Blog

  • กยศ. แนะลูกหนี้ถูกฟ้องกว่าแสนราย เร่งแก้หนี้ก่อนถูกยึดทรัพย์

    กยศ. แนะลูกหนี้ถูกฟ้องกว่าแสนราย เร่งแก้หนี้ก่อนถูกยึดทรัพย์

    กยศ. แนะลูกหนี้กว่า 100,000 ราย ที่ถูกฟ้อง เร่งแก้หนี้ภายในเดือน ธ.ค. 68 ก่อนถูกยึดทรัพย์

    ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “จากการที่ กยศ. ได้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ในปี 2559 และศาลได้พิพากษาให้ชำระหนี้แล้วจำนวนกว่า 100,000 ราย โดยขณะนี้ผู้กู้ยืมเงินกลุ่มดังกล่าวยังไม่ได้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นตามคำพิพากษา

    ซึ่งก่อนหน้านี้ กยศ. ได้มีการแจ้งให้ผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกันทราบทั้งทางจดหมาย ทางโทรศัพท์ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนการติดตามหนี้มาโดยตลอด แต่ผู้กู้ยืมเงินก็ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลหรือไม่ได้มีการติดต่อกลับมายัง กยศ. และระยะเวลาได้ล่วงเลยมา 9 ปีแล้ว จนในที่สุด กยศ. มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยเตรียมออกหมายบังคับคดีผู้กู้ยืมเงินกลุ่มดังกล่าว

    ดังนั้น หากผู้กู้ยืมเงินไม่ต้องการให้ กยศ. ดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย โดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงินและ/หรือผู้ค้ำประกัน ขอให้ผู้กู้ยืมเงินชำระหนี้ปิดบัญชีตามยอดหนี้ที่ปรากฏในแอป กยศ.Connect หรือหากผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถชำระหนี้ปิดบัญชีตามคำพิพากษาได้ สามารถเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ที่ www.studentloan.or.th ภายในเดือนธันวาคม 2568

    ทั้งนี้ ขอให้ผู้กู้ยืมเงินกลับมาชำระหนี้เนื่องจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนและจำเป็นต้องนำมาหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945103/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23gwDDCswdcgcqVYl-B_YM

  • ทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนไตรมาส 1/2026 โอกาสและความเสี่ยง

    ทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนไตรมาส 1/2026 โอกาสและความเสี่ยง

    เมื่อเราก้าวเข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2026 เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน InnovestX คาดการณ์ว่า GDP โลกปี 2025 จะเติบโต 2.9% และปี 2026 ที่ 3.0% แต่จะเห็นการชะลอตัวรุนแรงในครึ่งแรกของปี 2026 ก่อนค่อยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง

    สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดว่า GDP ปี 2568-69 จะขยายตัวเพียง 1.8% และ 1.4% ตามลำดับ แม้กระทรวงการคลังจะมีมาตรการกระตุ้น 5 ด้าน อันได้แก่ (1) โครงการ “คนละครึ่ง Plus” (2) มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว (3) การคืนภาษีแบบเร่งรัด (4) นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและจัดตั้ง AMC และ (5) เติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่แนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากกว่าคาดทำให้เรายังคงประมาณการไว้ที่ระดับเดิม นอกจากนั้น เรามองว่า ในปี 2026 จะมี 5 ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา

    ความเสี่ยงแรก ได้แก่ การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐแบบ K-Shape โดยความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่ากลุ่ม 10% ที่ร่ำรวยที่สุดมีส่วนในการใช้จ่ายเกือบครึ่งหนึ่งของการบริโภคทั้งหมดในสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่ม 80% ที่เหลือมีส่วนแบ่งลดลงจาก 42% ก่อนโควิดเหลือเพียง 37% ในปัจจุบัน 

    นอกจากนั้น จากการศึกษาของ InnovestX ตั้งแต่ปี 2012 ถึงปัจจุบัน พบว่ากลุ่มรายได้ระดับบนที่ 100,000-150,000 ดอลลาร์ต่อปีมีการเติบโตของรายได้ในรอบ 12 ปี สูงถึง 5.3 เท่า ขณะที่กลุ่มรายได้ระดับล่าง (ต่ำกว่า 15,000 ดอลลาร์) อยู่ที่เพียง 2.2 เท่า เท่านั้น นั่นแปลว่า ช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนก็จะยิ่งมากขึ้น

    ในขณะที่ปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันว่าเหมือน “ปิระมิดกลับหัว” โดยตลาดหุ้นพุ่งสูงสุดใหม่ แต่การจ้างงานชะงักและการเลิกจ้างเพิ่มขึ้น ทำให้เรากังวลว่า หากตลาดหุ้นปรับตัวลง จะทำลายเสาหลักของความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

    ความเสี่ยงที่สองได้แก่ ฟองสบู่ AI ผลจากการจัดหาเงินทุนแบบวงกลมปิด (Circular Financing) โดยตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เผชิญความกังวลเรื่อง valuation ที่สูงเกินไปและรูปแบบการจัดหาเงินทุน ที่คล้ายยุค Dot-com Bubble โดยกรณีศึกษาที่น่ากังวลคือ Nvidia ลงทุนใน OpenAI 100,000 ล้านดอลลาร์ 

    ขณะที่ OpenAI ซื้อชิปจาก Nvidia หลายพันล้านดอลลาร์และตกลงซื้อพลังประมวลผล 300,000 ล้านดอลลาร์จาก Oracle ในช่วง 5 ปีโดยยังไม่ชัดเจนว่าจะหาเงินจากไหน ขณะที่ CEO ของวานิชธนกิจรายใหญ่ เตือนโอกาสตลาดปรับลง 10-20% ใน 12-24 เดือนข้างหน้า ซึ่งหากเกิดจะกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกตั้งแต่ผู้ผลิต semiconductor ในไต้หวันและเกาหลีใต้ไปจนถึงไทย

    ความเสี่ยงที่สาม Private Credit และธนาคารเงา ความเสี่ยงธนาคารสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนผ่านจาก Interest Rate Risk ในช่วง 2-3 ปีก่อน สู่ Credit Risk และ Liquidity Risk เห็นได้จาก Zions Bancorp และ Western Alliance Bancorp ที่ต้องตั้งสำรองหนี้สูญ และยื่นฟ้องผู้กู้ในข้อหาฉ้อโกง ทำให้หุ้นธนาคารร่วงกว่า 10% ขณะที่ธนาคารหลายแห่งเริ่มกู้เงินผ่าน overnight repo ของ Fed และเงินสำรองลดลงต่ำกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ 

    โดยเรามองว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ธนาคารโดยตรง แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างธนาคารกับสถาบันการเงินนอกระบบ โดยเฉพาะตลาด private credit ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเสี่ยงระบบใหม่ที่ขาดความโปร่งใสและการกำกับดูแลที่เพียงพอ หรืออาจเรียกได้ว่า Shadow Banking ของสหรัฐฯ

    ความเสี่ยงที่สี่ ได้แก่ Fiscal Risk หรือวิกฤตการคลัง โดยเรามองว่า สหรัฐฯ เป็นจุดศูนย์กลางของความเสี่ยง โดยปัจจุบันขาดดุลงบประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (6.5% ของ GDP) และต้องจ่ายดอกเบี้ย 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (20% ของรายได้รัฐบาล) ซึ่งสูงกว่าหลักเกณฑ์ปกติ 10-15% อย่างมีนัยสำคัญ โดยไตรมาส 2/2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากภาษีศุลกากรและประธาน Fed Jerome Powell ครบวาระ หากเกิด “fiscal dominance” หรือการที่รัฐบาลทรัมป์บังคับให้ประธาน Fed ท่านใหม่ที่ตนแต่งตั้งทำนโยบายผ่อนคลายท่ามกลางเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์และ Fed ได้ 

    ทั้งนี้ กรณี ฝรั่งเศสที่ถูก S&P ปรับลดอันดับเครดิตจาก AA- เป็น A+ สะท้อนว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤติการคลังที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

    ความเสี่ยงที่ห้า ได้แก่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามแร่หายาก ทรัมป์ทำสงครามการค้ากับทุกประเทศโดยเฉพาะกลุ่ม BRICS ขึ้นภาษีอินเดีย 50%, บราซิล 50%, จีน 30% ส่งผลให้ Global South รวมตัวกันมากขึ้น ที่สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านสู่ “สงครามเย็น 2.0” โดยสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าแร่ธาตุสำคัญ 100% ถึง 15 ชนิดและมากกว่า 50% อีก 28 ชนิด ขณะที่จีนควบคุมการผลิตแร่หายาก 60-80% และครอบงำเทคโนโลยีการแปรรูปมากกว่า 90% ของโลก การพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นเพียงการซื้อเวลาเพื่อเตรียมพร้อมสู่การแข่งขันที่รุนแรงกว่า

    แม้จะมีความเสี่ยงมากมาย แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีจุดแข็งที่น่าสนใจ การเมืองในประเทศชัดเจนขึ้นหลังคุณอนุทินได้เป็นนายกฯ และเริ่มมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ EPS ของตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงการฟื้นตัว และเริ่มมีสัญญาณประมาณการกำไรที่เริ่มมีเสถียรภาพ 

    ทั้งนี้ InnovestX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยเน้นหุ้น “Earning Play” ที่คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2025 ยังเติบโตดี เช่น BCPG, BEM, BGRIM, MTC, PTT และหุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง เนื่องจากคาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคมปีนี้ และอีก 2 ครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2026

    ขอให้นักลงทุนโชคดี

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2895704&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HVsD7jvvFZrlh6MHr60b3

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 15 พฤศจิกายน 2568

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 15 พฤศจิกายน 2568

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/64588&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bG5zkPx5yrYTya-3xXatv

  • เช็กลิสต์ก่อนให้! เปิดคัมภีร์ “ของขวัญต้องห้าม” สำหรับคนจีน รู้ไว้ไม่เสียมารยาท

    เช็กลิสต์ก่อนให้! เปิดคัมภีร์ “ของขวัญต้องห้าม” สำหรับคนจีน รู้ไว้ไม่เสียมารยาท

    10 ของขวัญต้องห้ามคนจีน พร้อมความหมายแฝงสุดสยอง

    การให้ของขวัญถือเป็นธรรมเนียมสากลที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์และแสดงความปรารถนาดี แต่ในวัฒนธรรมจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีความละเอียดอ่อนสูง การเลือกของขวัญไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของมูลค่า แต่ยังเต็มไปด้วย “ความหมายแฝง” และ “สัญลักษณ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นคำพ้องเสียงในภาษาจีน ที่อาจเปลี่ยนของขวัญสุดหรูให้กลายเป็นลางร้ายได้ในพริบตา

    หากคุณมีเพื่อน คู่ค้า หรือคนรู้จักเป็นชาวจีน การศึกษาเรื่องนี้ไว้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ของขวัญของคุณสร้างความประทับใจแทนที่จะสร้างความขุ่นเคืองใจครับ นี่คือรายการของขวัญต้องห้ามที่ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด

    10 ของขวัญต้องห้ามคนจีน

    1. นาฬิกา (钟, zhōng)

    นี่คือข้อห้ามที่ร้ายแรงที่สุด! การ “ให้นาฬิกา” ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า “ซ่งจง” (送钟, sòng zhōng) ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำว่า “ซ่งจง” (送终, sòng zhōng) ที่แปลว่า “การไปดูใจครั้งสุดท้าย” หรือ “การไปร่วมงานศพ” การให้นาฬิกาจึงเปรียบเสมือนการแช่งให้ผู้รับเสียชีวิตหรือหมดอายุขัยโดยเร็วที่สุด

    2. รองเท้า (鞋, xié)

    คำว่า “รองเท้า” (鞋, xié) ออกเสียงพ้องกับคำว่า “เสีย” (邪, xié) ที่แปลว่า “สิ่งอัปมงคล” หรือ “โชคร้าย” การให้รองเท้าจึงเหมือนกับการมอบโชคร้ายให้แก่ผู้รับ นอกจากนี้ บางคนยังเชื่อว่าการให้รองเท้าแก่คนรัก อาจหมายถึงการที่อีกฝ่ายจะ “เดินจากไป”

    3. ร่ม (伞, sǎn)

    แม้ว่าร่มจะมีประโยชน์มาก แต่คำว่า “ร่ม” (伞, sǎn) ก็ดันไปพ้องเสียงกับคำว่า “ส่าน” (散, sàn) ที่แปลว่า “การแตกแยก” “การเลิกรา” หรือ “การพลัดพราก” การให้ร่มจึงสื่อความหมายเป็นนัยว่าคุณต้องการยุติความสัมพันธ์หรือขอให้ครอบครัวเขาแตกแยก

    4. ผ้าเช็ดหน้า (手帕, shǒupà)

    ในสมัยก่อน ผ้าเช็ดหน้ามักจะถูกใช้สำหรับ “ซับน้ำตา” และมักจะถูกมอบให้กันในงานศพเพื่อเป็นการอำลาครั้งสุดท้าย การให้ผ้าเช็ดหน้าจึงเชื่อมโยงกับความโศกเศร้าและการจากลาตลอดไป

    5. ของมีคม (เช่น มีด, กรรไกร)

    ของมีคมทุกชนิด สื่อถึง “การตัดขาด” การให้ของมีคมจึงเหมือนการประกาศว่าคุณต้องการ “ตัดสัมพันธ์” หรือ “ตัดขาด” ความผูกพันที่มีต่อกัน (ในภาษาจีนมีสำนวนว่า “อี้ เตา เหลียง ต้วน” 一刀两断 หมายถึง ตัดทีเดียวขาดสองท่อน ใช้กับการตัดความสัมพันธ์)

    6. สาลี่ (梨, lí)

    ผลไม้ชนิดนี้ก็ไม่รอดครับ คำว่า “สาลี่” (梨, lí) ออกเสียงเหมือนกับคำว่า “หลี” (离, lí) ที่แปลว่า “การจากลา” หรือ “การแยกจาก” ดังนั้น คนจีนจึงมักไม่ให้สาลี่เป็นของขวัญ (แม้ว่าการกินสาลี่ด้วยกันจะไม่เป็นไร แต่การ ให้ ถือเป็นเรื่องไม่ดี)

    7. ดอกเบญจมาศ (菊花, júhuā) และดอกไม้สีขาว

    ในวัฒนธรรมจีน ดอกเบญจมาศ (โดยเฉพาะสีขาวและสีเหลือง) และดอกไม้สีขาวส่วนใหญ่ จะถูกใช้สำหรับ “งานศพ” หรือการไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วเท่านั้น การมอบดอกไม้เหล่านี้ในโอกาสมงคลจึงถือเป็นลางร้ายอย่างยิ่ง

    8. หมวกสีเขียว (绿帽子, lǜmàozi)

    ข้อนี้อาจจะดูแปลก แต่สำคัญมากสำหรับผู้ชาย! ในวัฒนธรรมจีน มีคำสแลงว่า “สวมหมวกสีเขียว” (戴绿帽子, dài lǜ màozi) ซึ่งมีความหมายว่า “ภรรยานอกใจ” หรือ “ถูกสวมเขา” การให้หมวกสีเขียวแก่ผู้ชายจีนจึงเป็นการดูถูกและหยาบคายอย่างรุนแรง

    9. กระจก (镜子, jìngzi)

    กระจกมีความเชื่อโยงกับเรื่องไสยศาสตร์ในจีนหลายอย่าง เชื่อกันว่ากระจกสามารถ “ดึงดูดวิญญาณร้าย” ได้ นอกจากนี้ กระจกยัง “แตกหักง่าย” ซึ่งสื่อถึงลางร้ายและความสัมพันธ์ที่เปราะบาง

    10. สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเลข 4 (四, sì)

    ตัวเลขก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เลข “4” (四, sì) ในภาษาจีน ออกเสียงพ้องกับคำว่า “สื่อ” (死, sǐ) ที่แปลว่า “ความตาย” ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการให้ของขวัญเป็นชุด 4 ชิ้น หรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเลข 4 โดยเด็ดขาด

    แล้วควรให้อะไรดี? ของขวัญมงคลสำหรับคนจีน

    เมื่อรู้ของต้องห้ามแล้ว ก็ควรรู้จักของขวัญที่ “เป็นมงคล” เพื่อสร้างความประทับใจ โดยเน้นความหมายดีๆ และสีมงคล (สีแดงและสีทอง)

    1. ผลไม้ (ยกเว้นสาลี่):
      • ส้ม (橘, jú): พ้องเสียงกับคำว่า “จี๋” (吉) ที่แปลว่า โชคลาภ มงคล
      • แอปเปิ้ล (苹果, píngguǒ): คำว่า “ผิง” (苹) พ้องเสียงกับ “ผิง” (平) ในคำว่า “ผิงอัน” (平安) ที่แปลว่า สันติสุข ปลอดภัย
    2. ชาชั้นดี (茶, chá): ชาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีน การให้ชาดีๆ หมายถึงการอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง
    3. เหล้าหรือไวน์ (酒, jiǔ): คำว่า “จิ่ว” (酒) พ้องเสียงกับ “จิ่ว” (久) ที่แปลว่า “ยาวนาน” สื่อถึงมิตรภาพที่ยืนยาว หรือการมีอายุยืนยาว
    4. ของที่เป็นคู่ (เลข 6 หรือ 8):
      • เลข 6 (六, liù): พ้องเสียงกับคำที่แปลว่า “ราบรื่น”
      • เลข 8 (八, bā): พ้องเสียงกับคำว่า “ฟา” (发) ที่แปลว่า “ร่ำรวย” “เจริญก้าวหน้า”
    5. อั่งเปา (红包, hóngbāo): หากนึกอะไรไม่ออก การให้เงินสดใส่ซองสีแดง (อั่งเปา) ถือเป็นสิ่งที่ใช้ได้เสมอในทุกโอกาสมงคล เพราะสีแดงคือสีแห่งโชคลาภ และผู้รับสามารถนำเงินไปใช้ในสิ่งที่ต้องการได้

    หัวใจสำคัญของการให้ของขวัญคนจีนคือ “ความปรารถนาดี” และ “ความใส่ใจ” ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ การหลีกเลี่ยงของขวัญต้องห้ามเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณไม่เสียมารยาท แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเคารพและความเข้าใจที่คุณมีต่อวัฒนธรรมของพวกเขา ซึ่งจะสร้างความประทับใจได้มากกว่าของขวัญราคาแพงใดๆ เสียอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/campus/1431011/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1amlyCADU9Ua1jpGvV3IKp

  • ไฮซีซั่นสั่นคลอน! ผู้ประกอบการหวั่นกฎหมายเหล้าช้า นักท่องเที่ยวเสี่ยงเปลี่ยนใจทิ้งไทย

    ไฮซีซั่นสั่นคลอน! ผู้ประกอบการหวั่นกฎหมายเหล้าช้า นักท่องเที่ยวเสี่ยงเปลี่ยนใจทิ้งไทย

    ไฮซีซั่นสั่นคลอน! ผู้ประกอบการหวั่นกฎหมายเหล้าช้า นักท่องเที่ยวเสี่ยงเปลี่ยนใจทิ้งไทย

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ได้เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” มีความกังวลอย่างยิ่งต่อความคืบหน้าของกฎหมายปลดล็อกการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความล่าช้าในช่วงเวลาสำคัญนี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วง “ไฮซีซั่น” ที่กำลังจะมาถึง

    ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลเล็กน้อยเนื่องจากต้องรอการพิจารณากฎหมายอีก 15 วัน ซึ่งจะตรงกับช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือเป็น “High Season” ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

    ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย

    ประเทศไทยถูกค้นหาเพื่อจองสำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ (New Year’s Eve) เป็น อันดับ 2 ของโลก อย่างไรก็ตาม นายสรเทพได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย

    • กระแสข่าวลบจากต่างประเทศ: สำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำ อาทิ Trend News, Bloomberg, BBC, และ Hanoi ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับข้อจำกัดทางกฎหมายของไทยอย่างกว้างขวาง
    • ผลต่อการตัดสินใจ: หากนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวเหล่านี้ และรู้สึกว่าเมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วไม่สามารถเฉลิมฉลองด้วยแชมเปญ หรือไม่สามารถนั่งต่อในร้านหลังเที่ยงคืนได้ พวกเขาก็อาจจะตัดสินใจเปลี่ยนปลายทางไปยังประเทศอื่นได้อย่างรวดเร็ว

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    “ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะธุรกิจร้านอาหารเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบใหญ่ต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยรวม” 

    ส่วนภาคการท่องเที่ยวถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขการท่องเที่ยวของไทยในปีนี้กลับยังไม่ดีนักและเป็นที่น่ากังวล เนื่องจากแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ที่มีตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทั้งหมด ยกเว้นประเทศไทย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องเร่งแก้ไข

    นายสรเทพ ได้ขอให้กลุ่ม NGO ที่คัดค้านกฎหมายพิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจประกอบด้วย โดยได้ชี้แจงประเด็นที่ถูกคัดค้านเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

    1. การขยายเวลานั่งหลังเที่ยงคืน กระทรวงการท่องเที่ยว (สท.) ไม่ได้ปรับให้ขยายเวลา ขาย หลังเที่ยงคืน แต่เป็นการปรับขยายเวลาให้ นั่งได้ถึงตี 1 แทน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกค้ามีเวลา “หายมึนเมา” (ให้หายดือให้หายเมา) ก่อนเดินทางกลับ ซึ่งถือเป็นผลดีในด้านความปลอดภัย

    2.การปลดล็อกช่วง 14:00 น. – 17:00 น. (ช่วงบ่าย) จากตัวเลขสถิติของ สท. ชี้ชัดว่า ช่วงที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือ ตี 2 ถึง ตี 4 ในขณะที่ช่วง 14:00 น. ถึง 17:00 น. เป็นช่วงที่มีตัวเลขอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุด ดังนั้น การอนุญาตขายในช่วงดังกล่าวจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุสูง

    3.ความต้องการของนักท่องเที่ยว อากาศในประเทศไทยร้อนจัด (30-40 องศาเซลเซียส) นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะดื่มเบียร์แทนน้ำ และพวกเขาไม่ได้ดื่มเพื่อเมา แต่ดื่มเพียง 1-2 ขวดเพื่อพักผ่อน หากช่วงบ่าย 14:00 น. เป็นต้นไป พวกเขาไม่สามารถเข้าไปนั่งดื่มพักผ่อนได้ ก็จะเกิดปัญหาในการค้าขายและส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวโดยรวม

    ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว

    การปลดล็อกช่วงเวลา “ฟันหลอ” 3 ชั่วโมงนี้ จะมีส่วนช่วยในการสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมใน ระยะยาว (long term) เนื่องจากลูกค้าที่มานั่งดื่มเบียร์ในช่วงบ่ายจะสามารถสั่งอาหารหรือกับแกล้มเพิ่มได้ ทำให้ร้านมีรายได้เสริม ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาทางสังคมได้ เพราะหากร้านค้าขายไม่ได้ในช่วงนี้ อาจต้อง ลดจำนวนคนงานลง ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะเมื่อปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารหลายแห่งปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก

    จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อคลายความกังวลของผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/644102&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jG0tWbrVs5Wo5XYKxlDgM

  • สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันลุยกระตุ้นตลาดไทย นักท่องเที่ยวในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเกือบ 20%

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันลุยกระตุ้นตลาดไทย นักท่องเที่ยวในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเกือบ 20%

    บันเทิง

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันลุยกระตุ้นตลาดไทย นักท่องเที่ยวในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเกือบ 20%

    วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประสบความสำเร็จอย่างมากในการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดไทยประจำปี พ.ศ. 2568 จากการเชิญ “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” นักแสดงชื่อดังจากช่อง 3 มารับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน พร้อมผสานแนวคิดและกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดที่หลากหลาย ซึ่งช่วยกระตุ้นให้การท่องเที่ยวไต้หวันกลับมาคึกคักอีกครั้ง สถิติล่าสุดระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปไต้หวันในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 19.12% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นสถิติรายเดือนที่สูงที่สุดของปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง และมีแนวโน้มว่าจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ได้เชิญ “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” นักแสดงชื่อดังและขวัญใจมหาชนของชาวไทย มารับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน และเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์สั้นเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไต้หวันใน 6 เมืองสำคัญ โดยหลังจากภาพยนตร์สั้นเรื่องดังกล่าวเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ที่โรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนไทยเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการนำคำยอดฮิตในหมู่คนไทยอย่างคำว่า “ไต้หวันมะ” (Taiwan ma?) มาใช้เป็นสโลแกนประชาสัมพันธ์ประจำปี ซึ่งปลุกกระแสการพูดถึงการท่องเที่ยวไต้หวันบนสื่อสังคมออนไลน์ในตลาดไทยได้เป็นอย่างดี

    อาเล็ก-ธีรเดช เคยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไต้หวันหลายครั้ง ไว่ว่าจะเป็นเมืองเกาสง เกาะหมาจู่ และเมืองสำคัญอื่น ๆ ทั้งยังเป็นนักแสดงที่มีฐานแฟนคลับไทยจำนวนมาก สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันจึงผนวกเอาเสน่ห์เฉพาะตัวของอาเล็กเข้ากับการสร้างความร่วมมือกับบริษัททัวร์ สายการบิน และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ต่าง ๆ เปิดตัวแพ็กเกจ “ทริปแฟนมีต อาเล็ก มหัศจรรย์แดนไต้หวัน” ณ กรุงไทเป ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นกิจกรรมแฟนมีตในต่างประเทศครั้งแรกของอาเล็ก โดยมีแฟนคลับชาวไทยเข้าร่วมกว่า 300 คน

    นอกจากนี้ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันยังได้เชิญสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ของไทย 4 คณะไปสำรวจเส้นทางลับที่ฮัวเหลียนและไถตง รวมไปถึงการจัดงานอีเวนต์ในกรุงเทพฯ 3 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการรับรู้และความต้องการไปท่องเที่ยวที่ไต้หวันแก่นักท่องเที่ยวชาวไทย

    สถิตินักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปเยือนไต้หวันในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นถึง 19.12% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา นับเป็นอัตราการเติบโตประจำเดือนที่สูงที่สุดของปีนี้ ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของปีนี้อย่างประจักษ์ชัด โดย ซินดี้ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า “ในปีนี้สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันได้นำความนิยมของนักแสดงชื่อดัง การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ มาผสานกับแผนส่งเสริมท่องเที่ยว ผลักดันการประชาสัมพันธ์ให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวจริง ซึ่งอัตราการเติบโตในเดือนสิงหาคมนี้พิสูจน์ได้ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวประสบผลสำเร็จ และคาดว่าจะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในอนาคตสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันยังวางแผนร่วมมือกับสายการบิน บริษัททัวร์ และผู้ให้บริการบัตรเครดิต เพื่อมอบสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวไทย ควบคู่ไปกับการใช้ความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์ในการประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวที่หลากหลาย เช่น การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การลิ้มรสอาหารระดับมิชลิน บิบ กูร์มองด์ การท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับทุกเพศสภาพ เพื่อยกระดับความหลากหลายของการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ”

    นอกจากนี้สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันยังผลักดันไปถึงกลุ่มผู้โดยสารที่มาแวะต่อเครื่องบินที่ไต้หวัน โดยล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญ Taiwan the Lucky Land สำหรับผู้ที่ไม่ได้ถือหนังสือเดินทางไต้หวันซึ่งมาต่อเครื่องบินที่ท่าอากาศยานเถาหยวนโดยพำนักในไต้หวันไม่เกิน 24 ชั่วโมง จะได้รับคูปองใช้จ่ายภายในสนามบิน มูลค่า 600 ดอลลาร์ไต้หวัน สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคมปีหน้าซึ่งสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นักท่องเที่ยวไทยจะได้ใช้โอกาสในการแวะต่อเครื่องบินนี้ มาลิ้มรสอาหารและสัมผัสวัฒนธรรมไต้หวัน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการอันน่าประทับใจภายในสนามบิน และยกระดับเป้าหมายในการเดินทางไปไต้หวันจาก “จุดเปลี่ยนเครื่องบิน” ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยว”


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/entertain/454502&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-HHxa4X-xmUdsNDceHJpL

  • ‘เงินเฟ้อต่ำ’ สัญญาณเตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ ชะลอ โจทย์ใหญ่รัฐต้องเร่งพาประเทศเลี่ยงเงินฝืด

    ‘เงินเฟ้อต่ำ’ สัญญาณเตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ ชะลอ โจทย์ใหญ่รัฐต้องเร่งพาประเทศเลี่ยงเงินฝืด

    เศรษฐกิจ

    ‘เงินเฟ้อต่ำ’ สัญญาณเตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ ชะลอ โจทย์ใหญ่รัฐต้องเร่งพาประเทศเลี่ยงเงินฝืด

    15 พ.ย. 2025 เวลา 8:00 น.

    'เงินเฟ้อต่ำ' สัญญาณเตือน 'เศรษฐกิจไทย' ชะลอ โจทย์ใหญ่รัฐต้องเร่งพาประเทศเลี่ยงเงินฝืด

    สนค. ชี้ งินเฟ้อไทยติดลบต่อเนื่องเดือนที่ 7 “พาณิชย์” ยืนยันยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เหตุแรงกดดันราคามาจากต้นทุนพลังงาน–อาหารลดลง

    • อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบต่อเนื่อง 7 เดือน โดยมีสาเหตุหลักจากมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาล ราคาพลังงานและสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลง
    • กระทรวงพาณิชย์ชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเพียง “ภาวะเงินเฟ้อระดับต่ำต่อเนื่อง” ยังไม่เข้าสู่ “ภาวะเงินฝืด” เพราะเกิดจากปัจจัยด้านต้นทุน ไม่ใช่การหดตัวของอุปสงค์
    • ภาวะเงินเฟ้อต่ำถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว เนื่องจากอาจนำไปสู่วงจร “ราคาลด-รายได้ลด-การใช้จ่ายลด”
    • บทวิเคราะห์เสนอให้ภาครัฐใช้สถานการณ์เงินเฟ้อต่ำเป็นโอกาสในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพราคาเพื่อเลี่ยงภาวะเงินฝืดในอนาคต

    อัตราเงินเฟ้อของไทย ติดลบมาต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยเดือนต.ค.ติดลบ 0.76  %  นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% พ.ค.2568 ลดลง 0.57% มิ.ย.2568 ลดลง 0.25% ก.ค.2568 ลดลง 0.70% ส.ค.2568 ลดลง 0.79% และ ก.ย.2568 ลดลง 0.72%

    ปัจจัยหลักมาจากการดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลผ่านโครงการ Quick Big Win และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง นอกจากนี้ ราคาอาหารสดบางรายการ เช่น ผักสด ผลไม้สด และเนื้อสัตว์ ก็มีแนวโน้มลดลงด้วย

    การลดลงต่อเนื่องของเงินเฟ้อที่ติดต่อกันมาเป็นเดือนที่ 7 ทำให้ถูกตั้งคำถามว่า  ไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแล้วหรือไม่  ? สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่ปรับลดลงต่อเนื่อง

    โดยยืนยันว่า “ภาวะเงินเฟ้อต่ำในปัจจุบันยังไม่ใช่เงินฝืด (Deflation)” เนื่องจากแรงกดดันราคาที่ลดลงมาจากต้นทุนพลังงานและอาหาร มากกว่าการหดตัวของอุปสงค์ แต่สถานการณ์ที่ “ราคาลด–รายได้ลด–การใช้จ่ายลด” กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ โดยมีเหตุผลประกอบด้วย

    1.ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่กลุ่มประเทศ OPEC+ เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันนำเข้าของไทยลดลงในเชิงมูลค่า ส่งผลให้แรงกดดันจากเงินเฟ้อนำเข้า (imported inflation) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผ่านผลโดยตรงต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ผ่านต้นทุนที่ต่ำลง เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงมีน้ำหนักราว 7.6 % ของตะกร้าเงินเฟ้อ

     2 .ราคาสินค้าเกษตรลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น หมวดผักและผลไม้ ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณร้อยละ 4.8 ของตะกร้า CPI เป็นหมวดที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ และฤดูกาลผลิต ปี 2568 ถือเป็นปีที่ปัจจัยด้านอุปทานเอื้ออำนวยต่อผลผลิตอย่างชัดเจน ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาผักและผลไม้สดหลายชนิดปรับลดลง และช่วยชะลอแรงกดดันด้านราคาในหมวดอาหารสดโดยรวม

    3.มาตรการภาครัฐลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าผ่านกลไก “ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ” (Fuel Adjustment Charge : Ft) ซึ่งส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation)

    ผ่านสองช่องทางสำคัญ ได้แก่  ผลโดยตรง เนื่องจากค่าไฟฟ้ามีน้ำหนักประมาณ 4.0 % ของตะกร้าเงินเฟ้อ การลดค่าไฟฟ้าจึงลดแรงกดดันเงินเฟ้อในหมวดพลังงานโดยตรง และ ผลทางอ้อม การลดต้นทุนพลังงานช่วยลดต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการในหมวดอื่น ๆ ชะลอตัวตามไปด้วย

    จากทั้งสามปัจจัยข้างต้นจะเห็นได้ว่าการชะลอตัวของเงินเฟ้อไทยในระยะหลังไม่ได้สะท้อนการหดตัวของอุปสงค์อย่างแท้จริง หากแต่เกิดจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลงจากปัจจัยภายนอก และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐหากแต่เกิดจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลงจากปัจจัยภายนอก และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ

    “ภาวะปัจจุบันเป็นเพียง “ช่วงเวลาของเงินเฟ้อ ระดับต่ำ ต่อเนื่อง (Sustained Low Inflation)” มากกว่าการเข้าสู่ “ภาวะเงินฝืด (Deflation)” ในเชิง อุปสงค์”  

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง สินค้านำเข้ามีความหลากหลายมากขึ้น

    โดยเฉพาะหมวดของใช้ส่วนบุคคลและเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดภายในประเทศรุนแรงขึ้นจนผู้ผลิตในประเทศไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ เป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยกดระดับราคาสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำ

    บทวิเคราะห์สนค.ยังระบุว่า ภาพรวมทั้งหมดชี้ชัดว่า “เงินเฟ้อต่ำ…แต่ไม่ใช่เงินฝืด” โดยแรงหลักมาจากฝั่งต้นทุนและนโยบายพลังงานมากกว่าการหดตัวของอุปสงค์ฝ่ายเดียว ราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันทางการค้าที่ยังรุนแรง ทำให้ระดับราคาทั่วไปทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างไม่ทั่วถึง และยังถูกกดทับด้วยโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุและหนี้ครัวเรือนในระดับสูงถึง  87.4 % ของ GDP

     อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) ที่ตัดหมวดอาหารสดและพลังงานยังคงเป็นบวก สะท้อนว่าราคาสินค้าและบริการในภาพรวมยังคงขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดในเชิงระบบทั้งนี้ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ทำหน้าที่เป็นมาตรการการคลังที่กระตุ้นเศรษฐกิจโดย ไม่เร่งเงินเฟ้อช่วยพยุงการบริโภคและความเชื่อมั่นได้อย่างเหมาะสม

    บทวิเคราะห์ยังมีข้อเสนอว่า  ภาวะเงินเฟ้อต่ำควรถูกใช้เป็น “โอกาสเชิงนโยบาย” เพื่อขับเคลื่อนมาตรการด้านอุปทาน ทั้งการผลักดันโครงการสินค้าราคาย่อมเยา กลไกราคาที่เป็นธรรม และการดูแลบริการอ่อนไหวควบคู่กับวินัยทางการคลัง รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนด้านพลังงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “เสถียรภาพด้านราคา” และ“การเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว” ของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TJX7f8vU1wp-fputRNaHa

  • สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

    สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

    สหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจาก 39% เหลือ 15% ขณะที่สวิสจะลงทุนในสหรัฐฯ 2 แสนล้านดอลลาร์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 พ.ย. 2568 ว่า สหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีศุลกากรที่พวกเขาเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ลงจาก 39% เหลือ 15% ในขณะที่แดนนาฬิกาสัญญาจะลงทุนในสหรัฐฯ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “นี่เป็นความโล่งใจอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจของเรา” นายกาย ปาร์เมลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์กล่าว พร้อมระบุด้วยว่า เศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

    นายปาร์เมลินกล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวของเหล่าผู้นำธุรกิจชาวสวิส ที่เข้าพบนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “ปัจจัยชี้ขาด” ในการบรรลุข้อตกลงนี้

    อนึ่ง เมื่อสัปดาห์ก่อน บรรดาผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องทำงานรูปไข่ พร้อมนำของขวัญอย่าง นาฬิกาโรเล็กซ์ทองคำ และทองคำแท่งสลักพิเศษจากบริษัทผลิตทองคำ MKS ซึ่งมีฐานอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ไปให้นายทรัมป์ด้วย

    ทั้งนี้ การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์ติดขัดมาตลอด โดยเมื่อหลายเดือนก่อน ประธานาธิบดี คารีน เคลเลอร์-ซุทเทอร์ แห่งสวิตเซอร์แลนด์ พยายามเปลี่ยนใจนายทรัมป์เรื่องภาษีแต่ไม่เป็นผล โดยนายทรัมป์กล่าวว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ดี แต่เธอไม่ต้องการฟัง

    แต่หลังจากการพบปะกับผู้นำธุรกิจชาวสวิสเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ทรัมป์ได้เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่ากำลังมีการดำเนินการเรื่องข้อตกลงอยู่

    นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีการบรรลุข้อตกลงเกิดขึ้นแล้ว และว่า “ความสามารถในการทำข้อตกลงที่ไม่มีใครเทียบของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมอบผลประโยชน์ให้กับชาวอเมริกันต่อไป”

    ด้านนาง เอเลเน บุดลิเกอร์ อาร์เตียดา หัวหน้าผู้เจรจาการค้าของสวิตเซอร์แลนด์กล่าวว่า ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อบรรลุข้อตกลงนี้ โดยที่นายปาร์เมลินกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีอัตราภาษีอยู่ที่ 15% เช่นเดียวกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ

    นายปาร์เมลินบอกอีกว่า ภายใต้ข้อตกลงนี้ สวิตเซอร์แลนด์จะลงทุนทางเศรษฐกิจมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่สหรัฐฯ โดยตรงภายในปี 2571 โดยที่ 1 ใน 3 ของเงินจำนวนดังกล่าว จะลงทุนเข้าสู่สหรัฐฯ ในปี 2569 สวิตเซอร์แลนด์ยังตกลงยกเลิกภาษีสำหรับโควตาเนื้อนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเนื้อวัว, เนื้อไบซัน และเนื้อสัตว์ปีก

    นายเกรียร์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ได้ทำลายอุปสรรคทางการค้าที่มีมายาวนาน และการลงทุนของสวิตเซอร์แลนด์จะนำมาซึ่งตำแหน่งงานใหม่หลายพันตำแหน่ง

    สำหรับอุตสาหกรรมสวิส ข้อตกลงนี้ถือว่ามาได้ทันเวลาอย่างยิ่ง เพราะสถิติล่าสุดชี้ว่า สวิตเซอร์แลนด์ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปยังสหรัฐฯ ลดลง 14.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมากนับตั้งแต่มีการปรับขึ้นภาษีในเดือนสิงหาคม

    บทบาทของนักอุตสาหกรรมชาวสวิสดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางรายที่ค้าขายสินค้าแบรนด์หรู, ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์อยู่ในแวดวงของทรัมป์อยู่แล้ว

    ในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้มาเยี่ยมเยียนห้องทำงานรูปไข่จะนำของขวัญติดมือมาด้วย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับของขวัญหลายพันชิ้นในแต่ละปี และของเหล่านั้นจะกลายเป็นทรัพย์สินของสหรัฐฯ โดยถูกนำไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติและยื่นเรื่องประจำปีโดยกระทรวงการต่างประเทศ

    ในท้ายที่สุด ของขวัญเหล่านี้จะถูกโอนไปยังห้องสมุดประธานาธิบดี โดยที่ประธานาธิบดีสามารถเก็บของขวัญบางชิ้นเอาไว้ได้ แต่ต้องชำระภาษีของรัฐบาลกลาง หากของเหล่านั้นไม่ได้มาจากญาติสนิท

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2895681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K2zUJdXG0LkyOOHkU_2XW

  • ‘ฝรั่งเศส’ สนใจ ‘ตำรับยาไทยเสริมสมรรถภาพทางเพศ’

    ‘ฝรั่งเศส’ สนใจ ‘ตำรับยาไทยเสริมสมรรถภาพทางเพศ’

    ‘ฝรั่งเศส’ สนใจ ‘ตำรับยาไทยเสริมสมรรถภาพทางเพศ’

    พญ.กัญญาภัค ศิลารักษ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่ากรมฯ ได้ผลักดันการใช้ภูมิปัญญาไทยในการดูแลผู้มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) โดยเฉพาะการนำ “ตำรับยาแก้องคชาตตาย”  มาใช้ในการรักษาและวิจัย พบว่ามีผลดีในการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเสริมสมรรถภาพทางเพศในบุรุษ และยังมี “นารีพลีชีพ” ที่อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย สำหรับรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศสตรี

    ณะนี้ มีบริษัทจัดหาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากธรรมชาติ ประเทศฝรั่งเศส ได้แสดงความสนใจในตำรับยาไทยรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันพิจารณา เพื่อสร้างโอกาสในการส่งเสริมภูมิปัญญาและต่อยอดเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ปัจจุบันกรมฯ ยังมี “ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ” ซึ่งมีที่มาจากตำรับยาแผนไทยของชาติที่มีเจตนาคุ้มครองและส่งเสริมนำไปใช้ประโยชน์ในระบบสุขภาพและเศรษฐกิจ ในกลุ่มยาบำรุงและยาอายุวัฒนะกว่า 18 ตำรับ ที่มีศักยภาพในการบำรุงร่างกายและเสริมสมรรถภาพทางเพศ เช่น ยาบำรุงสำหรับบุรุษ สูตร 1 ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพรสำคัญอย่าง บัวขม ขิง ดีปลี ชะพลู ผักเสี้ยนผี พริกไทย มะเขือขื่น และไม้เท้ายายม่อม รวมถึงตำรับยา “แก้องคชาตตาย” ที่มีส่วนผสมของดีปลี ชะพลู พริกชี้ฟ้า ขิง ลูกจันทน์ กระวาน สะแก และกัญชา ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางวิชาการและต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

    ด้าน ดร.ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และผู้อำนวยการกองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร เปิดเผยว่า เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน กรมการแพทย์แผนไทยฯ เตรียมจัดกิจกรรม “Open House ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ” พร้อมทั้งจับคู่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนร่วมพัฒนาโครงการวิจัย   พัฒนา (R&D) และนวัตกรรมสมุนไพร เพื่อมุ่งเน้นการต่อยอดภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศเข้าสู่ New S-Curve และเพิ่มขีดความสามารถ การแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

    สมุนไพร – ตัวชูโรง ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’

    ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้แผนนโยบาย ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ผลักดันให้ความสามารถทางสาธารณสุขขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้เป็น New Engine of Growth ของประเทศไทย  โดยมี ‘การยกระดับสมุนไพรไทย’ เป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญ โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ราว 4.8 หมื่นล้านบาท จากคำแถลงผลงานการขับเคลื่อนในระยะเวลา 6 เดือน (ก.พ.-ส.ค.) ของกระทรวงสาธารณสุขในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา 

    นอกจากการขับเคลื่อนประเด็นด้านสมุนไพรไทยแล้วยังมีอีก 5 ประเด็นสำคัญที่มีการขับเคลื่อนได้แก่

    1. การยกระดับภูมิปัญญาไทย

    2. การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    3. ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์

    5. ศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง (ATMPs)

    6. การดูแลสุขภาพบุคคลและความงาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/733499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SDJI66uXV6jRFRHYbE4Fs

  • เทียบฟอร์ม บิ๊กร้านอาหาร  เศรษฐกิจ กำลังซื้อไม่ดี ใครโต-กำไรร่วง!

    เทียบฟอร์ม บิ๊กร้านอาหาร เศรษฐกิจ กำลังซื้อไม่ดี ใครโต-กำไรร่วง!

    ธุรกิจ

    เทียบฟอร์ม บิ๊กร้านอาหาร เศรษฐกิจ กำลังซื้อไม่ดี ใครโต-กำไรร่วง!

    15 พ.ย. 2025 เวลา 13:40 น.

    ไม่ทิ้งกัน! ‘เอ็มเค-เอสแอนด์พี-เซ็นฯ-โอ้กะจู๋-อาฟเตอร์ ยู’ กอดคอ “กำไรร่วง” รับเศรษฐกิจ กำลังซื้อชะลอตัว “ซีอาร์จี” โฟกัสกำไร สร้างการเติบโตเด่น แถมมี “ลัคกี้ สุกี้” เติมพอร์ตโต

    ประเดิมที่พี่ใหญ่อย่าง บริษัท เอ็มเคเรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ทำผลงานไตรมาส3รายได้ทะลุ3,884ล้านบาทเติบโต 5.5%เพราะมี “บุฟเฟต์ 299 บาท” คืออาวุธหลัก ทำให้ยอดขายสาขาเดิม(Same store)ขยายตัว 5.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่การห้ำหั่นสงครามราคาด้วยบุฟเฟต์ทำให้ “กำไรสุทธิ” ไตรมาส 3 อยู่ที่ 226 ล้านบาท ลดลงถึง 34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

    ส่วน 9 เดือน บริษัทยังเผชิยยอดขายและกำไรที่ลดลงโดยยอดขายรวมอยู่ที่ 11,218 ล้านบาท ลดลง 4% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนและยอดขายสาขาเดิมลดลง 4.1% และ“กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 735 ล้านบาท ลดลง 32% จากช่วงเดียวกันปีก่อนปัจจัยกระทบยังมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนตัวลงและช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมบริษัทยังไม่ได้ทำโปรโมชันบุฟเฟต์

    อีกค่ายใหญ่ที่เพิ่งปิดดีลซื้อหุ้น “ลัคกี้ สุกี้ 40%” มูลค่า 940 ล้านบาท อย่าง บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป(จำกัด)หรือซีอาร์จี ผลงานไตรมาส 3 มีรายได้จากการขาย 3,207 ล้านบาท เติบโต 1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิ 226 ล้านบาท เติบโต 37% ขณะที่

    มีร้านอาหารทั้งสิ้น 1,414 สาขา(รวมแบรนด์ร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ) ถือเป็นการเปิดร้านเพิ่มขึ้น 18 สาขา จำนวนร้าน เช่น มิสเตอร์ โดนัทมี 448 สาขา เคเอฟซี 341 สาขา อานตี้ แอนส์ 247 สาขา ชินคันเซ็น ซูชิ 83 สาขา เป็นต้น ในจำนวนนี้ที่เปิดเพิ่มค่อนข้างมาก เช่น ชินคันเซ็น ซูชิ 16 สาขา อานตี้ แอนส์ 6 สาขา เคเอฟซี 5 สาขา อีกภารกิจ ปี 2568 บริษัทโฟกัส “การทำกำไร” ทำให้มีการ “ปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร” เช่น โยชิโนยะปิด 9 สาขา มิสเตอร์ โดนัทปิด 7 สาขา ชาบูตงปิด 6 สาขา และ “ปิดสาขาทั้งหมดของร้านเทนยะ” เนื่องจาก “สิ้นสุดสัญญาการดำเนินการ”

    สำหรับ 9 เดือน ซีอาร์จีมีรายได้ 9,623 ล้านบาท เติบโตทรงตัว หรือเพิ่มราว 2 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันปีก่อน และมี “กำไรสุทธิ” 575 ล้านบาท เติบโต 36%

    ส่วนบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ทำรายได้ไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,422 ล้านบาท ลดลง 12% มีกำไรสุทธิ 80 ล้านบาท ลดลง 33% ขณะที่ผลงาน 9 เดือน มีรายได้ 4,123 ล้านบาท ลดลง 9% ส่วนกำไร 9 เดือน อยู่ที่ 164 ล้านบาท ลดลง 46%

    สำหรับสาเหตุหลักที่กระทบยอดขายซึ่ง “ลดลงในทุกช่องทาง” เพราะ “ลูกค้าเข้าร้านน้อยลง” โดยเฉพาะร้านที่เปิดให้บริการในห้างค้าปลีก สนามบิน ร้านอาหารในกัมพูชา รวมถึงการ “ปิดร้าน Maisen 4 สาขา” เพราะหมดสัญญาเช่าพื้นที่

    ด้านบริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ไตรมาส 3 รายได้อยู่ที่ 971 ล้านบาท ลดลง 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วน “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 17 ล้านบาท ลดลง 43% ด้านภาพรวม 9 เดือน มีรายได้ 2,989 ล้านบาท ลดลง 2% และ “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 54 ล้านบาท ลดลง 7%

    ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ยอดขายร้านอาหารลดลง เพราะเผชิญกับสถานการณ์ที่ลูกค้าใช้จ่ายระมัดระวังในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้งร้านอาหารแข่งขันรุนแรงในไตรมาส 3 และ 9 เดือน ยอดขายร้านเดิมหรือ same store หดตัว 6% ปัจจุบัน เซ็น มีร้านอาหารเสิร์ฟลูกค้า 300 สาขา ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 300 สาขา บางร้านปิดเพราะศูนย์การค้าปรับปรุงพื้นที่ บางร้านหมดสัญญาเช่า และผลประกอบการไม่คุ้มค่ากับการต่อสัญญา และมีร้านที่ “ขาดทุน” ไม่คุ้มที่จะดำเนินกิจการต่อ

    ฟากน้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) ไตรมาส 3 มีรายได้จากการขาย 711.4 ล้านบาท เติบโต 12.3% มีกำไรสุทธิ 17.3 ล้านบาท ลดลง 71.3% ส่วน 9 เดือน มีรายได้จากการขาย 2,104.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.6% และมีกำไรสุทธิ 104.7 ล้านบาท ลดลง 35.5% โดยปัจจุบันบริษัทมีร้านอาหารทั้งแบรนด์ โอ้กะจู๋ โอ้ จูซ โจวิงส์ และโอ้กะจู๋ แรปแอนด์โรล รวมทั้งสิ้น 72 สาขา

    สำหรับสาเหตุสำคัญที่มีผลต่อรายได้และกำไร คือ ยอดขายสาขาเดิมลดลง 23% โดยเฉพาะสาขาในเมือง ยังเผชิญการแข่งขันสูง ฤดูฝนมีผล ที่สำคัญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กระทบกำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนตัวลง

    อาณาจักรขนมหวานที่สร้างผลงานโดดเด่นต่อเนื่อง มาไตรมาส 3 บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด(มหาชน) ทำผลงานยอดขาย 398 ล้านบาท หดตัว 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรสุทธิ 52 ล้านบาท ลดลง 37%

    ส่วน 9 เดือน กวาดยอดขาย 1,202 ล้านบาท เติบโต 5% ทว่า กำไรสุทธิ 170 ล้านบาท ลดลง 19% โดยยอดขายร้านเดิม(same store)ปรับตัวลดลง ซึ่งภาพใหญ่รายได้จากหน้าร้านอาฟเตอร์ ยูหดตัว แต่ไปเติบโตในช่องทางห้างค้าปลีกสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเทรด

    อย่างไรก็ตาม หนึ่งในรายงานจากบรรดายักษ์ใหญ่ร้านอาหาร ประสานเสียงกันคือ “การแข่งขันในสังเวียนเดือด!” ท่ามกลางกำลังซื้อและเศรษฐกิจชะลอตัว นั่นหมายถึงต่างฝ่ายต่างมีอาวุธการตลาด โปรโมชัน ซัดกันด้วยกลยุทธ์ราคา มีเท่าไหร่ใส่เต็มที่เพื่อแย่งชิงลูกค้ามาทานอาหารที่ร้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1207790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w07_y0JX6mGiwJtAe-Fms