Blog

  • เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ‘ธีระชุณ บุญสิทธิ์’ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1–11 ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือทันทีตามสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการจัดหาน้ำกินน้ำใช้ น้ำต้นทุนผลิตประปา และช่วยเหลือภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ

    ผลการดำเนินงานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาทิ จังหวัดลำปาง นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ชุมพร กระบี่ และอุบลราชธานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ แจกจ่ายน้ำสะอาด และสนับสนุนภารกิจภาคสนามอย่างครบวงจร ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชาชนกว่า 43,200 คน พร้อมสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าดับไฟป่าเกือบ 2,000 ขวด สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ลดความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

    พามาดูการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) จัดสัมมนา “Triple Planetary Crisis” เพื่อชวนทุกภาคส่วนร่วมรับมือ 3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมสำคัญของโลก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ พร้อมผลักดันการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

    ภายในงาน ผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่า วิกฤตทั้ง 3 ด้านเชื่อมโยงกันโดยตรง และกำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการผลักดันแนวคิด Nature Positive ที่ชวนภาคธุรกิจปรับบทบาทจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “ฟื้นฟูธรรมชาติ” ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านเครื่องมือใหม่อย่างคาร์บอนเครดิต การเงินสีเขียว และการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญ ทั้งเป้าหมาย Net Zero 2050, กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลไกราคาคาร์บอน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ไทยแข่งขันได้ภายใต้กติกาเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    เวทีเสวนายังสะท้อนเสียงจากภาคธุรกิจชั้นนำที่เริ่มปรับตัวอย่างจริงจัง ทั้งด้านพลังงาน การเงิน เกษตร และวัสดุก่อสร้าง โดยมุ่งพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

    สารสำคัญของงานครั้งนี้ชัดเจนว่า “วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่โจทย์ของโลก แต่คือโจทย์อนาคตเศรษฐกิจไทย” และหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ วิกฤตครั้งใหญ่ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/863222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Sc0oYa-TClkfQyYk9N_nK

  • เร่งปราบนอมินีต่างชาติ เตือน ‘คนไทยช่วยถือหุ้น’ เสี่ยงโทษหนัก

    เร่งปราบนอมินีต่างชาติ เตือน ‘คนไทยช่วยถือหุ้น’ เสี่ยงโทษหนัก

    ‘นอมินีต่างชาติ’ ไม่ใช่เพียงช่องโหว่ทางธุรกิจ แต่เป็นความผิดตามกฎหมายไทยที่มีบทลงโทษชัดเจน ทั้งจำคุก ปรับ และอาจถูกดำเนินคดีกับคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือหรือรู้เห็นเป็นใจด้วย

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกมาย้ำเตือนอีกครั้งให้คนไทยระวังการเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงสร้างธุรกิจที่เข้าข่าย ‘นอมินี’ หรือการถือหุ้นแทนให้ต่างชาติหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายไทย โดยระบุชัดว่า การให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจต่างด้าวที่ฝ่าฝืนกฎหมาย อาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดได้ทันที

    การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเดินหน้าตรวจสอบเชิงรุกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หลังใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลและเชื่อมโยงฐานข้อมูลนิติบุคคลทั่วประเทศ คัดกรองพบ นิติบุคคลต่างด้าวจำนวน 6,551 ราย ที่อาจเข้าข่ายลักลอบประกอบธุรกิจในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

    จับตา 6,551 ราย เสี่ยงฝ่าฝืนกฎหมายธุรกิจต่างด้าว

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบรอบนี้มุ่งเป้าไปที่นิติบุคคลต้องสงสัยซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 และมีพฤติการณ์เข้าข่ายประกอบธุรกิจใน ‘3 บัญชีท้าย’ ของกฎหมาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ

    ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ระหว่างขยายผลเชิงลึก พร้อมบูรณาการข้อมูลกับหลายหน่วยงาน ทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านภาษี เพื่อสาวไปถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

    foreign-nominee-6551-thai-penalty-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘3 บัญชีท้าย’ กรอบกฎหมายสำคัญที่ต่างชาติต้องรู้

    กฎหมายไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด แต่กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนใน ‘3 บัญชีท้าย’ ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

    บัญชีที่ 1: ห้ามโดยเด็ดขาด

    เป็นกิจการที่รัฐสงวนไว้เพื่อประโยชน์พื้นฐานของคนไทย เช่น
    • การทำนา ทำสวน ทำไร่
    • การประมงในน่านน้ำไทย
    • การทำไม้จากป่าธรรมชาติ
    • การค้าขายที่ดิน

    ธุรกิจเหล่านี้ ชาวต่างชาติไม่สามารถประกอบกิจการได้โดยเด็ดขาด

    บัญชีที่ 2: เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและทรัพยากรประเทศ

    ธุรกิจในกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ระดับประเทศ เช่น
    • ธุรกิจด้านความมั่นคง
    • คมนาคมและขนส่ง
    • ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ

    ชาวต่างชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

    บัญชีที่ 3: คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน

    เป็นกลุ่มธุรกิจที่กฎหมายยังต้องการคุ้มครองผู้ประกอบการไทย เช่น
    • ธุรกิจบริการ
    • บัญชีและกฎหมาย
    • ค้าปลีก ค้าส่ง
    • ท่องเที่ยว
    • โรงแรม

    ต่างชาติสามารถเข้ามาประกอบกิจการได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

    คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ เสี่ยงโทษเท่ากัน

    ประเด็นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหยิบขึ้นมาย้ำครั้งนี้ คือ “นอมินี” หรือการที่คนไทยเข้าไปถือหุ้นแทน หรือช่วยอำพรางโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่อให้ต่างชาติหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย

    กรณีเช่นนี้ ไม่ได้มีความผิดเฉพาะนักลงทุนต่างชาติเท่านั้น แต่ คนไทยที่รู้เห็นเป็นใจ ช่วยเหลือ หรือไม่ป้องกันการกระทำผิดทั้งที่สามารถป้องกันได้ อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย

    บทลงโทษตามกฎหมายมีดังนี้
    • จำคุกไม่เกิน 3 ปี
    • ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท
    • หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

    มาตรการนี้สะท้อนโจทย์เศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า

    การกวาดล้างนอมินีในรอบนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังสะท้อนนโยบายเชิงเศรษฐกิจของรัฐในการรักษาสมดุลระหว่าง การเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ กับ การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม

    เพราะหากปล่อยให้เกิดโครงสร้างธุรกิจอำพรางต่อเนื่อง ย่อมกระทบทั้งการแข่งขันทางการค้า รายได้ภาษี ความโปร่งใสของระบบธุรกิจ และความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบเชิงรุกต่อเนื่อง โดยใช้ฐานข้อมูลเชื่อมโยงและเทคโนโลยีวิเคราะห์ความเสี่ยง พร้อมเปิดรับเบาะแสจากประชาชนผ่านช่องทางของกรม เพื่อร่วมกันปกป้องระบบเศรษฐกิจไทยจากธุรกิจผิดกฎหมาย

    foreign-nominee-6551-thai-penalty-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/foreign-nominee-6551-thai-penalty&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mjEMqYZmzrKbVBG47u63E

  • นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ ไทย เสี่ยงขาดทุนล้านล้าน สศช.-สนข.เห็นต่างหนัก

    นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ ไทย เสี่ยงขาดทุนล้านล้าน สศช.-สนข.เห็นต่างหนัก

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการแลนด์บริดจ์ริเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ โดยรัฐบาลได้ให้สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปศึกษา เพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้และความคุ้มค่าโครงการมิติต่างๆ โดยได้ทำการวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานศึกษาฉบับสมบูรณ์ก็ได้มีการเผยแพร่ตอสาธารณะ 

    ข้อสรุปภาพรวมคือโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่มีความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับรายงานของ สนข. กระทรวงคมนาคม ที่แสดงถึงความเป็นไปได้โครงการ และผลบวกเชิงเศรษศาสตร์ในหลายแง่มุมที่ประเทศจะได้รับหากโครงการนี้เกิดขึ้น 

    ในส่วนของการผลักดันโดยรัฐบาล โครงการแลนด์บริดจ์ได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลเศรษฐาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งแม้จะไม่ได้นำเอาโครงการอยู่ในการแถลงนโยบายรัฐบาล  แต่ก็ได้มีการผลักดันเต็มที่ผ่านทางรัฐมนตรีคมนาคม โดยกระทรวงคมนาคมได้ใช้รายงานของ สนข. เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่อไป 

    หน่วยงานรัฐมีความขัดแย้งอย่างชัดเจนในเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการ และ ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยการศึกษา ของ สนข. กระทรวงคมาคม ระบุว่าโครงการนี้มีศักยภาพในการดึงดูดการขนส่งสินค้าจากการประหยัดต้นทุนและเวลา 

    คาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้ประมาณ 4 วัน เมื่อเทียบกับการอ้อมช่องแคบมะละกา ในกรณีสินค้าที่ต้องผ่านการ Transshipment หรือพักถ่ายลำ สนข. ประเมิน อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ไว้ที่ประมาณ 17.43% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่าแก่การลงทุนในมุมมองของรัฐ โดยอัตราพื้นฐานของภาครัฐคือ 12% หากต่ำกว่านั้นโครงการไปต่อไม่ได้ 

    นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ ไทย เสี่ยงขาดทุนล้านล้าน สศช.-สนข.เห็นต่างหนัก

    นอกจากนี้ยังประเมินอีกว่าโครงการจะสร้างงานในพื้นที่ภาคใต้กว่า 280,000 อัตรา ขณะที่ รายงานของ สศช. ซึ่งทำวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นตรงกันข้ามกับรายงานของ สนข. โดยทาง สศช. ระบุถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้โครงการขาดความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์  

    มีการประเมินว่า ความคุ้มค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่สูง ใช้เงินลงทุนสูง เงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากโครงการต้องการสร้างระบบโครงข่ายเชื่อมโยงขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมถึง ท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง (ระนอง และ ชุมพร), รถไฟทางคู่เชื่อม 2 ฝั่งทะเล, ทางหลวงพิเศษ (Motorway) 

    และระบบท่อขนส่งพลังงาน มูลค่าลงทุนมหาศาลส่งผลให้ NPV โครงการติดลบ เนื่องจากเงินลงทุนมูลค่าล้านล้านบาท ต้องจ่ายออกไปตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ของโครงการ ในขณะที่รายรับจะค่อยๆ ทยอยมาในอีกหลายปีข้างหน้า เมื่อเงินก้อนใหญ่ในปัจจุบันถูกเปรียบเทียบกับรายได้ในอนาคตที่ถูกคิดลดลงมาในแบบ discount ทำให้มูลค่าที่ได้จึงไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมเงินลงทุน NPV จะเป็นบวกได้ รายรับต้องมากพอและได้รับเร็วขึ้น 

    แต่ในรายงานระบุข้อจำกัดที่ทำให้รายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากจะมีการแข่งขันด้านราคากับช่องแคบมะละกา หากแลนด์บริดจ์ตั้งราคาค่าบริการสูงเพื่อให้คุ้มทุน สายการเดินเรือก็จะกลับไปใช้เส้นทางเดิม สิงคโปร์/มาเลเซีย โดยไม่ต้องเสียค่าขนถ่ายซ้ำซ้อน นอกจากนั้นรายงานวิเคราะห์ว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่จะผ่านโครงการนี้อาจมีเพียงสินค้ากลุ่มเฉพาะ (Niche Market) ไม่ใช่สินค้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดของโลก ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมผ่านท่าไม่มากพอที่จะทำกำไร ต้นทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษาที่สูงในระยะยาวก็เป็นอีกปัจจัยทำให้ NPV ติดลบ เนื่องจากการรักษาประสิทธิภาพของท่าเรือและระบบรางให้เป็นระดับโลก (World Class) มีค่าใช้จ่ายสูงมาก

    เมื่อตัวโครงการไม่สามารถสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้ ทุนข้ามชาติ เข้ามาลงทุน รัฐบาลก็ต้องมีสิทธิประโยชน์ต่างๆไปแลกกับการลงทุน แต่สิทธิประโยชน์เหล่านี้ ต้องไม่ทำให้ พื้นที่บริเวณแลนด์บริดจ์และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ กลายสภาพเป็นกึ่งอาณานิคมทางเศรษฐกิจ หรือเกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หากรัฐบาลไปเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆเพิ่มเติม ไปแลกกับการลงทุนของทุนข้ามชาติของมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเช่าและถือครองที่ดิน 99 ปี การพัฒนาที่ดินโดยการยกเว้นกฎหมายการบังคับใช้กฎหมายบางฉบับเพื่อดึงดูดการลงทุน ตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์พิเศษทางภาษี การเสียสิทธิอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศตนเองภายในดินแดนของตน ประเทศมหาอำนาจผ่านทุนข้ามชาติอาจบังคับใช้กฎหมายของตนเองเหนือบุคคลหรือทรัพย์สินในประเทศไทยได้ จะกลายเป็นความอ่อนไหวทางด้านการเมืองและความมั่นคง   

    ส่วนผลกระทบและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสูงมาก โครงการแลนด์บริจด์จะกระทบต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 12.59 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน ขนาด 0.62 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ บริเวณปากคลองกะเปอร์ 1.15 ตารางกิโลเมตร ที่สำคัญอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากคลองกะเปอร์-ปากแม่น้ำกระบุรี ที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ อาจได้รับผลกระทบจากเส้นทางการเดินเรือ 

    รายงานของสภาพัฒน์และจุฬาฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมา การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมักทำเป็นรายโครงการ (EIA) แต่ขาดการมองภาพรวมแบบ SEA (Strategic Environmental Assessment) โดยจะต้องคำนึงถึง 1.ผลกระทบสะสม (Cumulative Impact) โดยการศึกษาของจุฬาฯและสภาพัฒน์กังวลว่าเมื่อมีท่าเรือ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรืออุตสาหกรรมหนักตามมา ซึ่งจะสร้างมลพิษทางอากาศและขยะอุตสาหกรรมในปริมาณที่ระบบนิเวศภาคใต้ไม่สามารถรองรับได้ 2. ความขัดแย้งกับชุมชน เนื่องจากคนในพื้นที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติทั้งการประมงและการท่องเที่ยว การทำลายสิ่งแวดล้อมจึงเท่ากับเป็นการทำลายแหล่งรายได้ของชาวบ้าน อาจนำไปสู่การต่อต้านและปัญหาทางสังคมรุนแรง

    ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความรุ่งเรืองใหม่ได้หรือไม่ต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดภายใต้พลวัตภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์โลก  อย่างไรก็ตาม ต้องทำประชาพิจารณ์ผลกระทบชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจฐานเดิม การทำประเมินผลกระทบของนโยบายของการลงทุนขนาดใหญ่ (Policy Impact Assessment of Megaprojects) ก่อนเดินหน้าการดำเนินการตามนโยบาย จำเป็นจะต้องมีกลไกคณะกรรมการร่วมที่มีภาควิชาการ ภาคศึกษาวิจัยนโยบายอย่างรอบด้าน 

    ร่วมกับภาคประชาสังคมเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย ใช้ Open Data ในการส่งเสริมการออกแบบกระบวนการนโยบายที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Policy Design) การดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องเน้นให้ความสำคัญต่อกระบวนการและเป้าหมายไปพร้อมกัน หากเราสนใจแต่เป้าหมาย สุดท้ายจะเป็นการรับรองกระบวนการแบบอำนาจนิยมหรือบนลงล่าง หากเราต้องการการพัฒนาและการเติบโตแบบยั่งยืน เราต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม กระบวนการประชาธิปไตยแบบยั่งยืนนี้จะเน้นเอาความเป็นธรรมและกำกับการพัฒนาแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงอยู่แล้วในไทย เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาโดยหน่วยงานของรัฐขัดแย้งกันเอง 

    จึงเห็นควรว่าควรมีการศึกษาโดยหน่วยงานที่เป็นกลางและเป็นอิสระเพิ่มเติม เพราะเป็น โครงการขนาดใหญ่ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศได้ และ ควรเพิ่มเติมการศึกษาเรื่อง มิติทางภูมิรัฐศาสตร์ มิติความมั่นคงและบทบาทไทยบนภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มูซ ส่งผลต่อสถานะและความสำคัญของประเทศไทยต่อการเดินเรือและจุดยุทธศาสตร์ของเอเชีย หากเกิด สถานการณ์ที่อาจมีการเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาโดยอินโดนีเซียในอนาคต ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา 

    โครงการแลนด์บริดจ์นี้หากมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการเอื้อประโยชน์กันโดยไม่ถูกต้อง โครงการนี้จะกลายเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายสำคัญในรอบหลายทศวรรษและทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้ วางยุทธศาสตร์และวิเทโศบายไม่ดี ไทยจะกลายเป็นพื้นที่แย่งชิงผลประโยชน์ อำนาจการควบคุมการเดินเรือของมหาอำนาจ           

    ขณะที่หากโครงการนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุมไม่มีการทุจริตเป็นไปตามหลักวิชา ก็จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสถานะของประเทศบนเวทีโลกได้ แต่ต้องศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์และการเงินให้ดีเสียก่อน  

    นอกจากนี้ รัฐบาล นักลงทุน หรือผู้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ พึงตระหนักถึงแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อพื้นที่และวิถีชีวิตและเศรษฐกิจดั้งเดิม ซึ่งภาวะดังกล่าวมีลักษณะเป็นความยั่งยืนแบบ Productive ต่อสังคมโดยรวม แต่บางครั้ง การพัฒนาอย่างยั่งยืน อาจถูกใช้เป็นเพียง วาทกรรม (Discourse) เพื่อต่อต้านการลงทุนขนาดใหญ่ซึ่งสภาพดังกล่าวเป็นการถ่วงการพัฒนา 

    และมีลักษณะเป็น Counter-Productive การยืนยันในหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ไม่ใช่เพียงวาทกรรม ความต่อเนื่องและเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบอันซับซ้อนเกิดขึ้นได้ และ เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมในระยะยาว นอกจากนี้ ทำอย่างไรให้เกิดการกระจายผลประโยชน์จากการลงทุนของต่างชาติภายใต้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจผูกขาดแบบไทยไทย จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658179&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1abNd-pSdPXOhYUw9KrTyR

  • ทภ.1 เผยเรียนจบป.6 เป็นทหาร 2 ปี การันตีวุฒิเทียบเท่า ม.6

    ทภ.1 เผยเรียนจบป.6 เป็นทหาร 2 ปี การันตีวุฒิเทียบเท่า ม.6

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    เพจกองทัพภาคที่ 1 โพสต์ระบุว่า เรียนจบป.6 เป็นทหาร 2 ปี การันตีวุฒิเทียบเท่า ม.6 เพื่อยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ตามโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” มุ่งพัฒนาและยกระดับคุณวุฒิ ส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าของทหารกองประจำการ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีวุฒิเพิ่ม มีอาชีพ” ตามนโยบายของกองทัพบก

    โดยการเปรียบเทียบโอนหน่วยกิตของการศึกษานอกระบบกับหลักสูตรการฝึก และภารกิจของหน่วย พร้อมจัดทำ “คู่มือการเทียบโอนหน่วยกิต” สำหรับใช้เป็นแนวทางในการออกหนังสือรับรองผลการฝึกตามหลักสูตร นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้เสนอแนวทางการศึกษาทางไกล ซึ่งเป็นการศึกษาออนไลน์ 100% โดยทหารสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับภารกิจของหน่วย และลดภาระการเดินทางไปยังสถานศึกษาอีกด้วย

    ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการกับทหารกองประจำการผลัดที่ 1/69 ที่จะเข้าประจำการในวันที่ 1 พ.ค. 69 นี้ โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมโครงการสำเร็จการศึกษาสูงขึ้น 1 ระดับ ภายในเวลา 1 ปี ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับราชการเป็นนายทหารประทวน และการเข้ารับการสอบคัดเลือกเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ตลอดจนสามารถนำวุฒิการศึกษาใหม่ เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพภายหลังปลดประจำการได้ทันที ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญของกองทัพบก ที่ส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารในห้วงประจำการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000041698&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TJRsQzl9MuwYsRY9WEpXy

  • กราบน้ำใจ พิธีกรชื่อดัง มอบทุนการศึกษา ลูกสาวแดนนี่ ศรีภิญโญ

    กราบน้ำใจ พิธีกรชื่อดัง มอบทุนการศึกษา ลูกสาวแดนนี่ ศรีภิญโญ

    กราบน้ำใจ พิธีกรหนุ่มชื่อดัง ควักทุนการศึกษาซัพพอร์ต “น้องเอวา”ลูกสาว”แดนนี่ ศรีภิญโญ” หลังมาเปิดใจสูญเสียพ่อในรายการ

    กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวอบอุ่นหัวใจที่สร้างรอยยิ้มให้กับโลกโซเชียล เมื่อพิธีกรหนุ่มอารมณ์ดี พุฒ พุฒิชัย ได้มีโอกาสพูดคุยกับครอบครัวของอดีตนักแสดงตลกผู้ล่วงลับ แดนนี่ ศรีภิญโญ หลังจากภรรยาได้พาลูกสาวสุดที่รัก “น้องเอวา” มาเปิดใจผ่านรายการ คุยแซ่บโชว์ ไม่นานหลังต้องเผชิญกับการสูญเสียคุณพ่อ

    กราบน้ำใจ พิธีกรชื่อดัง มอบทุนการศึกษา ลูกสาวแดนนี่ ศรีภิญโญ

    ในช่วงหนึ่งของรายการ หนุ่มพุฒได้แสดงน้ำใจด้วยการโอนเงินมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับน้องเอวา พร้อมเผยความรู้สึกอย่างจริงใจว่า “น่ารักมากเลยครับ อยากจะซัพพอร์ตน้อง ก่อนหน้านี้เคยสัมภาษณ์ น้องเข้มแข็งมาก นั่งยิ้ม นั่งหัวเราะตลอด หนูเก่งและเข้มแข็งมากจริง ๆ”

    กราบน้ำใจ พิธีกรชื่อดัง มอบทุนการศึกษา ลูกสาวแดนนี่ ศรีภิญโญ

    กราบน้ำใจ พิธีกรชื่อดัง มอบทุนการศึกษา ลูกสาวแดนนี่ ศรีภิญโญ

    โมเมนต์ดังกล่าวสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมจำนวนมาก กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวพลังบวก ที่ช่วยเติมกำลังใจให้กับใครหลายคนที่ได้ชมคลิปนี้

    กราบน้ำใจ พิธีกรชื่อดัง มอบทุนการศึกษา ลูกสาวแดนนี่ ศรีภิญโญ

    ชมคลิป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/entertainment/thai-entertainment/649735&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WfScWzySNlJ6zHjRnwxEl

  • การศึกษาสำคัญจริงหรือ? ทำไมผ่านมา 4 รัฐบาล แทบไม่ขยับ

    การศึกษาสำคัญจริงหรือ? ทำไมผ่านมา 4 รัฐบาล แทบไม่ขยับ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/education-52&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vd4zoHLoYenmG-PbbOm-q

  • ‘ศธ.-พม.’ บุกชี้ชะตาครูหื่น! ลั่นเพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ | เดลินิวส์

    ‘ศธ.-พม.’ บุกชี้ชะตาครูหื่น! ลั่นเพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 พ.ค. 69 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วย นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ทปษ.รมว.พม.) นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย นางสาวกาญจนาพร จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และคุณปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงาน รมช.ศธ. และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่จังหวัดลพบุรี เพื่อติดตามมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา พร้อมชี้แจงความคืบหน้ากรณีอดีตครูโรงเรียนเอกชนล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเมื่อช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีญาติของผู้เสียหายเข้าร่วมพูดคุยและรับฟังการดำเนินงานด้วย

    ​รมช.ศธ. กล่าวว่า คดีนี้กระทรวงศึกษาธิการ ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันผู้กระทำผิดได้รับโทษจำคุกประมาณ 36 ปี และรับโทษอยู่ในเรือนจำแล้ว อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลเยียวยาจิตใจผู้เสียหาย โดยเน้นย้ำว่าโรงเรียนต้องเป็นหลักในการยืนหยัดเคียงข้างนักเรียน พร้อมกำหนด 3 มาตรการ เร่งรัดการให้ความช่วยเหลือและป้องกันการก่อเหตุซ้ำ ได้แก่ 1.​เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพตลอดชีวิต โดยมอบหมายให้ประสานงานเรื่องนี้กับคุรุสภา เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นครูได้อีกตลอดชีวิต 2.​กำชับให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ออกหนังสือเตือนโรงเรียนต้นสังกัดให้มีมาตรการดูแลเยียวยาเด็กผู้เสียหายอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งพิจารณายกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาดตามระเบียบ เช่น การพักใบอนุญาต, การปิดสถานศึกษา เป็นต้น และ 3.​หาข้อสรุปมาตรการเยียวยาครอบครัว ภายใน 2 สัปดาห์ ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารโรงเรียน โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมและความเป็นมนุษย์

    ​”ระยะเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวผู้เสียหายต้องเผชิญกับความเจ็บปวดมามากพอแล้ว เราจึงต้องร่วมกันดูแลและให้ความยุติธรรมกับครอบครัว ผมขอให้ทางโรงเรียนนำเรื่องนี้ไปหารือ และขอให้ได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์ แล้วผมจะลงพื้นที่มาติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเองอีกครั้ง ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ศธ. พร้อมเป็นที่พึ่งให้ผู้เสียหาย และจะกำชับให้ทุกโรงเรียนมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อดูแลนักเรียนทุกคนอย่างดีที่สุด” รมช.ศธ. กล่าว

    ด้าน นายชนินทร์ กล่าวว่า ทาง พม. ได้จัดส่งทีมนักสังคมสงเคราะห์และทีมนักจิตวิทยาลงพื้นที่เข้าประกบดูแลสภาพจิตใจของน้องผู้เสียหายและครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อฟื้นฟูเยียวยาบาดแผลทางจิตใจให้กลับมาเข้มแข็งโดยเร็ว นอกจากนี้ พม. ยืนยันความพร้อมในการบูรณาการการทำงานร่วมกับ ศธ. และทีมสหวิชาชีพ เพื่อยกระดับมาตรการคุ้มครองเด็ก สร้างกลไกเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจเช่นนี้ซ้ำรอย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832424/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YMZ0JXFbJXqB1I_rfzs_n

  • โฆษก เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เร่งแก้ปัญหาชายแดนใต้-พูดคุยสันติสุข    

    โฆษก เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เร่งแก้ปัญหาชายแดนใต้-พูดคุยสันติสุข    


    โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรก ของรัฐบาล แก้ปัญหาชายแดนใต้ ทั้งการศึกษา-พูดคุยสันติสุข ทำงานใกล้ชิดประชาชน หวังเป็นกุญแจสำคัญสร้างความสงบสุข-ความไว้วางใจ 

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วง 1 เดือนหลังจากรัฐบาลเข้าบริหารประเทศ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งเดินหน้าดูแลและแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และกระบวนการสันติภาพ โดยยึดประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ มุ่งสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความสงบสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่  

     น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ในช่วงสัปดาห์แรกหลังเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง ทำงานโดยยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อให้การแก้ไขปัญหาตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด โดยในด้านการพัฒนา นายกฯได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้ โอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษา และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเข้าใจ โดยมุ่งลดความเปราะบางในระดับชุมชน และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความสงบในระยะยาว

    โฆษกประจำสำนักฯ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ที่มีนายกฯเป็นประธาน ได้กำหนดทิศทางการทำงานที่ชัดเจนใน 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ 2.การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร 3.การยกระดับความร่วมมือไทย–มาเลเซีย 4.การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุย และ 5.การแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

    สำหรับการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ ได้มีการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่จากฝ่ายพลเรือน คือ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน เพื่อสานต่อการพูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์และครอบคลุม โดยเปิดโอกาสให้ทุกความคิดเห็นมีส่วนร่วมในการหาทางออก

    “รัฐบาลตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเห็นพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีชีวิตที่ปลอดภัย มีโอกาส และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การรับฟังเสียงของประชาชนและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสงบสุขและความไว้วางใจให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42436&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MvPaafm0tsh-kGwd18T_7

  • “อัครนันท์” สางคดีฉาว “ครูหื่น” ล่วงละเมิดศิษย์ สั่ง! เพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ

    “อัครนันท์” สางคดีฉาว “ครูหื่น” ล่วงละเมิดศิษย์ สั่ง! เพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ

    “อัครนันท์” สางคดีฉาว “ครูหื่น” ล่วงละเมิดศิษย์ สั่ง! เพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ

    “อัครนันท์” สางคดีฉาว “ครูหื่น” ล่วงละเมิดศิษย์ สั่ง! เพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ

    เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษา รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และคณะทำงานชุดใหญ่ ลงพื้นที่จังหวัดลพบุรีเพื่อติดตามการเยียวยาเหยื่อในคดีอดีตครูโรงเรียนเอกชนล่วงละเมิดนักเรียน โดย รมช.ศธ. ลั่นวาจาเด็ดขาด สั่งประสานคุรุสภาให้เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพครูของผู้กระทำผิดตลอดชีวิต เพื่อไม่ให้คนประเภทนี้มีโอกาสกลับมาทำร้ายเด็กคนไหนได้อีก

    “อัครนันท์” สางคดีฉาว “ครูหื่น” ล่วงละเมิดศิษย์ สั่ง! เพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ

    นายอัครนันท์ ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหาย สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ออกหนังสือเตือนโรงเรียนต้นสังกัดอย่างเป็นทางการ โดยมี 3 มาตรการเหล็กคือ 

    • ยกระดับบทลงโทษ: หากโรงเรียนละเลยมาตรการความปลอดภัย อาจถึงขั้นพักใบอนุญาตหรือสั่งปิดสถานศึกษา
    • กำหนดเวลาเยียวยา: โรงเรียนต้องหาข้อสรุปการชดเชยเยียวยาครอบครัวผู้เสียหายให้จบภายใน 2 สัปดาห์ โดยย้ำว่าต้องคำนึงถึง “ความเป็นมนุษย์” เป็นที่ตั้ง

    “อัครนันท์” สางคดีฉาว “ครูหื่น” ล่วงละเมิดศิษย์ สั่ง! เพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ

    ขณะที่ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ยืนยันว่าทางกระทรวง พม. ได้ส่งทีมนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาลงพื้นที่เข้าประกบดูแลสภาพจิตใจของน้องผู้เสียหายและครอบครัวอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการร่วมกับ ศธ. เพื่อสร้างกลไกเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานศึกษาไม่ให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำรอยเดิม

    “ครอบครัวผู้เสียหายเจ็บปวดมามากพอแล้ว โรงเรียนต้องยืนเคียงข้างเด็ก ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบ ผมจะลงพื้นที่มาติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเองอีกครั้งใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า” นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้ายอย่างดุดัน

    “อัครนันท์” สางคดีฉาว “ครูหื่น” ล่วงละเมิดศิษย์ สั่ง! เพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดจากรัฐบาลว่า “สถานศึกษาต้องปลอดภัย” และผู้ที่กระทำผิดรวมถึงต้นสังกัดที่ปล่อยปละละเลยจะต้องรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด ทีมข่าว “คมชัดลึกการเมือง” จะเกาะติดผลการเยียวยาในอีก 14 วันข้างหน้าอย่างใกล้ชิด!

    “อัครนันท์” สางคดีฉาว “ครูหื่น” ล่วงละเมิดศิษย์ สั่ง! เพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/616681&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gn_dZ9clVtJjf9duvZ7VF

  • สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการ Economic Fury เพื่อ”บีบคอ”อิหร่านด้วย

    สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการ Economic Fury เพื่อ”บีบคอ”อิหร่านด้วย

    สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลัง “บีบคอ” ผู้นำอิหร่านด้วย “การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ” ที่เปิดตัวควบคู่ไปกับการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ

    “เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยคำสั่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจากประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับการกดดันสูงสุด และเมื่อสามสัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดีได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเริ่มปฏิบัติการ ‘Economic Fury’” เบสเซนต์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ โดยอ้างถึงโครงการริเริ่มของกระทรวงเพื่อเสริมปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” ของเพนตากอน

    “เรากำลังบีบคั้นระบอบการปกครองของอิหร่าน และพวกเขาไม่สามารถจ่ายเงินเดือนให้ทหารได้ นี่คือการปิดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และมันเกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของรัฐบาล – ทุกคนต้องร่วมมือกัน” เขากล่าวในรายการ “Sunday Morning Futures”

    ทั้งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้กำหนดข้อจำกัดสำหรับเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานที่ส่งออกไฮโดรคาร์บอนจากอ่าวเปอร์เซีย

    ในขณะที่อิหร่านปิดกั้นเรือส่วนใหญ่ในเส้นทางนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ กล่าวว่ากำลังปิดกั้นเรือทั้งหมดที่มุ่งหน้าไปยังหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากันในขณะที่การหยุดยิงที่เปราะบางยังคงอยู่

    เบสเซนต์กล่าวว่ากระทรวงของเขากำลังใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ “กับทุกคนที่พยายามโอนเงินเข้าไปในอิหร่านเพื่อช่วยเหลือ IRGC” ซึ่งเป็นกองกำลังทหารชั้นยอดของอิหร่าน

    “พวกเขาเป็นสถาบันที่ทุจริต พวกเขาขโมยเงินจากประชาชนอิหร่านมาหลายปีแล้ว พวกเขามีเงินอยู่ต่างประเทศ เราติดตามเรื่องนี้จนเจอแล้ว และเราจะติดตามต่อไป และเราจะรักษาทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ให้ประชาชนอิหร่านที่อยู่อีกฝั่งของความขัดแย้งนี้” เขากล่าว

    เมื่อวันเสาร์ เบสเซนต์ได้เขียนข้อความบนเว็บไซต์ X โดยเปรียบเทียบผู้นำอิหร่านว่า “เหมือนหนูในท่อระบายน้ำ” และระบุว่า “การปิดล้อมจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีเสรีภาพในการเดินเรือก่อนวันที่ 27 กุมภาพันธ์” ในช่องแคบอิหร่าน

    ในโพสต์เดียวกัน เขากล่าวว่า “มีการปันส่วนอาหารและน้ำมันเชื้อเพลิง” ในอิหร่าน

    ขณะเดียวกัน ในรายการ “Face the Nation” ทางช่อง CBS เมื่อวันอาทิตย์ เควิน แฮสเซ็ตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ได้กล่าวสนับสนุนคำพูดของเบสเซนต์ โดยระบุว่าอิหร่าน “มีเศรษฐกิจที่อยู่บนขอบเหวแห่งหายนะอย่างร้ายแรง”

    “พวกเขากำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง” เขากล่าวเสริม “พวกเขากำลังเริ่มอดอยาก”

    Agence France-Presse

    Photo – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ซ้าย) กล่าวสุนทรพจน์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ ยืนอยู่เคียงข้าง ในระหว่างการประชุมโต๊ะกลมเกี่ยวกับนโยบาย “ไม่เก็บภาษีจากทิป” ของเขา ที่โรงแรมเอซี โฮเทล ลาสเวกัส ซิมโฟนี พาร์ค ในลาสเวกัส รัฐเนวาดา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2026 (Photo by Jim WATSON / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/42457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZvBkl-Ho1lAj-VvGOaqf5