Blog

  • มนุษย์จะอายุยืน 120 ปี? นักวิจัยอิตาเลียนเผย 4 วิธี ช่วยยืดอายุขัย

    มนุษย์จะอายุยืน 120 ปี? นักวิจัยอิตาเลียนเผย 4 วิธี ช่วยยืดอายุขัย

    อายุยืน 120 ปี อาจไม่ใช่ตัวเลขเพ้อฝันอีกต่อไป Valter Longo นักวิจัยอิตาลี เชื่อ ทุกคนทำได้ ถ้าเริ่มปรับ 4 นิสัยประจำวัน คือ เน้นกินพืช ทำ Fasting ออกไปวิ่ง นอนให้ดีมีคุณภาพ

    • เปิดฮาวทูการมีอายุยืนยาว 120 ปี นักวิจัยเผย เน้นการกินอาหารจากพืชเป็นหลัก (Longevity Diet) โดยลดการบริโภคเนื้อแดงและผลิตภัณฑ์จากสัตว์
    • ทำ Fasting วันละ 12 ชั่วโมง โดยจำกัดช่วงเวลารับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้พักและซ่อมแซมตัวเอง
    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น ออกไปวิ่ง ควบคู่กับการเดินเพิ่มขึ้นวันละ 1 ชั่วโมง
    • ให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพและดูแลสุขภาพจิตให้ดีอยู่เสมอ

    หลายคนอาจคิดว่า “การมีอายุยืนถึง 100 ปี” คือที่สุดของความโชคดีในชีวิต แต่ วัลเตอร์ ลองโก (Valter Longo) นักวิจัยด้านอายุยืนระดับโลกจากอิตาลี บอกว่าความฝันของเขาไปไกลกว่านั้น เพราะเขาอยากมีชีวิตที่ยืนยาวไปถึง 120 ปี และที่สำคัญ เขาทำทุกอย่างที่ตัวเองค้นพบจากงานวิจัย นำมาใช้กับชีวิตจริง เพราะไม่อยากเสียใจทีหลังว่า “รู้งี้น่าจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้มาตั้งแต่แรก”

    กว่า 35 ปีที่ลองโกทุ่มเทศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้คนเรามีอายุยืนยาว ทั้งในสหรัฐฯ และอิตาลี โดยเขาตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดเมื่อราว 20 ปีก่อน เพื่อสำรวจชุมชนอายุยืนอย่างซาร์ดิเนีย เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนอายุเกิน 100 ปี และเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีว่าทำอย่างไรถึงจะเติบโตแก่ชราอย่างแข็งแรง

    ปัจจุบัน ลองโก เป็นทั้งผู้อำนวยการ Longevity and Cancer Laboratory แห่งสถาบัน IFOM เมืองมิลาน และผู้อำนวยการ Longevity Institute แห่งมหาวิทยาลัย USC ลอสแอนเจลิส ซึ่งทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในเสียงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการสุขภาพเชิงลึกเกี่ยวกับความชราและอายุยืน

    เขาบอกกับ CNBC Make It เมื่อปี 2024 ว่า “ผมทำทุกอย่างที่ผมสอนผู้คน อาจไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมพยายามเสมอ… ผมอยากไปให้ถึงอายุ 120 ปี แต่ถ้าไม่ได้ก็คงไม่มีอะไรให้เสียใจแล้ว”

    แล้วอะไรคือ “สูตรลับ” ของนักวิจัยด้าน Longevity ชาวอิตาลีคนนี้?

    คำตอบคือ 4 นิสัยประจำวัน ที่เขายืนยันว่าช่วยยืดอายุขัย ป้องกันโรค และทำให้ร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว และเขาฝึกปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองทุกวัน ได้แก่ 

    1. กินอาหารจากพืชเป็นหลัก

    นี่คือฮาวทูปรับการกินใหม่ตามสูตร Longevity Diet ที่ผสมผสานระหว่างวิถีของชาวโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น และวิถีของชาวเมดิเตอร์เรเนียนเข้าด้วยกัน นักวิจัยชื่อดังคนนี้ได้ออกแบบ Longevity Diet จากการศึกษาอาหารของผู้สูงวัยอายุยืนในหลายภูมิภาคข้างต้น ซึ่งมีจุดร่วมที่น่าสนใจคือ กินอาหารจากธรรมชาติ ไม่ต้องกินมากเกินไป และแทบไม่เน้นเนื้อแดงเลย โดยภาพรวมของ Longevity Diet ตามสูตรนี้ คือ

    – เน้นกินอาหารจากพืชเป็นหลัก (แทบจะเป็นวีแกน)
    – กินผักเยอะๆ แต่กินผลไม้พอประมาณ
    – กินถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วเปลือกแข็ง
    – กินโปรตีนจากเนื้อปลา 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

    นอกจากนี้ สำหรับวัย 20-70 ปี ควรงดรับประทานเนื้อแดง-เนื้อขาว, กินไข่แค่ 2-3 ฟองต่อสัปดาห์ รวมถึงกินชีส นม และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า การปรับวิธีการกินในแนวทางของเมดิเตอร์เรเนียนไดเอท จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะอักเสบเรื้อรังในระยะยาวได้

    2. ทำ Fasting วันละ 12 ชั่วโมง ให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง

    นักวิจัยด้านอายุยืน แนะนำให้วัยทำงานลองทำ 12-hour fasting เป็นกิจวัตร เช่น กินอาหารเฉพาะช่วง 7.00-19.00 น. หรือ 8.00-20.00 น. เพื่อให้ร่างกายได้ “เวลาพัก” อย่างแท้จริงในอีก 12 ชั่วโมงที่เหลือ

    นอกจากนี้เขายังพัฒนารูปแบบ Fasting-Mimicking Diet (FMD) ร่วมกับทีมวิจัยที่ UCLA เป็นการกินอาหารไขมันดีสูง แต่แคลอรี-คาร์บ-โปรตีนต่ำ ติดต่อกัน 5 วัน เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์จากการอดอาหารแบบเข้มข้น แต่ยังได้รับสารอาหารที่จำเป็น

    งานวิจัยปี 2024 ที่ ลองโก เป็นหัวหน้าทีมพบว่า การอดอาหารในวิธี FMD เชื่อมโยงกับ ความเสี่ยงโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเบาหวานที่ลดลงในหนูทดลอง

    3. ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 150 นาที เดินเพิ่มวันละชั่วโมง

    สุขภาพดีแบบยืนยาว ไม่ได้ต้องพึ่งการออกกำลังกายหนักทุกวัน แต่ต้อง “สม่ำเสมอ” แม้ไม่ทำหนักมากแต่ก็ได้ผลดีในระยะยาว โดยวิธีของลองโก ก็สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ โดยให้แนะนำตรงกันว่า ต้องออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ ซึ่งในจำนวนนั้นควรมี การออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 50 นาที เช่น วิ่ง จ็อกกิ้ง หรือคลาสฟิตเนส

    ไม่เพียงเท่านั้น ลองโก ยังเติม “เคล็ดลับแบบคนอายุยืน” ด้วยการเดินเป็นกิจวัตร เขาบอกว่า “ผมเดินวันละชั่วโมง เดินขึ้นลงบันได ทำตัวให้แอคทีฟเสมอ ถ้าร้านค้าอยู่ไม่ไกลมาก คุณควรเดินไปครับ ไม่ต้องขับรถ” นี่คือกิจวัตรที่คนอายุ 100 ปีหลายชุมชนทำกันเป็นเรื่องปกติ

    4. นอนให้ดี และดูแลสุขภาพจิตให้สดใสเสมอ

    แม้ ลองโก จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนโดยตรง แต่เขาย้ำว่า “คุณภาพการนอนคือหัวใจของสุขภาพระยะยาว” โดยเคล็ดลับการนอนที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ได้แก่

    – นอน-ตื่นเวลาเดิมทุกวัน
    – ทำรูทีนช่วยผ่อนคลายก่อนนอน เช่น นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ทำทรีทเมนต์หรือนวดผ่อนคลายร่างกายเบาๆ 
    – งีบกลางวันได้ แต่ต้องก่อนบ่ายสอง และไม่เกิน 20-30 นาที
    – รักษาอุณหภูมิห้องให้เย็นสบาย

    ขณะเดียวกัน การดูแลสุขภาพจิตคือปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน นักวิจัยด้านความสุขอย่าง อาร์เธอร์ ซี. บรูคส์ (Arthur C. Brooks) เสนอให้ดูแล 4 เสาหลักของความสุขเหมือน “พอร์ตการลงทุน” ได้แก่ ความเชื่อและศรัทธาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ, ครอบครัวที่ดี, เพื่อนที่ดี และ งานที่มีความหมาย จำไว้ว่า..ไม่มีเสาหลักใดแทนกันได้ มันต้องสมดุลไปด้วยกันทั้งหมด

    โดยสรุปก็คือ การมีอายุยืนยาวแบบสุขภาพดีนั้น ไม่ได้มาจากโชค แต่เกิดจากนิสัยการกินอยู่ที่ดีที่เราต้องมีวินัยทำซ้ำๆ ในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการกินดี นอนหลับให้เพียงพอ เดินเยอะ อดอาหารอย่างเหมาะสม และรักษาจิตใจให้เบิกบาน ซึ่งจะเห็นว่าวิธีต่างๆ เหล่านี้ ไม่มีอะไรหวือหวา และแทบไม่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อซื้อเทคโนโลยีแพงๆ มาเป็นตัวช่วย แต่ก็ได้ผลจริงสำหรับคนที่อยากใช้ชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

    ถ้าคุณฝันจะมีอายุถึง 120 ปีเหมือนนักวิจัยชาวอิตาลีคนนี้ ก็ต้องหันมาปรับปรุงพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบจริงจัง เริ่มเลยวันนี้เลย และฝึกทำให้เป็นกิจวัตร!

    อ้างอิง: CNBC, Blue Zones, Fasting-mimicking dietgero.usc.eduODPHP.health.gov

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/longevity/1209423&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rWgBXVr4rXGSknx5m5V7R

  • เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

    เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

    ทางการเมืองเวนิสสั่งแบน เกรตา ทุนแบร์ก ห้ามเข้าเมืองชั่วคราว หลังเทสีย้อมลงไปในคลองแกรนด์คาแนล จนน้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่าง เพื่อรณรงค์ด้านสภาพอากาศ

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกรตา ทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวเพื่อสภาพอากาศคนดัง ถูกห้ามเข้าเมืองเวนิสเป็นการชั่วคราว หลังจากเธอก่อเหตุประท้วงด้วยการเทสีลงไปในคลองแกรนด์คาแนล อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จนทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่าง

    หนังสือพิมพ์ The Telegraph รายงานว่า ทุนแบร์กในวัย 22 ปี ได้เข้าร่วมกับกลุ่มสิ่งแวดล้อม Extinction Rebellion ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่พวกเขาเทสีย้อมลงในคลอง โดยอ้างว่าสีย้อมดังกล่าวซึ่งเป็นสารที่ไม่เป็นพิษและมักใช้ในการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม

    กลุ่ม Extinction Rebellion ยังแขวนป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “หยุดทำลายระบบนิเวศ” จากสะพานรีอัลโต เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึง ผลกระทบครั้งใหญ่จากการล่มสลายของสภาพภูมิอากาศ และส่งผู้ประท้วงที่สวมผ้าคลุมสีแดงเดินฝ่าฝูงชนกับนักท่องเที่ยวในเมืองเวนิส

    Extinction Rebellion ระบุว่า พวกเขาเทสีย้อมดังกล่าวลงในทางน้ำและน้ำพุในเมืองของอิตาลีอีกหลายแห่ง รวมถึงเมืองมิลาน, ปาแลร์โม และ โบโลญญา

    นายลูกา ซาเอีย ผู้ว่าการแคว้นเวเนโต ประณามการประท้วงดังกล่าว โดยโพสต์บนอินสตาแกรมว่านี่เป็นการกระทำที่ทำลายเมืองเวนิส “การทำลายทรัพย์สินไม่ได้ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม การกระทำเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับเวนิส ต้องใช้การซ่อมแซม และที่น่าขันก็คือ กลับสร้างมลพิษเสียเอง”

    ทั้งนี้ ทุนแบร์กถูกห้ามเข้าเมืองเวนิสเป็นเวลา 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ เธอและผู้ประท้วงอีกหลายสิบคนยังถูกปรับเป็นเงิน 172 ดอลลาร์สหรัฐฯ

    เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทุนแบร์กเพิ่งถูกควบคุมตัวในอิสราเอล หลังจากที่เธอเข้าร่วมในกองเรือบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม และพยายามฝ่าการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลไปยังฉนวนกาซา โดยเธอถูกเนรเทศกลับไปยังสวีเดนบ้านเกิดของตัวเองในเวลาต่อมา

    อนึ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ประท้วงได้หันมาใช้การทำลายทรัพย์สิน เป็นการประท้วงเพื่อสภาพอากาศรูปแบบหนึ่งมากยิ่งขึ้น

    ในช่วงฤดูร้อนปี 2565 เกิดเหตุการณ์หลายครั้งที่ผู้ประท้วงทำลายงานศิลปะ เช่น สาดซุปมะเขือเทศ ใส่ภาพวาด “ดอกทานตะวัน” ของแวนโก๊ะ ที่หอศิลป์แห่งชาติในลอนดอน และมีการปามันบดใส่ภาพวาดของโมเนต์ที่พิพิธภัณฑ์บาร์เบรินี ในเมืองพอทสดัม ประเทศเยอรมนี

    ในปี 2566 สมาชิก 2 คนของกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสภาพอากาศชื่อ Declare Emergency ถูกตั้งข้อหา หลังก่อเหตุสาดสีแดงและสีดำใส่ตู้กระจก ที่เก็บประติมากรรม “นักเต้นรำตัวน้อยอายุ 14” ของเอ็ดการ์ เดอกา ที่หอศิลป์แห่งชาติ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : abcnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2898237&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vhCDnP_yZRL16EMFbYTSD

  • หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภค กระทบพันครอบครัว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภค กระทบพันครอบครัว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชุมชนใต้ทางด่วน สหภาพการทางพิเศษฯ เข้าหารือสภาผู้บริโภค เรียกร้องหยุดโครงการ “ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน – พระราม 9” ที่จ่อเข้าครม.โดยไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดสัญญาที่มีผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม มีการขยายสัญญา 22 ปี รัฐเสียหายกว่า 1.7 แสนล้านบาท

    วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ผู้แทนชุมชนพญาไท จตุจักร และราชเทวี และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สรส.กทพ.) เข้าหารือกับสภาผู้บริโภค นำโดย สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค และ รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม รับฟังผลกระทบจากผู้แทนเครือข่ายชุมชนใต้ทางด่วนกว่า 1,000 ครอบครัว ได้แก่ พญาไท จตุจักร ราชเวที จากโครงการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) งามวงศ์วาน – พระราม 9 ซึ่งขณะนี้ผ่านคณะกรรมการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และอยู่ระหว่างเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว : ทิวารัตน์ พุ่มวารี

    ทิวาลักษณ์ พุ่มวารี เลขาเครือข่ายชุมชนราชเทวี เปิดเผยว่า หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง ถนนในพื้นที่ชุมชนจะถูกปิดเป็นช่วง ๆ ทำให้ชุมชนตกอยู่ในความเสี่ยงสูงจากการเกิดกรณีฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ หรือมีผู้ป่วย รถพยาบาลไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ และปัญหาการเดินทางในชีวิตประจำวัน

    ทั้งนี้ ชุมชนได้ทำหนังสือขอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการนี้ แต่ไม่เคยได้รับรายงานฉบับเต็ม แม้เคยทำหนังสือขอข้อมูลตั้งแต่ ธันวาคม 2567 จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับเอกสาร

    “ประชาชนควรได้รับข้อมูลครบ ทำไม EIA ถึงไม่เปิดเผยให้สาธารณะเข้าถึงได้ วันนั้นท่านบอกว่าจะปิดถนน มีแนวทางเยียวยาอย่างไร ชาวบ้านจะเดินทางอย่างไร ถ้าเกิดเพลิงไหม้ เจ็บป่วย จะทำอย่างไร ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ วันนี้มาที่สภาผู้บริโภค ขอวิงวอนไปถึงผู้ที่ทำโครงการ ให้หันมามองประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วยค่ะ” ทิวาลักษณ์กล่าว

    รัฐสูญ 1.7 แสนล้าน ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว : บัณฑิต พรึงลำภู

    บัณฑิต พรึงลำภู ประธานสรส.กทพ. กล่าวว่า โครงการทางด่วน 2 ชั้นนี้ถูกดำเนินการในลักษณะ “โครงการลับ” เพราะเจ้าหน้าที่ กทพ. ส่วนใหญ่ไม่ทราบรายละเอียด มีเพียงทีมเล็ก 5–6 คนที่ผลักดัน ทั้งที่เป็นโครงการระดับหมื่นล้านและมีผลต่อประชาชนและสาธารณะอย่างมาก เช่นเดียวกับโครงการก่อสร้างทางยกระดับพระราม 2 โดยโครงการทางด่วน 2 ชั้นจะใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี รวมระยะทาง 17 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน มีความเสี่ยงมหาศาลทั้งประชาชน และรถที่จะติดเพิ่มชึ้นอย่างมาก

    “สัญญานี้มีเงื่อนไขพิเศษที่อาจทำให้ประชาชนเดือดร้อน ทั้งการขึ้นค่าทางด่วน การผูกพันทางกฎหมาย และความเสี่ยงต่อการต่อสัญญาไม่รู้จบ เราขอให้เปิดเผยสัญญา เพื่อให้ประชาชนและนักวิชาการร่วมตรวจสอบ ถ้าสัญญาไม่เป็นประโยชน์ต่อรัฐก็ควรหยุดทันที” บัณฑิตกล่าว

    ทั้งนี้ เดิมสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 จะสิ้นสุดปี 2578 แต่โครงการนี้ทำให้สัญญาลากยาวไปถึง ปี 2601 รวมกว่า 22 ปี 5 เดือน โดยรัฐจะสูญเสียรายได้กว่า 170,000 ล้านบาท จากการแบ่งรายได้ที่ปรับจาก 60:40 เป็น 50:50 เพื่อแลกกับ “ลดค่าทางด่วน 50 บาท” ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะค่าทางด่วนจะกลับมาปรับขึ้นอีกในปี 2571 และ 2580

    นอกจากนี้ การก่อสร้างโครงการในระยะ 4 ปี จะทำให้รถติดเพิ่มขึ้นในช่วงขั่วโมงเร่งด่วนอย่างน้อย 20 นาที และข้อมูลปริมาณรถช่วงปี 2562–2568 กลับพบว่าปริมาณรถที่ีใช้ทางด่วนในเขตดังกล่าว ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ลดลง สวนทางกับเหตุผลของฝ่ายผลักดันโครงการที่ยืนยันว่าจะช่วยแก้ไขการจราจรที่ติดขัด

    ที่สำคัญ บัณฑิต กล่าวว่า การก่อสร้างขนาดใหญ่จะกระทบความปลอดภัยชุมชน เช่น อุบัติเหตุคานตก หรือปิดช่องจราจรคล้ายกรณีถนนพระราม 2 “พื้นที่กทม.แบกรับการก่อสร้างใหญ่แบบนี้ไม่ไหวแล้ว โดยเฉพาะตลอดแนวชุมชนกว่า 17 กิโลเมตร”

    ประธานสหภาพฯ เสนอว่า หากรัฐนำรายได้ปีละ 7,500 ล้านบาท (หลังหมดสัมปทาน) มาใช้ประโยชน์ สามารถลดค่าทางด่วนได้อย่างยั่งยืน ลงทุนระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า หรือพัฒนาเส้นทางช่วยลดรถติดจริง เช่น N1–N3 เกษตร–นวมินทร์ ซึ่งมีความจำเป็นมากกว่าโครงการทางด่วน 2 ชั้น

    ชี้เข้าข่ายขัดพ.ร.บ. ร่วมทุนฯ

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว : อดิศักดิ์ สายประเสริฐ

    อดิศักดิ์ สายประเสริฐ อนุกรรมการด้านขนส่งและยานพาหนะ กล่าวว่า โครงการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นนี้ ต้องเปิดเผยข้อมูล เช่น รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รายงานการประชุมคณะกรรมการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และร่างสัญญาสัมปทาน ต้องเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

    “กระบวนการจัดทำโครงการ ต้องยึดหลักเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาชนได้ประโดยชน์แค่ไหน กระบวนการเยียวยาเป็นอย่างไร ทั้งทางบวกและลบ ตาม พรบ.ร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน มาตรา 6 (5) ระบุไว้ชัดเจน การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อข้อมูลไม่โปร่งใส อาจขัดต่อกฎหมาย และประชาชนไม่ได้รับรู้ผลกระทบตามสิทธิ โครงการควรหยุดพิจารณา และทบทวนใหม่ทั้งหมด” อดิศักดิ์กล่าว

    เรียกร้องหยุดโครงการกระทบประชาชน

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว : รสนา โตสิตระกูล

    รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โครงการนี้มีลักษณะ “ใช้อำนาจรัฐผ่องถ่ายผลประโยชน์ให้กลุ่มทุน” และต่อสัญญาข้ามศตวรรษ ทั้งที่ปี 2563 สัญญาทางด่วนควรกลับคืนสู่ประชาชนแล้ว แต่กลับมีความพยายามฟ้องร้อง และยอมความกัน ต่อสัญญาไปอีก 15 ปี ยังไม่พอจะขอทำโครงทางด่วน 2 ชั้น อ้างว่าเอกชนออกเงินให้ 3.4 หมื่นล้าน และต่อสัญญาไปอีก 22 ปี 5 เดือน จนถึงปี 2601

    “รัฐอ้างว่าเอกชนออกเงิน 3.4 หมื่นล้าน แต่รัฐกลับเสียรายได้ 1.7 แสนล้าน นี่คือความไม่เป็นธรรมต่อประชาชนอย่างร้ายแรง และการต่อสัญญาข้ามศตวรรษ บอกว่าประชาชนจะได้ส่วนลดค่าทางด่วน 50 บาท แต่ในปี 2571 จะขึ้นค่าทางด่วนเป็น 60 บาท ปี 2580 ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ที่ลดเหลือ 50 บาทก็เป็นเงินกทพ. จากการแก้ไขส่วนแบ่ง 60:40 เป็น 50:50 จะทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินถึง 1.7 แสนล้านบาท แทนที่จะนำเงินมาลดราคาให้ประชาชนได้ วิ่งฟรีช่วงกลางคืนได้ ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้ ซื้อรถเมลไฟฟ้าให้บริการได้ ทำประโยชน์มาก” รสนากล่าว

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว : สารี อ๋องสมหวัง

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค กล่าวปิดท้ายว่า งบประมาณแผ่นดินควรใช้สร้างระบบขนส่งสาธารณะที่ทุกคนขึ้นได้ทุกวัน ในราคาไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ใช่นำมาใช้ก่อสร้างโครงการทางด่วน 2 ชั้น ผูกพันประชาชนให้จ่ายค่าผ่านทางอีก 22 ปี

    สภาผู้บริโภคขอเรียกร้องให้รัฐบาลถอนโครงการนี้ และเชิญชวนเครือข่าย 50 เขต ร่วมเวทีคัดค้านในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ ที่ชุมชนพญาไท และอยากให้พรรคการเมืองทุกพรรคเข้ามาร่วมและประกาศเจตนารมณ์ว่าไม่เอาทางด่วน 2 ชั้น

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/27112568_double-deck_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lLZLcfFpbVUq9EjAoFtMJ

  • “เศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอตัว ในปี 2026″

    “เศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอตัว ในปี 2026″

    เศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอตัว ในปี 2026 หลังจากขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2025 ขณะที่รัฐบาลยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและติดตามทิศทางของตลาดภายในประเทศอย่างใกล้ชิด

    กระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง (MEF) คาดว่าเศรษฐกิจกัมพูชาจะเติบโต 5.2% ในปี 2025 โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง การบริโภคภายในประเทศที่ต่อเนื่องในระดับดี และความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการสนับสนุนสินค้าในประเทศ สำหรับปี 2026 MEF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 5% ตามคำกล่าวของนาย Aun Pornmoniroth รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง

    ในการบรรยายที่เวิร์กช็อปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ว่าด้วยกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการคลังสาธารณะเพื่อการจัดทำร่างกฎหมายการคลังปี 2026 นาย Moniroth กล่าวว่า MEF ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจใหม่จากข้อมูลช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 “โดยภาพรวม เศรษฐกิจกัมพูชาในปี 2025 น่าจะขยายตัวได้ราว 5.2% สอดคล้องกับการประเมินในกรอบการคลังระยะกลาง (MTFF) เมื่อเดือนเมษายน 2025”  

    นาย Moniroth ระบุว่า อัตราการเติบโตในแต่ละภาคส่วนมีความแตกต่างกัน โดยบางภาคมีผลการดำเนินงานดีกว่าที่คาด ขณะที่บางภาคทำได้เพียงตามประมาณการหรืออ่อนตัวลงเล็กน้อยจากแรงกดดันภายนอก เช่น มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาที่ลากยาว

    ทั้งนี้ องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งประเมินการเติบโตของกัมพูชาในปี 2025 แตกต่างกันเล็กน้อย โดย IMF และธนาคารโลกคาดไว้ที่ 4.8% ส่วน ADB และ AMRO คาดการณ์ที่ 4.9% ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด โดยเฉพาะสำหรับเศรษฐกิจขนาดเล็กและเปิด เช่น กัมพูชาที่มีความอ่อนไหวต่อความผันผวน ในระบบการค้าโลก 

    สำหรับปี 2026 อัตราการเติบโตที่ 5% ยังคงสอดคล้องกับกรอบ MTFF แม้จะมีการปรับประมาณการตามภาคส่วนก็ตาม ทั้งนี้ กรอบ MTFF 2026–2028 ยังคงเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมในการจัดทำกฎหมายการคลังประจำปี 2026 โดยผลประกอบการจริงของปี 2025 และการประเมินใหม่ของปี 2026 จะมีการปรับปรุงอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026 สำหรับรอบ MTFF ถัดไป “การคาดการณ์เติบโต 5% ในปี 2026 สะท้อนถึงการชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2025” ปัจจัยสำคัญมาจากผลกระทบของภาษีตอบโต้ที่กดดันภาคส่งออก รวมถึงการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยืดเยื้อ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในทันที

    อย่างไรก็ดี นาย Moniroth ย้ำว่าเศรษฐกิจกัมพูชายังคงมีแรงขับเคลื่อนที่มั่นคง โดยภาคการส่งออก การบริโภคในประเทศ และความนิยมสินค้าในประเทศยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ รัฐบาลยังเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศ และส่งเสริมการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะในภาคสิ่งทอ เกษตรกรรม และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้

    ตามการประเมินของ MEF ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ 53.79 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ GDP ต่อหัว คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,020 ดอลลาร์ สะท้อนถึงการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจกัมพูชายังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานที่มั่นคง แม้จะมีแรงปะทะจากภายนอก แต่แรงขับเคลื่อนภายในประเทศและมาตรการนโยบายที่เป็นเชิงยุทธศาสตร์จะช่วยให้ประเทศสามารถก้าวผ่านความท้าทายและเดินหน้าการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปในปี 2026 และระยะยาว

    ข้อมูลความเห็นที่น่าสนใจ 

              1. การคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาของ MEF นาย Arnaud Darc ประธานและซีอีโอ Thalias มองว่าเป็นการปรับเข้าสู่ภาวะปกติมากกว่าการชะลอตัวรุนแรง สาเหตุหลักมาจากการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ที่กระทบการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และเงินโอนแรงงาน ขณะที่ภาคก่อสร้างและสภาพคล่องสินเชื่อยังซบเซา อย่างไรก็ตาม ปีหน้า เศรษฐกิจยังได้แรงหนุนจากการผลิต นอกกลุ่มสิ่งทอ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โดยภาคอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ จักรยาน และแปรรูปเกษตรเติบโต ส่วนอสังหาริมทรัพย์และบริการการเงินยังฟื้นตัวช้า  

    นาย Arnaud ชี้ว่า กรอบนโยบายการคลังระยะกลางช่วยรักษาเสถียรภาพ แต่กัมพูชายังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น ต้นทุนโลจิสติกส์สูง ทักษะของแรงงาน 

    หลังปี 2026 โอกาสสำคัญคือการผลิตที่หลากหลาย การท่องเที่ยวที่ฟื้นเต็มที่ และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ความเสี่ยงหลักมาจาก การเพิ่มภาษีของสหรัฐฯ ความตึงเครียดชายแดน การชะลอตัวของอสังหาริมทรัพย์ และความเสี่ยงด้านชื่อเสียงทางลบจากอาชญากรรมไซเบอร์

    นาย Arnaud ย้ำว่าการลดต้นทุนพลังงาน–โลจิสติกส์ เสริมความแข็งแกร่งภาคการเงิน ปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย และลงทุนในทักษะและสวัสดิการ เป็นกุญแจสำคัญต่อเสถียรภาพและการเติบโตระยะยาวของกัมพูชา

    2. นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ นาย Darin Duch ระบุว่า การชะลอตัว เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และภาษีสหรัฐฯ ที่กระทบต่อการส่งออก แต่ความต้องการภายในประเทศและการลงทุนยังแข็งแรง คาดว่าในปี 2026 การผลิต การบริโภคในประเทศ และการฟื้นตัวของหลายภาคส่วนจะยังเป็นแรงขับเคลื่อน พร้อมชี้ว่ากัมพูชายังสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสได้ นอกจากนี้ กรอบการคลัง แผนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นและเพิ่มความสามารถแข่งขันของธุรกิจ

       นโยบายเหล่านี้ช่วยรักษาเสถียรภาพมหภาคและคุ้มครองการจ้างงานท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก หลังปี 2026 กัมพูชามีโอกาสเด่นในด้านการบูรณาการภูมิภาค ดิจิทัล โลจิสติกส์ และพลังงานสะอาด แม้ยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเสนอให้ประเทศเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ สถาบัน และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว–ดิจิทัลเพื่อเสถียรภาพระยะยาว

    3. แม้เศรษฐกิจกัมพูชายังยืดหยุ่นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนกับไทย แต่นาย Thong Mengdavid จากสถาบันการศึกษานานาชาติฯ ระบุว่ายังมีภาคส่วนที่เสี่ยง เขาชี้ว่ากัมพูชารักษาเสถียรภาพได้ดีจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรง การสนับสนุนจากรัฐ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ทำให้การค้า พลังงาน และการลงทุน ได้รับผลกระทบน้อย

    อย่างไรก็ตาม มาตรการปัจจุบันเป็นเพียงระยะสั้น และหากความตึงเครียดยืดเยื้อ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะทวีขึ้น โดยเฉพาะต่อภาคท่องเที่ยวและเงินโอนจากแรงงานซึ่งอ่อนแอที่สุด แรงงานที่กลับจากไทยทำให้เงินโอนและกำลังซื้อในประเทศลดลง จึงควรขยายตลาดแรงงานไปยังประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

    การท่องเที่ยวเสี่ยงต่อได้รับผลกระทบหากมีข่าวลบ และอาจกระทบเศรษฐกิจมากกว่าการค้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ จึงเสนอให้รัฐช่วยแรงงานต่อเนื่อง ควบคู่กับการกระจายเส้นทางขนส่ง การกระตุ้นท่องเที่ยว มาตรการความปลอดภัย และการฝึกทักษะแรงงาน พร้อมสื่อสารชัดเจนกับนักลงทุน

    ความเห็นสำนักงานฯ 

    1. จากฉากทัศน์การคาดการณ์หลายสำนัก เศรษฐกิจกัมพูชายังคงเติบโต แต่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงชะลอตัวจากแรงกดดันภายนอกมากกว่าปัจจัยภายใน โดยแรงขับเคลื่อนในประเทศยังแข็งแรง ทว่าความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา และความผันผวนในภูมิภาคยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการค้าอย่างกัมพูชา

    2. จากข้อมูลของรัฐบาลกัมพูชา และนักวิชาการ กัมพูชายังบริหารเศรษฐกิจเชิงรุกและรักษาเสถียรภาพมหภาคได้ดี ผ่านกรอบ MTFF การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แผนพัฒนาอุตสาหกรรม และมาตรการลดต้นทุนพลังงาน–โลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน กำลังซื้อในประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง หากความตึงเครียดไทย–กัมพูชาคลี่คลาย จะเกิดโอกาสสำคัญต่อการค้าการลงทุนของไทย ทั้งการส่งออกชิ้นส่วนและวัตถุดิบสู่ภาคการผลิตใหม่ การขายวัสดุก่อสร้างและเครื่องจักรในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร ตลอดจนโอกาสในบริการเทคโนโลยีและโลจิสติกส์ อีกทั้งการค้าชายแดนจะฟื้นตัวเร็ว โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร ของใช้ และน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น

    _____________________________________________________________________

    ที่มา Khmer Times

    27 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/dpoo3vpxq8c8yu6r4xbjuj4r&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kZ1PCUNJrx7-aNfPww3tW

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจต.ค.ยังไปต่อ ส่งออกหนุนแรง จับตาน้ำท่วมใต้

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจต.ค.ยังไปต่อ ส่งออกหนุนแรง จับตาน้ำท่วมใต้

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ต.ค. 68 ยังไปต่อ อานิสงส์ส่งออกโตต่อเนื่อง 16 เดือนติด หนุนเต็มพิกัด สวนทางลงทุนภาคเอกชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติแผ่ว จับตาผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐ-สถานการณ์น้ำท่วมใต้ และความขัดแย้งในหลายภูมิภาค หว่นกระทบเศรษฐกิจไทย

    27 พ.ย. 2568 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ต.ค. 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเมื่อจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ อินเดีย ตะวันออกกลาง และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสริมจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่ 23.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 2.57 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.9% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือน ต.ค. 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.1% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด เป็นต้น สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ต.ค. 2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 87.3 จากระดับ 87.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในหลายพื้นที่ และมูลค่าการค้าชายแดนหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ต.ค.2568 อยู่ที่ -0.76% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.61% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2568 อยู่ที่ 64.8 ต่อจีดีพี สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 272.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” นายวินิจ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/904260/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ExXMMphseb6DVIOXiD9QK

  • “หุ้นท่องเที่ยว” เจอศึกหนัก รัฐบาลต่างชาติ เตือนน้ำท่วมใต้ ซ้ำเติมกลุ่มจีนยังฟื้นไม่เต็มที่

    “หุ้นท่องเที่ยว” เจอศึกหนัก รัฐบาลต่างชาติ เตือนน้ำท่วมใต้ ซ้ำเติมกลุ่มจีนยังฟื้นไม่เต็มที่

    ภาคการท่องเที่ยวไทยซึ่งถือเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นหลักคือ นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ยังคงฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

    และล่าสุดคือสถานการณ์ วิกฤติน้ำท่วมรุนแรง ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทย ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับหมื่นล้านบาท และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดรัฐบาลแคนาดา ได้ออกคำเตือนให้พลเมืองของตนเอง “เพิ่มความระมัดระวัง” ในการเดินทางมายังประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ นักวิเคราะห์ฯ ยังเห็นสัญญาณเชิงบวกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงอย่างรัสเซีย และโอกาสที่นักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเติบโตได้ในช่วงปีหน้า

    แรงฉุดเศรษฐกิจหลัก การท่องเที่ยว-เบิกจ่ายภาครัฐ

    ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หาดใหญ่ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของภาคใต้ และอันดับ 14 ของประเทศ มีมูลค่า GDP ราว 2.51 แสนล้านบาท โดยหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือน คาดว่าจะเกิด ความเสียหายราว 10,000-15,000 ล้านบาท

    ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วง High Season ของการท่องเที่ยวภาคใต้ ซึ่งเป็นช่วงที่ควรจะโกยรายได้เข้าประเทศ ทำให้เสียโอกาสในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในงวดไตรมาส 4/2568

    อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเปรียบเทียบ แม้มีโอกาสจะเสียหายหลักหมื่นล้าน แต่เมื่อเทียบกับน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ World Bank ประเมินไว้ถึง 1.44 ล้านล้านบาท ถือว่าสเกลความเสียหายครั้งนี้ ยังจำกัดอยู่ในระดับภูมิภาค ไม่ใช่ระดับประเทศ

    ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แรงกดดันหลักต่อภาพรวมเศรษฐกิจมาจากสองส่วนคือ ภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงถึง 10.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยในไทย

    และการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลง 3.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่ลดลง 5.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมีสาเหตุจากการเปลี่ยนฝ่ายบริหารของรัฐบาลที่กระทบต่อการเบิกจ่าย

    สัญญาณฟื้นตัว “หุ้นโรงแรม” เริ่มชัด แม้เผชิญแรงกดดัน

    ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวไทย ต้องเผชิญบททดสอบต่อเนื่อง ตั้งแต่ความกังวลด้านความปลอดภัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลังเลในการเดินทาง จนถึงเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ ที่ซ้ำเติมบรรยากาศท่องเที่ยวให้ยิ่งอึมครึมไปอีก

    ล่าสุด ยังมีแรงกดดันเพิ่มเข้ามาเมื่อรัฐบาลแคนาดาออกประกาศเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางมายังไทยด้วย

    นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า รัฐบาลแคนาดาได้อัปเดตคำเตือนการเดินทางให้ “เพิ่มความระมัดระวัง” จากเหตุน้ำท่วมรุนแรงในภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็น Sentiment เชิงลบต่อกลุ่มท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม สัดส่วนนักท่องเที่ยวแคนาดาคิดเป็น 0.8% ของจำนวนนักท่องเที่ยวรวม ทั้งนี้ หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่จะลดลงเรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR

    โดย ERW มีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเพียงประมาณ 1% ของรายได้รวม และมีประกันภัยครอบคลุมความเสียหายด้วย

    ด้าน ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนเริ่มยืนระดับได้ที่ 7.5 หมื่นคนต่อสัปดาห์ และมีโอกาสกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากฐานที่ต่ำและเทศกาลตรุษจีน

    ขณะที่เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงอย่างรัสเซีย ซึ่งมองว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มโรงแรม มากกว่ากลุ่มการบิน

    ทั้งนี้ คงให้น้ำหนัก Outperform และเลือก CENTEL เป็น Top pick และ ERW จากการเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวไทย สำหรับ MINT มองว่าราคาน่าสนใจ ภายใต้ทิศทางกำไรไตรมาส 4/2568 ที่ดีขึ้น จากปัจจัยหนุนเรื่องเสถียรภาพของค่าเงินยูโรเทียบบาท และต้นทุนค่าไฟในยุโรปที่ปรับลดลง

    “หุ้นการบิน” ยังท้าทาย

    แม้ว่ากลุ่มโรงแรมจะยังมีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวในระยะถัดไป แต่ในส่วนของธุรกิจการบินนั้น ถือเป็นอีกกลุ่มที่นักลงทุนต้องติดตามความท้าทายอย่างใกล้ชิด

    บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมด้านการบินในปี 2569 ว่าจะเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการอย่าง AAV, BA, และ THAI

    เนื่องจากแรงกดดันจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยว ค่าโดยสาร รวมถึงต้นทุนหลักอย่างราคาน้ำมัน หลังจากที่เคยได้รับผลดีจากปัจจัยเหล่านี้ในช่วงสองปีที่ผ่านมา

    ด้วยปัจจัยความผันผวนที่สูงนี้ ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธุรกิจการบินไว้ที่เพียง “เท่าตลาด” เนื่องจากมองว่าแนวโน้มผลประกอบการในปี 2569 คาดว่าจะออกมาทรงตัว

    โดยให้คำแนะนำหุ้น Top Picks ของกลุ่ม คือ BA เนื่องจากมีจุดเด่นตรงที่รายได้หลักมาจากสนามบินสมุย ซึ่งมีการแข่งขันค่อนข้างต่ำ ทำให้ได้รับผลกระทบจำกัดจากการแข่งขันของตลาดในประเทศ

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2898309&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Uu2Nj0ANd8_W5scm7AQPV

  • “บริโภคเอกชน-ท่องเที่ยว” หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค ต.ค.ขยายตัวดี ติดตามการค้าชายแดน-น้ำท่วม : อินโฟเควสท์

    “บริโภคเอกชน-ท่องเที่ยว” หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค ต.ค.ขยายตัวดี ติดตามการค้าชายแดน-น้ำท่วม : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือน ต.ค.68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคใต้ กทม.และปริมณฑล อีกทั้งการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาคปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น สถานการณ์น้ำท่วม สถานการณ์การค้าชายแดน เป็นต้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ภาคใต้

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.5% และ 9.2% ต่อปีตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -29.5% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 7.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -13.4% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.0 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -26.4% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 2.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -21.6% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 33.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตภาชนะบรรจุ ชิ้นส่วนประกอบสำหรับอาคารสำเร็จรูป และวัสดุมุงหลังคาจากโลหะในจังหวัดสงขลา เป็นสำคัญ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 81.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 82.5 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.5% และ 0.5% ต่อปีตามลำดับ

    ภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 2.3% และ 7.6% ต่อปีตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -25.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 2.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -21.4% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -43.7% และ -52.2% ต่อปีตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 5.6% และ 11.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 85.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 82.4 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 4.8% และ 5.3% ต่อปีตามลำดับ

    กทม.และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนและเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 10.2% และ 17.9% ต่อปีตามลำดับ

    อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -2.0% และ -20.9% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 50.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.5 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -20.7% และ -44.6% ต่อปีตามลำดับ ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 138.8% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานคลังสินค้า สำนักงาน ศูนย์กระจายสินค้า และห้องเย็น ในจังหวัดสมุทรปราการเป็นสำคัญ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 95.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.1 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 2.4% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.4% ต่อปี

    ภาคตะวันออก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 13.6% 8.7% และ 1.0% ต่อปีตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 53.1 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -43.2% และ -64.6% ต่อปีตามลำดับ เช่นเดียวกับเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่หดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 88.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -3.0% และ -5.4% ต่อปีตามลำดับ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 7.0% และ 0.7% ต่อปีตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -22.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 6.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -12.5% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.8 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 53.8 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -50.5% และ -67.3% ต่อปีตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 1.3% และ 6.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลตามลำดับ อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 53.0% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในจังหวัดนครราชสีมา เป็นสำคัญ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 68.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 65.9 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.5% และ -2.0% ต่อปีตามลำดับ

    ภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ขยายตัวที่ 7.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -12.3% -5.3% และ -13.0% ต่อปีตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.9 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่หดตัว เช่นเดียวกับจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -63.2% และ -51.5% ต่อปีตามลำดับ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 95.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.1 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -3.0% และ -2.2% ต่อปีตามลำดับ

    ภาคตะวันตก

    การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนหดตัว อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -15.4% -16.7% -15.2% และ -12.7% ต่อปีตามลำดับ

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.9 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 95.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.1 อย่างไรก็ตาม เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.5% และ 3.4% ต่อปีตามลำดับ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549618&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gqvRIej7VZGtsZxPn8Uap

  • ไทยนำเกม ‘ธุรกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง’ดันด่าน-ดิจิทัล-โลจิสติกส์

    ไทยนำเกม ‘ธุรกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง’ดันด่าน-ดิจิทัล-โลจิสติกส์

    การประชุมภาคธุรกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือ GMS Business Forum 2025 จัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ในฐานะกิจกรรมคู่ขนานกับการประชุมรัฐมนตรีความร่วมมือเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 27 (MC-27) เพื่อเปิดพื้นที่หารือระหว่าง ภาครัฐ-เอกชน-องค์กรพัฒนา จาก 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา และจีนตอนใต้

    งานปีนี้มุ่งแลกเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจ โครงการลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้หัวข้อ “Greater Mekong Subregion Business Opportunities and Challenges Under the Changing Economic Landscape” สะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีดิจิทัล และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

    30 ปี GMS เชื่อมโยง-เปิดประตูการค้าใหม่ ท่ามกลางความท้าทาย

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสภาธุรกิจ GMS กล่าวบนเวทีช่วงเปิดงานว่า ความร่วมมือภายใต้กรอบ GMS กว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ช่วยยกระดับภูมิภาคทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และการค้าข้ามพรมแดน ส่งผลให้เศรษฐกิจของ 6 ประเทศเติบโตต่อเนื่องและมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าโลก

    jsccib-gms-business-forum-2025-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

    “วันนี้เราเผชิญความท้าทายใหม่ ตั้งแต่เศรษฐกิจโลกผันผวน เทคโนโลยีที่รุดหน้า ไปจนถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ความร่วมมือจึงต้องแน่นแฟ้นขึ้น และต้องคิดเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าเดิม”

    — เกรียงไกร กล่าว

    เขาระบุว่า GMS Business Forum ไม่ได้เป็นเพียงงานประชุม แต่เป็น พื้นที่ออกแบบแนวทางการร่วมมือ-แก้ปัญหา-กำหนดทิศทางการลงทุน ที่จะเชื่อมภูมิภาคเข้ากับห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างมั่นคง

    จีดีพี GMS พุ่งเกือบ 6 เท่าใน 20 ปี สะท้อนความร่วมมือที่เห็นผลจริง

    ด้าน อาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กลุ่มประเทศ GMS มีการเติบโตโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา โดย
    • GDP รวม เพิ่มจาก 4.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • รายได้ต่อหัว เพิ่มจาก 2,045 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 8,572 ดอลลาร์สหรัฐ

    เขาระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือด้าน เกษตร–พลังงาน–ทุนมนุษย์–การขนส่ง–การค้า–การลงทุน–การท่องเที่ยว มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคให้ยกระดับขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    “ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากพันธกิจร่วมกันและวิสัยทัศน์เดียวกันของประเทศสมาชิก”

    — อาคม กล่าว

    jsccib-gms-business-forum-2025-SPACEBAR-Photo02-1.jpg

    ไทยพร้อมหนุนเมกะโปรเจกต์ภูมิภาค

    ทั้งนี้ ไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุม GMS และผู้ผลักดันหลัก ยังคงเน้นบทบาทหลากมิติ ทั้งในการ
    • พัฒนาโครงข่ายคมนาคม
    • ยกระดับด่านชายแดนและดิจิทัลโลจิสติกส์
    • สนับสนุนการลงทุนในท่องเที่ยว พลังงานสะอาด เมืองอัจฉริยะ
    • พัฒนาทุนมนุษย์
    เพื่อเพิ่มศักยภาพของภูมิภาคร่วมกันและเสริมบทบาทไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการเชื่อมโยง GMS”

    การประชุม ลงลึก 3 กลุ่มลงทุน-ชี้โครงการมีศักยภาพของภูมิภาค

    ตลอดทั้งวัน มีการบรรยายและเสวนาจาก ADB, AIIB, FAO และภาคเอกชน โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่

    Session 1 ภาพรวมความร่วมมือและ Flagship Projects

    ซีซันนี้เป็นช่วงที่วาง ‘ภาพใหญ่’ ของความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยผู้แทนจากภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคธุรกิจ ร่วมกันถ่ายทอดทิศทางยุทธศาสตร์ของ GMS ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเปิดด้วยการนำเสนอ
    • ยุทธศาสตร์ร่วมของ GMS
    • โครงการลงทุนสำคัญในแต่ละประเทศ
    • แนวทางสนับสนุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

    Session 2 Investment Tracks

    ซีซันนี้ ถูกออกแบบให้เป็น ‘ห้องเครื่อง’ สำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการลงทุน โดยแบ่งการหารือออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
    • เกษตร-พลังงาน-สิ่งแวดล้อม
    • สุขภาพ-ทุนมนุษย์-ICT-นวัตกรรม
    • คมนาคม-การค้า-การท่องเที่ยว-พัฒนาเมือง
    นอกจากนี้ยังมีกลุ่มย่อยทำหน้าที่ระบุ โครงการที่มีศักยภาพ, วิเคราะห์อุปสรรค และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุน

    jsccib-gms-business-forum-2025-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    Session 3 – สรุปผลระดับรัฐมนตรี

    สำหรับข้อเสนอจากภาคเอกชนและองค์การพัฒนาจะถูกรวมเป็นข้อมูลประกอบนโยบายสำหรับกรอบ GMS ปีถัดไป และนำเข้าสู่แผนปฏิบัติงาน ปี 2028–2030 โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่
    • Pipeline โครงการพร้อมลงทุน ของ 6 ประเทศที่จะถูกจัดทำในปีนี้
    • ความชัดเจนของยุทธศาสตร์ร่วมด้านโลจิสติกส์–ดิจิทัล–พลังงานสะอาด
    • การจับคู่ความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน (PPP) ภายใต้โครงการ RIF
    • ทิศทางสนับสนุนเงินทุนจาก ADB และ AIIB สำหรับเมกะโปรเจกต์
    • โครงข่ายคมนาคมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจ และด่านชายแดนอัจฉริยะ

    การประชุมฯปีนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน จากหลายภาคส่วน ถือเป็นเวทีหนึ่งที่สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะผู้ประสานความร่วมมือเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง และเป็นก้าวสำคัญต่อการเชื่อมโยงและยกระดับภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    jsccib-gms-business-forum-2025-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/jsccib-gms-business-forum-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ryfk7LXL1zpNs4gF7LDq2

  • แบงก์ชาติเกาหลีใต้คาด “เซมิคอนดักเตอร์” บูมยาวถึงปลายปี 69 : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติเกาหลีใต้คาด “เซมิคอนดักเตอร์” บูมยาวถึงปลายปี 69 : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) คาดการณ์ว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปีหน้า

    อี จี-โฮ เจ้าหน้าที่จากธนาคารกลางเกาหลีใต้ แถลงข่าวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในวันนี้ (27 พ.ย.) โดยระบุว่า ณ จุดนี้ ดูเหมือนว่าวัฏจักรของเซมิคอนดักเตอร์จะขยายออกไปจนถึงปีหน้า แต่ยังคาดเดาได้ยากว่าจะคงอยู่ไปจนถึงปี 2570 หรือไม่

    เขาเสริมว่า “โดยทั่วไปแล้ว วัฏจักรขาขึ้นของเซมิคอนดักเตอร์มักต่อเนื่องราว 2 ปี แต่วัฏจักรปัจจุบันอาจยืดออกไปอีกเนื่องจากกระแส AI บูมทั่วโลก ซึ่งหากยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปลายปี 2569 วัฏจักรนี้จะยาวเทียบเท่ากับยุคฟองสบู่ไอทีช่วงปี 2543”

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจเกาหลีใต้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งทั่วโลก และการส่งออกที่แข็งแกร่งตามมา รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้น

    แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางเกาหลีใต้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2568 สู่ระดับ 1% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 0.9% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิมที่ 1.6%

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางเตือนว่ายังเร็วเกินไปที่จะมองว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างเต็มที่ เพราะหากไม่รวมภาคการผลิตสินค้าไอที คาดว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปีหน้าจะเติบโตราว 1.4% ซึ่งไม่อาจถือว่า “แข็งแกร่งหรือเพียงพอ”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAQ0IQDJH0NBLOYC0XI8BIA7CSK0LME&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zGx-3J4lZrYtakLcbUi8A

  • ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ ประกาศงดการเรียน การสอบทุกรูปแบบ ไปจนถึงวันที่ 7 ธ.ค. 68

    ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ ประกาศงดการเรียน การสอบทุกรูปแบบ ไปจนถึงวันที่ 7 ธ.ค. 68

    ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ ประกาศขยายเวลา “งดการเรียน การสอน การสอบ ทุกรูปแบบ” ไปจนถึงวันที่ 7 ธ.ค. เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยหลายพื้นที่ในจังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง

    วันที่ 27 พ.ย. 68 เพจเฟซบุ๊ก Prince of Songkla University เผยแพร่ประกาศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ พร้อมข้อความระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยหลายพื้นที่ในจังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ ประกาศ ขยายงดการเรียน การสอน การสอบ ทุกรูปแบบ ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2568  

    โดยฝ่ายทะเบียนและประมวลผล สำนักการศึกษาและ นวัตกรรมการเรียนรู้ จะปรับเปลี่ยนปฏิทินการศึกษาของภาคการศึกษา 2/2568 และแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

    สำหรับเนื้อหาของรายละเอียดประกาศ เรื่องการเรียน การสอน และการสอบในช่วงอุทกภัย (ฉบับที่ 5) ระบุว่า ตามที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ออกประกาศฉบับที่ 4 เรื่องการเรียน การสอน และการสอบในช่วงอุทกภัย โดยให้มีการเรียน การสอนในรูปแบบออนไลน์ และงดการสอบ ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ไปแล้วนั้น

    มหาวิทยาลัย ขอยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าว และขอให้งดการเรียน การสอน การสอบ ทุกรูปแบบ ออกไปจนถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2568 โดยฝ่ายทะเบียนและประมวลผล สำนักการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ จะปรับเปลี่ยนปฏิทินการศึกษาของภาคการศึกษา 2/2568 และแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ทั้งนี้ ประกาศฉบับใดที่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้ให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน

    ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Prince of Songkla University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2898360&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bVbnVCxVZdtGChDvZyIT9