Blog

  • เมียนมารุกยึด-เผาหมู่บ้าน เคลียร์พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่รัสเซียหนุนหลัง

    เมียนมารุกยึด-เผาหมู่บ้าน เคลียร์พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่รัสเซียหนุนหลัง

    กองทัพเมียนมาส่งกำลังทหารเปิดปฏิบัติการกวาดล้างและเผาทำลายหมู่บ้านในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ เพื่อบังคับเคลียร์พื้นที่รองรับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei SEZ) ซึ่งมีรัสเซียให้การสนับสนุน โดยมุ่งหวังปั้นให้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ขนส่งสินค้าสายใหม่ทดแทนช่องแคบมะละกา ท่ามกลางการปะทะอย่างหนักกับกลุ่มต่อต้านและตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น

    กองทัพเมียนมาส่งกำลังทหารหลายร้อยนายเข้าปฏิบัติการกวาดล้างพื้นที่ทางภาคใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หรือ Dawei Special Economic Zone และมีแผนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและโรงไฟฟ้าบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ตามข้อมูลจากนักรบฝ่ายต่อต้านและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่มีความเข้าใจโดยตรงเกี่ยวกับสถานการณ์

    ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในภูมิภาคตะนาวศรี ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนไทย และถือเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมาพร้อมใช้กำลังเพื่อฟื้นโครงการทวาย ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ทางเลือกสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเอเชียใต้และเอเชียตะวันตก โดยไม่ต้องพึ่งพาช่องแคบมะละกา

    ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม กองทัพเมียนมาได้ส่งทหารหลายร้อยนายเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว และเกิดการสู้รบกับกลุ่มต่อต้านในท้องถิ่น จนฝ่ายต่อต้านต้องถอนกำลังออกจากบางพื้นที่

    ซอ ดา โก จากกองกำลังป้องกันประชาชนภูมิภาคตะนาวศรี กล่าวว่า กองทัพกำลังเคลื่อนกำลังเข้าไปในพื้นที่และปฏิบัติการกวาดล้าง โดยมีรายงานว่าหมู่บ้านและบ้านเรือนบางแห่งถูกเผาทำลาย

    นักรบฝ่ายต่อต้านอีกรายจากกองพันเขตทวายหมายเลข 1 ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือ NUG กล่าวโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า ทหารได้เผาบ้านเรือนในหมู่บ้านอย่างน้อย 3 แห่ง และสังหารเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ 3 คนที่ให้ความช่วยเหลือชุมชนผู้พลัดถิ่น

    กลุ่มภาคประชาสังคมท้องถิ่น MAGGA Initiative ระบุว่า เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือทั้ง 3 คนถูกทหารควบคุมตัวและเสียชีวิต หลังพบกับกองกำลังทหารที่กำลังรุกคืบในเมืองเยบู เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม

    อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้อย่างอิสระ ขณะที่รัฐบาลเมียนมาและสถานทูตรัสเซียในเมียนมาไม่ได้ตอบคำขอให้แสดงความคิดเห็น

    ปฏิบัติการทางทหารรุนแรงขึ้นหลังจาก พลโท จ่อ สวาร์ ลิน รองผู้บัญชาการกองทัพเมียนมา เดินทางเยือนพื้นที่ภาคใต้ของประเทศเมื่อปลายเดือนมิถุนายน และเรียกร้องให้ทหารปกป้อง “โครงการยุทธศาสตร์” รวมถึงโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

    กลุ่มติดตามความขัดแย้ง ACLED ระบุในรายงานเดือนสิงหาคมว่า หลังจากนั้น กองกำลังทหารราว 700 นายได้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่โดยรอบ พร้อมบุกตรวจค้นหมู่บ้านและมีรายงานการสังหารพลเรือน

    ฝ่ายต่อต้านระบุว่า ปฏิบัติการยึดพื้นที่รอบเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายได้รับการสนับสนุนจากทั้งการโจมตีทางอากาศและทางเรือ ทำให้กลุ่มต่อต้านในพื้นที่ซึ่งมีการจัดกำลังอย่างหลวม ๆ ไม่สามารถต้านทานกองทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    มิน ลวิน อู จากคณะกรรมการการชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า กองทัพส่งกำลังเข้าไปในพื้นที่ และเมื่อได้รับการเสริมกำลังจากกองทัพเรือ ก็เปิดปฏิบัติการโจมตีหมู่บ้านที่อยู่ภายในพื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึก ส่งผลให้เกิดการปะทะกันบ่อยครั้ง

    การรุกคืบในทวายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นของกองทัพเมียนมาในการยึดคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์และพื้นที่ชายแดนที่สูญเสียให้กับกลุ่มต่อต้าน นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งจุดชนวนสงครามกลางเมืองที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 100,000 คน และประชาชนมากกว่า 3.5 ล้านคนต้องพลัดถิ่น

    รัฐบาลทหารเมียนมายังจัดการเลือกตั้งในช่วงเดือนธันวาคม 2025 ถึงมกราคม 2026 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากฝ่ายต่อต้านที่สำคัญไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมแข่งขัน ส่งผลให้ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารสามารถก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

    โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเริ่มต้นในปี 2008 ในรูปแบบความร่วมมือระหว่างเมียนมากับไทย โดยมีเป้าหมายอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันตก

    แต่โครงการหยุดชะงักในปี 2013 เนื่องจากการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่และปัญหาด้านเงินทุน ต่อมาในเดือนมกราคม 2021 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกิดรัฐประหาร คณะกรรมการกำกับดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายประกาศยุติข้อตกลงสำหรับโครงการ 9 โครงการในระยะแรก และระบุว่าจะมุ่งหาพันธมิตรรายใหม่เพื่อผลักดันศักยภาพของโครงการ

    ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาพยายามฟื้นโครงการอีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของมิน อ่อง หล่ายและกองทัพเมียนมา

    ในเวทีธุรกิจที่กรุงมอสโกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซอ ซาน ไนง์ อู ผู้ว่าการภูมิภาคตะนาวศรี ระบุว่า โครงการทวายอาจช่วยให้การขนส่งสินค้าใช้เวลาน้อยกว่าการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกาประมาณ 4-6 วัน และยังชูจุดเด่นของท่าเรือที่อยู่ห่างจากแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งสำคัญของเมียนมาประมาณ 45 กิโลเมตร

    ด้านมิคาอิล มิชูสติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า บริษัทของรัสเซียมีแผนทำงานร่วมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพื่อขยายการค้าและสร้างงานใหม่ รวมถึงสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

    แหล่งข่าวซึ่งรับทราบแนวคิดของรัฐบาลรัสเซียระบุว่า โครงการทวายอาจเปิดทางให้รัสเซียเข้าถึงตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มากขึ้น และเพิ่มบทบาทด้านโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือของรัสเซียในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย

    อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเตือนว่า ความเสี่ยงในการลงทุนในเมียนมายังคงอยู่ในระดับสูง และการลงทุนของรัสเซียจะต้องเชื่อมโยงกับระบบคมนาคมไปยังประเทศไทย จึงจะทำให้โครงการทวายมีความคุ้มค่าและมีความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2954286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uSgN8B67D6EHO8T_zvHkz

  • รองผู้ว่าแบงก์ชาติอินเดียคาดศก.โตสูงกว่าเป้า 6.7% ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงิน : อินโฟเควสท์

    รองผู้ว่าแบงก์ชาติอินเดียคาดศก.โตสูงกว่าเป้า 6.7% ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงิน : อินโฟเควสท์

    ปูนัม กุปตา รองผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย (RBI) กล่าวว่า เศรษฐกิจอินเดียอาจจะขยายตัวเกือบแตะระดับ 7% ในปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดเดือนมี.ค. 2570 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่ RBI คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 6.7% และจะทำให้อินเดียยังคงสามารถรั้งตำแหน่งหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก

    หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล เอ็กซ์เพรส รายงานว่า กุปตาได้แสดงความเห็นดังกล่าวในงานเสวนาซึ่งจัดขึ้นที่ Madras School of Economics ในเมืองเจนไนของอินเดียเมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) โดยเธอกล่าวว่าการประมาณการเชิงบวกของเธอนั้น อยู่บนพื้นฐานของการคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจในไตรมาสเดือนเม.ย.-มิ.ย. จะออกมาแข็งแกร่ง

    สำนักงานสถิติของอินเดียจะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาสเดือนเม.ย.-มิ.ย. ในช่วงปลายเดือนนี้ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวในกรอบ 6.9%-8% ซึ่งกุปตาให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า กรอบคาดการณ์ดังกล่าวของเหล่านักเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีอาจสูงกว่านี้มาก หรืออาจใกล้แตะระดับ 7%

    การเติบโตที่แข็งแกร่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจอินเดียมีความยืดหยุ่นแม้เผชิญปัจจัยลบต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงฝนในฤดูมรสุมที่ไม่เพียงพอ และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน กุปตาได้แสดงความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจในวันข้างหน้า โดยเธอกล่าวว่าแม้จะมีปัจจัยลบเหล่านี้ แต่เธอมั่นใจว่าเศรษฐกิจมีโอกาสเติบโตแข็งแกร่งถึง 7.5% และอินเดียควรมุ่งมั่นที่จะทำผลงานให้ได้ดีกว่านั้น

    มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของกุปตาช่วยอธิบายว่าเหตุใดเธอจึงหันมาสนับสนุนแนวทางการคุมเข้มนโยบายการเงินเมื่อไม่นานมานี้ โดยรายงานการประชุม RBI ประจำเดือนส.ค.ที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้ระบุว่า กุปตาได้หยิบยกประเด็นความเป็นไปได้ที่จะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ขึ้นมาหารือ

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v90G_VjSL9mNfuhvWdTvW

  • “สิริพงศ์” ลุยโคราชชูระบบ FEEDER ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสาน

    “สิริพงศ์” ลุยโคราชชูระบบ FEEDER ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสาน

    รมช.คมนาคม ติดตามความก้าวหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และโครงข่ายทางหลวง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคอีสาน

    วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ติดตามการดำเนินโครงการด้านการขนส่ง โดยเน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบรางและทางหลวงอย่างบูรณาการ สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 (กรุงเทพฯ – นครราชสีมา) มีความก้าวหน้างานโยธาสะสม 55.97% ซึ่งอยู่ระหว่างปรับรูปแบบช่วงโคกกรวด – สถานีภูเขาลาด เป็นทางยกระดับตามความต้องการของชุมชน คาดพร้อมเปิดให้บริการปี 2571 ส่วนระยะที่ 2 (นครราชสีมา – หนองคาย) เตรียมประกวดราคาปี 2569-2570 เพื่อเปิดบริการปี 2576 ควบคู่กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่

    ขณะที่โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ ก้าวหน้ารวม 49.16% โดยงานอุโมงค์เสร็จสมบูรณ์แล้ว 100% นอกจากนี้ยังเร่งพัฒนาระบบทางหลวงสำคัญ 7 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 35,692 ล้านบาท เช่น ทางหลวงพิเศษสายบางปะอิน – นครราชสีมา (ก้าวหน้า 99.48%) และทางลอดแยกประโดก พร้อมเตรียมเสนออีก 9 โครงการเพิ่มเติม วงเงิน 9,640 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้เน้นย้ำนโยบายการเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะอย่างไร้รอยต่อ (One Transport) โดยจัดระบบรถโดยสารเป็น FEEDER เชื่อมระหว่าง บขส.1, บขส.2, สถานีรถไฟ และท่าอากาศยานนครราชสีมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและแก้ปัญหาการจราจรอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2954414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pacEx2e3eZMfvkwCP80lR

  • “รมช.สิริพงศ์” ลุยโคราช บูรณาการ ‘ราง – ถนน’ ไร้รอยต่อ ชูระบบ FEEDER ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสาน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รมช.สิริพงศ์” ลุยโคราช บูรณาการ ‘ราง – ถนน’ ไร้รอยต่อ ชูระบบ FEEDER ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสาน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/118752&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I4VKWI11Ab0KOu4A_EptO

  • “เอกนิติ” นำธุรกิจไทยหารือนิวซีแลนด์ ต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจระยะยาว | เดลินิวส์

    “เอกนิติ” นำธุรกิจไทยหารือนิวซีแลนด์ ต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจระยะยาว | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ได้เป็นประธานร่วมกับนาย Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ และผู้บริหาร Invest New Zealand จัดงาน Business Meeting ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อเปิดเวทีให้ภาครัฐและเอกชน 2 ประเทศหารือโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่

    ภายในงานมีผู้แทนภาครัฐและนักธุรกิจเข้าร่วมประมาณ 50 คน แบ่งเป็นฝ่ายไทย 20 คน และฝ่ายนิวซีแลนด์ 30 คน โดยฝ่ายไทยนำเอกชน 9 กลุ่มบริษัทเข้าร่วม ครอบคลุมพลังงาน อาหาร เกษตร โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง และเครื่องดื่ม

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เห็นโอกาสสำคัญในหลายด้าน โดยเฉพาะการยกระดับเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture ซึ่งต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่ระบบที่ใช้เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ขณะที่นักลงทุนนิวซีแลนด์มีความสนใจด้านเทคโนโลยีเกษตรในไทย

    ตัวอย่างที่สะท้อนทิศทางดังกล่าวคือกรณีกลุ่มซีพี ผ่านบริษัท CPF ที่เข้าไปทำวิจัยด้านโปรตีนจากไก่ในนิวซีแลนด์ จากเดิมที่ไทยส่งออกไก่เป็นสินค้าเกษตรทั่วไป สามารถต่อยอดไปสู่การสกัดโปรตีนจากกระดูกไก่ เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง แสดงให้เห็นว่าเกษตรไทยต้องขยับไปสู่อุตสาหกรรมอาหารและชีวภาพมากขึ้น

    อีกประเด็นคือความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยไทยและนิวซีแลนด์มีโจทย์คล้ายกันเรื่องต้นทุนพลังงาน นิวซีแลนด์ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตนเอง และได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันนำเข้าสูงช่วงตะวันออกกลางตึงเครียด จึงให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าใช้พลังงานสะอาด 50%

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ภาคเอกชนไทยเริ่มมีการจับคู่ธุรกิจแล้ว เช่น บริษัท บี.กริม และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีแนวโน้มร่วมมือกับพันธมิตรนิวซีแลนด์ในโครงการพลังงานสะอาด เพื่อให้การหารือเดินหน้าสู่โครงการจริง ไม่หยุดเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูล

    สำหรับนักธุรกิจไทยที่ต้องการลงทุนในนิวซีแลนด์ หน่วยงานด้านการลงทุนของนิวซีแลนด์ได้เสนอสิทธิประโยชน์และระบบ Fast Track เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และเร่งให้การลงทุนข้ามประเทศเกิดได้เร็วขึ้น คล้ายแนวทาง BOI Fast ของไทย

    ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ กล่าวว่า เวทีนี้เป็นการเชื่อมผู้นำเอกชนไทยและนิวซีแลนด์ พร้อมแลกเปลี่ยนนโยบายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ทั้งอาหาร พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยไทยและนิวซีแลนด์มีฐานความร่วมมือจาก FTA 3 ฉบับ ได้แก่ TNZCEP, AANZFTA และ RCEP

    ทั้งนี้ ไทยต้องการดึงนักลงทุนนิวซีแลนด์ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในประเทศ พร้อมพาผู้ประกอบการไทยไปหาโอกาสในนิวซีแลนด์ โดยเน้น 3 สาขา ได้แก่ อาหารและชีวภาพ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นจุดที่ศักยภาพของทั้ง 2 ประเทศเกื้อหนุนกัน

    นายเอกนิติ ยังให้ความมั่นใจกับนักลงทุนนิวซีแลนด์ว่า รัฐบาลไทยกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ผ่านมาตรการ Thailand FastPass พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ และชวนให้นิวซีแลนด์มองไทยเป็นฐานการผลิตและบริการเชื่อมอาเซียนเกือบ 700 ล้านคน

    นายนฤตม์ กล่าวว่า ความสำเร็จของกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้วัดเฉพาะเม็ดเงินลงทุนทันที แต่อยู่ที่การยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และการจับคู่จุดแข็งระหว่างนิวซีแลนด์ที่มีเทคโนโลยีเฉพาะทางกับไทยที่มีฐานการผลิต ตลาด และเครือข่ายภูมิภาค เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระยะยาว

    สำหรับนักธุรกิจไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ 9 กลุ่มบริษัท ประกอบด้วย ผู้แทนจากบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), กลุ่มเซ็นทรัล, บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6128299/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V7Vx-Cris7rvbiSxsN8G_

  • จีนจ่องัดมาตรการ ‘กู้ชีพ’ เศรษฐกิจ หลังจีดีพีเสี่ยงหลุดเป้า

    จีนจ่องัดมาตรการ ‘กู้ชีพ’ เศรษฐกิจ หลังจีดีพีเสี่ยงหลุดเป้า

    จีนเตรียม ‘งัดมาตรการกระตุ้นชุดใหม่’ ในช่วงครึ่งหลังของปี หลังเศรษฐกิจอ่อนแรงพร้อมกันทั้งการผลิต การบริโภค และการลงทุน จนเสี่ยงโตหลุดเป้า 4.5-5% ขณะที่ปักกิ่งต้องเร่งอัดฉีดเศรษฐกิจไปพร้อมกับคุมความเสี่ยง ‘หนี้แฝง’ ของรัฐบาลท้องถิ่น

    เศรษฐกิจจีน กำลังส่งสัญญาณน่ากังวลมากขึ้น จนรัฐบาลเตรียม “งัดมาตรการกระตุ้นชุดใหม่” ในช่วงครึ่งหลังของปี หวังปลุกการกู้ยืม การลงทุน และการใช้จ่าย หลังเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลายตัวอ่อนแรงพร้อมกัน และการเติบโตมีแนวโน้ม “หลุดต่ำกว่าเป้าหมาย” ของปักกิ่ง

    เหลียว หมิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังจีนเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังศึกษาและจัดทำ “มาตรการด้านการคลัง และการเงินชุดใหม่” ซึ่งจะเปิดตัวภายในช่วงที่เหลือของปี สะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลในการประคองเศรษฐกิจ

    หัวใจสำคัญคือ การใช้ “เงินรัฐ” ช่วยกระตุ้น “เงินกู้” ผ่านการอุดหนุนดอกเบี้ยให้ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้บริโภค รวมถึงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนมากขึ้น โดยตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม จีนได้ขยายประเภทสินเชื่อที่สามารถรับเงินอุดหนุนเพิ่มเติมแล้ว

    มาตรการเหล่านี้มีขนาดไม่เล็ก เพราะในช่วง 7 เดือนแรกของปี แพ็กเกจกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศสนับสนุนสินเชื่อใหม่ไปแล้วมากกว่า 20 ล้านล้านหยวน หรือราว 3 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 4% จากปีก่อน

    การเร่งเครื่องครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัวพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรม การบริโภค และการลงทุน ซึ่งอ่อนแรงกว่าคาดในเดือนกรกฎาคม 

    ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากประเมินว่า การเติบโตอาจ “หลุดต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ 4.5-5%” หลังจีดีพีไตรมาส 2 โตเพียง 4.3%

    อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งยังมี “กระสุน” เหลืออยู่ โดยรัฐบาลระบุว่า ยังมีโควตาออกพันธบัตรมากกว่า 2 ล้านล้านหยวน สำหรับช่วงที่เหลือของปี และเตรียมเร่งรัฐบาลท้องถิ่นออกพันธบัตร เบิกจ่ายงบประมาณ และเดินหน้าโครงการลงทุนให้เร็วขึ้น เพื่อส่งแรงกระตุ้นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

    Bloomberg Economics ระบุว่า งบประมาณส่วนใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ จำเป็นต้องถูกนำมาใช้ภายในไตรมาสนี้ หลังการใช้จ่ายทางการคลังในเดือนกรกฎาคม ยังขาดแรงส่ง ทำให้เดือนสิงหาคม และกันยายน ต้องรับบทหนักในการพยุงเศรษฐกิจ หากรัฐบาลเร่งการใช้จ่ายอย่างมาก ก็อาจเปิดช่วงเวลาสำคัญสำหรับการออกมาตรการเพิ่มเติมในช่วงปลายเดือนกันยายน

    โจทย์ใหญ่คือ จีนต้องอาจกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับคุมหนี้ เพราะรัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งกำลังเผชิญแรงกดดันทางการคลัง ปักกิ่งจึงประกาศว่าจะสกัดการก่อ “หนี้แฝง” ใหม่ พร้อมทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี และปราบปรามเงินอุดหนุนท้องถิ่นที่ผิดกฎ

    นั่นทำให้ครึ่งหลังของปีนี้ กลายเป็นช่วงสำคัญของเศรษฐกิจจีน เมื่อปักกิ่งต้องเร่งอัดฉีดแรงกระตุ้นเพื่อหยุดการชะลอตัว ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้การใช้เงินครั้งใหญ่ กลายเป็นการเพิ่มภาระหนี้ก้อนใหม่ในอนาคต

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1248480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F8joMPUx99R9ta1nbPTtJ

  • ท่าเรือพร้อม เมืองท่องเที่ยวโต! “รมช.สรรเพชญ” ลงพื้นที่กระบี่ “ผนึก 3 สส. ภูมิใจไทย” ตามโครงการท่าเทียบเรือ,ถนนสายหลัก ยกระดับคมนาคมทั้งระบบเชื่อมเศรษฐกิจ 3 จังหวัด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ท่าเรือพร้อม เมืองท่องเที่ยวโต! “รมช.สรรเพชญ” ลงพื้นที่กระบี่ “ผนึก 3 สส. ภูมิใจไทย” ตามโครงการท่าเทียบเรือ,ถนนสายหลัก ยกระดับคมนาคมทั้งระบบเชื่อมเศรษฐกิจ 3 จังหวัด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/118716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PxmooBGVUdxYXgsRD11WM

  • ทรัมป์กดดันพันธมิตรและจีนให้สนับสนุนสงครามเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

    ทรัมป์กดดันพันธมิตรและจีนให้สนับสนุนสงครามเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันของสหรัฐอเมริกาออกคำเตือนเชิงกดดันบรรดาพันธมิตรและจีนให้เข้าร่วมแคมเปญใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อโดดเดี่ยวเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยประกาศว่าพวกเขาต้องการทำลายระบอบปกครองของเตหะราน

    อิหร่านประณามภัยคุกคามดังกล่าวของสหรัฐฯ ว่าเป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ และจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ

    ภายใต้แรงกดดันภายในประเทศเกี่ยวกับผลกระทบของสงคราม และการเลือกตั้งกลางเทอมที่สำคัญกำลังจะมาถึง ทรัมป์ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่ออิหร่าน

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวสนับสนุนความคิดเห็นของประธานาธิบดี โดยเน้นย้ำถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อเตหะราน ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อมาเกือบ 6 เดือน

    “ความสัมพันธ์ใดๆ ที่เหลืออยู่กับเตหะรานจะเร่งให้ประเทศนั้นๆ ล่มสลายทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาหรือถูกเพิกเฉยโดยจงใจก็ตาม” เบสเซนต์กล่าว

    ทั้งทรัมป์และรัฐมนตรีคลังยังไม่ได้เปิดเผยมาตรการที่พวกเขาวางแผนไว้ต่ออิหร่าน ขณะที่เบสเซนต์ระบุว่าเขาจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมในระหว่างการแถลงข่าวสัปดาห์หน้า

    “ตอนนี้เราอยู่ในช่วงใหม่ที่เครื่องมือทรงประสิทธิภาพสูงสุดที่เรามีคือแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เราสามารถใช้กับพวกเขาได้ และนี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะอิหร่านจะพยายามใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อเราคืนเช่นกัน” เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐกล่าว

    เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ จะกดดันจีนหรือไม่ เบสเซนต์กล่าวกับสื่อว่า “การสนทนาหลายอย่างควรพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว แต่ถึงกระนั้น รัฐบาลปักกิ่งก็ควรร่วมมือกับเรา”

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนมีกำหนดเยือนทำเนียบขาวในวันที่ 24 กันยายน

    ความคิดเห็นของเบสเซนต์ถือเป็นการกลับมาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านอีกครั้ง หลังจากที่ทรัมป์ยืนยันมาหลายเดือนว่าเป้าหมายของสงครามคือการหยุดยั้งรัฐบาลเตหะรานไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์

    แต่หัวหน้ากระทรวงการคลังกล่าวว่า แผนทางเศรษฐกิจอาจสะท้อนว่าสหรัฐฯ มีโอกาสน้อยที่จะกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ต่ออิหร่าน

    “หากเราใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจสูงสุด นั่นหมายความว่าอาจจะไม่มีการเริ่มต้นปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ขึ้นอีก แต่ผมขอเน้นย้ำว่านั่นเป็นเพียงปฏิบัติการชั่วคราว” เบสเซนต์กล่าว

    อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “สิ่งที่เรียกว่าวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจนั้นเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตของอเมริกาเอง นั่นคือหนี้สินที่ไม่เคยมีมาก่อนและต้นทุนดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น”

    กระทรวงต่างประเทศอิหร่านประณามการข่มขู่ของสหรัฐฯ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลเตหะรานมาแล้วนานหลายปี

    “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านซึ่งมุ่งเป้าไปที่สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของพลเมืองอิหร่านทุกคน เป็นกรณีของการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” แถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐระบุ

    แม้มีการคว่ำบาตรระหว่างประเทศอย่างหนักและการปิดล้อมทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียที่บังคับใช้โดยสหรัฐฯ อิหร่านก็ยังหาวิธีส่งออกน้ำมันต่อไปได้ และมีจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด ผ่านการดำเนินการกองเรือบรรทุกน้ำมันที่เรียกว่า “กองเรือเงา” ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

    ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันประกาศมาตรการใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี เพื่อต่อต้านเครือข่ายการเงินของกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน โดยเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน

    ทรัมป์กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า การเจรจากับอิหร่านถูกระงับไว้ เนื่องจากสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ดูเหมือนจะถึงทางตัน ขณะที่รัฐบาลเตหะรานยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน

    คำมั่นสัญญาของทรัมป์เกี่ยวกับสงครามเศรษฐกิจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับอิหร่าน เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ กับความล่าช้าในการปฏิบัติการทางทหาร

    ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าเขากำลังประกาศปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่ทำลายล้างมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศใดๆ ซึ่งจะเป็นสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

    แต่สหรัฐฯ ก็กำลังเสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคนี้ด้วยเช่นกัน

    กลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินรบชุดใหม่ของสหรัฐฯ เดินทางถึงตะวันออกกลางในวันพุธ หลังจากสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่บนเรือบรรทุกเครื่องบินที่ประจำการมานาน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศเกี่ยวกับสงครามของทรัมป์อีกครั้ง

    เรือ USS George Washington เข้ามาแทนที่เรือ USS Abraham Lincoln ซึ่งมีรายงานว่าประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร, ระบบประปาชำรุด และความพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งของบุคลากรระหว่างการประจำการที่เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2025

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้อนุมัติการขายเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงมูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์ให้กับกาตาร์ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในสงครามระหว่างรัฐบาลวอชิงตันกับเตหะราน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/1054573/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3J5NCXZEWvhzwsQzIonyhD

  • โลกเผชิญวิกฤต ‘เด็กเกิดน้อย’ เศรษฐกิจต้องรับมือประชากรลด

    โลกเผชิญวิกฤต ‘เด็กเกิดน้อย’ เศรษฐกิจต้องรับมือประชากรลด

    โลกเผชิญวิกฤต ‘เด็กเกิดน้อย’ เศรษฐกิจต้องรับมือประชากรลด

    โลกเผชิญวิกฤต ‘เด็กเกิดน้อย’ เศรษฐกิจต้องรับมือประชากรลด

    โลกกำลังเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องประชากรล้นโลก สู่โจทย์ใหญ่ “เด็กเกิดน้อย” หลัง 55% ของประเทศทั่วโลกมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทน 2.1 คนต่อผู้หญิง 1 คน กระทบฐานแรงงาน กำลังซื้อ รายได้ภาษี และภาระสวัสดิการ ขณะที่ไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์ราว 1.2 พร้อมเข้าสู่สังคมประชากรลดเร็วขึ้น จับตาโจทย์ใหม่รัฐต้องลดต้นทุนการสร้างครอบครัว ควบคู่ยกระดับผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและ AI 

    55% ประเทศทั่วโลก อัตราเกิดต่ำกว่าระดับทดแทน

    โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่กังวลเรื่องประชากรล้นโลก สู่ยุคที่หลายประเทศต้องเผชิญปัญหา “เด็กเกิดน้อย” โดยข้อมูลจาก UN ระบุว่า 55% ของประเทศทั่วโลกมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนที่ 2.1 คนต่อผู้หญิง 1 คน ขณะที่เกือบ 1 ใน 5 ของประเทศมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 1.4 ซึ่งเป็นระดับที่ประชากรมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว 

    เกาหลีใต้ถือเป็นกรณีที่ชัดเจนที่สุด โดยปี 2024 มีอัตราการเจริญพันธุ์เพียง 0.75 แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมถึงหลายประเทศในยุโรป ต่างเผชิญอัตราการเกิดต่ำกว่าระดับทดแทนมาเป็นเวลานาน ส่วนไทยก็เดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกัน โดยอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงเหลือราว 1.2 และจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ต่อเนื่องหลายปี 

    ปัญหาเด็กเกิดน้อยจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโครงสร้างประชากร แต่กำลังกลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะเด็กที่ไม่ได้เกิดในวันนี้หมายถึงแรงงาน ผู้เสียภาษี ผู้ประกอบการ และกำลังซื้อในอนาคตที่ลดลง ขณะเดียวกันจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาระของคนวัยทำงานสูงขึ้น ทั้งด้านสวัสดิการ บำนาญ และสาธารณสุข 

    จากแจกเงิน สู่การลดต้นทุนการสร้างครอบครัว 

    หลายประเทศพยายามแก้ปัญหาด้วยมาตรการสนับสนุนครอบครัว ตั้งแต่เงินอุดหนุนเด็ก การรักษาภาวะมีบุตรยาก การพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ไปจนถึงสิทธิการลาเลี้ยงดูบุตรและการทำงานแบบยืดหยุ่น ขณะที่บางประเทศใช้มาตรการด้านภาษีและที่อยู่อาศัยเพื่อช่วยลดต้นทุนระยะยาวของการสร้างครอบครัว 

    บทเรียนสำคัญคือ “เงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ” แม้เกาหลีใต้จะใช้งบประมาณจำนวนมากมาตั้งแต่ปี 2006 และออกมาตรการครอบคลุมแทบทุกด้าน แต่อัตราการเกิดยังอยู่ในระดับต่ำที่สุดในโลก สะท้อนว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งค่าครองชีพ ราคาที่อยู่อาศัย ความไม่มั่นคงในการทำงาน ชั่วโมงการทำงาน และภาระการเลี้ยงดูบุตรที่ตกกับผู้หญิง ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจสร้างครอบครัว 

    ดังนั้น นโยบายประชากรจึงต้องเปลี่ยนจากคำถามว่า “ทำอย่างไรให้คนมีลูกมากขึ้น” เป็น “ทำอย่างไรให้คนที่ต้องการมีลูกสามารถมีลูกได้” โดยลดอุปสรรคตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การตั้งครรภ์ การเลี้ยงดู ไปจนถึงการสร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัว 

    ประชากรลด แต่เศรษฐกิจต้องโต 

    ในระยะยาว ประเทศไม่สามารถพึ่งการเพิ่มจำนวนประชากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้แม้จำนวนคนลดลง ผ่านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การลงทุนด้านการศึกษา เทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และ AI ควบคู่กับการพัฒนาทักษะตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพทำงานต่อ และบริหารจัดการแรงงานต่างชาติอย่างเหมาะสม 

    สำหรับไทย การสนับสนุนให้คนมีลูกยังมีความจำเป็น แต่ต้องเดินคู่กับการลงทุนใน “คุณภาพของคน” เพราะในโลกที่ประชากรลดลง ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้อยู่ที่ประเทศใดมีคนมากที่สุด แต่อยู่ที่ประเทศใดสามารถทำให้ประชากรที่มีอยู่สร้างมูลค่าได้สูงที่สุด 

    ท้ายที่สุด วิกฤตประชากรจึงไม่ใช่เพียงโจทย์เรื่อง “จำนวนเด็กเกิดใหม่” แต่เป็นคำถามใหญ่ถึงอนาคตของระบบเศรษฐกิจและสังคมว่า ประเทศจะสร้างสภาพแวดล้อมอย่างไรให้คนอยากสร้างครอบครัว ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จำนวนประชากรจะลดลงอย่างต่อเนื่อง

    บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,227 วันที่ 16 – 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/667075&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ScH6Of0Kr7NYRBZ3oA7a0

  • ‘คงกระพัน’ กางแผน ปตท. ดัน GDP ไทย 3% ชู Green Hub-EV-ไฟฟ้าอัจฉริยะ รับเศรษฐกิจอนาคต

    ‘คงกระพัน’ กางแผน ปตท. ดัน GDP ไทย 3% ชู Green Hub-EV-ไฟฟ้าอัจฉริยะ รับเศรษฐกิจอนาคต

    ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. (PTT) เปิดเผยถึงนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2569 หรือจีดีพี (GDP) เติบโต 2.2% รวมถึงกำหนด5ยุทธศาตร์พลิกประเทศไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต เพื่อผลักดันจีดีพีไทยโตมากกว่า 3% ว่า ปตท. จะดำเนินการร่วมขับเคลื่อนจีดีพีไทยปีนี้ให้ถึง 2.2% ผ่านการคงและเพิ่มกำลังผลิตธุรกิจในเครือ สวนทางธุรกิจพลังงาน 70% ทั่วโลกที่ลดกำลังผลิต โดยธุรกิจปิโตรเคมีของไทยปัจจุบันคิดเป็น 5%ของจีดีพีประเทศไทย 

    นอกจากนี้ในส่วนของเป้าหมายรัฐบาลโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เห็นชอบกรอบการขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ของประเทศ ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1. Investment and Industry Transformation Hub ,2. AI & Digital Hub ,3. Green Hub ,4. Financial Hub ,5. Medical Investment Hub 

    ‘คงกระพัน’ กางแผน ปตท. ดัน GDP ไทย 3% ชู Green Hub-EV-ไฟฟ้าอัจฉริยะ รับเศรษฐกิจอนาคต

    โดยเฉพาะยุทธศาตร์ 3.Green Hub เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว รวมถึงพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น 

    ปตท.ได้เข้าไปทำงานร่วมกับรองนายกรัมนตรีในการขับเคลื่อนแผนต่างๆ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือทั้งรัฐและเอกชนครั้งนี้จะไดรฟ์จีดีพีไทยโตมากกว่า3% ตามเป้าหมายที่วางไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/667067&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HAh_tXPEcqFzDZGdL96b8