Blog

  • เช็กลิสต์เทศกาลปลายปี 2568 เตรียมตัวเที่ยวให้ทันก่อนสิ้นปี

    เช็กลิสต์เทศกาลปลายปี 2568 เตรียมตัวเที่ยวให้ทันก่อนสิ้นปี

              อัปเดตอีเวนต์และเทศกาลปลายปี 2568 ใครกำลังมองหาที่เที่ยว ที่ช้อป หรือกิจกรรมสนุก ๆ เตรียมตัวแพ็กกระเป๋าแล้วไปสัมผัสความสนุกส่งท้ายปีกันได้เลย

              ปลายปี 2568 กำลังจะกลายเป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของปี กับหลากหลายอีเวนต์และเทศกาล ที่ทยอยจัดขึ้นตลอดเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ทั้งงานไฟประดับสุดตระการตา มาร์เก็ตส่งท้ายปี คอนเสิร์ตบรรยากาศอบอุ่น ไปจนถึงเทศกาลท่องเที่ยวประจำฤดูกาล เหมาะสำหรับคนที่อยากออกไปเติมสีสัน เปิดประสบการณ์ใหม่ หรือหาที่เที่ยวสำหรับพักผ่อนช่วงอากาศเย็นสบาย ลองมาอัปเดตลิสต์กิจกรรมเด็ด ๆ ที่ไม่ควรพลาดกันเลย !

    ปฏิทินอีเวนต์และเทศกาล
    เดือนพฤศจิกายน 2568

    • Disney The Magical Stars 2026 (วันที่ 14 พฤศจิกายน – 6 มกราคม 2569) ชวนสัมผัส “ดิสนีย์แลนด์ที่เซ็นทรัลเวิลด์” ใจกลางกรุงฯ สุขมหัศจรรย์ส่งท้ายปี ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก ! บริเวณโซน Central Court ชั้น 1 และลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

    • เทศกาลชมสวน 2568 (วันที่ 17 พฤศจิกายน – 28 กุมภาพันธ์ 2569) ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด Bloom for the Future : Blossoms, Biodiversity & Breaths “การเบ่งบานแห่งชีวิต ธรรมชาติ และความงดงามที่ยั่งยืน”

    เทศกาลชมสวน 2568

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานหลวงราชพฤกษ์ : Royal Park Rajapruek

    • Song Wat Week 2025 (วันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2568 เปิดประสบการณ์สร้างสรรค์ ปลุกย่านประวัติศาสตร์ ทรงวาดให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

    Song Wat Week

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Song Wat Week

    • งาน Disney The Magical Stars 2026 : ต้นคริสต์มาสราชินีแห่งเกลือ เซ็นทรัลมหาชัย (วันที่ 20 พฤศจิกายน – 5 มกราคม 2569) เนรนิตดอกเกลือสมุทร สู่ต้นคริสต์มาสราชินีแห่งเกลือ หนึ่งเดียวในประเทศไทย สูงกว่า 12 เมตร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มาจากการทำเกลือสมุทร และดอกเกลือในจังหวัดสมุทรสาคร ที่มีความสวยงาม ราวกับผลึกน้ำแข็ง พร้อมสะท้อนความสวยงามของ “ดอกเกลือ” ซึ่งเป็นเกลือทะเลชนิดพิเศษ ที่มีชื่อเสียง ทั้งในด้านรสชาติ ความบริสุทธิ์ และรูปลักษณ์ จึงได้ถูกยกย่องให้เป็น “ราชินีแห่งเกลือ”

    ต้นคริสต์มาสราชินีแห่งเกลือ เซ็นทรัลมหาชัย

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานสมุทรสงคราม : TAT Samut Songkhram Office

    • Nasatta Light Festival 2026 (วันที่ 21 พฤศติกายน – 3 พฤษภาคม 2569) เทศกาลแสดงไฟสุดยิ่งใหญ่ฝีมือคนไทย Nasatta Light Festival Winter Illumination 2026 ปีที่ 8 เนรมิตผืนป่ากว่า 30 ไร่ ให้กลายเป็นสวนในห้วงฝันของเหล่านางฟ้าและเทพยดาตัวน้อย ตามแรงบันดาลใจจากคติไทย ภายใต้ธีมใหม่ของปีนี้ “Fairy Dreams” หรือ “ห้วงฝันของเหล่าเทพยดา”

    • มหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ ประจำปี 2568 (วันที่ 15-26 พฤศจิกายน 2568) ณ สนามกีฬาศรีณรงค์ และสนามแสดงช้าง จ .สุรินทร์

    มหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ 2568

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานสุรินทร์ – ศรีสะเกษ TAT Surin-Sisaket

    • การแสดง แสง สี เสียง สุดอลังการ “ตำนานปราสาทพันปี ศีขรภูมิ” (วันที่ 21-22 พฤศจิกายน) ณ ปราสาทศีขรภูมิ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ พร้อมการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการเรื่อง “’มหาศิวนาฏราช คีตศาสตร์ศีขรภูมิ” (MAHASHIVANATARAAT KITASART SIKHORAPHUM)

    ปราสาทศีขรภูมิ

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานสุรินทร์ – ศรีสะเกษ TAT Surin-Sisaket

    • งานสัปดาห์​สะพาน​ข้าม​แม่น้ำ​แคว​ และงาน​กาชาด​ ประจำปี​ 2568 (วันที่ 27 พฤศจิกายน – 7 ธันวาคม 2568)  ณ สะพานข้ามแม่น้ำแคว และลานข้างองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี

    • เทศกาลพลุนานาชาติพัทยา 2568 (วันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2568) ณ บริเวณชายหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี 

    • งานเกษตรกำแพงแสน ครั้งที่ 28 ประจำปี 2568 (วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568) ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ภายใต้แนวคิด “เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน แหล่งเรียนรู้ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ถิ่นนวัตกรรมล้ำค่า สร้างสรรค์ปัญญาประดิษฐ์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

    ปฏิทินอีเวนต์และเทศกาล
    เดือนธันวาคม 2568

    • ธ สถิตในดวงใจ ไทยนิรันดร์ (วันที่ 1 ธันวาคม 2568) ณ อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

    ธ สถิตในดวงใจ ไทยนิรันดร์

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ : TAT Prachuap Khiri Khan

    • งานโครงการหลวง 2568 “ทศมมหาราชา พระมหากรุณานำการพัฒนาสู่ความยั่งยืน” (วันที่ 1-10 ธันวาคม 2568) ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ (เส้นทางขึ้นวัดพระธาตุดอยคำ จังหวัดเชียงใหม่) ร่วมเปิดบ้านสถาบันการเรียนรู้โครงการหลวง เรียนรู้ 40 เส้นทาง งานพัฒนาบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนตลอด 56 ปี เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดงานโครงการหลวง และพบกับ นิทรรศการงานวิจัย นวัตกรรมผลิตผล ผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวง มากกว่า 1,200 รายการ

    • เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง Colors of Doi Tung (วันที่ 2 ธันวาคม – 25 มกราคม 2569) ดอยตุง จังหวัดเชียงราย เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง Colors of Doi Tung 12th The Monsters’ Journey “Blooming Inspiration” ผจญภัยไปกับเหล่าผู้พิทักษ์ป่าดอยตุง สานต่อแรงบันดาลใจจากฟากฟ้า

    เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานเชียงราย

    • งาน “ฟังเพลงพ่อ คลอเสียงน้ำ – Rhythm of Life ครั้งที่ 6” (วันที่ 5-7 ธันวาคม 2568) ณ สวนหน้าเขื่อนขุนด่านปราการชล อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

    • Night at the Museum ครั้งที่ 4 (วันที่ 5-7 ธันวาคม 2568) พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาลำปาง จังหวัดลำปาง ตอน “Dinotopia @นครลำปาง” มหานครสุดมหัศจรรย์ที่มนุษย์และไดโนเสาร์อยู่ร่วมกัน

    • เทศกาลไม้ดอกไม้ประดับ ไม้เมืองหนาว (วันที่ 5 ธันวาคม – 31 มกราคม 2569) ณ สวนพฤษชาติ ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี 

    • BIG MOUNTAIN MUSIC FESTIVAL 15 มัน มงคล มาก (วันที่ 6-7 ธันวาคม 2568) ณ ดิโอเชี่ยน เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา 

    • เทศกาลกินปลาทูแม่กลอง และของดีเมืองแม่กลอง (วันที่ 12-21 ธันวาคม 2568) ณ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ตอน กินปลาทูแล้วอายุยืนหมื่นปี มาในธีมงานวัด สนุกสนานแน่นอน

    เทศกาลกินปลาทูแม่กลอง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศกาลกินปลาทูแม่กลอง

    • งาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” (วันที่ 18 ธันวาคม – 7 มกราคม 2569) ณ สวนไม้งามริมน้ำกก อบจ.เชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ภายใต้แนวคิด “สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์”

    • งาน “สวนบ้านแก้วแฟร์ วันสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี รำลึก ๑๒๑ ปี ภิรมย์รำไพ” (วันที่ 19 – 21 ธันวาคม 2568) ณ สวนบ้านแก้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี มาสัมผัสบรรยากาศแห่งวันวานสุดอบอุ่น ย้อนอดีตสู่ความงดงามในยุคสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี กับกิจกรรมสุดพิเศษมากมายที่จะพาคุณ สุข สนุก และภิรมย์ใจไปด้วยกัน

    สวนบ้านแก้วแฟร์

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานจันทบุรี

    • เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส จังหวัดสกลนคร ประจำปี 2568 (วันที่ 20-26 ธันวาคม 2568) ณ ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร 

    • งานเทศกาลเคาท์ดาวน์ นันทบุรี 2569 (วันที่ 29-31 ธันวาคม 2568) ในเขตเมืองเก่าน่าน จังหวัดน่าน พบการแสดงทางศิลปะวัฒนธรรมและดนตรีร่วมสมัย การจุดพลุกว่า 2000 ลูก การแปลอักษรโดรน ซุ้มไฟพญานาคตลอดเส้นทางการจัดงาน การจำหน่ายและจัดแสดงสินค้าท้องถิ่น workshop  การประกวดภาพวาดและภาพถ่าย การ countdown ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 เป็นต้น

    งานเทศกาลเคาท์ดาวน์ นันทบุรี 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน

              ปลายปีนี้ยังมีบรรยากาศดี ๆ และกิจกรรมอีกมากมายรอให้คุณออกไปสัมผัส เตรียมแพลนให้พร้อม แล้วออกไปสนุกกับเทศกาลปลายปี 2568 กันได้เลย ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวปีใหม่ เทศกาลท่องเที่ยว ที่เที่ยวหน้าหนาว 2568 อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view296634.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NrjO08pLEHT43s7OLbBX8

  • นักท่องเที่ยวชาวจีนจะยกเลิกตั๋วเดินทาง 500,000 เที่ยวไปญี่ปุ่นหลังสองประเทศเผชิญหน้ากัน

    นักท่องเที่ยวชาวจีนจะยกเลิกตั๋วเดินทาง 500,000 เที่ยวไปญี่ปุ่นหลังสองประเทศเผชิญหน้ากัน

    นักวิเคราะห์การบินกล่าวกับสำนักข่าว AFP โดยคาดว่าผู้โดยสารชาวจีนจะยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นราว 500,000 ใบ หลังจากที่ปักกิ่งเตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น เนื่องจากทั้งสองประเทศกำลังเผชิญหน้ากันทางการทูต

    ทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่น ระบุว่าประเทศของเธออาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากไต้หวัน ซึ่งปักกิ่งอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน ถูกโจมตี

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จีนได้ออกคำเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในอนาคตอันใกล้

    หลี่ฮั่นหมิง นักวิเคราะห์การบินอิสระ ซึ่งรวบรวมข้อมูลการจองเที่ยวบินของผู้โดยสารชาวจีนจากสายการบินหลักและบริษัทตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์รายวันตั้งแต่ปี 2566 กล่าวว่า คำเตือนดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรง

    จากข้อมูลของเขา การจองเที่ยวบินไปยังญี่ปุ่นที่ยังคงดำเนินการอยู่ลดลงจากประมาณ 1.5 ล้านเที่ยวในวันที่ 15 พฤศจิกายน เหลือเพียงหนึ่งล้านเที่ยวในอีกสองวันต่อมา ทำให้หลี่สรุปได้ว่ามีเที่ยวบินถูกยกเลิกประมาณ 500,000 เที่ยว

    นับตั้งแต่เขาเริ่มสร้างฐานข้อมูลนี้ขึ้นมา โดยปกติแล้วการจองตั๋วที่ยังคงดำเนินการอยู่จะลดลงประมาณ 5% ในแต่ละวัน เขากล่าวกับ AFP ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการลดลง 33% ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

    “แน่นอนว่าจะมีการยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มขึ้น หากความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น” หลี่กล่าว

    สายการบินจีนหลายแห่ง รวมถึงสายการบินที่ใหญ่ที่สุดสามแห่ง ได้เสนอคืนเงินเต็มจำนวนสำหรับเที่ยวบินไปยังญี่ปุ่นที่จองไว้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม

    เมื่อวันอังคาร บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวในจีนมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันเกี่ยวกับคำแนะนำการเดินทางนี้

    บริษัทท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของรัฐแห่งหนึ่งได้ลบตัวเลือกการท่องเที่ยวญี่ปุ่นทั้งหมดออกจากแอปพลิเคชัน ขณะที่หน่วยงานอื่นในกรุงปักกิ่งระบุว่าจะไม่รับการจองทัวร์ญี่ปุ่นอีกต่อไป

    หน่วยงานอื่นๆ ที่ AFP ติดต่อมากล่าวว่า ทัวร์ญี่ปุ่นของพวกเขายังคงให้บริการตามปกติ และแสดงความหวังว่าสถานการณ์จะเป็นเพียงชั่วคราว

    นักท่องเที่ยวจีนเป็นแหล่งที่มาของนักท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุด โดยมีนักท่องเที่ยวเกือบ 7.5 ล้านคนเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2568 ตามข้อมูลของญี่ปุ่น

    พวกเขาใช้จ่ายรวมกันมากกว่าพันล้านดอลลาร์ต่อเดือนในไตรมาสที่สาม คิดเป็นเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

    หุ้นการท่องเที่ยวและค้าปลีกของญี่ปุ่นร่วงลงในวันจันทร์หลังจากจีนออกคำเตือนเรื่องการเดินทาง

    Agence France-Presse

    Photo มาซากิ คานาอิ อธิบดีกรมกิจการเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ซ้าย) และ หลิวจิ้นซง อธิบดีกรมกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน (กลาง) ออกเดินทางหลังการประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 โดยญี่ปุ่นได้เตือนพลเมืองจีนให้ระมัดระวังสภาพแวดล้อมและหลีกเลี่ยงฝูงชนจำนวนมาก ท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตเกี่ยวกับความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เกี่ยวกับไต้หวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/37679&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06fUpnLQZUoz3Nqgp-jLjk

  • MOTHER รับไฮซีซั่นท่องเที่ยว หนุนยอดขายไตรมาส 4 พุ่ง

    MOTHER รับไฮซีซั่นท่องเที่ยว หนุนยอดขายไตรมาส 4 พุ่ง

    นายเอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ MOTHER เปิดเผยในงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า ทิศทางการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการขยายจำนวนสาขาของบริษัทเป็น 22 สาขาในปัจจุบัน รวมถึงการเพิ่มจำนวนร้านค้าในเครือ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

    ทั้งนี้ ไตรมาส 4 ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ส่งผลให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมายังจังหวัดกระบี่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 33 ขณะที่นักท่องเที่ยวจากทวีปยุโรปเพิ่มขึ้นร้อยละ 54 สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวของพื้นที่ในแต่ละปี ส่งผลให้คาดการณ์ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ในปีนี้จะสูงกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 91,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม ทั้งสนามบินและเส้นทางคมนาคม

    นายเอกพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกลยุทธ์การขาย MOTHER มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีก ซึ่งให้ผลกำไรสูงกว่า แม้ว่ากลุ่มลูกค้าส่งบางรายจะมีการสั่งซื้อสินค้าลดลง อันเนื่องมาจากการยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่ายของผู้ประกอบการบางราย ทำให้บริษัทไม่ได้ตั้งเป้าการเติบโตในส่วนค้าส่งอย่างต่อเนื่องในปีนี้

    เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัทมั่นใจว่ายอดขายในไตรมาส 4 ปีนี้จะเติบโตในระดับสูง ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายและการขยายสาขาในปี 2569 ให้เติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และมีจำนวนสาขาไม่น้อยกว่าปีปัจจุบัน

    ในส่วนของมาตรการ “คนละครึ่ง” แม้ว่าบริษัทจะไม่ได้เข้าร่วมรับสิทธิ์โดยตรง แต่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมผ่านกลุ่มลูกค้าส่ง ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นจากปกติ นอกจากนี้ มาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังช่วยกระตุ้นการจับจ่าย ทำให้ยอดขายในเดือนพฤศจิกายนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

    “บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง ยืนยันความพร้อมในการดำเนินธุรกิจและการขยายกิจการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตตามที่ได้วางไว้” นายเอกพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/796860&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y0D3Cb8KAoeeBkVu6W9ev

  • การขออนุญาตไปต่างประเทศ ด้วยทุนส่วนตัวและทุนที่ไม่ผูกพันกับงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    การขออนุญาตไปต่างประเทศ ด้วยทุนส่วนตัวและทุนที่ไม่ผูกพันกับงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    การขออนุญาตไปต่างประเทศ ด้วยทุนส่วนตัวและทุนที่ไม่ผูกพันกับงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา


    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    หนังสือนำส่ง
    เอกสารประกอบการขออนุญาตไปต่างประเทศ

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93075&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RwyhPTpHgR6YTnq7F17c4

  • “นฤมล” ร่วมเวทีผนึกความร่วมมือ 3 ภาครัฐ-เอกชน พร้อมผลักดันการศึกษาไทยพัฒนายั่งยืนในโลกดิจิทัล | TOPNEWS

    “นฤมล” ร่วมเวทีผนึกความร่วมมือ 3 ภาครัฐ-เอกชน พร้อมผลักดันการศึกษาไทยพัฒนายั่งยืนในโลกดิจิทัล | TOPNEWS

    ในโอกาสนี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ ได้กล่าววิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและมูลนิธิฯ ตอนหนึ่งว่า ขอแสดงความยินดีที่มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED เดินทางมาถึง 9 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเกิดความยั่งยืนยาวได้ด้วยวิสัยทัศน์ขององคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ซึ่งในอดีตดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ. รวมทั้งวิสัยทัศน์ของอดีต รมว.ศธ. และสรรพกำลังของทุกภาคส่วน ที่เป็นพลังร่วมกันขับเคลื่อนมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนตัวดิฉันเอง เมื่อได้รับตำแหน่งก็ได้ขอคำแนะนำจากท่านองคมนตรี พร้อมนำมาขับเคลื่อนจนมีความก้าวหน้าในขณะนี้ เรื่องหนึ่งคือ วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่จะนำมาบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน โดยในวันที่ 27 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จะมีการจัดประชุมชี้แจงถึงความสำคัญของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเรือน ทั้งในรูปแบบออนไซต์ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ และออนไลน์ไปยังทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพราะหลายคนยังมีความสงสัยว่าทำไมยังต้องเรียนประวัติศาสตร์ของชาติ ทั้ง ๆ ที่ในโลกยุคปัจจุบันก้าวไปสู่โลกดิจิทัลและ AI แล้ว

    “การประชุมชี้แจงฯ ในครั้งนี้ ต้องการสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนครู บุคลากร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้รู้ถึงความสำคัญของการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนของเราได้รู้ถึงที่มาที่ไป และประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ ประเทศ แต่เชื่อว่ายังไงก็มีความแตกต่างกัน และแม้หลายคนบอกว่าล้าหลัง หรือจะนำลูกหลานไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์หรือโรงเรียนสองภาษา ก็จะต้องบอกว่า อย่างไรก็ต้องไปเรียนประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น ๆ เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีความตั้งใจที่จะบริหารการศึกษาให้ปลอดจากการเมือง ไม่นำการเมืองเข้ามาแทรกในการศึกษาเด็ดขาด ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ศธ. ก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงโครงการอนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย รวมพลังความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ระยะที่ 4 มุ่งสู่อนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า การสร้างอนาคตการศึกษาร่วมกับเครือข่าย ของมูลนิธิฯ นั้น ถือเป็นอีกเวทีที่รวมภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และโรงเรียนต่าง ๆ มาบูรณาการทำงานเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญด้านการศึกษา ที่ปัจจุบันมีโรงเรียนในสังกัด ศธ. ถึง 29,005 โรงเรียน ในจำนวนนี้มีโรงเรียนขนาดเล็ก (มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน) กว่า 20,000 แห่ง กระจายอยู่ในชุมชนและตำบลทั่วประเทศ ที่ยังมีความขาดแคลนในหลาย ๆ ด้าน เป็นเป้าหมายหนึ่งที่ดิฉันต้องการที่จะพัฒนาและบริหารจัดการใน 2 เรื่อง คือ เรื่องแรกการปรับวิธีการจัดสรรงบประมาณที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากขึ้น จากเดิมที่เน้นไปที่จำนวนนักเรียน (เงินอุดหนุนรายหัว) ทำให้โรงเรียนเล็กมีเงินพัฒนาโรงเรียนน้อยกว่าโรงเรียนที่มีเด็กมากกว่า ทำให้เกิดความห่างมากขึ้น ซึ่งขณะนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดเวทีสมัชชาการศึกษาร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อกำหนดเป็นแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวแบบใหม่ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ ต่อไป

    ส่วนเรื่องที่สอง คือการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความละเอียดอ่อน จึงได้มอบให้ สพฐ. โดยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องลงไปทำงานคลุกคลีอยู่ในกับพื้นที่ เพื่อหาวิธีการจัดการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ที่ไม่ใช่แบบ one size fix all เหมือนที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

    “สิ่งหนึ่งที่ทาง ศธ. ต้องการให้มูลนิธิฯ สนับสนุนเพิ่มเติมคือ เรื่องของการศึกษาพิเศษ ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มมีเด็กพิเศษมากขึ้น และกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายให้เด็กเหล่านี้ ได้รับการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อให้สามารถเข้าไปเรียนรวมในโรงเรียนทั่วไปได้ ที่จะต่อยอดการเรียนรู้และพัฒนาอย่างรอบด้านต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงบ้านพักครู เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครู ให้ครูมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย ซึ่งปัจจุบัน สพฐ. มีบ้านพักครูอยู่ในความดูแลกว่า 41,000 หลัง โดยพบว่ามีสภาพทรุดโทรมกว่า 14,900 หลัง และในจำนวนนี้กว่า 13,000 หลัง ยังมีครูอาศัยอยู่จริง จึงกำหนดให้เป็น เฟสแรกในการเร่งปรับปรุงภายในปีนี้ และจะบรรจุในแผนพัฒนาเพื่อปรับปรุงให้ครบ 40,000 หลัง ภายในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งล่าสุดเราได้ลงนามความร่วมมือ โครงการจัดสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และการเคหะแห่งชาติ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหากทางมูลนิธิฯ จะร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ในโรงเรียนที่อยู่ในเครือข่ายอยู่แล้ว ทาง ศธ.ก็จะยินดีอย่างยิ่ง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอแสดงความยินดีกับการทำงานด้านการศึกษาตลอด 9 ปีที่ผ่านมาของมูลนิธิฯ ซึ่งทาง ศธ. ก็มีความยินดีที่จะร่วมทำงานกับมูลนิธิฯ ต่อเนื่องร่วมกันอีกยาวนาน และพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกันในทุกมิติ ทั้งระบบพัฒนา School Management System (SMS) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ทุกแห่ง รวมทั้งการพัฒนาผู้บริหารและครู ที่สอดคล้องกับกับยุทธศาสตร์ของ CONNEXT ED ทั้ง 5 ด้าน อย่างเต็มที่

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้มอบรางวัลให้แก่นักเรียนโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีต้นแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1395676&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2whQDhMPx6gbulxe32iq8u

  • ไม่เกินคาด! กมธ.ศึกษายกเลิก MOU43-44 จ่อขยายเวลาเพิ่ม 30 วัน

    ไม่เกินคาด! กมธ.ศึกษายกเลิก MOU43-44 จ่อขยายเวลาเพิ่ม 30 วัน

    ‘กมธ.ศึกษา ยกเลิก MOU43-44’ จ่อ ขยายเวลาเพิ่ม 30 วัน เหตุพิจารณาไม่ทัน ‘สฤษฏ์พงษ์’ เผยที่ประชุมยังเห็นต่าง หนุน ‘รัฐบาล’ จัดเวทีดีเบต ให้ความรู้ประชาชน ย้ำอำนาจยกเลิกอยู่ที่ ครม.

    19 พ.ย. 2568 – นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษา ว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทำรายงาน มีเวลาศึกษาจนถึงวันที่ 3 ธ.ค.นี้ ซึ่งคิดว่าไม่ทันจึงต้องขอขยายเวลาศึกษาออกไปอีก 30 วัน เพื่อให้มีเวลาในการรวบรวมเอกสาร และข้อมูล ของแต่ละฝ่ายให้ได้เต็มที่ ซึ่งทางกรรมาธิการได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อไปรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบข้อมูลให้สมบูรณ์โดยมี นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประธาน

    ส่วนขณะนี้ เหตุการณ์ชายแดนเริ่มปะทุอีกครั้ง ทาง กมธ.ได้ประเมินสถานการณ์ไว้หรือไม่ นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เราประเมินทุกสถานการณ์ แต่การจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก MOU เป็นอำนาจของรัฐบาล แต่บทบาทของกมธ.ก็ทำเต็มที่เพื่อเสนอให้รัฐบาล ส่วนรัฐบาลจะฟังหรือไม่ฟังข้อมูลจากกรรมาธิการ ก็เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี

    ในที่ประชุมขณะนี้ ก็มีความเห็นที่แตกต่างกันทั้งในส่วนข้าราชการ อดีตข้าราชการ และภาคประชาชน แต่ในความเห็นที่แตกต่างกันก็พยายามทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ใครเป็นฝ่ายที่ถูกหรือฝ่ายที่ผิด แต่อาจมีฐานข้อมูลความเชื่อและการตีความที่แตกต่างกัน

    เมื่อถามว่าในที่ประชุมมีการพูดคุยหรือไม่ว่าถ้าหากยกเลิก MOU43-44 จะทำให้เราเสียเปรียบหรือได้เปรียบมากกว่ากัน นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า ฝ่ายที่เห็นควรไม่ให้ยกเลิกก็ให้เหตุผลว่าหากเรายกเลิกเราก็จะเสียสิทธิ์และเสียเปรียบ ส่วนฝ่ายที่บอกว่ายกเลิกได้ทันทีก็เพราะว่าเขาผิดอนุสัญญาและเป็นโอกาสในจังหวะที่ประเทศไทยควรยกเลิก แต่ยังมีอีกหลายประเด็นทั้งเรื่องที่ต้องพิจารณา เช่น การตีความตามเส้นแนวเขตว่าจะใช้แนวเขตตามขอบหน้าผาหรือแนวสันปันน้ำ ซึ่งวันนี้จะมีการคุยกันในเรื่องเขตรอยต่อไทยกัมพูชาที่เป็นสันเขาและล้ำเข้ามาในดินแดนของประเทศไทย ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

    เมื่อถามว่ารัฐบาลเตรียมจัดดีเบตรับฟังความเห็นเรื่อง MOU43-44 ทาง กมธ.จะมีส่วนร่วมอย่างไรนั้น นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะพี่น้องชายแดน 7 จังหวัด โดยนำวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญให้ข้อมูลทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแก่ประชาชนตามแนวชายแดน

    ส่วนจะทำให้เราเสียเปรียบกัมพูชาหรือไม่ในการดีเบตครั้งนี้ นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า ความได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ที่ข้อกฎหมายอยู่แล้ว สิ่งที่ประเทศไทยเราจะได้ก็คือประชาชนได้มีความรู้เพิ่มขึ้น และเห็นด้วยในการทำประชามติแบบประเทศประชาธิปไตย เราอย่าไปคิดว่าตอนเซ็น MOU ทำไมไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพอคราวนี้ตัดสินใจให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตนคิดว่ารัฐบาลหรือ ครม. จะตัดสินใจว่าจะยกเลิกหรือไม่เพียงแต่ต้องการให้ประชาชนมามีส่วนร่วม และการที่กัมพูชาทำพฤติกรรมแบบนี้เราก็ต้องเก็บข้อมูลเพราะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เราก็ต้องไปเก็บข้อมูลว่าละเมิดอย่างไร สิ่งเหล่านี้พอถึงเวลาจะย้อนกลับและเป็นคนประโยชน์ต่อประเทศไทย

    สิ่งสำคัญที่สุด ที่ตนอยากทำความเข้าใจกับประชาชนคือ ให้ประชาชนยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ สิ่งที่เห็นต่างกันในข้อเท็จจริงเราอย่านำประเด็นที่เห็นต่างกันทำเพื่อชัยชนะ ประเด็นที่เห็นต่างและทำให้กัมพูชาเอาประเด็นที่เห็นว่ามีประโยชน์ไปอ้างได้ในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/898542/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-zk2S1ifAisVxMea-4nrQ

  • น้ำท่วมชัยนาท ยังอ่วม 11 โรงเรียนปิดไม่มีกำหนด ปรับรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์

    น้ำท่วมชัยนาท ยังอ่วม 11 โรงเรียนปิดไม่มีกำหนด ปรับรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์

    น้ำท่วมชัยนาท ยังกระทบเป็นวงกว้าง 11 โรงเรียนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ประกาศปิดต่อเนื่อง ปรับรูปแบบการเรียนการเป็นออนไลน์ ลดปัญหาการเดินทางของนักเรียน-บุคลากร

    วันที่ 19 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม้จะเริ่มมีปริมาณลดลงแต่ชาวบ้านในหลายพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบ ส่งผลทำให้บ้าน วัด โรงเรียน รวมไปถึงหน่วยงานราชการหลายแห่งยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่น้ำเอ่อเข้าท่วมแล้ว ต้องรอให้น้ำลดมากกว่านี้ถึงจะสามารถระบายได้

    สำหรับปัจจุบัน สถานการณ์น้ำที่ สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,788 ลบ.ม./วินาที ที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.45 เมตร/รทก. มีปริมาณน้ำทางด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 16.29 เมตร/รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 5 ซม. และเขื่อนเจ้าพระยามีอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนอยู่ที่ 2,688 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำลดจากเมื่อวาน 5 ซม. นอกจากนี้ทางกรมชลประทานยังได้ทำการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง ในอัตรารวมกันอยู่ที่ 640 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ทางด้านท้ายน้ำ

    นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ ยังคงมีระดับสูงไม่ต่ำกว่า 2 เมตรในบางจุด ชาวบ้านใช้ชีวิตกันอยู่ด้วยความยากลำบาก ต้องใช้เรือพายเข้าออกหมู่บ้าน 

    ขณะที่ทางด้านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท เผยตัวเลข ปัจจุบัน ในพื้นที่ จ.ชัยนาท มีโรงเรียนในพื้นที่ประสบอุทกภัยปิดทำการเรียนการสอนแล้ว จำนวน 11 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนวัดอินทราราม โรงเรียนโพธิ์ประสิทธิ์ โรงเรียนวัดสมอ โรงเรียนวัดยางศรีเจริญ โรงเรียนวัดมะปราง โรงเรียนวัดศรีมงคล โรงเรียนวัดหาดอาษา โรงเรียนวัดบ้านหนอง โรงเรียนบางไก่เถื่อน โรงเรียนชุมชนวัดโคกเข็ม และโรงเรียนวัดโพธิ์มงคล ซึ่งโรงเรียนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย นักเรียนไม่สามารถเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนได้ตามปกติ โดยทางโรงเรียนได้มีการปรับรูปแบบการเรียนมาเป็นในรูปแบบออนไลน์ และ On hand ให้กับนักเรียน

    ขณะที่ทางกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชัยนาท (กอ.ปภ.ชัยนาท) ได้เปิดเผยว่าปัจจุบัน ในพื้นที่ จ.ชัยนาท มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้วจำนวน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.วัดสิงห์ อ.มโนรมย์ อ.เมืองชัยนาท อ.สรรคบุรี และ อ.สรรพยา มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้วจำนวน 26 ตำบล 1 เขตเทศบาล 88 หมู่บ้าน 11 ชุมชน 6,235 ครัวเรือน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนแล้ว 17,947 คน พื้นที่ทางการเกษตรกว่า 600 ไร่ ซึ่งทางองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ยังคงให้ความช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/central/2896435&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bRLGaOU0jmmotqE_zuMD1

  • นักวิจัยไขปริศนา…นกและสัตว์ทะเลกินพลาสติกเท่าไรถึงอันตรายแก่ชีวิต?

    นักวิจัยไขปริศนา…นกและสัตว์ทะเลกินพลาสติกเท่าไรถึงอันตรายแก่ชีวิต?

    นับเป็นอีกหนึ่งผลการศึกษาที่น่าสนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อม เมื่อนักวิจัยจากหลายประเทศทำการวิเคราะห์ซากสัตว์ทะเลกว่า 10,412 ตัวจากทั่วโลก เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการกลืนพลาสติกกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต พบว่าสัตว์ทะเลหลายชนิดสามารถตายได้แม้กลืนพลาสติกเพียงเล็กน้อย

    งานวิจัยล่าสุดนี้เผยแพร่ใน Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) โดยทีมวิจัยรวบรวมข้อมูลจากนกทะเล เต่าทะเล และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล เช่น โลมา วาฬ และแมวน้ำ เพื่อสร้างโมเดลทางสถิติที่ช่วยทำนายความเสี่ยงการตายจากพลาสติก โดยใช้เทคนิค Weibull Accelerated Failure Time model ซึ่งเน้นวัดความเสี่ยงจากการตายเฉียบพลัน หลังการอุดตันหรือบาดเจ็บในทางเดินอาหาร

    ผลการศึกษาพบว่าแม้สัตว์จะกลืนพลาสติกเพียงเล็กน้อยก็สามารถเกิดอันตรายรุนแรงได้ เช่น

    • นกทะเล มีโอกาสตายสูงถึง 90% เมื่อกลืนพลาสติกเพียง 6 ชิ้นขนาดเล็กกว่าถั่ว
    • เต่าทะเล อาจเสียชีวิตเมื่อมีพลาสติกในทางเดินอาหารประมาณ 405 ชิ้น
    • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล เช่น โลมาและแมวน้ำ มีโอกาสตายสูงเมื่อกลืนพลาสติกประมาณ 29 ชิ้น

    sustainability-researchers-solve-mystery-plastic-marine-animal-death-SPACEBAR-Photo01.jpg

    นักวิจัยยังพบว่า “ชนิดของพลาสติก” ส่งผลต่อความรุนแรงของอันตรายแตกต่างกัน

    • นกทะเล อันตรายมากจาก พลาสติกยางและพลาสติกแข็ง
    • เต่าทะเล เสี่ยงจาก พลาสติกเนื้อนิ่มและถุงพลาสติก
    • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ได้รับอันตรายจาก พลาสติกเนื้อนิ่มและเศษอุปกรณ์ประมง

    ข้อมูลจากการชันสูตรซากสัตว์เผยว่า 47% ของเต่าทะเล, 35% ของนกทะเล และ 12% ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทะเล มีพลาสติกในทางเดินอาหารเมื่อเสียชีวิต และส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์หรือถูกคุกคามตาม IUCN ซึ่งชี้ชัดว่ามลพิษพลาสติกเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของสายพันธุ์หลายชนิด

    “ขีดจำกัดของพลาสติกที่เป็นอันตรายต่อนกทะเลและสัตว์ทะเลนั้นเล็กกว่าที่เราคาดไว้มาก เราจำเป็นต้องลดการผลิตพลาสติก ปรับปรุงระบบจัดการขยะ รีไซเคิล และทำให้มหาสมุทรสะอาดขึ้น”

    — เอริน เมอร์ฟีย์ นักวิจัยด้านพลาสติกในทะเลจากองค์กร Ocean Conservancy กล่าว

    นักวิจัยชี้ว่าการศึกษานี้เน้นผลกระทบระยะสั้นจากการอุดตันในทางเดินอาหารเท่านั้น ยังไม่ได้รวมถึงผลระยะยาวจากสารเคมีในพลาสติก หรือความเสี่ยงจากการพันรัด ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบต่อชีวิตสัตว์ทะเลสูงกว่าที่รายงานหลายเท่า

    sustainability-researchers-solve-mystery-plastic-marine-animal-death-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ทั้งนี้ จากข้อมูล OECD ที่เปิดเผยในปี 2019 พบว่าในแต่ละปีมีพลาสติกกว่า 6 ล้านตันเล็ดลอดเข้าสู่แม่น้ำ ทะเลสาบ และมหาสมุทร การวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่าปัญหาเศษพลาสติกขนาดใหญ่ยังคงเป็นภัยร้ายแรงต่อสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ แม้ว่าความสนใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะขยายไปยัง “ไมโครพลาสติก” และ “นาโนพลาสติก” ที่พบกระจายทั้งในทะเลลึกและร่างกายมนุษย์

    งานวิจัยนี้ตอกย้ำความจำเป็นในการดำเนินมาตรการเพื่อลดพลาสติกในมหาสมุทร ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 12 และ SDG 14 ทั้งในเรื่องการลดการผลิตพลาสติก การปรับปรุงระบบจัดการขยะ การรีไซเคิล และการทำความสะอาดมหาสมุทร เพื่อปกป้องชีวิตสัตว์ทะเลและรักษาสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว

    ท้ายที่สุด หากมองในมุมเสียดสี เหมือนกับว่ามหาสมุทรกำลังกลายเป็น “บุฟเฟ่ต์พลาสติก” ขนาดยักษ์สำหรับสัตว์ทะเล โดยที่ “มนุษย์” เป็นพ่อครัวผู้สร้างอาหารพิษ โดยไม่รู้ว่าเหล่านก เต่า และวาฬที่กินเข้าไป…จะรอดชีวิตได้กี่เปอร์เซ็นต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-researchers-solve-mystery-plastic-marine-animal-death&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35onknHRSIFYpSj3v5kYzi

  • SPC มอบ 300 ทุนการศึกษา สานต่ออนาคตบุตรพนักงาน

    SPC มอบ 300 ทุนการศึกษา สานต่ออนาคตบุตรพนักงาน

    บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC สานต่อเจตนารมณ์ความห่วงใยและใส่ใจบุคลากร มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชน ผ่าน “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา” แก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัว และเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยในปี 2568 นี้ SPC ได้มอบทุนการศึกษาไปทั้งสิ้น 300 ทุน เพราะการศึกษาคือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรหยุดใฝ่รู้

    นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ได้ย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาในพิธีมอบทุนว่า “การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยของชีวิต ในวัยใดก็ตาม แม้กระทั่งตนเอง ก็คิดว่า ต้องไม่หยุดที่จะศึกษาเพื่อพัฒนาตัวเอง สามารถเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด การเรียนรู้มีความสำคัญมาก อยากฝากพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้ดูแลบุตรหลาน ให้สนใจเรียนรู้เพิ่มเติม ความสนใจใฝ่รู้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก หากคนเรารู้น้อย จะไม่สามารถสู้คนที่รู้เยอะได้ ต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ปล่อยทุกอย่างผ่านไป ถือว่าไม่ใช่หน้าที่”

    พลังใจและความมุ่งมั่นของเด็กๆ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างน่าประทับใจ

    ด.ญ.ปิญดา กุศลศิลป์ (น้องบิวตี้) อายุ 8 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนวัดแพรกษา จ.สมุทรปราการ ผู้ได้รับทุนเป็นปีแรก  ได้กล่าวด้วยความดีใจและซาบซึ้ง “รู้สึกดีใจ และขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี ได้ทุนการศึกษานี้จะนำไปแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับพ่อแม่ ซึ่งตนเองมีความใฝ่ฝันอยากเป็นครู และมีผลการเรียนระดับ 3 มาตลอด เนื่องจากได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ต้องเหนื่อยทำงานเพื่อดูแลครอบครัว จึงตั้งใจเรียนและมักจะช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านด้วยการกวาดบ้านถูบ้าน เพื่อช่วยแบ่งเบาและทำให้คุณพ่อคุณแม่หายเหนื่อย

    น.ส. ทิพย์รัตน์ สายเสมา (น้องจีจ้า) อายุ 15 ปี  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนบ้านหนองนกทา จ.อุบลราชธานี ผู้ได้รับทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  กล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ให้โอกาสทางการศึกษา เงินทุนที่ได้รับมีความสำคัญอย่างยิ่ง “นำเงินทุนการศึกษาที่ได้ ไปจ่ายค่าเทอม ซื้อชุดนักเรียน และใช้กับกิจกรรม การเรียนต่างๆ เพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง ส่วนผลการเรียนอยู่ในระดับดีเสมอมา และชอบงานสายลุย จึงทำให้ตั้งเป้าหมายที่ตนเองตั้งใจไว้ นั่นคือ การเป็นวิศวกรรมโยธา

    นายภูริพัฒน์ มหาเจริญ (น้องเชพ) อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม จ.นครปฐม ผู้ได้รับทุนเป็นปีแรก  ได้กล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่มอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ตนเองนั้นรู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก  และจะนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งทุนการศึกษา และค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารอากาศเหมือนคุณตา

    การมอบทุนการศึกษานี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ SPC ในการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อร่วมสร้างเยาวชนคนเก่งให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาครอบครัว สังคม และประเทศชาติต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/796924&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EF3SpJJeKkBf0-TEkSJ0S

  • ททท. ต่อยอดกระแสบวก หนุน ‘จีนเที่ยวไทย’ ฟื้น ระดมแคมเปญเจาะกรุ๊ปทัวร์-กลุ่ม FIT

    ททท. ต่อยอดกระแสบวก หนุน ‘จีนเที่ยวไทย’ ฟื้น ระดมแคมเปญเจาะกรุ๊ปทัวร์-กลุ่ม FIT

    ธุรกิจ

    19 พ.ย. 2025 เวลา 6:10 น.

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. 2568 ตามคำทูลเชิญของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับการตอบรับเชิงบวกเป็นอย่างมากจากทั้งสื่อหลักและประชาชนจีนซึ่งสะท้อนความคิดเห็นบนโลกออนไลน์

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการติดตามกระแสสื่อและความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ในประเทศจีนของสำนักงาน ททท. ทั้ง 5 แห่งในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู กว่างโจว และคุนหมิง พบว่าข่าวการเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและพระราชินี ได้รับการตอบรับเชิงบวกเป็นอย่างมากจากทั้งสื่อหลักและประชาชนจีน ทั้งในเชิงภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความคาดหวังด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดการเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในหมู่ประชาชนจีน นับเป็นโอกาสสำคัญยิ่งของ ททท. และภาครัฐของประเทศไทยในการขับเคลื่อนฟื้นฟูตลาดนักท่องเที่ยวจีนต่อจากนี้

    โดย ททท.เตรียมจัด 4 กิจกรรมกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ 1.นำเสนอแคมเปญประชาสัมพันธ์ “จงไท่อี้เจียซิน” (จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน) ผ่านคอนเทนต์เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย-จีน ชุมชนไทย-จีน อาหารไทยที่มีรากฐานจากจีน และการแต่งกายชุดไทย ผ้าไทย 2.การจัดโปรโมชันตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พัก เพื่อเสนอขายแก่นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ร่วมกับแพลตฟอร์มจองสินค้าท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA: Online Travel Agents)

    3.การทำโปรโมชันแพ็กเกจท่องเที่ยวภายใต้แคมเปญ จงไท่อี้เจียซิน ร่วมกับบริษัททัวร์ในจีน ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน 2569 ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวที่จะมีนักท่องเที่ยวจีนออกเดินทางจำนวนมาก และ 4.การทำแพ็กเกจเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง นำเที่ยวชุมชนสัมพันธ์ไทย-จีน ร่วมกับสมาคมท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ด้วยการให้บริษัทจัดการจุดหมายปลายทาง (DMC: Destination Management Company) ในไทย จัดทำเส้นทางใหม่ๆ เช่น เส้นทางตลาดน้อย-ตลาดพลู-เยาวราช ในกรุงเทพฯ, เส้นทางชุมชนซากแง้ว ชลบุรี, เส้นทางจันทบุรี, เส้นทางเมืองเก่าในนครสวรรค์ กับภูเก็ต และเส้นทางเมืองสร้างสรรค์ น่าน และสุพรรณบุรี เป็นต้น

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า จากกระแสเชิงบวกบนโลกออนไลน์ของจีนเกี่ยวกับ “ในหลวงและพระราชินีเสด็จฯ เยือนจีน” โดยมี “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน จัดพิธีต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี ทั้งนี้ “ผ้าไทย” และ “อาหารไทย” ได้รับการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์อย่างมาก มีการไลฟ์ขายผ้าไทย 24 ชั่วโมงบน TikTok

    ขณะเดียวกันทาง “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ได้ให้ความเคารพและเป็นมิตรต่อพระมหากษัตริย์ไทย ถือเป็นกระแสที่ดีอย่างมาก ได้ใจชาวจีน เรียกได้ว่ามุมมองเชิงลบของชาวจีนที่มีต่อประเทศไทยก่อนหน้านี้ได้หายไปหมด มีแต่มุมมองเชิงบวกในทุกแพลตฟอร์มของจีน

    นอกจากนี้ สมาคมฯ มองว่าประเทศไทยน่าจะได้อานิสงส์บวกจาก “กรณีพิพาทจีนกับญี่ปุ่น” ทำให้ “นักท่องเที่ยวจีน” หันมาเที่ยวไทยแทน เพราะย้อนไปเมื่อราวปี 2560 ที่ชาวจีนลุกขึ้นมาประท้วงญี่ปุ่นทั้งประเทศ ตอนนั้นกระแสต่อต้านแรงมาก ยกเลิกการเดินทางเข้าญี่ปุ่นแล้วมาเที่ยวไทย แต่ปีนั้นท่องเที่ยวไทยเป็น “พระเอก” ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันที่เริ่มมีคู่แข่งหลายประเทศเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด ซึ่งประเมินว่าอย่างไรประเทศไทยก็น่าจะได้อานิสงส์ตรงนี้อยู่บ้าง

    “ตอนนี้มีไทยกับเวียดนามท้าชิงฐานนักท่องเที่ยวจีนกัน แต่จากฟีดแบ็กล่าสุดพบว่า แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยจะลดลงก็จริง แต่เอเย่นต์ทัวร์ที่เคยขายแพ็กเกจเที่ยวไทยแล้วย้ายไปขายแพ็กเกจเที่ยวเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา เขาพูดมาว่านักท่องเที่ยวไม่ค่อยเดินทางซ้ำ ต่างจากตอนขายแพ็กเกจเที่ยวไทยมาเป็นสิบปี ลูกค้าเดินทางซ้ำตลอด”

    การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและพระราชินี ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. ตรงกับช่วงเข้าฤดูหนาว คนในพื้นที่ทางตอนเหนือของจีนเริ่มวางแผนล่วงหน้าก่อนเดินทางหนีหนาว 2-4 สัปดาห์ จึงน่าจะได้ลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามา เมื่อลูกค้าเริ่มไหลเข้าไทย หนุนให้ราคาตั๋วเครื่องบินเริ่มสูงขึ้นตามแรงดีมานด์ จากเฉลี่ย 700-800 หยวน (ราว 3,200-3,700 บาท) ต่อเที่ยวบิน เพิ่มเป็น 1,400 หยวน (6,400 บาท) ต่อเที่ยวบิน นอกจากนี้เอเย่นต์ทัวร์จีนก็น่าจะปรับแผนทำเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เปลี่ยนเดสติเนชันจากญี่ปุ่นเข้าไทยมากขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569

    “กระแสเชิงบวกบนโลกออนไลน์ของในหลวงและพระราชินีเสด็จฯ เยือนจีน กับกรณีพิพาทจีนกับญี่ปุ่น จะเป็นแรงบวกสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดจองการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนทั้งตลาดกรุ๊ปทัวร์และกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) หลังเอเย่นต์ทัวร์กล้าเข้ามาช้อนที่นั่งโดยสารเที่ยวบินเช่าเหมาลำไปขายต่อ โดยน่าจะเห็นยอดจองเพิ่มขึ้นชัดเจนตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

    ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า “คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเพิ่มเป็น 20,000-25,000 คนต่อวัน จากปัจจุบันเดินทางเข้าเฉลี่ย 10,000 คนต่อวัน หนุนยอดนักท่องเที่ยวจีนมาไทยในปีนี้แตะ 5 ล้านคน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1208260&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z6jYf_k1yJLMD0B9cls8a