———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D555259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fURRb7vdDGb6qWXVSHmw1
Blog
-

index
-

นายกฯ สั่งกลางวง ครม.เศรษฐกิจ ช่วยน้ำท่วมภาคใต้ มอบ “ธรรมนัส” นั่งผู้อำนวยการ ศนภ.
นายกฯ สั่งกลางวง ครม.เศรษฐกิจ ช่วยน้ำท่วมภาคใต้ มอบ “ธรรมนัส” นั่งผู้อำนวยการ ศนภ.
“อนุทิน” ถก ครม.เศรษฐกิจ สั่งช่วยน้ำท่วมภาคใต้ รับหาดใหญ่หนักสุด ยังมีน้ำเพิ่ม มอบ “ธรรมนัส” ผู้อำนวยการ ศนภ. เกาะติดพื้นที่ คาดสถานการณ์จะคลี่คลายรวดเร็ว ชี้ เข้าเกณฑ์เยียวยาทุกหลังคาเรือน
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 5/2568 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก่อนจะเริ่มการประชุมตนขอมอบข้อสั่งการและนโยบายเรื่องสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นที่จังหวัดสงขลา ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุอุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ อย่างที่มีสภาพหนักที่สุดคือจังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ ตนและคณะลงพื้นที่ติดตามผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งในที่ประชุมนี้ต้องมีผู้ประสบภัยด้วยคือ ประธานหอการค้าก็เป็นผู้ประสบภัย ต้องขออภัยที่ท่านได้นำสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศไปทำการประชุมประจำปีที่อำเภอหาดใหญ่ มีผู้คนไปมากมายแต่เกิดอุบัติภัยน้ำท่วมเสียก่อน และมีความรุนแรง ทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจ่ายได้ในอาคารใหญ่ ตนได้พบประธานหอการค้าที่สนามบิน ซึ่งท่านก็อยู่ที่สนามบินนาน แต่อย่างน้อยโชคดีว่าประสานไฟลต์บินกลับกรุงเทพฯ ได้ พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีขออภัยพี่น้องประชาชนทุกคนด้วย
นายอนุทิน ระบุต่อไปว่า ตนได้มอบให้หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเยียวยากับผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งในเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยา ดูแลลดความเดือดร้อนของประชาชนลง น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้คือปริมาณน้ำที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากพายุ และปริมาณฝนที่ยังตกไม่หยุด ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีฝนตกตลอดเวลา ทำให้มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาในตัวเมืองหาดใหญ่ เปรียบเสมือนพื้นที่รับน้ำ และน้ำจากภูเขา และน้ำจากอำเภอสะเดา ก็เข้ามาเติมอีก ทำให้การระบายน้ำในพื้นที่หาดใหญ่ มีคลองระบายน้ำที่มาตรฐาน คือ คลอง ร.1 ถ้าใครที่เคยมาจะเห็นว่าคลองกว้างเปรียบเสมือนแม่น้ำเส้นหนึ่งเลย แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะระบายน้ำได้
ทางด้านกรมชลประทานกำลังเร่งบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ และเมื่อเช้านี้ได้ขอให้ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงไปดำเนินการเพื่อลดระดับของความเป็นภัยพิบัติให้เร็วที่สุดและมากที่สุด ในฐานะที่รัฐบาลมีคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่มีร้อยเอกธรรมนัส เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) ไปบูรณาการความร่วมมือของทุกฝ่าย
ทั้งนี้ ตนได้รับรายงานในเบื้องต้นว่า ร้อยเอกธรรมนัส ได้ขอความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 4 และฝ่ายชลประทานที่ท่านกำกับดูแลอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายปกครอง ตนขอให้ทางปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับฟังข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ และสามารถบูรณาการความร่วมมือในทุกมิติ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความคาดหมายว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงด้วยความรวดเร็ว ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังระบุด้วยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ เป็นพื้นที่บริเวณกว้างครอบคลุมหลายอำเภอ ซึ่งอำเภอหาดใหญ่เป็นพื้นที่หนักที่สุด และเป็นพื้นที่เศรษฐกิจด้วย เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคใต้ จึงต้องเร่งฟื้นฟูให้กลับมารวดเร็ว
ส่วนเรื่องมาตรการฟื้นฟู นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ยืนยันว่าตอนนี้ตนสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสำรวจครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ซึ่งเข้าเกณฑ์ทุกหลัง มีความชัดเจนว่าบ้านเรือนทุกหลังมีความเสียหายของทรัพย์สินด้วย ก็จะมีการช่วยเหลือเยียวยา และอยากจะให้มีการเตรียมมาตรการฟื้นฟูให้กับพี่น้องประชาชนในขั้นต้นในเรื่องของการเยียวยา.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2897589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2htKL7KuL-cUN-8Qo0Rrdc -

รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วมการประชุมว่าด้วยการหารือและความร่วมมือไทย – ปากีสถาน ครั้งที่ 3 – กระทรวงการต่างประเทศ
รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วมการประชุมว่าด้วยการหารือและความร่วมมือไทย – ปากีสถาน ครั้งที่ 3
วันที่นำเข้าข้อมูล 24 พ.ย. 2568
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 24 พ.ย. 2568
| 10 view
เมื่อวันที่ 18 – 19 พฤศจิกายน 2568 นางศิริลักษณ์ นิยม รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน เพื่อเป็นประธานร่วมกับเอกอัครราชทูตอิมราน อาเหม็ด ซิดดีกี รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศด้านเอเชียแปซิฟิกปากีสถาน ในการประชุมว่าด้วยการหารือและความร่วมมือไทย – ปากีสถาน ครั้งที่ 3 (Political Consultations) ที่กรุงอิสลามาบัด
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การยกระดับกลไกการหารือทวิภาคี การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินระหว่างทั้งสองประเทศ การแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา การปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ และการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร รวมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับปากีสถาน ในปี 2569 ทั้งยังแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาค ความร่วมมือในกรอบอาเซียนและสหประชาชาติ ตลอดจนหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และการค้า
รองปลัดฯ ยังเข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูตนาบีล มูนีร รักษาการปลัดกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน โดยหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนการเยือนและการประชุมหารือระดับสูง การส่งเสริมการค้า ความเชื่อมโยง การท่องเที่ยวแหล่งพุทธศาสนา และกิจกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน
นอกจากนี้ รองปลัดฯ พบหารือกับนาย Asim Dogar รักษาการผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ตักศิลา เกี่ยวกับความร่วมมือในการจัดกิจกรรมด้านพุทธศาสนาสมัยอารยธรรมคันธาระ ในโอกาสการครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันด้วย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dps-cochairs-th-pakistan-3rd-pc-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rosi9OxC1mJtCt8mDh39F -

กรมการท่องเที่ยวลงพื้นที่ตรวจประเมินมาตรฐานที่พัก รับ “ซีเกมส์-พาราเกมส์ 2568” เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวร่วมมหกรรมกีฬาชาวอาเซียน | TOPNEWS
กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าเตรียมความพร้อมสนับสนุนการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 โดยดำเนินการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานที่พักในจังหวัดเจ้าภาพหลักและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักกีฬา เจ้าหน้าที่ และนักท่องเที่ยวที่ร่วมชมและเชียร์กีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การแข่งขันกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ในครั้งนี้จะจัดขึ้นในหลายจังหวัดสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สงขลา และนครราชสีมา ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากประเทศสมาชิกอาเซียนจำนวนมาก การเตรียมความพร้อมด้านที่พักจึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ในสายตานักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเชียร์กีฬา และยังสามารถต่อยอดการเดินทางไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยได้อีกด้วย กรมการท่องเที่ยวจึงจัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจประเมินมาตรฐานโรงแรมและรีสอร์ท รวม 25 แห่ง ใน 4 จังหวัด เพื่อส่งเสริมให้สถานประกอบการเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะอาด การบริการ และความพร้อมของบุคลากรในการรองรับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมและเชียร์กีฬาครั้งนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1401893&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RXa35cBf0fHpTFRpeH6If -

อบต.แม่สามแลบ เปิดการท่องเที่ยวตำบลแม่สามแลบสู่ดินแดนกลอเซโล | TOPNEWS
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ ม่อนกะละโกะโจ หมู่ 10 บ้านห้วยแห้ง ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเปิดการท่องเที่ยว ตำบลแม่สามแลบ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ เป็นผู้กล่าวรายงาน และมีหัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหาร อบต.แม่สามแลบ ผู้นำชุมชน โรงเรียนในพื้นที่ ประชาชน ผู้ให้บริการลานกางเต็นท์ ฯลฯ เข้าร่วมกิจกรรม

นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมุ่งสู่เส้นทางกลอเซโช ขอเน้นย้ำ เรื่องระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัย ในการใช้เส้นทางสัญจร เนื่องจากเป็นถนนลูกรัง มีความสูงชันเป็นบางช่วง บางช่วงจะแคบ และ ยังมีความชื้น ทำให้ถนนยังลื่นได้ ประกอบกับนักท่องเที่ยวไม่ชำนาญเส้นทาง ขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ นอกจากนี้ยังขอให้ช่วยกันรักษาความสะอาด ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ช่วยกันแยกขยะ และ ห้ามทิ้งขยะในป่า หรือไหล่ทาง

สำหรับการท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลแม่สามแลบ รวม 24 พิกัดรวมม่อนแห่งขุนเขากลอเซโล ชื่อที่ถูกเรียกขานให้เข้าใจตรงกันของจุดชมวิวบนเทือกเขาชายแดนไทย-เมียนมา ฝั่งแม่น้ำสาละวิน ของอำเภอสบเมย โดยมีกำเนิดมาจากชื่อของผู้เฒ่า นาม “กลอเซ” ผู้ค้นพบและตั้งรกรากของกลุ่มชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านสุดห่างไกลที่ถูกล้อมไว้ด้วยขุนเขา ด้วยตำแหน่งในลักษณะของหุบเขาและติดริมแม่น้ำสาละวินที่กว้างใหญ่ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทาง : ปลายตุลาคม – กุมภาพันธ์ ของทุกปี

ในแต่ละม่อนมีจุดบริการกางเต็นท์ นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมแต่ละม่อนดอยตามหมู่บ้านโดยแต่ละจุดจะมีความสวยงามและลักษณะเด่นแตกต่างกันออกไป อาทิ หมู่บ้านห้วยแห้ง จุดสูงสุดของกลอเซโล ที่สามารถชมวิวได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้น เหมือนอยู่บนมวลหมู่เมฆ และพระอาทิตย์ตก มีจุดบริการกางเต็นท์ ประมาณ 2 จุด ได้แก่ ม่อนกะละโกะโจ ม่อนดอยสามหมอก หมู่บ้านปู่คำ จุดชมวิวทะเลหมอกกลางหมู่บ้าน สามารถสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวปะกาเกอะญอได้อย่างใกล้ชิด ให้บริการ 1 จุด

ม่อนพอตะมีโจ หมู่บ้านบุญเลอ เป็นจุดชมวิว เห็นฝั่งวิวของแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนไทย-เมียนมาและบางแห่งสามารถเห็นจุดบรรจบของแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ซึ่งมีจุดบริการกางเต็นท์ ประมาณ 8 จุด ได้แก่ ม่อนโจโค๊ะ ม่อนหมอกกลางดอย แค้มป์ปิ้ง ม่อนหมอกริมทางแคมป์ปิ้ง ม่อนคีรีวงศ์ ม่อนเดียวดายแคมป์ปิ้ง ม่อนชมดาว ม่อนเลเหง่โก๊ะ-ผาแดง ม่อนทะเลหมอกสองแผ่นดิน
และหมู่บ้านกลอเซโล เป็นจุดที่อยู่ต่ำระดับกว่าลงมา เห็นทะเลหมอกยามเช้าตัดกับวิวทิวทัศน์ของหมู่บ้านอย่างชัดเจน ซึ่งมีจุดบริการกางเต็นท์ ประมาณ 9 จุด ได้แก่ ม่อนอิงดอย ม่อนพระอาทิตย์ตกดิน ขุนกลอเซโล ม่อนระบุโจ ม่อนกองโกยเดม่อนกลอเซโล (จุดแรกของกลอเซโล) ม่อนบลอโจ ม่อนชมเดือน ม่อนภพฟ้า ซึ่งจากเดิมมีอยู่ 20 ม่อน และ มีม่อนเพิ่มใหม่อีก 4 ม่อน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1401618&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nYsVlbWu6fDTqeHezAGeQ -

น่านยกระดับท่องเที่ยวปั๊มรายได้กว่า 200 ล้าน ปูพรหมเจ้าภาพระดับภูมิภาค
นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการผลักดันการท่องเที่ยว ผ่านงาน NAN : THE LEGACY OF LOVE ศรีนคราฟื้นฟ้า สิเนหาสถิตในแผ่นดิน งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจแห่งความรักของผืนแผ่นดินไทย ผ่านแสง สี เสียง และศิลปะร่วมสมัย
ทั้งนี้ ตั้งเป้าดึงดูดผู้เข้าร่วมงาน ประมาณ 100,000 คน แบ่งเป็น ชาวจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง 70% นักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัด 30% โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 150–200 ล้านบาท
นอกจากนี้ การดำเนินการจัดงานดังกล่าวยังเป็นการต่อยอดยกระดับศักยภาพสู่การเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับภูมิภาคในอนาคต
สำหรับงานดังกล่าวนี้ จะมีนิทรรศการจากรอยพระบาทแรก สู่รอยรักนิรันดร์ ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดน่าน รวมถึงแกลเลอรีรักน่านที่บอกเล่าความงามของผืนล้านนา ผ่านสายตาของช่างภาพและศิลปิน
และร่วมสวมใส่ผ้าไทยที่แม่รัก แต่งกายด้วยผ้าไทย เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะองค์อุปถัมภ์ผ้าไทยของแผ่นดิน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644792&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BYk-fvo9pc9NQITQyZl_9 -

รวบ “จีนเทา” แตกทัพสแกมเมอร์จากกัมพูชา แอบค้ายาเสพติด-เห็ดขี้ควาย บนเกาะพะงัน
ตำรวจรวบ “จีนเทา” แตกทัพจากการปราบสแกมเมอร์ที่กัมพูชา ลักลอบเข้ามาค้ายาบนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พบของกลางทั้งยาเสพติดและเห็ดขี้ควาย เจ้าตัวรับสารภาพหาเงินมาใช้จ่าย
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ที่เน้นย้ำให้สถานีตำรวจท่องเที่ยวทุกพื้น ที่กวดขันพฤติกรรมชาวต่างชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในช่วงฤดูท่องเที่ยว ช่วงไฮซีซั่น จึงได้มอบหมายสั่งการให้ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บูรณาการร่วม ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ นายไพสิฐ ทองเจิม ปลัดอาวุโสอำเภอเกาะพะงัน พ.ต.อ.อภิชาต จันทร์สำเร็จ ผกก.สภ.เกาะพะงัน พ.ต.ท.หญิง สงวนทรัพย์ ลาภสนอง สว.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี นำโดย พ.ต.ต.อภิภัทร เพชรรักษ์ สวป.สภ.เกาะพะงัน ร.ต.อ.สิริวัฒน์ สมหวัง รอง สว.ตม.จว.สุราษฏร์ธานี
ได้ร่วมเข้าทำการจับกุม นายหยุนหลง พู่ Mr.Yunlong Pu สัญชาติจีน อายุ 40 ปี ที่บ้านพักไม่มีบ้านเลขที่ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านใต้ อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจท่องเที่ยว ได้สืบทราบว่ามีบุคคลสัญชาติจีน แอบลักลอบเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย และมีพฤติกรรมลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยว จึงได้เฝ้าติดตามพฤติกรรม สังเกตการณ์ จนพบบุคคลต้องสงสัย เดินเข้าออกที่บ้านพักดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และพูดคุยกับชายลักษณะคล้ายคนจีน ที่สวมเสื้อยืดสีดำ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องด้วยกัน
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ได้ร่วมกันวางแผนร่วมกับ ตม.และกำลังเจ้าหน้าที่ ได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบ เมื่อนายหยุนหลง เห็นเจ้าหน้าที่ เกิดตกใจ และได้พยายามวิ่งหลบหนี และ ปิดประตูบ้านพักไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม แต่เจ้าหน้าที่สามารถติดตาม และ เข้าควบคุมตัวไว้ได้ในทันที จากการตรวจสอบ และ ตรวจค้นห้องพักของ นายหยุนหลง เจ้าหน้าที่แทบอึ้ง พบยาเสพติดจำนวนมาก และ ยังอุปกรณ์การเสพยาวางอยู่บนโต๊ะกลางบ้าน
และพบ ยาอี (Ecstasy) (ประเภท 1) จำนวน 96 เม็ด MDMA (ประเภท 1) น้ำหนักเฉพาะยา 4.8 กรัม เห็ดขี้ควาย (ประเภท 5) จำนวน 285.2 กรัม และ ยาเสพติดชนิดอื่น ๆ (LSD) อุปกรณ์การเสพ เจ้าหน้าที่จึงได้บันทึกภาพไวเป็นหลักฐาน พร้อมทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมควบคุมตัว นายหยุนหลง ไปทำการสอบปากคำที่ หน่วยบริการตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน
ในเบื้องต้น จากการสอบสวน นายหยุนหลง ให้การยอมรับสารภาพว่า ตน ได้ลักลอบเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยจ่ายเงินจำนวน 20,000 บาท ให้กับชาย “ชาวกัมพูชา” ไม่ทราบชื่อ เพื่ออำนวยความสะดวกในการลักลอบข้ามแดน และ ยอมรับว่าได้สั่งซื้อยาเสพติดทั้งหมด มาจากชายชาวรัสเซียผ่านแอปพลิเคชัน โดยสั่งมาในปริมาณมากเพื่อนำมาแบ่งจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน
ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา นายหยุนหลง พู่ Mr.Yunlong Pu หนุ่มจีนรายนี้ จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) และประเภท 5 (เห็ดขี้ควาย) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจาย มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (LSD และ MDMA) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย ซ่อนเร้น จำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ได้นำตัว นายหยุนหลง พู่ พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ด้าน พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 กล่าวว่า สำหรับเคสนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเฝ้าติดตาม พฤติกรรมกลุ่มชาวต่างชาติเป้าหมายชาวจีน เข้ามาอยู่ในพื้นที่เกาะพะงัน จนทราบว่า มีชาวจีนหลบหนีการกวาดล้าง กลุ่มสแกมเมอร์จากประเทศกัมพูชา หลบหนีเข้ามาแอบพักอาศัย ในพื้นที่ตำรวจท่องเที่ยวเฝ้าติดตามสืบสวนจนแน่ชัด บุคคลดังกล่าวได้หลบหนีเข้ามาซ่อนตัวในพื้นที่ และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จึงสั่งการให้วางแผนเข้าจับกุมตัวได้ในครั้งนี้ พร้อมยาเสพติดจำนวนมาก ซึ่งผู้ต้องหารับสารภาพว่าตนเองรับยาจากชาวต่างชาติรัสเซียจริง นำมาขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายเนื่องจากตนเอง หลบหนีเข้าเมืองเข้ามาแอบในประเทศไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/category/452086&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TumQfcsw1noTmLCQQxLGP -

แก๊งขนปุย หมาวัดขวัญใจนักท่องเที่ยว สร้างสีสันบรรยากาศท่องเที่ยวด้วยความน่าเอ็นดู
แก๊งขนปุย หมาวัดขวัญใจนักท่องเที่ยว ฝรั่งหลงความน่ารักขี้อ้อนโดนตกไปหลายคน สร้างสีสันบรรยากาศท่องเที่ยวด้วยความน่าเอ็นดู
ผู้สื่อข่าวพาไปชมความน่ารักน่าเอ็นดูของสุนัขที่อาศัยอยู่ภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อ.เมืองเชียงใหม่ ที่ไม่เพียงแค่มาอาศัยอยู่กินเฉยๆ แต่ยังทำหน้าที่เป็นพนักงานคอยต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนด้วยการแจกความน่ารักสดใส จนทำให้แก๊งน้องหมาวัดเจดีย์หลวงกลายเป็นขวัญใจนักท่องเที่ยวไปแล้ว
นักท่องเที่ยวที่มีทั้งคนไทยและต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวชมวัดเจดีย์หลวง แวะเข้าไปเล่นกับหมาวัดนับสิบตัวที่มาประจำการแจกความน่ารักที่บริเวณลานเจดีย์หลวง ทุกตัวมีนิสัยใจดีขี้อ้อน เป็นมิตรกับทุกคนที่แวะเวียนมาหา นักท่องเที่ยวหลายคนเล่นและถ่ายภาพกับแก๊งหมาจนลืมเวลากลับ ขณะที่คนรักแมวรักหมาต่างหาเวลามาเที่ยวหาหมาวัดแก๊งนี้เป็นประจำ
สมาชิกแก๊งหมาวัดเจดีย์หลวงทั้งหมดเป็นสุนัขที่ตกทุกข์ได้ยาก ทั้ง สุนัขถูกทิ้ง สุนัขป่วย ถูกทำร้าย รวมไปถึงสุนัขที่ญาติโยมนำมามอบให้ โดยตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา พระครูอ๊อดวัดเจดีย์หลวง ได้อุปการะช่วยเหลือสุนัขเหล่านี้จำนวนมาก หลายตัวจากไปตามอายุไข ปัจจุบันยังมีมากกว่า 17 ตัวอาศัยอยู่ภายในวัด
และแทบไม่น่าเชื่อว่าสุนัขแต่ละตัวมีเรื่องราวต่างกัน บางตัวเคยเป็น “แม่พันธุ์ถูกทิ้ง” เมื่ออายุมากจนไม่สร้างประโยชน์ให้เจ้าของ บางตัวเป็นสุนัขวัดที่เกิดและโตมากับสามเณร บางตัวถูกทำร้ายหรือถูกทิ้งไว้ในสภาพย่ำแย่ ก่อนถูกนำมารักษา บางตัวเป็นสุนัขขี้เล่นจนกลายเป็นดาวดังโลกออนไลน์ เช่น “ซูโม่” อเมริกันบูลลี่ตัวอ้วนตุ้ยนุ้ย ที่เคย “วิ่งหนีออกกำแพงวัด” จนเกิดภารกิจตามหาวุ่นวายหลายครั้ง ทำเอาแฟนคลับเอ็นดูจนกลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล
โดยทางวัดบอกว่า สุนัขมีอายุเฉลี่ยเพียงราว 15 ปี ถ้ารับเขามา ก็ต้องให้เขากิน ให้อยู่ดี ดูแลเวลาเจ็บป่วยและไม่ทอดทิ้งในวาระสุดท้ายของชีวิต ทุกเย็นแก๊งน้องหมาจะถูกปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่นบริเวณลานพระเจดีย์หลวง ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจำนวนมาก บางคนมองว่าเป็นกิจกรรมฟื้นฟูใจ บางคนเดินทางมาเพราะติดตามเรื่องราวของน้องหมาวัดเจดีย์หลวงจากโซเชียล จนทำให้สุนัขเหล่านี้มีแฟนคลับเฉพาะกลุ่มที่คอยแวะมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย











ร่วมแสดงความคิดเห็น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3828644/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ksRgFXpyPW_us_lW-s23r -

นายกฯ สั่งกลางวง ครม.เศรษฐกิจ ตั้ง ‘ธรรมนัส’ บัญชาการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้
นายกฯ ถก ครม.เศรษฐกิจ สั่งเร่งช่วยเหลืออุทกภัยภาคใต้ ยอมรับ อ.หาดใหญ่ท่วมหนักสุด มอบ”ธรรมนัส” เกาะติดพื้นที่อำนวยการ พร้อมบูรณาการทุกฝ่ายลดระดับภัยพิบัติ คาดสถานการณ์จะคลี่คลายรวดเร็ว พร้อมเร่งเยียวยา-ฟื้นฟูเข้า ครม. ชี้ชาวบ้านเข้าเกณฑ์ทุกหลังคาเรือน24 พฤศจิกายน 2568 – เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 โดยก่อนการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า หารือนอกรอบประมาณ 20 นาที ก่อนที่ทั้งสองจะเดินจากตึกไทยคู่ฟ้ามาที่ตึกบัญชาการ 1 เพื่อเข้าห้องประชุม
นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมว่า ขอเปิดประชุม คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจหรือการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 5/2568 และก่อนจะเริ่มประชุม ตนขอมอบเป็นข้อสั่งการและนโยบายเรื่องการช่วยเหลืออุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการเกิดเหตุอุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ และที่มีสภาพหนักสุดคือที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งตนและคณะได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งในที่แห่งนี้ที่ได้ประสบภัยด้วยคือประธานหอการค้า ต้องขออภัยที่ได้อุตส่าห์นำสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศไปประชุม ประจำปีที่อำเภอหาดใหญ่ มีผู้คนไปมากมาย แต่เกิดอุบัติเหตุน้ำท่วมก่อน และความรุนแรงทำให้กระแสไฟฟ้าทั้งหลายไม่สามารถจ่ายได้ในอาคาร ซึ่งตนได้พบกับท่านที่สนามบิน เพราะต้องใช้เวลารอการเดินทางนานมาก แต่อย่างน้อยยังโชคดี ท่านสามารถที่จะประสานไฟท์เดินทางกลับได้ ต้องขออภัยท่าน ณ โอกาสนี้ด้วย และขออภัยพี่น้องประชาชนทุกท่าน
นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้ตนได้มอบให้หน่วยงานต่างๆในพื้นที่เรื่องดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและช่วยเหลือเยียวยากับผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งสถานการณ์การช่วยเหลือเยียวยาดูแล ลดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ส่วนที่ยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้คือจำนวนปริมาณน้ำที่ยังคงมีการเพิ่มมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตัวพายุปริมาณฝนยังไม่ได้หยุด ตั้งแต่ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีฝนตกตลอดเวลา ทำให้มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาอำเภอหาดใหญ่ เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่รับน้ำและยังมีน้ำจากเขาที่มาจากอำเภอสะเดา เข้ามาเติม ซึ่งจริงๆอำเภอหาดใหญ่ มีคลองระบายน้ำที่เป็นมาตรฐานที่เรียกว่าคลองชลประทาน ร.1 หากทุกคนเคยผ่านก็จะได้เห็น ไม่เหมือนคลอง แต่เหมือนแม่น้ำเส้นหนึ่งมีความกว้างมากพอสมควร แต่ยังไม่สามารถที่จะระบายน้ำได้
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานกำลังเร่งบริหารจัดการสถานการณ์น้ำอย่างเต็มที่ และเมื่อช่วงเช้านี้ตนได้ขอให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหกรณ์ เดินทางลงไปอำนวยการ เพื่อที่จะลดระดับของความเป็นภัยพิบัติให้ได้มากและเร็วที่สุด และในฐานะที่รัฐบาลมีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมานานแล้ว เพื่อป้องกันบรรเทาภัยพิบัติ ซึ่งร.อ.ธรรมนัส ก็เป็นประธานบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัตินั้น ได้เดินทางลงไปบูรณาการความร่วมมือของทุกฝ่าย ซึ่งตนได้รับรายงานในเบื้องต้นว่าได้ไปขอความร่วมมือฝ่ายกองทัพภาค 4 และกรมชลประทาน ที่ร.อ.ธรรมนัส กำกับดูแลโดยตรง ขณะเดียวกันส่วนของฝ่ายปกครอง ตนได้ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รับฟังข้อสั่งการของร.อ.ธรรมนัส เพื่อบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงาน ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี จึงมีความคาดหมายว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงด้วยความรวดเร็ว
นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ มีบริเวณกว้างครอบคลุมหลายอำเภอ หนักที่สุดคืออำเภอหาดใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ และเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ ดังนั้นต้องเร่งฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับมาโดยเร็ว ส่วนเรื่องมาตรการฟื้นฟูต้องขอทาง นายเอกนิติและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ โดยขอยืนยันว่าได้สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำการสำรวจผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเข้าเกณฑ์ทุกหลังคาเรือนบวกกับทรัพย์สินที่เสียหายมีความชัดเจนเข้าเกณฑ์ช่วยเหลือเยียวยา ฉะนั้น อยากให้เร่งฟื้นฟูให้กับประชาชนขั้นต้นเรื่องการเยียวยาอย่างที่ดำเนินการมาตลอด ขอให้เร่งดำเนินการและนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/901775/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bf11QdLruluQxcJ5godyf -

หอการค้าไทย มอบ ‘สมุดปกขาว 2568’ เสนอรัฐบาลปลดล็อกเศรษฐกิจ 5 มิติ
วันนี้, 17:27น.

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้นำ ‘สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568’ ซึ่งเป็นข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นระหว่างการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดทิศทางเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ
งานสัมมนาครั้งนี้ต้องยกเลิก หลังจากประชุมไปได้เพียง 1 วัน เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย
สำหรับ สมุดปกขาว ปี 2568 หอการค้าฯ ได้รวบรวมข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อนจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ มาก่อนหน้าการสัมมนาแล้ว ซึ่งได้จัดทำเป็นเอกสารส่งมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรี ช่วงที่มีการ ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำประเด็นที่ได้รับไปพิจารณาดำเนินการได้ สำหรับประเด็นและข้อเสนอแนะที่หอการค้าฯ บรรจุไว้ในสมุดปกขาวปีนี้ มุ่งเน้นการปลดล็อกการเติบโตใหม่ของประเทศทั้งในระดับโครงสร้างและระดับภูมิภาค ครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่
1. ด้านการค้าและการลงทุน (Trade & Investment) มุ่งยกระดับศักยภาพการค้าการลงทุนของประเทศผ่านการเร่งให้สัตยาบัน FTA (ไทย–ศรีลังกา, ไทย–EFTA) และการสมัครเข้าร่วม OECD พร้อมปรับโครงสร้างกฎหมาย เปิดเสรีโลจิสติกส์ ทบทวน พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว และจัดตั้งหน่วย Fast Track Reform (Guillotine Unit) เพื่อรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ขณะเดียวกันสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชีวภาพ (Bioplastics) และพลังงานสะอาด ด้านแรงงาน เสนอระบบค่าจ้างตามทักษะ (Pay-by-Skills) ร่วมกับการยกระดับทักษะ แรงงาน (Up/Reskill) จัดตั้งศูนย์บริการแรงงานเบ็ดเสร็จ และคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน) ส่วนด้านค้าปลีก เสนอขยายโครงการ “Easy e-Receipt เฟส 2 จัดตั้งเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก คืน VAT ทันทีแก่นักท่องเที่ยว และตั้งศูนย์ท่องเที่ยว
2. ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร (Value-Based Agriculture) ผ่านการผลักดัน Product Champions ในสินค้าหลัก เช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ไก่ หมู กุ้ง และพืชสมุนไพร พร้อมสนับสนุนการแปรรูป การพัฒนาพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี Gene Editing และส่งเสริมสินค้า GI–Future Food แผนยุทธศาสตร์มหานครผลไม้เมืองร้อนของประเทศไทย ขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางการค้าและความรู้ผลไม้เมืองร้อนโลก
รวมถึงพัฒนาโครงสร้างฐานราก เช่น ระบบน้ำ ที่ดิน ฐานข้อมูลเกษตรกร และศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาด นอกจากนี้ยังยกระดับอุตสาหกรรมประมง ด้วยการลดภาษีวัตถุดิบ การพัฒนาแรงงานตามมาตรฐานสากล (GLP) และเร่งปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออก One Stop Service อำนวยความสะดวกผู้ค้าปลีก
3. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Services) เสนอเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก (Global Wellness & Tourism Hub) โดยผลักดันการใช้แนวคิด “Happy Model” เป็นกรอบพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงมุ่งยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นผ่านโครงการ Trusted Thailand ใช้มาตรการภาษีและการเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท และหักภาษี 3 เท่าสำหรับการจัดอบรมต่างจังหวัด) พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม TAGTHAi ให้เป็น National Digital Tourism Utility เชื่อมโยงข้อมูลเมืองหลักและเมืองรอง เสริมเส้นทาง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและทางทะเล (Wellness & Cruise Tourism) รวมถึงจัดสรร Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME และ Startup ด้านท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
4. ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Digital & AI with Innovation) ผลักดันเศรษฐกิจ Digital–Green Economy ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อ GDP จาก 23.9% เป็น 35% ภายในปี 2579 และสร้างงานคุณภาพกว่า 2 ล้านตำแหน่ง เสนอจัดตั้งศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจดิจิทัล (DECC) พร้อมกองทุน Digital–Green Infrastructure เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน AI, Cloud, Data Center และพลังงานสะอาด พัฒนาโครงการ Thailand AI Ready ยกระดับทักษะประชาชนกว่า 5 ล้านคน และ ออกมาตรการ Digital Visa ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เสริมด้วย Digital Voucher สำหรับ SME และกรอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล–กรีน พร้อมมาตรฐาน AI Ethics และ Data Governance การส่งเสริมโครงการพลิกโฉมธุรกิจ สู่ Smart Business ด้วย Automation and Robotics
5. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดการเผาในภาคเกษตรด้วยระบบ Traceability ส่งเสริมมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล การใช้วัสดุหมุนเวียน และแรงจูงใจทางภาษีสำหรับ Green Innovation พร้อมผลักดันตลาดไฟฟ้าเสรี (Open Electricity Market) และขยายความรับผิดชอบผู้ผลิต (EPR) ไปยังอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง และการสนับสนุนโครงการ Platform ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Neutrality 4 ALL)
นอกจากนั้น หอการค้าไทย ยังได้ร่วมกับ กกร. จัดตั้ง คณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อน ไม่ทน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งภาคเอกชนลุกขึ้นร่วมกันสร้างระบบที่โปร่งใสตรวจสอบได้ และเป็นธรรมมากขึ้นถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ การลดคอร์รัปชันจะช่วยลดต้นทุนแฝง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ เปิดโอกาสให้ SMEs แข่งขันได้จริง และทำให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่าระบบเศรษฐกิจไทยพร้อมรองรับการลงทุนระยะยาว ดังนั้น Zero Corruption จึงไม่ใช่เพียงโครงการต่อต้านทุจริต แต่คือ แรงส่งใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่จะช่วยให้ประเทศก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมและเดินหน้าในทศวรรษต่อไปด้วยความมั่นคง โปร่งใส และพร้อมแข่งขันในระดับโลก
ข้อเสนอทั้งหมดเป็นประเด็นที่สามารถดำเนินการได้จริงและมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในทุกภูมิภาค
#สมุดปกขาวหอการค้าไทย68
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AK2SxB255OH5-HbvFtRQL