Blog

  • มอง “ไม้” มุม ใหม่ กรณีศึกษา ไทย-สวีเดน

    มอง “ไม้” มุม ใหม่ กรณีศึกษา ไทย-สวีเดน

    ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : เรื่อง
    ธันยพร วงศ์ธิติโรจน์ : ภาพ

    มอง “ไม้” มุม ใหม่ กรณีศึกษา ไทย-สวีเดน
    อพาร์ตเมนต์ไม้ 4 หลัง สูง 13 ชั้น รวม 234 ห้อง ตั้งอยู่ย่าน Hagastaden ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เป็นต้นแบบ Climate-Smart Living และย่านที่อยู่อาศัยสร้างด้วยไม้

    “การก่อสร้างอาคารด้วยไม้เป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรสวีเดน ที่สวีเดน รายได้ส่วนใหญ่ของเกษตรกรมาจากการขายไม้สำหรับก่อสร้างมากกว่าการทำเยื่อกระดาษหรือพลังงานชีวภาพ การบริหารจัดการป่าอย่างเหมาะสมช่วยทำให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนยั่งยืน”

    Klas Bengtsson ผู้ร่วมก่อตั้ง Eco-innovation foundation(EFI)ประเทศสวีเดน กล่าวในงานเสวนา ปลูกการศึกษา : ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้ด้วยงานวิจัย ไทย-สวีเดน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่สถาบันนวัตกรรมป่าไม้ จังหวัดแพร่ ส่วนหนึ่งของกิจกรรม ไม้-เปลี่ยน-เมือง ? สานพลัง ไทย-สวีเดน สู่เมืองไม้ยั่งยืนจังหวัดแพร่ จัดโดยศูนย์ Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) ภายใต้สถานเอกอัครราชทูตไทยในกลุ่มประเทศนอร์ดิก อันประกอบด้วยสวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์

    mongmai02
    อพาร์ตเมนต์ไม้ทั้ง 4 หลังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Cederhusen พัฒนาโดยบริษัท Folkhem ความท้าทายในการก่อสร้างเนื่องจากภายใต้อาคารเป็นอุโมงค์ทางด่วน E4 จึงใช้คอนกรีตบริเวณฐาน 3 ชั้นล่าง ส่วนชั้นเหนือขึ้นไปทั้งหมด รวมถึงหลังคาสร้างด้วยไม้วิศวกรรม CLT (Prefabricared) ที่มีน้ำหนักเบา (ภาพ : ธันยพร วงศ์ธิติโรจน์) 
    mongmai03
    ภายนอกเรียงด้วยไม้ Wood Façades ภายในออกแบบด้วยวัสดุไม้ ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 2 ปี ระหว่าง ค.ศ.2020-2022 หลังสร้างเสร็จโครงการ Cederhusen ได้รับการโหวตเป็น Building of the Year สาขาที่อยู่อาศัย (housing)

    จากประสบการณ์ของ Klas แนวทางวิจัย ฝึกอบรม ตลอดจนพัฒนาทักษะการก่อสร้างด้วยไม้ต้องทำงานประสานกัน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับท้องถิ่น เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถของชุมชน จัดฝึกอบรมตามจุดแข็ง-จุดอ่อน โดยมีรัฐบาลท้องถิ่นสนับสนุน และ ระดับวิชาการ เพื่อศึกษาและพัฒนาตัวอย่างจากห่วงโซ่คุณค่าที่ชุมชนมี โดยทำงานร่วมกับชุมชน

    “การฝึกอบรมและโครงการนำร่องต้องเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างระดับท้องถิ่นกับระดับวิชาการ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาพร้อมกัน บทเรียนจากสวีเดนเรื่องการรวมกลุ่มกันของเจ้าของที่ดินหรือพื้นที่ป่าไม้ช่วยทำให้เกษตรกรเกิดความภูมิใจร่วม สามารถรวมตัวกันต่อรอง เมื่อเกษตรกรได้รับผลตอบแทนจริงจะเกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมไม้ ที่สวีเดน การจัดทริปดูสวนป่าตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จทำให้เกษตรกรได้รับแรงจูงใจ สร้างเครือข่ายและเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ด้านงานไม้ของชุมชนเมืองและชุมชนท้องถิ่น ช่วยขับเคลื่อนแหล่งไม้ในท้องถิ่นและสร้างตลาดภายใน

    “ผมคิดว่าโมเดล Forest Owner Association ที่กล่าวมาสามารถปรับใช้กับประเทศไทย เช่นเดียวกับพื้นที่ทางตอนใต้ของสวีเดนที่มีอุตสาหกรรมไม้ขนาดใหญ่มาก”

    Klas เน้นย้ำว่าสิ่งที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กในสวีเดนไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ไม้ เยื่อกระดาษ หรือการขายไม้เพื่อนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่เป็นการขายไม้เพื่อใช้เป็นวัสดุก่อสร้างอาคารหรือการก่อสร้างอาคารด้วยไม้ (Wood Building) อย่างไรก็ตามความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เพียงชั่วข้ามคืน

    mongmai04
    โดมแห่งความรู้ (Wisdome) อาคารไม้ภายนอกสร้างด้วยเทคนิค Laminated-Veneer Lumber (LVL) ทำให้หลังคาเกิดความโค้งแบบอิสระ ตัวโดมประกอบด้วยสามเหลี่ยม 277 ชิ้นประกบกันด้วยเทคนิค Cross Laminated Timber (CLT) นับเป็นสถาปัตยกรรม-วิศวกรรมไม้ที่ล้ำสุดในสวีเดนตอนนี้
    mongmai05
    คาเฟ่ไม้สูงโปร่ง เปิดกว้าง บรรยากาศดี ไม้สนให้กลิ่นหอมสงบ สามารถใช้เป็นสถานที่นัดพบและจัดกิจกรรมต่าง
    mongmai06
    ภายใน Wisdome เป็นจอภาพยนตร์ยักษ์ 3 มิติ แบบรอบ 360 องศา โครงการสร้างเสร็จเมื่อปลายปี ค.ศ. 2023

    เมื่อราวสองปีก่อน ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเดินทางไปสวีเดนเพื่อสานต่อโครงการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาห้องสำเร็จรูปไม้สำหรับอาคารชุดพักอาศัย หาทางเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาอาคารไม้ของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถานทูตไทย-สวีเดน ผ่านการร่วมทุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมทดลองโครงการห้องชุดชั้นลอยจริงของบริษัท Nirvana Development

    “เราเคยมีหลักสูตรการก่อสร้างอาคารไม้ แต่หายไปหลังการปิดป่า หลังจากนั้นมาเราก็หันหน้าไปใช้คอนกรีต” อาจารย์สรายุทธกล่าวถึงเรื่องราวในอดีต

    “แต่ปัจจุบันเรายังหลงเหลือความชำนาญเฉพาะด้าน หรือ know how ที่พร้อมฟื้นคืนกลับมาใช้ใหม่ ความท้าทายสำคัญคือจะพิสูจน์อย่างไรว่า ‘ไม้’ สามารถแข่งขันกับ ‘ซีเมนต์บอร์ด’ ได้ และไม่ได้มีราคาแพงอย่างที่หลายคนเชื่อ ข้อดีคือเมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างไม้กับโครงสร้างคอนกรีตแล้ว ลูกค้ามักชอบไม้เพราะให้ความรู้สึกผ่อนคลายและพักผ่อนกว่า”

    อาจารย์สรายุทธให้ข้อมูลว่า “ทุกวันนี้ไม้เนื้อแข็งหรือไม้แท้ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการอัดหรือแปรรูปใหม่ (solid wood) ยังแข่งกับตลาดคอนกรีตไม่ได้ ทางออกคือใช้วัสดุไม้แปรรูปสมัยใหม่ เช่น ไม้อัดแปรรูปประสานหลายชั้น (LVL-Laminated Veneer Lumber) ไม้ที่ผ่านเทคนิคการต่อไม้เข้าด้วยกัน (Joint) ไม้ผสม ไผ่อัด เพื่อลดราคาและทำให้เกิดการแข่งขัน เราต้องสร้างระบบปลูกไม้เนื้อแข็งผสมผสาน เก็บเป็นทุนระยะยาว ร่วมกับการใช้ไม้โตเร็วเป็นทางเลือกในตลาด ต้องเปลี่ยนความคิดของประเทศไทยว่าไม้ไม่ใช่ของแพง แต่เป็นวัสดุทางเลือกที่ยั่งยืน แข่งขันได้ และช่วยสร้างตลาดใหม่”

    บทบาทด้านการศึกษาเพื่อให้ความรู้แก่สังคมเกี่ยวกับไม้ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาทิ ผลการทดลองและวิจัยที่พบว่าไม้อัดแปรรูปมีราคาถูกกว่าเหล็กและซีเมนต์บอร์ด ไม้สักท่อนยังมีราคาแพงสำหรับการก่อสร้างชั้นลอย ไม้สะเดาเทียมซึ่งเป็นไม้โตเร็วในภาคใต้มีคุณสมบัติบางด้านใกล้เคียงกับไม้สัก เช่น มอดไม่กิน มีกลิ่นคล้ายไม้สัก ราคาถูกกว่าประมาณร้อยละ 20 สิ่งที่ท้าทายคือคำว่า “สะเดา” อาจไม่ถูกใจผู้บริโภค อาจต้องรีแบรนด์ไปใช้ชื่ออื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น “สักอภินิหาร”

    ทั้งนี้ อาจารย์สรายุทธชี้ว่าการผลักดันให้เกิดความต้องการใช้ไม้ต้องอาศัยทักษะของภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา

    mongmai07
    อพาร์ตเมนต์ไม้ในเมือง Växjö ประเทศสวีเดน
    mongmai08
    mongmai09
    เมือง Växjö ตั้งอยู่ทางใต้ของสวีเดน มีชื่อเสียงด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และการก่อสร้างไม้ ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองไม้แห่งยุโรป” (Wood City of Europe) เน้นก่อสร้างอาคารสาธารณะและสำนักงานต่าง ๆ ด้วยไม้เพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างอาคารบางส่วนในศูนย์นวัตกรรมและคลัสเตอร์ธุรกิจ Linnaeus Science Park (ภาพบน) หรือสถานีรถไฟหลักของเมือง Växjö Station (ภาพล่าง) ใช้ไม้เป็นวัสดุก่อสร้างหลักหรือโครงสร้างบางส่วน

    รัชนีกร รวมทวี ผู้จัดการ Innovation Management and Incubation, SCG Cement-Building Materials ในฐานะตัวแทนจากภาคธุรกิจ ให้ความเห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ต้องครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต้องพิสูจน์ด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อถือ

    “คำถามหลักทางธุรกิจ คือ มีไม้พอไหม ? มีตลาดหรือเปล่า ? ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะตลาดคือหัวใจที่ช่วยทำให้การจัดหาซัพพลายเป็นไปอย่างมั่นคง และทำให้ระบบนิเวศอยู่รอด”

    สำหรับการก่อสร้างด้วยไม้ เบื้องต้นเอสซีจีสนใจไม้โตเร็ว เช่น ไผ่ ยูคาลิปตัส และสนใจศึกษาไม้สัก สะเดา เพื่อพัฒนาคุณภาพ ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์หลักที่มีมูลค่าสูง (value product) ถึงผลิตภัณฑ์พลอยได้ (by product) ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ถึงชีวมวล

    “ไทยมีข้อได้เปรียบเรื่องรอบตัดสั้นเมื่อเทียบกับสวีเดนที่ต้องใช้เวลา 90 ปี เป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่และเจาะตลาดเอเชีย ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์ตัวต้นแบบแล้วเช่น LVL แต่ยังต้องต่อยอดสู่ตลาดจริง ต้องแก้ช่องว่างทางความรู้ด้านการออกแบบ การก่อสร้าง การติดตั้ง เพื่อให้ใช้งานได้ทั้งแนวราบและตึกสูง”

    รัชนีกรเน้นย้ำว่าหากต้นทุนการก่อสร้างด้วยไม้ยังสูง จะไม่สามารถเข้าตลาดได้ ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อแข่งขัน

    “จังหวัดแพร่เป็นจุดร่วมสำคัญในการต่อจิ๊กซอว์ หากทุกฝ่ายประยุกต์ใช้แนวทางร่วมกัน ช่วยกันสร้างต้นแบบจะเกิดภาพชัด เร็ว นำไปสู่เมืองไม้ยั่งยืนได้จริง”

    จังหวัดแพร่มีความสำคัญด้านป่าไม้หลายมิติ ทั้งในแง่สังคม ทรัพยากร เศรษฐกิจ การอนุรักษ์ วัฒนธรรมเกี่ยวกับไม้ ในอดีตเคยได้รับฉายาว่า “เมืองไม้สัก” เนื่องจากมีการทำไม้สักอย่างแพร่หลาย เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมไม้ที่นิยมใช้ไม้ในงานก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ ไม้สักจากจังหวัดแพร่ถือเป็นไม้คุณภาพสูง

    ทุกวันนี้แพร่เป็นหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือที่มีพื้นที่ป่าไม้มาก ประชาชนหลายกลุ่มยังพึ่งพาทรัพยากรป่าไม้ในชีวิตประจำวัน เช่น เก็บหาของป่า เห็ด สมุนไพร ใช้ประโยชน์ทรัพยากรไม้ในการสร้างบ้านแบบล้านนา

    mongmai10
    โครงการนำร่องก่อสร้างอาคารสูงด้วยคอนกรีตและไม้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การก่อสร้างเป็นไปตามแนวคิด “อาคารต้นไม้แห่งความรู้” พื้นที่ชั้นล่างเป็นคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง โครงสร้างด้านในใช้ไม้แปรรูปที่ถูกผลิตขึ้นโดยกระบวนการทางวิศวกรรม
    mongmai11
    พื้นที่นำร่องก่อสร้างอาคารสูงด้วยไม้ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจอยู่ริมถนนงามวงศ์วาน หรือถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและผลเชิงบวกในหมู่ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไม้

    ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก ผู้ทรงคุณวุฒิ และรองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับบริบททางประวัติศาสตร์ของจังหวัดแพร่ว่า “ประวัติศาสตร์ คือ รากเหง้า และต้นทุนของอนาคตที่ไหนไม่มีประวัติศาสตร์ ที่นั่นไม่มีอนาคต จังหวัดแพร่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ด้านไม้ชัดเจน จึงเป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้แพร่มีอนาคตในการขับเคลื่อนสู่เมืองไม้ยั่งยืน” และกล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้านนี้ว่า

    “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีพื้นที่นำร่องก่อสร้างอาคารไม้สูงภายในมหาวิทยาลัยด้านที่อยู่ติดถนนงามวงศ์วาน การก่อสร้างเป็นไปตามแนวคิด ‘อาคารต้นไม้แห่งความรู้’ พื้นที่ชั้นล่างเป็นคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง โครงสร้างด้านในใช้ไม้แปรรูปที่ถูกผลิตขึ้นโดยกระบวนการทางวิศวกรรม ได้แก่ Glulam, CLT และ LVL เพื่อเสริมส่งผลเชิงบวกในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไม้ เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการยกระดับสถาปนิกช่างไม้ของประเทศไทย

    “จังหวัดแพร่และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่เพียงสืบต่อประวัติศาสตร์ไม้ แต่กำลังสร้างอนาคตเมืองไม้ยกระดับทั้งอุตสาหกรรม การศึกษา และงานวิจัย ถ้าจะทำไม้สักสู่เวทีโลก ต้องจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่า การศึกษา งานวิจัยทางวิชาการ และการสื่อสาร”

    วิทยาลัยชุมชนแพร่เป็นอีกหนึ่งสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทสอดรับสนับสนุนแนวทางเมืองไม้ยั่งยืนแพร่

    วิทยาลัยชุมชนเป็นหลักสูตรอนุปริญญาภายใต้สถาบันวิทยาลัยชุมชน มีบทบาทและหน้าที่ดูแลประชากรฐานล่างประมาณร้อยละ 10 ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เปิดสอนเนื้อหาตามจุดเด่นของแต่ละจังหวัด

    สุมามาลย์ วิวรรธนดิฐกุล ประธานสภาวิทยาลัยชุมชนแพร่ อธิบายว่าพันธกิจของวิทยาลัยชุมชนแพร่ คือ มุ่งเน้นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชน ทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานราก บริการวิชาการด้านอาชีพและคุณภาพชีวิต ทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งรักษาสิ่งแวดล้อม

    “หลักสูตรและการเรียนการสอนของสภาวิทยาลัยชุมชนแพร่จะควบคู่ไปกับการปฏิบัติจริง เน้นเรื่องไม้สัก เช่น การทำเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงหลักสูตรรุกขกร ป่าชุมชน การจัดการทรัพยากรป่าไม้ การประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ การฝึกอบรมทักษะที่จําเป็น เช่น การตัดไม้อย่างถูกวิธี และการแปรรูปไม้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมนวัตกรรมป่าไม้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายจังหวัด

    “ปัจจุบันเราเปิดหลักสูตรอนุปริญญาด้านป่าไม้และทรัพยากรป่าไม้ ออกประกาศณียบัตร โดยทำบันทึกความเข้าใจกับสถาบันนวัตกรรมป่าไม้ รุ่นแรก 68 คน รวมเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพื่อ upskills, reskills และผู้สนใจทั่วไป เปิดโอกาสเรียนต่อระดับปริญญากับมหาวิทยาลัยที่ทำบันทึกความเข้าใจ รูปแบบการเรียนการสอนมีความยืดหยุ่น เรียนได้ตั้งแต่อายุ 20 ไปจนถึง 80 ปี รับสอนในพื้นที่ห่างไกลหากรวมตัวกันได้ 20 คน เรายินดีทำหน้าที่เป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเรียนรู้แบบยั่งยืน เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเมืองไม้ยั่งยืนแพร่”

    ขอขอบคุณ

    • ศูนย์ Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) ภายใต้สถานเอกอัครราชทูตไทยในกลุ่มประเทศนอร์ดิก
    • คุณธันยพร วงศ์ธิติโรจน์

    อีกภาคหนึ่งของ “เจ้าชายหัวตะเข้” นักเขียนสารคดีที่เรียนจบมาด้านวิทยาศาสตร์ สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และกีฬาเป็นพิเศษ

    เรื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sarakadee.com/2025/11/17/wood-thai-sweden/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K6RPAyi80ERAiDxwo-qqa

  • “พิพัฒน์” เปิดตัว “บาฮารุดดีน-พ.ต.อ.พิทักษ์” ว่าที่ผู้สมัคร สส. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “พิพัฒน์” เปิดตัว “บาฮารุดดีน-พ.ต.อ.พิทักษ์” ว่าที่ผู้สมัคร สส. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110687&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ObBhiawSaXKXRmqEpyFvl

  • ผ่าปัญหาตลาดแรงงาน น่าห่วง! ซมวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน

    ผ่าปัญหาตลาดแรงงาน น่าห่วง! ซมวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน

    ผ่าปัญหาตลาดแรงงาน น่าห่วง! ซมวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน

    นายธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือวี-เซิร์ฟ กรุ๊ป และประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการกล่าวถึงสถานประกอบการต่าง ๆ เลิกจ้างและลดการจ้างแรงงานจนทำให้อัตราการว่างงานของประเทศพุ่งสูงกว่าปกติ แต่จากการพิจารณาข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องพบว่า อัตราการว่างงานทั้งแรงงานของประเทศและแรงงานในระบบประกันสังคมไม่ได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย และเมื่อเปรียบเทียบ 4 ปี อัตราการว่างงานก็ไม่ได้ส่งสัญญาณผิดปกติ

    นายธนิต กล่าวว่า ประเด็นที่น่าจะมีการศึกษาคือประเทศไทยมีปรากฎการณ์ที่ต่างไปจากประเทศอื่นๆ เนื่องจากอัตราการว่างงาน โดยเฉพาะของสำนักงานสถิติแห่งชาติไม่แปรผันไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือ GDP ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจของไทยขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.59 (หักปี 2563 GDP ติดลบ 6.2%) 

    โดยอัตราการว่างงานของไทยต่ำกว่าศักยภาพและต่ำกว่าประเทศในเอเชียแปซิฟิก แต่ไม่มีผลต่อการจ้างงาน แม้แต่ในปีนี้มีปัจจัยตัวแปรทั้งภายนอกและภายในรวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองกลับไม่มีผลกระทบต่อตลาดแรงงานและไม่มีปัญหาการว่างงานอย่างเป็นนัย

    สำหรับฉากทัศน์ตลาดแรงงานในทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ พบว่า มีความต้องการหรือดีมานด์จากนายจ้างในเชิงปริมาณยังไม่พอกับความต้องการ โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้านในทุกสาขา ข้อมูลเชิงประจักษ์ตลาดเป็นของแรงงานซึ่งมีการเลือกงานที่มีรายได้สูงและพฤติกรรมเปลี่ยนงานบ่อยรวมถึงมีอัตราสูงชอบงานสบาย สวัสดิการดี โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z 

    โดยในช่วง 1 – 2 ปีแรก ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ทำงานประจำ ชอบงานอิสระ หรืองานฟรีแลนซ์ หรืออาชีพทำธุรกิจส่วนตัว ทั้งที่ยังไม่มีขีดความสามารถขาดทักษะและประสบการณ์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาระดับปริญญา ซึ่งมีอัตราการว่างงานเกือบครึ่งของจำนวนคนว่างงาน

    นายธนิต กล่าวว่า ดังที่กล่าวมาเป็นปัญหาทางโครงสร้าง มีผลต่อปัจเจกบุคคล-ครัวเรือน-ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันปัญหาในอีกด้านของไทยคือ การเร่งตัวของแรงงานสูงอายุ ซึ่งค่าเฉลี่ยหรือมัธยฐานอายุแรงงานไทยประมาณ 42 – 45 ปี เทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย กำลังแรงงานอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว 

    ทั้งนี้มองว่า วิกฤตประชากรของไทยกำลังก่อตัว เป็นผลจากอัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต โดยอัตราคนเกิดน้อยกว่าคนตายเป็นปีที่ 5 จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงในช่วง 9 เดือนของปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 309,644 คน ลดลงถึงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 

    โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ทำให้เผชิญกับความเสี่ยงการขาดแคลนแรงงาน การบริโภคที่ลดลง และภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น

    ดังนั้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือการนำเข้าแรงงานต่างชาติเข้ามาทดแทนการขาดแรงงาน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสูงถึง 4.005 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ช่วงไตรมาส 3/2568 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 6.464 แสนคนหรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19.25 

    ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลคิกออฟแนวคิดขยายเกษียณราชการจาก 60 ปีไปเป็น 65 ปี จำเป็นต้องครอบคลุมทั้งแรงงานภาครัฐและเอกชน การขยายอายุเกษียณแรงงานเกี่ยวข้องกับมาตรการรองรับการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญและจะเพิ่มดีกรี กลายเป็นปัญหาของประเทศในอนาคตอันใกล้ มีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพตลาดแรงงาน การส่งออก การลงทุน การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของครัวเรือนเป็นปัญหาทางโครงสร้างแก้ยากด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644191&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RFRVzUD5niOuzcScka8VP

  • “สุชัชวีร์” แนะ การทูตไทยต้องเฉียบคม อย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ

    “สุชัชวีร์” แนะ การทูตไทยต้องเฉียบคม อย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ

    “ดร.เอ้ สุชัชวีร์” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แนะ การทูตไทยต้องเฉียบคม ปมสหรัฐฯ สั่งระงับเจรจาภาษี เตือนอย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ ยึดผลประโยชน์ชาติ-ปากท้องของประชาชนเป็นหลัก

    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาว่าจะขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว และจะกลับมาเจรจาอีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยได้ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ว่า หากวันนี้เราคิดแค่จะเล่นการเมือง สุดท้ายผลกระทบถึงประเทศไทยในทุกด้าน

    นายสุชัชวีร์ เผยต่อไป ต้องยอมรับว่าประเทศไทยอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งพามหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ หรือจีน ดังนั้นวิธีการดำเนินนโยบายหรือการสื่อสารทางการทูต ประเทศไทยต้องเฉียบคม หลายประเทศทำได้ดีแม้เขาจะอยู่ในภาวะที่ลำบากกว่าเรา เช่น เวียดนามที่ถ่วงดุลทั้งสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย สามชาติมหาอำนาจ หรือประเทศตุรกีที่อยู่ระหว่างอาหรับ รัสเซีย และสหรัฐฯ ซึ่งเศรษฐกิจของเขาได้รับการเกื้อหนุน ทั้งที่ทั้งสามกลุ่มที่ว่าไม่ถูกกัน จึงต้องเป็นเรื่องของความเฉียบคมทางการทูต

    “วันนี้ประเทศไทยต้องระมัดระวังเรื่องประเด็นทางการเมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการทูตและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้คนไทยยากจนกว่านี้ หากเราจำเป็นจะต้องประสานกับทุกฝ่ายก็จะต้องทำให้สำเร็จ เพื่อยึดถือผลประโยชน์ของชาติและปากท้องของประชาชนเป็นหลัก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2895939&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lz3c0QueD_vmy7OU80sa1

  • เที่ยวไทยคนละครึ่ง ยังเหลืองบ 500 ล้าน ดันต่อ ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’

    เที่ยวไทยคนละครึ่ง ยังเหลืองบ 500 ล้าน ดันต่อ ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายควิก บิ๊ก วิน (Quick Big Win) เพื่อกระตุ้นและเร่งให้เกิดการฟื้นของเศรษฐกิจในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ปลายปี 2568 ผ่านการเห็นชอบมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวอย่าง เที่ยวดีมีคืน

    ถือเป็นมาตรการลดต้นทุนให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงลดหย่อนภาษีให้กับผู้ประกอบการ อาทิ สายการบิน โรงแรม

    โดยหากผู้ประกอบการมีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจลดลง ก็อาจเข้าร่วมทำโปรโมชั่นกระตุ้นการท่องเที่ยวกับรัฐบาลเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดบรรยากาศคึกคักในการท่องเที่ยวช่วงปลายปีนี้

    อรรถกร ศิริลัทธยากร

    สำหรับความคืบหน้าโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ประชาชนที่ใช้สิทธิจองห้องพักสามารถเดินทางได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา จากนั้นจะมีการประเมินงบประมาณคงเหลือจากการดำเนินโครงการที่ชัดเจนอีกครั้ง

    แต่จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะเหลืองบประมาณอยู่ที่ 500 ล้านบาท ทั้งจากส่วนที่ต้องจ่ายสมทบให้กับผู้ประกอบการโรงแรมและการใช้คูปองดิจิทัลในร้านที่เข้าร่วมโครงการ รวมเป็นเงินประมาณ 1,250 ล้านบาท จากวงเงินงบประมาณรวมที่ ครม.อนุมัติให้ 1,750 ล้านบาท

    ทั้งนี้เงินที่เหลือดังกล่าวจะเร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมาใช้ในโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง ซึ่งจะต้องนำเสนอ ครม.ให้อนุมัติอีกครั้งอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดการเดินท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะออกมาใช้ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    เป้าหมายการทำงานที่วางไว้คือ ต้องการพาภาคการท่องเที่ยวไทยกลับไปถึงช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 2562 ที่สามารถทำจำนวนและรายได้แบบสูงที่สุด ซึ่งปี 2568 นี้ อยากให้ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาให้ได้อย่างน้อย 70-80% ของปี 2562 ที่ทำจำนวนไว้ประมาณ 40 ล้านคน จึงต้องทำตลาดทั้งต่างประเทศและในประเทศไปพร้อมกัน โดยต่างประเทศมีโครงการตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

    รวมถึงการทำโปรโมชั่นร่วมกับสายการบินด้วย ส่วนตลาดในประเทศก็มีเที่ยวไทยคนละครึ่ง ที่ถือว่าประสบความสำเร็จ สามารถกระจายรายได้ ช่วยผู้ประกอบการในห่วงโซ่การท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม 

    นายอรรถกร กล่าวว่า ส่วนการดำเนินโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง จะมีในเฟส 2 หรือไม่ ยังต้องขอพิจารณาก่อน เพราะรัฐบาลต้องเร่งดำเนินโครงการที่เป็นโครงการควิก บิ๊ก วินตามนโยบายของรัฐบาลก่อน จึงสังการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พิจารณาหรือหาโครงการที่กระตุ้นการท่องเที่ยว ในระยะสั้นๆ ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีมาก่อน เพื่อเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติ โดยเฉพาะโครงการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม หรือหากต้องใช้ก็ต้องเร่งนำเสนอเข้าที่ประชุมเพื่อให้อนุมัติเร็วที่สุด

    ด้านนางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปี 2568 คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้รวม 2.6 ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทย 205 ล้านคน-ครั้ง ส่วนปี 2569 คาดว่ารายได้ท่องเที่ยวไทยจะเติบโตถึง 2.8 ล้านล้านบาท หรือโตประมาณ 7% จากปีนี้

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ที่ใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งมีการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และสามารถชดเชยนักท่องเที่ยวต่างชาติตลาดระยะใกล้ที่หายไปได้

    “นักท่องเที่ยวในตลาดระยะไกลทั้งจากยุโรป สหรัฐ มีส่วนเพิ่มขึ้นประมาณ 11% ส่งผลให้สัดส่วนของรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติของตลาดระยะไกล มีสัดส่วนประมาณเพิ่มขึ้นมาเป็น 31% และตลาดระยะใกล้มีสัดส่วน 69% จากในอดีตมีสัดส่วนรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติในตลาดระยะไกลอยู่ที่ 20% ขณะที่รายได้จากต่างชาติระยะใกล้อยู่ที่ 80% ถือเป็นสัดส่วนที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ” น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644206&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F7AkwCIinjjj15e9dlgPh

  • เลื่อนเก่ง! กัมพูชาขอเลื่อนหารือปักหมุดชั่วคราว อ้างส่งใบไอทีไม่ทัน | 16 พ.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    เลื่อนเก่ง! กัมพูชาขอเลื่อนหารือปักหมุดชั่วคราว อ้างส่งใบไอทีไม่ทัน | 16 พ.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    17 พ.ย. 2568 01:10 น.

    วันพรุ่งนี้ไทย-กัมพูชา นัดประชุมหารือ ภารกิจสำรวจและปักหมุดชั่วคราวพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน – หนองหญาแก้ว จ.สระแก้ว ล่าสุด ยังไม่ทันเริ่มก็เลื่อนแล้ว โดยกัมพูชาแจ้งมาว่าขอเลื่อนประชุมปักหมุดชั่วคราวไป 1 วัน เหตุส่งใบรับรองไอทีไม่ทัน #บ้านหนองหญ้าแก้ว #บ้านหนองจาน #ฮุนเซน #ฮุนเซนอาชญากรสงคราม #ฮุนมาเนต #กัมพูชาโจมตีไทย #กัมพูชายิงก่อน #กัมพูชา #สงครามไทยกัมพูชา #ไทยกัมพูชา #ไทยกัมพูชาล่าสุด #ชายแดนไทย #ชายแดนไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยเขมร #ทหารไทยเหยียบกับระเบิด #ทหารไทย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #ไทยรบเขมร #แม่ทัพภาค2 #เขมรยิงก่อน #cambodiaopenedfire #cambodiaopnedfire #ไทยรัฐนิวส์โชว์ —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/thairath-news-show/1172193&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z8oYhraTy61-tNYXt7GXb

  • โฆษกภูมิใจไทยจี้จุดเพื่อไทยบอกฝ่ายแค้นใจเย็นๆ

    โฆษกภูมิใจไทยจี้จุดเพื่อไทยบอกฝ่ายแค้นใจเย็นๆ

    โฆษกภูมิใจไทย ฟาดกลับเพื่อไทย บอกฝ่ายแค้นใจเย็นๆ เปรียบบริบทการเมือง คงไม่มีอะไรร้ายแรงกว่า “อังเคิล” ย้ำชัด Joint Declaration ไม่กระทบภาษีสหรัฐ ให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจเดินหน้าคุยต่อ แจง นายกฯ ทำงานออกดอกออกผล เพื่อรักษาอธิปไตยชาติ

    16 พ.ย. 2568  ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมารุมถล่ม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่องภาษีสหรัฐว่า บริหารสถานการณ์บ้านเมืองผิดพลาด ไร้เดียงสา ว่า ช่วงนี้ใช้คำค่อนข้างแรงกับการทำงานนายกฯ นายกฯ ทำงานมา 1 เดือนครึ่ง เวลาที่ผ่านมาผลงานที่ท่านรับปาก ก็ออกดอกออกผล ไม่ว่าจะสแกมเมอร์ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเบื้องต้น ประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันนี้ ”อยากจะบอกฝ่ายแค้นว่า ใจเย็นๆ ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบแบบฝ่ายค้านไม่ใช่แบบฝ่ายค้าน“ ให้ดูดีๆ ว่าสิ่งที่นายกฯ พยายามจะสื่อและทำอยู่ อย่างแรก คือ อธิปไตยของชาติ ประเทศไทย คือหัวใจหลักที่นายกฯ ต้องปกป้องให้มากที่สุด เห็นได้ชัดว่านายกฯ และทีมคณะรัฐมนตรี พยายามอย่างที่สุด ในการเจรจาปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา คุยระดับทวิภาคีอยู่แล้ว ในส่วนอื่นเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับทราบและทำงานไปก่อน

    ”ไม่ใช่เห็นข่าวอะไรแค่ 1 นาที ก็ออกมาตอบโต้กล่าวหา เกินไปนิด อย่าให้ถึงขั้นเป็นฝ่ายแค้น เราเข้าใจบริบทว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ของตน แต่ก็ควรจะอยู่ในกรอบที่คำนึงถึงว่า บทบาทของนายกฯ ในการทำเพื่ออธิปไตยของชาติ“

    เมื่อถามว่า การที่พรรคเพื่อไทย บอกว่า นายกฯ พูดไม่สนใจสหรัฐ เหมือนไม่มีความรู้หรือความสามารถทางการทูตนั้น น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ถ้าให้ตอบแบบแรงๆ “ก็คงไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการมีอังเคิลในบริบทของการเมืองไทยที่ผ่านมา”

    ที่นายกได้ปฏิบัติ ให้ดูที่บริบท ไม่ใช่แค่ยกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา ที่ผ่านมานายกฯ ได้ลงไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุนระเบิดล่าสุด คนไทยด้วยกันไม่เห็นข่าวนี้ควรจะมีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งบริหารประเทศก็มีความห่วงประเทศอยู่แล้ว สิ่งที่นายกฯ ได้ทำ ไม่ใช่เพียงประโยชน์ของประเทศและอธิปไตยของประเทศอย่างเดียว แต่ยังมีความเป็นห่วงความปลอดภัยของชีวิตทหารแนวหน้า

    ในส่วนพรรคเพื่อไทยออกมาโจมตีว่าการรักษาอธิปไตยต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับเศรษฐกิจด้วยนั้น นส.แนน บุณย์ธิดา ตอบกลับทันทีว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็เจรจาการค้า ไม่ใช่แค่เฉพาะภาษีสหรัฐ แต่มีการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นด้วย เราเดินหน้าในทุกด้านและพูดคุยทุกประเทศ

    น.ส.แนน บุณย์ธิดา เผยอีกว่า การยุติ Joint Declaration ไทย–กัมพูชา ไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไทยหรือทั่วโลก ก็ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ตนยังมั่นใจว่า การเดินหน้าเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าการค้าในประเทศหรือระหว่างประเทศ เมื่อวานที่นายกฯ ได้โพสต์ Facebook ก็ชัดเจนว่า Joint Declaration ยังมีความชัดเจนในเรื่องการทหารและเขตแดน แต่ประเด็นการค้าและเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ยังทำหน้าที่อยู่

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/896829/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WbvTzz57IXnuGxQkN-FV0

  • กระชับความสัมพันธ์ เชียงใหม่ ชิงไห่ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ

    กระชับความสัมพันธ์ เชียงใหม่ ชิงไห่ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ

    กระชับความสัมพันธ์ เชียงใหม่ ชิงไห่ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ


    16/11/2568 | 36 |

    คณะผู้แทนจากมณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เยือนจังหวัดเชียงใหม่ กระความสัมพันธ์ ขยายความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ
             นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า นายหยาง จื้อเหวิน รองผู้ว่าการมณฑลชิงไห่ และคณะผู้แทนจากมณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงใหม่เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือระหว่างทั้งสองพื้นที่ในมิติต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรม รวมถึงการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน การมาเยือนของคณะผู้แทนมณฑลชิงไห่ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย–จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
             พร้อมกันนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ กับมณฑลชิงไห่ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินงานมาถึงขั้นตอนการหารือด้านเนื้อหาและการเตรียมความพร้อมก่อนการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent : LOI) เพื่อเป็นกรอบสำคัญของความร่วมมือในอนาคต

    พิมลกัลย์  เดชะชัย สวท. เชียงใหม่ ///// 16 พ.ย. 68
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2479/iid/443131&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x8sQ0FKhx8LbT2a2nlaaT

  • ไฟไหม้ รง.น้ำมันรำข้าวยังแรง อุตฯ สั่งเร่งเสริมโฟม ควบคุมเพลิง

    ไฟไหม้ รง.น้ำมันรำข้าวยังแรง อุตฯ สั่งเร่งเสริมโฟม ควบคุมเพลิง

    ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดกรณีเหตุระเบิดและไฟไหม้ภายในโรงงานน้ำมันรำข้าวของบริษัท อ่างทองธัญชาติ จำกัด ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มี น้ำมันรำข้าวและสารเคมีไวไฟจำนวนมาก ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและดับยากเป็นพิเศษ

    ล่าสุด ได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดอ่างทองประสานบริษัทใกล้เคียง ได้แก่ บริษัท เบอล์ล่า คาร์บอน และ บริษัท ไทยเรยอน เพื่อขอ โฟมดับเพลิงชนิดสำหรับเพลิงจากน้ำมัน (Class B Foam) มาสนับสนุนกำลังภาคพื้นดิน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานต่อเนื่อง

    สำหรับเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน จุดเกิดเหตุอยู่ภายใน หอสกัดน้ำมันรำข้าว ของโรงงานดังกล่าว หลังจากเกิดเสียงระเบิดรุนแรงก่อนเกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปยังโซนผลิต เจ้าหน้าที่ได้เข้าอพยพพนักงานออกจากพื้นที่ทันที

    minister-of-industry-fire-factory-rice-bran-oil-SPACEBAR-Photo02.jpg

    เหตุการณ์เบื้องต้นพบผู้บาดเจ็บรวม 3 ราย แบ่งเป็น บาดเจ็บสาหัส 1 ราย และ บาดเจ็บไม่รุนแรง 2 ราย ซึ่งถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว

    รัฐมนตรีอุตสาหกรรมย้ำว่า สาเหตุของการระเบิดยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมเตรียมประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของชุมชนโดยรอบ หากพบความเสี่ยงจะสั่งปิดพื้นที่เพิ่มเติมทันที

    “ตอนนี้สิ่งสำคัญคือการคุมไฟไม่ให้ลุกลามและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในละแวกใกล้เคียง ผมให้รายงานสถานการณ์ทุกระยะจนกว่าจะควบคุมได้”

    — ธนกร กล่าว

    minister-of-industry-fire-factory-rice-bran-oil-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/minister-of-industry-fire-factory-rice-bran-oil&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z8DBfvtPtDdomRjzFmmtE

  • “ตรีนุช” สั่งเร่งช่วยแรงงานเจ็บ 3 คน เหตุเพลิงไหม้โรงสีข้าว ที่อ่างทอง ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน

    “ตรีนุช” สั่งเร่งช่วยแรงงานเจ็บ 3 คน เหตุเพลิงไหม้โรงสีข้าว ที่อ่างทอง ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน

    วันที่ 16 พ.ย.68 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ภายในโรงงานสีข้าว จ.อ่างทอง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ตนรู้สึกห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

    ในเบื้องต้น ประกันสังคมจังหวัดอ่างทองได้เข้าเยี่ยมให้ข้อมูลสิทธิประโยชน์กับผู้ประกันตนถึงโรงพยาบาล และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ขณะที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดได้เรียกนายจ้างชี้แจงข้อเท็จจริงทันที

    กระทรวงแรงงานจะดูแลให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ทั้งจากประกันสังคม และสิทธิตามกฎหมายแรงงาน โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องหยุดงานจากเหตุที่เกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/110798&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3l0dyX7kXeGN4CXvlbzaW6