Blog

  • สภาพัฒน์ คาด GDP ปีนี้โต 2.0% มองปี 2569 โต 1.7%

    สภาพัฒน์ คาด GDP ปีนี้โต 2.0% มองปี 2569 โต 1.7%

    สภาพัฒน์ คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.0% มองปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.7% มองการลงทุนจากภาครัฐจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 โดยประเมินว่าจะขยายตัวได้ 2.0% ส่วนในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.7% (กรอบ 1.2-2.2%) โดยมองว่า ในปีหน้าการลงทุนจากภาครัฐจะมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการที่รัฐบาลเร่งจัดงบประมาณปี 70 ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากงบประมาณมีความล่าช้า จะส่งผลต่อการเบิกจ่ายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะงบลงทุน ซึ่งจะเป็นเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง

    “การเร่งจัดทำงบประมาณจะช่วยได้ และจากการที่กรอบงบลงทุนปีหน้าปรับสูงขึ้น จะมีผลอย่างมีนัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ดังนั้นปีหน้า จะยังมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนของภาครัฐ” น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าว

    ในขณะที่การส่งออกปีหน้า เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น การเจรจาทางการค้าก็จะมีบทบาทที่สำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าเช่นกัน

    “การเจรจา จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ถ้าการเจรจาได้ผล ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้น นอกจากนี้ จะต้องเร่งหาตลาดใหม่ โดยตลาดที่ยังมีศักยภาพสูง เช่น เอเชียใต้ และแอฟริกา” น.ส.อ้อนฟ้า ระบุ
    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 นั้น เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุว่า จากการที่สภาพัฒน์ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้ไว้ที่ 2% และเศรษฐกิจไทยช่วง 3 ไตรมาส (ม.ค.-ก.ย.68) ขยายตัวได้เฉลี่ย 2.4% แล้วนั้น ในไตรมาสสุดท้ายที่เหลือของปีนี้ (ต.ค.-ธ.ค.68) เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ไม่ถึง 1% หรืออาจอยู่ที่ราว 0.6% ซึ่งประมาณการดังกล่าว ได้รวมผลบางส่วนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไว้แล้ว

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ยังมีโอกาสจะขยายตัวได้มากกว่า 0.6% ซึ่งต้องรอดูผลจากอีกหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะทยอยออกมาเพิ่มเติมด้วย อันจะเป็นแรงส่งที่สำคัญไปยังเศรษฐกิจไทยในปีหน้าด้วยเช่นกัน

    “ตอนนี้ยังไม่สิ้นสุดไตรมาส 4 และมาตรการต่าง ๆ ยังไม่ได้ออกมามาก เรื่องเศรษฐกิจจะขึ้นกับ performance และอีกส่วนขึ้นกับ sentiment ที่จะนำไปสู่การสร้าง performance ในระบบเศรษฐกิจได้ ขึ้นกับความเชื่อมั่น มาตรการต่าง ๆ เช่น คนละครึ่งพลัส ได้รับการตอบสนองดี ถือว่ามีแรงส่งในเชิงบวกเรื่องการใช้จ่าย มีความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ดังนั้นหากรัฐบาลทำนโยบายเพิ่มเติมในไตรมาสที่ 4 นี้ ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในปีหน้าได้ เรายังไม่ได้ปิดประตูตายว่า ไตรมาส 4 ปีนี้ GDP จะโตได้แค่ 0.6% เพราะยังต้องขึ้นกับอีกหลายตัวแปร เช่น การเจรจาการค้า มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่กำลังจะออกมา ซึ่งจะช่วยในเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจได้” เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัจจัยหนุน-ปัจจัยเสี่ยง

    สภาพัฒน์ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% (ค่ากลาง 1.7%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ดังนี้

    1. การขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้จ่ายในสินค้าคงทนและภาคบริการ ตามการฟื้นตัวของยอดการจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว เช่นเดียวกับการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร ที่ขยายตัวต่อเนื่องสอดคล้องกับมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    2. การขยายตัวต่อเนื่องของแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล

    สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปี ประจำปีงบประมาณ 2569

    3. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง

    สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวน และรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง

    4. การเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร

    โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำที่มากเพียงพอ และแนวโน้มการปรับเข้าสู่สภาวะเป็นกลาง (Neutral) ของสถานการณ์เอนโซ นับตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569

    อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ดังนี้

    1. การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า โดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บต่อประเทศไทย

    ผ่านผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าของไทย ผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่เร่งตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะจากการถ่ายลำ (Transshipment) และผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศ เนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ

    2. แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก

    โดยมีความเสี่ยงจากความยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้า ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ และความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฎจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดทุน อันเนื่องมาจากแนวโน้มการปรับฐานราคาหลักทรัพย์ของบริษัทเทคโนโลยี

    3. ภาระหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง เป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

    สัดส่วนหนี้ครัวเรือนแม้จะลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่คุณภาพสินเชื่อครัวเรือน และสินเชื่อภาคธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงด้านเครดิต

    4. ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ และการเงินโลก

    5. บรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมือง ในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคธุรกิจที่อาจมีความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การชะลอการลงทุนใหม่ หรือขยายการผลิต นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจจะส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณมีความล่าช้า

    ทั้งนี้ สภาพัฒน์ ได้นำเสนอประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 ที่ควรให้ความสำคัญ ดังนี้

    1. การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบลงทุน ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 75% ของกรอบงบรายจ่ายลงทุน และเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ปี 2570 เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ล่าช้า ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูง

    2. เร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความปลอดภัยและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว แก้ปัญหาอาชญากรรม และเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติที่แฝงตัวกับภาคการท่องเที่ยว เร่งเจรจากับพันธมิตรสายการบิน เพื่อเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน และเปิดเส้นทางบินใหม่ รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง

    3. การดูแลภาคเกษตร โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ให้สามารถฟื้นตัวและมีความพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลเพาะปลูก ปี 2569/2570 ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่มีปริมาณผลผลิตสูง และเร่งรัดโครงการสำคัญภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดความเสียหายจากปัญหาภัยพิบัติ

    4. การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญการลดต้นทุนการผลิตของภาคการผลิตและการส่งออก เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเร่งกระบวนการเจรจาที่จะนำไปสู่ข้อตกลงกับสหรัฐฯ รวมทั้งเร่งขยายตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยง และลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ

    5. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับการอนุมัติ และการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2567-2569 ให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว รวมทั้งเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

    6. การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ได้แก่ การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง รวมทั้งเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืน

    7. การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมือง ในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง เป็นประเด็นสำคัญมากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งคนไทย และต่างประเทศ

    “รัฐบาลต้องรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองให้มีความ Smooth ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายทั้ง 7 ข้อได้อย่างจริงจังและชัดเจน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้า สามารถไปต่อได้โดยดี” เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945139/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IvqEFUh-PadtmvKJ2NCIU

  • เตือนฐานะการคลังเสี่ยง รัฐซุกหนี้“นอกงบประมาณ”กว่า 8.9 แสนล้าน

    เตือนฐานะการคลังเสี่ยง รัฐซุกหนี้“นอกงบประมาณ”กว่า 8.9 แสนล้าน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-50&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZNEIYvHbff9EJv81vpvj4

  • “พิชัย”ห่วงทิศทางเศรษฐกิจไทย หลังจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.2%

    “พิชัย”ห่วงทิศทางเศรษฐกิจไทย หลังจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.2%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงความเป็นห่วงต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย หลังจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.2% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกที่โต 3% โดยมองว่าสาเหตุหลักมาจากความผันผวนทางการเมืองที่กระทบความเชื่อมั่น และคาดว่าไตรมาส 4 อาจยังไม่ดีขึ้น แต่ทั้งปี 2568 น่าจะยังโตได้เกิน 2% ตามที่เคยประเมินไว้

    ประเด็นสำคัญที่นายพิชัย กังวลคือความไม่ชัดเจน กรณีสหรัฐหยุดเจรจาการค้ากับไทย ซึ่งสหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษี (Tariff) กดดันจากปัญหาความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา หากสหรัฐตัดสินใจขึ้นภาษีกับไทย จะกระทบหนักทันทีเพราะไทยส่งออกไปสหรัฐสูงถึง 1.92 ล้านล้านบาทในปี 67 คิดเป็น 18% ของการส่งออกทั้งหมด และไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศ หากถูกเก็บภาษีกลับไปเป็น 36% จะทำให้การส่งออกและการลงทุนหดตัว เศรษฐกิจซบหนักกว่าเดิม และหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐแทบเป็นไปไม่ได้

    นายพิชัย กล่าวย้ำว่า การเจรจาภาษีจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง โดยที่ผ่านมาได้ร่วมเดินทางไปพบ USTR สองครั้ง จนนำไปสู่การเจรจาลดภาษีทรัมป์เหลือ 19% ทำให้การส่งออกไทยเดือนกันยายน 68 ยังเติบโตถึง 19% ส่งผลให้ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 68 การส่งออกโต 13.9% ซึ่งยังเป็น “พระเอกของเศรษฐกิจไทย” ในปีนี้

    อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีพาณิชย์คนปัจจุบันยังไม่สามารถเร่งผลักดัน “4 งานสำคัญ” ที่ตั้งไว้เป็น KPI ได้ตามความคาดหวัง ได้แก่

    1) การดูแลราคาสินค้าเกษตร

    ราคาข้าวเปลือกตกต่ำที่สุดในรอบ 18 ปี เหลือเพียงกก.ละ 5.40 บาท ขณะที่สินค้าสำคัญอื่น เช่น มะพร้าว มันสำปะหลัง และไข่ไก่ ก็ราคาตกต่ำต่อเนื่อง กระทบชาวนาอย่างรุนแรง ประกอบกับปัญหาน้ำท่วมที่เกิดจากการบริหารจัดการน้ำผิดพลาด ยิ่งซ้ำเติมเกษตรกร

    2) การรักษาระดับการส่งออก

    ต้องติดตามว่าหลังจากนี้ตัวเลขจะยังแข็งแรงเหมือนช่วงก่อนเปลี่ยน รมว. พาณิชย์หรือไม่ โดยทั้งปี 68 คาดว่าการส่งออกน่าจะโตเกิน 10% ตามที่ประเมินไว้ตั้งแต่กลางปี

    3) การเร่งเจรจา FTA สำคัญ

    โดยเฉพาะ FTA กับ EU ที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และควรปิดดีลได้ภายในสิ้นปี รวมถึง FTA กับเกาหลีใต้ แคนาดา และยูเออี ที่ค้างอยู่ และต้องระวังการปรับแก้ FTA กับอินเดีย ซึ่งอาจลดรายการสินค้านำเข้าเพราะไทยได้ดุลการค้าจากอินเดียอยู่แล้ว

    4) การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพและนอมินี

    นายพิชัยระบุว่ายังไม่เห็นความคืบหน้าเพิ่มเติม ทั้งที่สินค้าคุณภาพต่ำยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหานอมินีที่เกี่ยวข้องกับทุนเทาและระบบฟอกเงิน ซึ่งหลายประเทศยึดเงินได้จำนวนมหาศาล แต่ไทยยังดำเนินการล่าช้า

    “เหลือเวลาอีกไม่นานก่อนการยุบสภา จึงอยากให้ รมว. พาณิชย์เร่งทำ 4 เรื่องสำคัญนี้ โดยเฉพาะการแก้ราคาข้าวที่กำลังสร้างความเดือดร้อนรุนแรง พร้อมส่งกำลังใจและย้ำว่า งานกระทรวงพาณิชย์ยากกว่าที่คิดมาก ตามที่เคยเตือนไว้แล้ว” อดีต รมต.พาณิชย์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000109736&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mLypAWREc6gPlImCH8SZV

  • ‘สภาพัฒน์’ คาดGDPไตรมาส 4 ปีนี้ โต 0.6% ไม่ฟันธงเศรษฐกิจไทยเสี่ยง ‘ถดถอยทางเทคนิค’

    ‘สภาพัฒน์’ คาดGDPไตรมาส 4 ปีนี้ โต 0.6% ไม่ฟันธงเศรษฐกิจไทยเสี่ยง ‘ถดถอยทางเทคนิค’

    เศรษฐกิจ

    17 พ.ย. 2025 เวลา 12:02 น.

    'สภาพัฒน์' คาดGDPไตรมาส 4 ปีนี้ โต 0.6% ไม่ฟันธงเศรษฐกิจไทยเสี่ยง 'ถดถอยทางเทคนิค'

    “สภาพัฒน์” คาดจีดีพีไตรมาส 4 ปีนี้ ขยายตัวได้ 0.6%  เผยตัวเลขไตรมาส3 QoQ  ที่-0.6% ติดลบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส เหตุส่งออกเริ่มชะลอตัว ชี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าไทยจะเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค Technical Recession หวังมาตรการกระตุ้นทำงานเต็มที่ในไตรมาส 4 ปีนี้ 

    • สภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 จะขยายตัวที่ 0.6% คงGDP ทั้งปีเติบโต 2%
    • การประเมินของสภาพัฒน์ฯ แตกต่างจากกระทรวงการคลังที่คาดว่าไตรมาส 4 จะโต 1.1% 
    • มองเศรษฐกิจไตมาสสุดท้ายยังขยายตัวได้จากมาตรการกระตุ้นที่กระทรวงการคลังเดินหน้าต่อเนื่อง 
    • สภาพัฒน์ฯ ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยทางเทคนิค” โดยต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา

    นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3 ปี 2568 ว่าเศรษฐกิจขยายตัว 1.2% ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับฤดูกาลพบว่า เศรษฐกิจหดตัว 0.6% QoQ ถือเป็นการหดตัวลงไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนแรงส่งที่อ่อนลงในหลายด้าน แม้รวม 9 เดือนแรกยังขยายตัวได้ 2.4% ก็ตาม  

    อย่างไรก็ตาม สศช.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจในปี 2568 ไว้ที่ 2% โดยมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนเอกชนจะทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยังคงขยายตัวได้ โดยคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 0.6% ส่วนกระทรวงการคลังมีการประเมินว่าจีดีพีจะโตได้ 1.1% ในไตรมาสสุดท้ายเนื่องจากใกล้ข้อมูลมากกว่า เพราะกระทรวงการคลังอยู่ใกล้ข้อมูลภาษี รายได้รัฐ และผลของมาตรการแบบวันต่อวัน จึงอาจเห็นแรงส่งบางอย่างเร็วกว่าฝั่งเรา

    “คลังประเมิน Q4 ไว้ว่าจีดีพีจะโต 1.1% อาจจะเพราะอยู่ใกล้ข้อมูลกว่า แต่เรายืนกรอบ 0.6% บนความระมัดระวัง ส่วนมาตรการทางการคลัง รองนายกฯและรมว.คลังเอกนิติก็คงมีการเดินหน้าเต็มที่ โดยผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องดูในการแถลงข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 อีกครั้ง” นางสาวอ้อนฟ้า กล่าว 

    ทั้งนี้การที่ สศช.ประเมินจีดีพีไตรมาสที่ 4 ที่ 0.6% ไม่ใช่เพราะมองเศรษฐกิจแย่กว่า แต่เพราะเราต้องอิงข้อมูลที่มีหลักฐานครบถ้วน ณ วันที่ตัดยอด และหลายมาตรการของรัฐเพิ่งเริ่มเดินงานจริง หรือยังไม่เริ่ม จึงยังไม่สะท้อนในแบบจำลอง แต่ถ้ามาตรการเร่งตัวและเบิกจ่ายได้เร็ว เศรษฐกิจจริงมีสิทธิออกมาดีกว่ากรณีฐานของเรา และมีโอกาสเข้าใกล้ตัวเลข 1.1% เช่นที่คลังประเมินไว้

    “ไตรมาส 4 ของปีนี้จะต้องขยายตัวไม่ถึง 1% หากต้องการให้จีดีพี ทั้งปีโตที่ 2% ตามสมมติฐานที่ประเมินไว้กลไกแบบจำลองคำนวณว่าไตรมาส4 น่าจะอยู่ราว 0.6% แต่ย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ามาตรการรัฐบาลไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ เพราะหลายมาตรการที่รัฐบาลประกาศยังไม่เริ่มดำเนินการจริง และยังมีมาตรการใหม่ทยอยออกมาอีกในช่วงปลายปี”นางสาวอ่อนฟ้า กล่าว

    เมื่อถามว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคหรือไม่ เลขาธิการ สศช.กล่าวว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค เพราะข้อมูลเพียง 1 ไตรมาสยังไม่เพียงพอ ต้องดูร่วมกันทั้งด้านการคลัง การเงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจจริง ซึ่งตัวเลขสุดท้ายทั้งปีจะประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ และจะบอกเราชัดเจนที่สุด

    'สภาพัฒน์' คาดGDPไตรมาส 4 ปีนี้ โต 0.6% ไม่ฟันธงเศรษฐกิจไทยเสี่ยง 'ถดถอยทางเทคนิค'

    “ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าไทยเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค เพราะข้อมูลเพียง 1 ไตรมาสยังไม่เพียงพอ ต้องดูร่วมทั้งด้านการคลัง การเงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจจริงก่อนว่าข้อมูลและตัวเลขจะออกมาอย่างไร” 

    คาดปี 69 จีดีพีโต 1.7% 

    สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 สศช.คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในกรอบ 1.2–2.2% (ค่ากลาง 1.7%) แต่ยอมรับความเสี่ยงสำคัญ คือผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของการค้าโลก ภาระหนี้ภาคเอกชนสูง และความไม่แน่นอนทางการเมืองช่วงก่อน–หลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญ เดินหน้าและได้ผล จะช่วยลดแรงกระแทกต่อการส่งออกปีหน้าได้มาก

    “การเจรจาการค้ากับสหรัฐถือว่ามีความสำคัญมาก และจะมีผลต่อเศรษฐกิจในปีหน้าอย่างชัดเจน การที่รัฐบาลเดินหน้าเรื่องนี้ต่อเนื่องถือว่ามีความสำคัญมาก และต้องมีการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์ และการระบุถิ่นกำเนิดสินค้าให้มีความชัดเจน” นางสาวอ้อนฟ้า กล่าว  

    นางสาวอ้อนฟ้า ยังตอบคำถามเรื่องแรงส่งเศรษฐกิจ โดยยอมรับว่าแรงส่งจากการส่งออกปีนี้ อาจไม่ต่อเนื่องถึงปีหน้า แต่ยังมีตลาดใหม่ที่ไทยสามารถขยายได้ เช่น เอเชียใต้ แอฟริกา อินเดีย ซึ่งยังมีศักยภาพสูง และภาคเอกชนไทยเริ่มเข้าไปลงทุนและขยายการส่งออกมากขึ้น เธอย้ำว่า ต้องเร่งตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักที่มีความเสี่ยงสูง 

    เลขาธิการ สศชซในด้านนโยบายการคลังการเร่งจัดทำงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการล่าช้างบประมาณที่ผ่านมา ทำให้การเบิกจ่ายลงทุนหายไปเกือบทั้งปี การเร่งทำงบปีหน้าและกรอบงบที่สูงขึ้น จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น โดยเฉพาะภาครัฐที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญต่อการก่อสร้าง การลงทุน และการจ้างงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36AC-R2x3xcSs4cQX4Prcs

  • ‘สภาพัฒน์’ เผย 9 เดือนเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4%คาด GDP ปี 68 ขยายตัว 2 %

    ‘สภาพัฒน์’ เผย 9 เดือนเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4%คาด GDP ปี 68 ขยายตัว 2 %

    วันนี้, 13:28น.

              นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2568-2569 ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่สองของปี 2568

               และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ลดลงจากไตรมาสที่สองของปี 2568 0.6%  รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว2.4%

              ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ สาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.9%  สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 1.6% สาขาการก่อสร้างลดลง 4% สาขาการขายส่งและการขายปลีกขยายตัว 6.5% สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัว 3% และสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 0.8% เป็นต้น

              ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่า 0.88% ในไตรมาสก่อน และต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้าน ดอลลาร์ สรอ. (88.3 พันล้านบาท)  /เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น  64.8% ของ GDP

               แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ (-0.2) และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP

               จากเดิมที่คาดการณ์ว่าการส่งออกของโลกจะหดตัวลง แต่การส่งออกในปีนี้ยังมีการเติบโตอยู่ทำให้มีการปรับขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จากเดิม 2.7% มาอยู่ที่ 3.4% แต่ในปี 2569 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจนปริมาณการค้าโลกลดลงเหลือ 2.3%  โดยไทยมีสินค้าที่จะถูกผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐกว่า 82% ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่สินค้าที่มีการสวมสิทธิ์เพื่อส่งออกมีสินค้าจากจีนที่สวมสิทธิ์เพื่อส่งออกของไทยก็มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ขณะที่โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐก็เพิ่มขึ้น และสินค้าที่เรานำเข้าจากจีนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องมีการพิจารณากันต่อไป

     

    #สภาพัฒน์

    #คาดการณ์เศรษฐกิจ68

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156514&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ShdsAifg_L2fMFLO4ijI4

  • นิวซีแลนด์เผยประชากรโตต่ำสุดในรอบ 13 ปี กดดันเศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    นิวซีแลนด์เผยประชากรโตต่ำสุดในรอบ 13 ปี กดดันเศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิตินิวซีแลนด์รายงานในวันนี้ (17 พ.ย.) ว่า จำนวนประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนก.ย. แตะ 5.33 ล้านคน นับเป็นการขยายตัวรายปีที่ต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2555 โดยไม่นับรวมช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 ในปี 2564-2565

    รายงานระบุว่า การเติบโตของประชากรในช่วงเวลาดังกล่าวแตะ 32,900 คน โดยมาจากการย้ายถิ่นฐานสุทธิ 12,400 คน และจำนวนการเกิดที่สูงกว่าการตายอยู่ 20,500 คน

    เศรษฐกิจนิวซีแลนด์พึ่งพาการเติบโตของประชากรในการกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ เนื่องจากผลิตภาพแรงงานต่อหัวต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง โดยแรงงานต่างชาติยังเป็นกำลังสำคัญในการอุดช่องว่างด้านทักษะในหลายอุตสาหกรรม และเป็นกำลังหลักในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

    อย่างไรก็ตาม อุปสงค์แรงงานต่างชาติเริ่มลดลง หลังเศรษฐกิจหยุดชะงักและอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หดตัว 3 จาก 5 ไตรมาสล่าสุด (นับถึงเดือนมิ.ย.) ขณะที่ประชากรบางส่วนเลือกที่จะมองหาโอกาสในต่างแดน

    จากข้อมูลสำหรับปีที่สิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2568 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ พบว่า ในบรรดาชาวนิวซีแลนด์ที่ออกนอกประเทศนั้น 58% ของทั้งหมดเดินทางไปออสเตรเลีย

    ทั้งนี้ กระแสการไหลออกของพลเมืองกลายเป็นแรงกดดันต่อนายกรัฐมนตรีคริสโตเฟอร์ ลักซอน ซึ่งยืนยันว่า รัฐบาลสายกลาง-ขวาของเขาบริหารเศรษฐกิจได้ดีกว่าพรรคฝ่ายค้าน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ โดยพรรคของเขามีคะแนนตามหลังในการสำรวจความคิดเห็นล่าสุด ขณะที่นิวซีแลนด์มีกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงปลายปี 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y55P0p6kIATp6mArxIi7N

  • เศรษฐกิจไทย Q3/68 ขยายตัว 1.2% คงเป้าปี 68 โต 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์

    เศรษฐกิจไทย Q3/68 ขยายตัว 1.2% คงเป้าปี 68 โต 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์

    นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่สองของปี 2568

    เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ลดลงจากไตรมาสที่สองของปี 2568 0.6% รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 2.4%

    ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ สาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.9%  สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 1.6% สาขาการก่อสร้างลดลง 4% สาขาการขายส่งและการขายปลีกขยายตัว 6.5% สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัว 3% และสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 0.8% เป็นต้น 

    ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่า 0.88% ในไตรมาสก่อน และต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (88.3 พันล้านบาท)

    เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น  64.8% ของ GDP

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ (-0.2) และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP

    จากเดิมที่เราคาดการณ์ว่าการส่งออกของโลกจะหดตัวลง แต่การส่งออกในปีนี้ยังมีการเติบโตอยู่ทำให้มีการปรับขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จากเดิม 2.7% มาอยู่ที่ 3.4% แต่ในปี 2569 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจนปริมาณการค้าโลกลดลงเหลือ 2.3%

    โดยไทยมีสินค้าที่จะถูกผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐกว่า 82% ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่สินค้าที่มีการสวมสิทธิ์เพื่อส่งออกมีสินค้าจากจีนที่สวมสิทธิ์เพื่อส่งออกของไทยก็มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง 

    ขณะที่โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐก็เพิ่มขึ้น และสินค้าที่เรานำเข้าจากจีนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องมีการพิจารณากันต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gAMKy9nKReHRHC_VtBpie

  • ด่วน สศช. ประกาศ GDP ไทยทั้งปี 2568 คาดโต 2% ส่วนไตรมาส 3 บวก 1.2%

    ด่วน สศช. ประกาศ GDP ไทยทั้งปี 2568 คาดโต 2% ส่วนไตรมาส 3 บวก 1.2%

    วันนี้ (17 พฤศจิกายน 2568) เวลา 9.30 น. น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2568-2569 ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในช่วงไตรมาสที่สอง รวม 9 เดือนของปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 2.4%

    ทั้งนี้ในด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 2.6% ต่อเนื่องจาก 2.6% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลลดลง 3.9% เทียบกับการ
    ขยายตัว 2.2% ในไตรมาสก่อน ด้านการลงทุนรวม ขยายตัว 1.1% ชะลอลงจาก 5.8% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 4.2% ต่อเนื่องจาก 4.1% ในไตรมาสก่อน

    ส่วนการลงทุนภาครัฐ ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส 5.3% เทียบกับการขยายตัว 10.1% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการลดลงของการลงทุนในหมวดก่อสร้าง 6.6% 
    ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 86,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.5% แต่ชะลอลงจาก 15% ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา

    ด้านการผลิต การขายส่งและการขายปลีกขยายตัวเร่งขึ้น ส่วนสาขาเกษตรกรรม สาขาที่พักแรม และบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และสาขาการก่อสร้างปรับตัวลดลง

    ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่า 0.88% ในไตรมาสก่อนและต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7%

    ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์ หรือ 88.3 พันล้านบาท เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.8% ของ GDP

    สศช. รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2568

    ส่วน แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2568 สศช. คาดว่าจะขยายตัว 2% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 ซึ่งยังคงประมาณการเอาไว้ตามการประเมินในครั้งก่อน อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ (-0.2%) และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP

    ขณะที่ แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 สศช.ประเมินว่า มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2 – 2.2% โดยมีค่ากลางการประมาณการ 1.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร 

    อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก และภาระหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงรวมทั้งความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก และบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง 

    โดยในกรณีฐาน คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.1% และ 0.9% ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ ลดลง 0.3% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.0 – 1.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644188&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NY1KjJeSohc6V9zOjjFmI

  • ‘ภราดร’ เร่งเครื่อง! เบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ปชช.

    ‘ภราดร’ เร่งเครื่อง! เบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ปชช.

    ‘ภราดร’ เร่งเครื่อง เบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าระบบให้ประชาชนเห็นผลเร็วที่สุด

    17 พ.ย. 2568 – นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้าเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เม็ดเงินจากภาครัฐไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะงบรายจ่ายลงทุนที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างการจ้างงานและกระตุ้นรายได้ให้กับประชาชนในวงกว้าง

    นายภราดร เปิดเผยด้วยว่า ได้ติดตามความก้าวหน้าของการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้สำนักงบประมาณแจ้งส่วนราชการทุกหน่วยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 โดยเน้นให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า

    สำหรับงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 วงเงิน 157,000 ล้านบาท ซึ่งปรับเปลี่ยนจากงบเดิมของโครงการ Digital Wallet ได้รับการจัดสรรจริง 131,141 ล้านบาท และได้มีการเบิกจ่ายแล้ว 57,166 ล้านบาท คงเหลือ 73,974 ล้านบาท โดยมีการลงนามในสัญญาแล้วกว่า 52,000 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ ยังมีเม็ดเงินอีกหลายหมื่นล้านบาทของงบลงทุนภาครัฐที่กำลังจะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญต่อการฟื้นตัว การสร้างงาน และการสร้างรายได้ของประชาชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าเร่งรัดการเบิกจ่ายควบคู่กับการรักษามาตรฐานความโปร่งใส เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/897253/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BP9s9zhFT62o9p5SVcKoE

  • ‘สภาพัฒน์’ คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    ‘สภาพัฒน์’ คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    เศรษฐกิจ

    17 พ.ย. 2025 เวลา 9:15 น.

    'สภาพัฒน์' คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    ‘สภาพัฒน์’ แถลงGDP ไตรมาส 3/2568 ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2 (ปรับฤดูกาล) -0.6% จากปีก่อน แต่ 9 เดือนเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4 คงประมาณการ GDP ปี 2568 ทั้งปีขยายตัวที่ 2% คาดผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลชัดเจนปีหน้า

    วันนี้ (17 พ.ย.68) นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงาน ภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2568-2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่สองของปี 2568

    และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ลดลงจากไตรมาสที่สองของปี 2568 0.6%  รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 2.4%

    ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ สาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.9%  สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 1.6% สาขาการก่อสร้างลดลง 4% สาขาการขายส่ง และการขายปลีกขยายตัว 6.5% สาขาการขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้าขยายตัว 3% และสาขาที่พักแรม และบริการด้านอาหารขยายตัว 0.8% เป็นต้น 

    ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่า 0.88% ในไตรมาสก่อน และต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (88.3 พันล้านบาท)

    เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น  64.8% ของ GDP

    'สภาพัฒน์' คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ (-0.2) และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP

    จากเดิมที่เราคาดการณ์ว่าการส่งออกของโลกจะหดตัวลง แต่การส่งออกในปีนี้ยังมีการเติบโตอยู่ทำให้มีการปรับขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จากเดิม 2.7% มาอยู่ที่ 3.4% แต่ในปี 2569 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจนปริมาณการค้าโลกลดลงเหลือ 2.3% 

    โดยไทยมีสินค้าที่จะถูกผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐกว่า 82% ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่สินค้าที่มีการสวมสิทธิเพื่อส่งออกมีสินค้าจากจีนที่สวมสิทธิเพื่อส่งออกของไทยก็มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง 

    ขณะที่โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐก็เพิ่มขึ้น และสินค้าที่เรานำเข้าจากจีนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องมีการพิจารณากันต่อไป 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207934&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw382jyuOjpLxipk6LSrgpoU