2025 ส่งผลให้ยอดระดมทุนสะสมของบริษัทในเครือ Cyberport สูงถึง 46,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (กว่า 190,000 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่สามารถจดทะเบียนเพิ่มได้อีก 10 แห่ง และมียูนิคอร์นอีก 2 รายในปีที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ 13 บริษัทจดทะเบียน และ 10 ยูนิคอร์น

    Simon Chan ประธาน Hong Kong Cyberport บนเวที CVCF 2025
    Simon Chan ประธาน Hong Kong Cyberport บนเวที CVCF 2025

    Simon Chan กล่าวในช่วงเปิดงานด้วยว่า “ในปีนี้ CVCF จะเน้นไปที่ ตลาดทุนร่วมลงทุน (VC) ที่กำลังเติบโต อย่างเช่น ตะวันออกกลาง อาเซียน และจีนแผ่นดินใหญ่ พร้อมใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นในประเทศและภูมิภาคตามแนว Belt and Road เป้าหมายคือการทำหน้าที่เป็น ‘ซูเปอร์คอนเน็กเตอร์’ ที่เชื่อมจีนแผ่นดินใหญ่กับตลาดโลก และเป็น ‘ซูเปอร์ตัวเพิ่มมูลค่า’ ที่ช่วยสร้างโอกาสและประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”

    เพื่อให้ตามทันกระแสการลงทุนเทคโนโลยีระดับโลก Cyberport ยังคงสร้างคอมมูนิตี้ด้านการลงทุนแบบเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ AI และ Blockchain ซึ่งเป็นสองเทคโนโลยีที่กำลังดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนทั่วโลก

    โดยมีการตั้งกลุ่ม “Web3.0 Investors Circle” ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และ ณ ปัจจุบันนี้สามารถรวบรวมนักลงทุนเกือบ 50 ราย และสามารถผลักดันโปรเจกต์เกิดขึ้นแล้ว 9 โครงการ โดยมียอดเงินลงทุนรวมกว่า 260 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

    ปีนี้ Cyberport ยังได้เปิดตัวกลุ่ม “AI Investors Circle” เป็นการรวมตัวของบริษัทร่วมลงทุนและกองทุนที่มุ่งเน้นด้าน AI เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพสาย AI รุ่นใหม่ อำนวยความสะดวกด้านเงินทุนสำหรับ AI โดยเฉพาะ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศ AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของฮ่องกง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation/tech_companies/2895580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gd39zov_BkElOYWL53qZp

  • ‘เอกนิติ’จ่อออกแพ็คเกจอุ้มเอสเอ็มอี ชงครม.เศรษฐกิจใน 2 สัปดาห์

    ‘เอกนิติ’จ่อออกแพ็คเกจอุ้มเอสเอ็มอี ชงครม.เศรษฐกิจใน 2 สัปดาห์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมแพ็คเกจช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจภายใน 2 สัปดาห์ โดยเป็นเสาหลักที่ 4 ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยแบ่งเป็น 3 เรื่องหลัก ได้แก่

    แพ็คเกจที่ 1 มาตรการทางการเงิน

    มาตรการนี้มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินโดยตรง เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ และการสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน

    แพ็คเกจที่ 2 มาตรการภาษี

    แพ็คเกจนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีและภาษีศุลกากร มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันสำหรับผู้ประกอบการไทย ได้แก่ การเร่งรัดกระบวนการคืนภาษีให้เร็วขึ้นสำหรับเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมสรรพากร

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นอกจากนี้ ในส่วนของกรมศุลกากรจะออกระเบียบการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้า ตั้งแต่ราคา 1 บาทแรก เพื่อสร้างความเป็นธรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการในประเทศ

    แพ็คเกจที่ 3 การสนับสนุนการซื้อสินค้าไทย

    ขณะนี้กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างทำความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย และสภาหอการค้า เพื่อสนับสนุนการซื้อสินค้าเอสเอ็มอีไทยผ่านมาตรการของรัฐบาล

    นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังอยู่กำลังพิจารณาแพ็คเกจที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง เพื่อเข้ามาช่วยเอสเอ็มอีเพิ่มเติม โดยเป็นรูปแบบของกองทุน เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่อนปรนมากกว่ากลไกการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) งบประมาณจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644032&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1id0_0gWO8rZs6joDfocOV

  • ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ไทย-อินโดฯ ผนักกำลังคุ้มครองผู้บริโภค ข้ามพรมแดน ฝ่ายงานเลขาธิการ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค ระหว่างสภาผู้บริโภค และมูลนิธิผู้บริโภคแห่งอินโดนีเซีย แก้ปัญหาภัยมิจฉาชีพ เงินกู้นอกระบบ อีคอมเมิร์ซ และสัญญาณอินเทอร์เน็ต เป็นประเด็นที่ทั้งสองประเทศต้องเผชิญใกล้เคียงกัน ความร่วมมือนี้จะหาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันต่อไป


    ใส่ใจสุขภาพกายใจของพนักงาน “ดูแลใจ เติมพลังทำงาน” ฝ่ายบริหารสำนักงาน จัดกิจกรรม ตรวจวัดความเครียดและให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยคลายความวิตกกังวลและส่งเสริมสุขภาวะทางจิต พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ให้พนักงานได้เข้าใจสิทธิและเลือกรูปแบบกองทุนที่เหมาะสมกับตนเองมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างสมดุลทั้งใจและการทำงานในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างเต็มศักยภาพ


    “ชง 17 ข้อเสนอ พ.ร.บ.การศึกษาใหม่” ให้เท่าทันโลกยุคดิจิทัล ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม จัดเวทีนำเสนอผลการวิจัยจากโครงการ ศึกษาวิจัยเปรียบเทียบกฎหมายแม่บททางการศึกษา พหุกรณีประสบการณ์จากต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ให้ตอบโจทย์อนาคตของการเรียนรู้ มุ่งเน้น “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” และออกแบบระบบที่ “ยืดหยุ่น เสมอภาค และหลากหลาย” เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง


    เตรียมเปิดตัว “หน่วยงานประจำจังหวัดเพชรบุรี” ขยายพลังการคุ้มครองผู้บริโภคให้ครอบคลุม ฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค จัดประชุมรับรอง ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดเพชรบุรี เข้าสู่บทบาท “หน่วยงานประจำจังหวัดลำดับที่ 21” อย่างเป็นทางการ พร้อมนำเสนอผลงานและแสดงความพร้อมในการขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภคเชิงพื้นที่อย่างเข้มแข็งและเป็นระบบ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของจังหวัดเพชรบุรี และจุดเริ่มต้นของการทำงานรูปแบบใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้น โดยอยู่ระหว่างรอการประกาศอย่างเป็นทางการก่อนเริ่มดำเนินงานเต็มรูปแบบ


    สิทธิผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องไกลตัว ฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรม “สิทธิมาแล้วจ้า” ชวนผู้บริโภคร่วมตอบคำถามและแชร์ประสบการณ์จริงเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคในแต่ละสัปดาห์ ประเด็นล่าสุด “สั่งของไม่ตรงปก หรือของหายระหว่างทาง ใครเคยเจอมาแชร์กัน” แค่ตอบโดนใจ ก็มีสิทธิลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ มาร่วมสนุกและเรียนรู้สิทธิของคุณได้ที่เพจ สภาองค์กรของผู้บริโภค เพราะสิทธิผู้บริโภค เริ่มต้นจากการรู้เท่าทัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/nov-2025-wrapup/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zecjPk2qF_Wjs-QuaEdD_

  • ส่องเทรนด์ฮิต งานอดิเรกยอดนิยม Gen Z ในปี 2025 ชอบทำอะไรกันบ้าง

    ส่องเทรนด์ฮิต งานอดิเรกยอดนิยม Gen Z ในปี 2025 ชอบทำอะไรกันบ้าง

    #BookTok สู่หนังสือเล่ม

    นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ “Digital to Physical” (จากดิจิทัลสู่การจับต้องได้) ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้แค่กระตุ้นยอดขาย แต่กำลัง “ชุบชีวิต” ธุรกิจร้านหนังสือ

    ส่องเทรนด์ฮิต งานอดิเรกยอดนิยม Gen Z ในปี 2025 ชอบทำอะไรกันบ้าง

    ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือการอ่านหนังสือ แฮชแท็ก #BookTok ได้ขับเคลื่อนยอดขาย “หนังสือเล่ม” ในสหรัฐฯ ถึง 59 ล้านเล่มในปี 2024

    ‘แม้จะเป็นคนยุคดิจิทัล แต่ Gen Z กลับซื้อและอ่านหนังสือเล่มมากกว่า Millennials’

    ในโลกที่เต็มไปด้วยเนื้อหาสั้นๆ การอ่านหนังสือเล่มจึงเปรียบเสมือน “การกบฏด้วยการทำสิ่งเดียว” ที่ช่วยฝึกฝนสมาธิ โดยอุตสาหกรรมหนังสือทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก

    Barnes & Noble ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ กำลังเติบโต โดยตรงกันข้ามกับเทรนด์ร้านค้าปลีกที่ปิดตัว พวกเขากลับมีแผนเปิดร้านใหม่กว่า 60 สาขาในปี 2025 โดยให้เหตุผลว่า #BookTok คือปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

    ส่องเทรนด์ฮิต งานอดิเรกยอดนิยม Gen Z ในปี 2025 ชอบทำอะไรกันบ้าง

    สำหรับ Gen Z การมีชั้นหนังสือสวยๆ ที่เรียกว่า “Shelfie”, การตกแต่งหนังสือ, หรือการโชว์หน้ากระดาษที่มีการจดโน้ต กลายเป็นคอนเทนต์ยอดนิยมในโซเชียลมีเดีย

    ไวนิลและกล้องฟิล์ม

    การโหยหาอดีตที่จับต้องได้ยังสะท้อนผ่านดนตรีและภาพถ่าย 80% ของแฟนเพลง Gen Z มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงติดบ้าน และ 76% ซื้อไวนิลอย่างน้อยเดือนละครั้ง นี่คืองานอดิเรกเชิง “พิธีกรรม” ที่เน้นศิลปะบนปกอัลบั้ม และความมุ่งมั่นที่จะ “ฟังจนจบทั้งแผ่น”

    ส่องเทรนด์ฮิต งานอดิเรกยอดนิยม Gen Z ในปี 2025 ชอบทำอะไรกันบ้าง

    Gen Z มองว่าการเป็นเจ้าของแผ่นเสียงคือการสนับสนุนศิลปินโดยตรง และเป็นการ “ลงทุน” ในประสบการณ์การฟังที่เหนือกว่าการสตรีมมิง ตลาดแผ่นเสียง คาดว่าจะเติบโตจาก 43.6 ล้านแผ่น (ปี 2024) เป็น 46-48 ล้านแผ่น (ปี 2025)

    เช่นเดียวกับการถ่ายภาพ ตลาดกล้องใช้แล้วทิ้งทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดย 41% ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มเยาวชน Gen Z กำลัง “จงใจเลือกเทคโนโลยีแอนะล็อกที่ด้อยกว่า” อย่างฟิล์ม 35 มม. แทนสมาร์ทโฟน จน Kodak ต้องกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตฟิล์มอีกครั้ง

    ส่องเทรนด์ฮิต งานอดิเรกยอดนิยม Gen Z ในปี 2025 ชอบทำอะไรกันบ้าง

    พวกเขาไม่ได้มองว่ามันด้อยกว่า แต่มองว่ามัน “มีคุณค่าทางอารมณ์” มากกว่า

    ส่องเทรนด์ฮิต งานอดิเรกยอดนิยม Gen Z ในปี 2025 ชอบทำอะไรกันบ้าง

    ช่างภาพ Gen Z วัย 21 ปีคนหนึ่งกล่าวว่า “ฟิล์มสอนให้เราช้าลง มองอย่างระมัดระวัง และเลือกช็อตอย่างชาญฉลาด” ความล่าช้า (Delay) ระหว่างการถ่ายและการล้างฟิล์ม คือสิ่งที่เพิ่มคุณค่าให้กับภาพถ่ายแต่ละใบ

    กีฬาใหม่ยอดฮิต Pickleball

    นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน สนามกีฬากำลังกลายเป็นพื้นที่ที่สามในชีวิต โดยกีฬาที่เติบโตเร็วที่สุดในอเมริกา 4 ปีซ้อนคือ Pickleball ซึ่งมีผู้เล่นถึง 19.8 ล้านคนในปี 2024 โดยกลุ่มอายุ 18-24 ปี (Gen Z) ถือเป็นเซกเมนต์ผู้เล่นหน้าใหม่ที่ใหญ่ที่สุด ทำให้ภาพรวมผู้เล่นกว่า 70% อยู่ในช่วงวัย 18-44 ปี

    ส่องเทรนด์ฮิต งานอดิเรกยอดนิยม Gen Z ในปี 2025 ชอบทำอะไรกันบ้าง

    การที่ Pickleball เติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่ม Gen Z ได้ “ลบภาพ” กีฬาของคนเกษียณ ไปโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ดึงดูด Gen Z คือ กีฬานี้เรียนรู้ง่าย, สนุกทันที, และเน้น “สังคม” มากกว่าการแข่งขันแบบเอาเป็นเอาตาย

    มีการสร้างคอร์ท Pickleball ใหม่ทั่วสหรัฐฯ มากกว่า 536 แห่งในปีที่ผ่านมา (เฉลี่ยมากกว่า 1 แห่งต่อวัน) เพื่อตอบสนองความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น

    ที่มา : amraandelmabizcommunityearthdaythebrandleadermixmagacciobeijingtimespickleragepb5star

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/infographic/860611&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xTv0xYDz04xqFUQif9rzc