Blog

  • ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ระหว่าง ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการเงินในระบบ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยในการพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสม ช่วยยกระดับเศรษฐกิจและความเข้มแข็งทางการเงินของภาคครัวเรือนไทย โดยมี นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว 

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใต้บทบาทการเป็น Social Bank ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ธนาคารเดินหน้าภารกิจหลักที่ 1 ในการสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งหากพิจารณาจากสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของคนไทย ปัจจุบันยังพบว่าครัวเรือนกว่าร้อยละ 30 ยังอยู่ในกลุ่ม Unserved และ Underserved โดยเป็นผู้มีรายได้น้อยและ/หรือรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการขาดประวัติเครดิตทางการเงิน และกว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นและต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ดังนั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนบทบาทการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อคิกออฟงานวิจัย “โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการนี้มีลักษณะตัวตน หรือ Customer Persona ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของงานศึกษาวิจัยครั้งนี้ ทั้งนี้ ธนาคารหวังว่าจะสามารถนำผลลัพธ์ของงานวิจัยไปออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสินเชื่อที่ตรงจุด สามารถตอบโจทย์ความคาดหวัง และสร้างระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs และสอดคล้องตามบทบาทของธนาคารเพื่อสังคม

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้ภายใต้โครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นต้นแบบสินเชื่อดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้แต่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสามารถกู้เงินได้เป็นครั้งแรก โดยธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนไทยสร้างประวัติเครดิตทางการเงินไปแล้วกว่า 200,000 ราย สะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ยังมีอยู่จำนวนมาก การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งขยาย “ประตูสู่ระบบการเงิน” ให้กว้างขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบเป็นครั้งแรก ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

    1) ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน พฤติกรรมและความต้องการทางการเงิน 2) โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง 3) การทดลองใช้ข้อมูลใหม่และข้อมูลทางเลือกเพื่อค้นหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้นให้กับสถาบันการเงิน 4) การติดตามผลการเข้าถึงสินเชื่อต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปี 

    เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งผลการศึกษาจะช่วยให้ธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสในการชำระคืน ขณะเดียวกัน สถาบัน ฯ จะมีองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบาย Your Data และโครงการ Risk-Based Pricing ของธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ “เคยถูกมองไม่เห็น” เข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดผลจริงต่อประชาชนฐานราก เสริมรากฐานระบบการเงินที่เข้าถึงง่าย ยั่งยืน และช่วยยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378970047&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yNrg8zIZUCopJhSgI2PCx

  • ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ระหว่าง ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการเงินในระบบ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยในการพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสม ช่วยยกระดับเศรษฐกิจและความเข้มแข็งทางการเงินของภาคครัวเรือนไทย โดยมี นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว 

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใต้บทบาทการเป็น Social Bank ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ธนาคารเดินหน้าภารกิจหลักที่ 1 ในการสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งหากพิจารณาจากสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของคนไทย ปัจจุบันยังพบว่าครัวเรือนกว่าร้อยละ 30 ยังอยู่ในกลุ่ม Unserved และ Underserved โดยเป็นผู้มีรายได้น้อยและ/หรือรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการขาดประวัติเครดิตทางการเงิน และกว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นและต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ดังนั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนบทบาทการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อคิกออฟงานวิจัย “โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการนี้มีลักษณะตัวตน หรือ Customer Persona ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของงานศึกษาวิจัยครั้งนี้ ทั้งนี้ ธนาคารหวังว่าจะสามารถนำผลลัพธ์ของงานวิจัยไปออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสินเชื่อที่ตรงจุด สามารถตอบโจทย์ความคาดหวัง และสร้างระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs และสอดคล้องตามบทบาทของธนาคารเพื่อสังคม

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้ภายใต้โครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นต้นแบบสินเชื่อดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้แต่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสามารถกู้เงินได้เป็นครั้งแรก โดยธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนไทยสร้างประวัติเครดิตทางการเงินไปแล้วกว่า 200,000 ราย สะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ยังมีอยู่จำนวนมาก การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งขยาย “ประตูสู่ระบบการเงิน” ให้กว้างขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบเป็นครั้งแรก ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

    1) ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน พฤติกรรมและความต้องการทางการเงิน 2) โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง 3) การทดลองใช้ข้อมูลใหม่และข้อมูลทางเลือกเพื่อค้นหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้นให้กับสถาบันการเงิน 4) การติดตามผลการเข้าถึงสินเชื่อต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปี 

    เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งผลการศึกษาจะช่วยให้ธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสในการชำระคืน ขณะเดียวกัน สถาบัน ฯ จะมีองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบาย Your Data และโครงการ Risk-Based Pricing ของธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ “เคยถูกมองไม่เห็น” เข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดผลจริงต่อประชาชนฐานราก เสริมรากฐานระบบการเงินที่เข้าถึงง่าย ยั่งยืน และช่วยยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378970047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yNrg8zIZUCopJhSgI2PCx

  • ออมสิน-สถาบันป๋วยฯ คิกออฟวิจัย ‘ครัวเรือนฐานราก’ ดึงคนไร้ประวัติเข้าสู่ระบบการเงิน

    ออมสิน-สถาบันป๋วยฯ คิกออฟวิจัย ‘ครัวเรือนฐานราก’ ดึงคนไร้ประวัติเข้าสู่ระบบการเงิน

    วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ธนาคารออมสินและสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ลงนามความร่วมมือโครงการ ‘ศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ’ โดยมี วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธานและสักขีพยาน เพื่อศึกษาความเป็นอยู่ พฤติกรรมการเงิน และข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนกลุ่มฐานรากยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ

    ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดฐานข้อมูลจากโครงการ ‘สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส’ ของออมสิน ที่ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ไม่มีประวัติเครดิตแล้วกว่า 200,000 ราย เพื่อให้สามารถกู้ในระบบได้เป็นครั้งแรก ซึ่งมีเป้าหมายขยายการปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนกลุ่มฐานรากให้ได้ 1 ล้านคนใน 3 ปี

    โดยผลการศึกษาจะช่วยออกแบบเครื่องมือทางการเงินใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมจริงของลูกหนี้กลุ่มนี้ พร้อมสนับสนุนนโยบาย Your Data และแนวทาง Risk-Based Pricing ของ ธปท. ผ่านการศึกษาใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

    1. ปัญหาเศรษฐกิจ-การเงิน และความต้องการของครัวเรือนฐานราก

    2. โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง

    3. การใช้ข้อมูลใหม่/ข้อมูลทางเลือก เพื่อหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำ

    4. การติดตามผลกระทบของการเข้าถึงสินเชื่อ ต่อรายได้และคุณภาพชีวิตตลอด 1 ปี

    ธปท. เดินหน้านโยบายช่วยรายย่อย คุมเสถียรภาพควบคู่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    วิทัยระบุว่า ธปท.อยู่ระหว่าง ‘ปรับบทบาท’ จากการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเพียงด้านเดียว มาสู่การออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างระดับครัวเรือนควบคู่กัน

    โดยโครงการแรก คือ การโอน NPL ต่ำกว่า 100,000 บาท ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) รวม 1.6 ล้านราย ซึ่งประเมินว่าจะช่วยให้ลูกหนี้ราว 500,000 ถึง 800,000 ราย หลุดพ้นจากสถานะหนี้เสีย

    ส่วนอีกโครงการที่กำลังดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย คือโครงการลดความเสี่ยงด้านเครดิตเพื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 100,000 ล้านบาท ท่ามกลางปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบติดต่อกัน 13 ไตรมาส

    ทั้งนี้ วิทัยย้ำว่าในมิติรายย่อย ธนาคารออมสินถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่ทำให้ผู้ไม่มีประวัติการเงินกว่า 200,000 ราย สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้เป็นครั้งแรกผ่านโครงการ ‘สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส’

    พร้อมกันนี้ วิทัยย้ำว่างานวิจัยของสถาบันป๋วยฯ จะช่วยระบุพฤติกรรม ความเสี่ยง และเงื่อนไขที่เหมาะสม เพื่อขยายโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ธปท. กำลังอยู่ระหว่างคิดนโยบายเพื่อดึงสถาบันการเงินอื่นเข้ามาร่วมทำสินเชื่อฐานราก หรือทำโครงการลักษณะเดียวกับออมสินได้ในอนาคต

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ

    ลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการและรักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังมีครัวเรือนไทยกว่า 30% อยู่ในกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบได้ (Unserved) และได้รับบริการที่ไม่เพียงพอ (Underserved) โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยหรือรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งมักหันไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบและดอกเบี้ยสูง เนื่องจากขาดประวัติเครดิต

    ออมสินจึงตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างฐานข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมาย และใช้เป็นต้นแบบในการออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ ‘เข้าถึงได้จริง’ และ ‘เหมาะสมกับความเสี่ยง’ พร้อมพัฒนาทักษะการเงินและทักษะอาชีพให้คนฐานรากสามารถพึ่งพาตนเองในระยะยาว

    สถาบันป๋วยฯ ได้ข้อมูลกลุ่มที่ ‘เคยถูกมองไม่เห็น’ ครั้งแรก

    ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า โครงการนี้เปิดโอกาสให้สถาบันป๋วยฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลของคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบมาก่อน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ ‘เคยถูกมองไม่เห็น’ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตรงจุดและเป็นธรรมมากขึ้น

    ดร.โสมรัศมิ์ ระบุว่า เป้าหมายคือการระบุ Your Data ที่แท้จริง ของกลุ่มฐานรากว่าควรเป็นข้อมูลแบบใด เพื่อช่วยสถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใสและเป็นธรรม ลดอุปสรรคของกลุ่มที่ไม่มีเอกสารรายได้หรือไม่มีประวัติเครดิต แต่มีศักยภาพในการชำระคืน

    ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเชื่อมข้อมูลจากภาคสถาบันการเงินและงานวิจัยเชิงลึก เพื่อออกแบบสินเชื่อเฉพาะกลุ่มตามพฤติกรรมจริงของลูกหนี้ สร้างโอกาสให้คนฐานรากเข้าระบบการเงินด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม และลดปัญหาหนี้นอกระบบในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/omsin-pier-research-households-finance/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-kMJo92Vsq-iva5gGyjdn

  • &

    &

    บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินราคาทองคำอยู่โหมดรอทิศทาง แนะนำกลยุทธ์ “รอย่อซื้อ” เคาะบริเวณแนวรับ $4,075 / $4,045 (ทองไทยราว 62,400-62,000 บาท) เตรียมเกาะติดเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ตัวแปรสำคัญที่เตรียมพลิกเกมความผันผวน

    นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำสัปดาห์นี้ยังคงเคลื่อนไหวในโหมดรอทิศทาง หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway โดยยังไม่ปรากฏสัญญาณการเบรกกรอบอย่างชัดเจน จึงแนะนำ

    กลยุทธ์ “รอย่อซื้อ” ที่บริเวณแนวรับสำคัญ $4,075 / $4,045 หรือราคาทองไทยประมาณ 62,400-62,000 บาท โดยการปรับฐานในระยะสั้นยังควรยืนเหนือระดับ $4,022 (ราคาทองไทยประมาณ 61,500 บาท) เพื่อรักษาโครงสร้างแนวโน้มขาขึ้นไว้ ขณะเดียวกันก็มีแนวต้านสำคัญที่ต้องจับอยู่ที่โซน $4,150 – $4,170 (ราคาทองไทยราว 63,500 – 63,900 บาท) ซึ่งถือเป็นระดับที่ตลาดจะต้องยืนเหนือให้ได้หากจะขึ้นต่ออย่างมั่นคง

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความผันผวนของตลาด และการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมได้กลับมาเพิ่มขึ้นแถว 80% อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ลดลงไปที่ 29% และด้วยปัจจัยดังกล่าวจึงช่วยพยุงความเชื่อมั่นฝั่งซื้อทองคำไว้ได้ในบางส่วน ขณะที่ราคาทองคำยังคงยืนอยู่ใกล้โซน $4,100 แม้ว่าจะยังไม่หลุดแนวโน้มสำคัญ แต่โมเมนตัมฝั่งซื้อยังคงไม่แข็งแรงมากพอ เนื่องจากแรงกดดันของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยังคงทรงตัวแข็งค่า ประกอบกับสัญญาณเชิงบวกเรื่องสันติภาพยูเครน-รัสเซีย ที่เริ่มลดความต้องการถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลง

    สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ ได้แก่ รายงานเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อมูลชี้นำ ต่อมุมมองนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งหากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดอาจจะกลับมาคาดหวังโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ทำให้ทองคำมีโอกาสรีบาวด์ขึ้น แต่หากเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด ทองคำก็อาจเผชิญกับแรงขายรอบใหม่และทดสอบระดับแนวรับที่ต่ำกว่าเดิม ขณะเดียวกันการใช้จ่าย ส่วนบุคคล และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตาม เนื่องจากตลาดเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวของกำลังซื้อ ซึ่งอาจสะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรงในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

    นอกจากนี้ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ว่าข่าวสันติภาพดูเหมือนช่วยลดแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากการเจรจาไม่คืบหน้าหรือผลลัพธ์กลับมาตึงเครียด หรือมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ เกิดขึ้น เช่น การตอบโต้ทางทหาร, การแทรกแซงค่าเงินเยน หรือการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยี ทำให้ทองคำอาจกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ทำให้สัปดาห์นี้ทองคำยังมีโอกาสแกว่งตัวแรงจากข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญและสภาพคล่องที่เบาบางจากวันหยุดในสหรัฐฯ และนักลงทุนควรติดตามข่าวใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์ตามจังหวะตลาดอย่างระมัดระวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietnmm7nwnxf8abbwnffim140i0tp9v7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dKqySGcu_jiETmM-VfLeK

  • โกลด์แมนแซคส์คาด ความขัดแย้งกับจีนจะกระทบ GDP ญี่ปุ่น เหตุท่องเที่ยว-ส่งออกลด : อินโฟเควสท์

    โกลด์แมนแซคส์คาด ความขัดแย้งกับจีนจะกระทบ GDP ญี่ปุ่น เหตุท่องเที่ยว-ส่งออกลด : อินโฟเควสท์

    นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ วิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นอาจทำให้การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นลดลงประมาณ 0.2% หากการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคไปจีนลดลง

    ตัวเลขดังกล่าวอ้างอิงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่จีนและเกาหลีใต้ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ Thaad ในช่วงปี 2559-2560 และอ้างอิงจากความเป็นไปได้ที่ความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในปัจจุบันจะยืดเยื้อ

    นักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นของโกลด์แมน แซคส์ระบุว่า หากนักท่องเที่ยวจากจีนและฮ่องกงลดลงครึ่งหนึ่ง จะถ่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจ 0.2% อย่างไรก็ดี ผลกระทบนี้อาจลดลงเหลือ 0.1% หากมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้น และการท่องเที่ยวภายในประเทศขยายตัว

    ส่วนข้อจำกัดในการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการจากญี่ปุ่นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอีก 0.1% และนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากข้อจำกัดขยายครอบคลุมถึงสินค้าอุตสาหกรรม ผลกระทบต่อ GDP อาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า ขณะเดียวกัน หากจีนจำกัดการส่งออกแร่หายากไปยังญี่ปุ่นด้วย ผลกระทบก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นปะทุขึ้นหลังจาก ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่า หากจีนพยายามควบคุมไต้หวัน สถานการณ์อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นสามารถใช้ข้อกฎหมายดำเนินการทางทหารร่วมกับสหรัฐฯ ได้ ส่งผลให้รัฐบาลจีนกล่าวหาทาคาอิจิว่า ก้าวก่ายกิจการภายในของจีน และเรียกร้องให้นายกฯ ญี่ปุ่นถอนคำพูดดังกล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549711&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oRKaGQQQf0kNzDcTAHkXz

  • เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวคำปราศรัยหลักในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น – กระทรวงการต่างประเทศ

    เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวคำปราศรัยหลักในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น – กระทรวงการต่างประเทศ

    เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวคำปราศรัยหลักในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น

    เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวคำปราศรัยหลักในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น

    วันที่นำเข้าข้อมูล 28 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 28 พ.ย. 2568

    | 20 view

    เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวคำปราศรัยหลักในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (Thailand – Japan Joint Trade and Economic Committee) ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น Keidanren ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ
     
    เลขานุการรัฐมนตรีฯ ย้ำถึงความสำคัญของญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทย พร้อมกล่าวถึงโอกาสในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจแนวใหม่เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับภูมิภาคและโลก ทั้งในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางเทคโนโลยี ซึ่งไทยกับญี่ปุ่นต้องวางแผนมองไปข้างหน้าเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยไทยมุ่งรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในอุตสาหกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น รวมถึงเพิ่มความร่วมมือกับญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมใหม่ที่เน้นความยั่งยืนด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลจะปรับปรุงนโยบายการลงทุนเพื่อให้เป็นเครื่องมือที่สามารถเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างแท้จริง โดยคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเห็นชอบมาตรการเร่งรัดและส่งเสริมการลงทุน 3 ประการ ได้แก่ Thailand Fast Pass มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    เลขานุการรัฐมนตรีฯ ขอบคุณญี่ปุ่นที่สนับสนุนกระบวนการเข้าร่วม OECD ของไทยตั้งแต่เริ่มต้น และย้ำถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยในการยกระดับมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมคุณค่าร่วมกันของทางเศรษฐกิจตลาดที่เปิดกว้างและโปร่งใสบนพื้นฐานอนาคตที่เติบโตและยั่งยืนร่วมกัน
     


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/secjp-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IfGhkAZEWEu1NEZymwnA3

  • วิกฤตน้ำท่วมไทยซ้ำซาก: 4 ความรู้ที่ผู้นำต้องมี ไม่ใช่แค่ “สัญชาติญาณ”

    วิกฤตน้ำท่วมไทยซ้ำซาก: 4 ความรู้ที่ผู้นำต้องมี ไม่ใช่แค่ “สัญชาติญาณ”

    4 ความรู้ที่ประเทศไทยขาด: ทำไมน้ำท่วมจึงกลายเป็นวิกฤติซ้ำซาก

    (และทำไม 4 เรื่องนี้ “ต้องเรียน” ไม่ใช่เกิดจากสัญชาตญาณ)

    น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งล่าสุดเปิดเผยความจริงหนึ่งที่เจ็บปวดแต่จำเป็นต้องยอมรับว่า

    ประเทศไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร ไม่ได้ขาดคนอาสา ไม่ได้ขาดเทคโนโลยี

    แต่เราขาด “ผู้นำที่มีความรู้พื้นฐานด้านน้ำ” ในระดับที่จำเป็นต้องมี

    ที่สำคัญที่สุด—

    ความรู้สี่อย่างนี้ไม่ใช่สัญชาตญาณ ไม่ใช่ประสบการณ์หน้างาน และไม่ใช่เรื่องที่ “เดี๋ยวก็เข้าใจเอง”

    แต่เป็น ศาสตร์จริง ๆ ที่ต้องผ่านการเรียนรู้ ได้รับการฝึก และต้องฝึกซ้ำในสถานการณ์จำลองแบบสากล

    ในหลายประเทศ ผู้บริหารระดับจังหวัด–กระทรวง–ศูนย์บัญชาการภัยพิบัติ

    ต้องเรียน 4 เรื่องนี้ ก่อน เข้ารับตำแหน่งด้วยซ้ำ

    เพื่อป้องกันไม่ให้การตัดสินใจของผู้นำกลายเป็นปัจจัยทำให้ความเสียหายขยายวงขึ้น

    1) Hydrology – ความเข้าใจธรรมชาติของน้ำ (ที่ต้องเรียน ไม่ใช่เดาเอา)

    Hydrology ไม่ใช่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น

    แต่เป็นพื้นฐานที่ผู้นำต้องเข้าใจ เช่น

    ทิศทางน้ำไหลขึ้นกับภูมิประเทศ และสิ่งปลูกสร้างมนุษย์

    ฝน “ชนิดต่างกัน” ให้ผลต่างกัน: ตกนาน vs ตกแรง

    ถนน–เขื่อน–คลอง–ท่อ ทำให้ทางน้ำเปลี่ยน

    เมืองที่ขยายทับพรุ–บึง = ความเสี่ยงสูงขึ้นหลายเท่า

    ความเข้าใจแบบนี้ “เรียนได้” ผ่านคอร์สระดับ 1–2 วัน

    แต่ถ้าไม่มี → ผู้นำจะประเมินผิด และประกาศผิด

    เหมือนครั้งที่หาดใหญ่ที่เทศบาลบอกว่าน้ำลด ทั้งที่แบบจำลองชี้ว่าฝนจะลงต่อเนื่องอีก 5 วัน

    นี่คือความรู้เชิงระบบ ไม่ใช่ “ดูฟ้าแล้วเดา”

    2) Hazard Assessment – การประเมินความเสี่ยง (ศาสตร์จริง ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก)

    Hazard assessment คือวิชาที่สอนในคอร์สจัดการภัยพิบัติทั่วโลก เช่น JICA, FEMA, AHA Centre

    และเป็นหัวใจของการปกป้องชีวิตประชาชน

    มันไม่ได้เกิดจากสัญชาตญาณ แต่ต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกซ้ำ เช่น:

    วิเคราะห์จุดเสี่ยงจากระดับความสูง

    แผนที่ “จุดน็อคดาวน์” ของเมือง

    จำลองสถานการณ์น้ำไหลแบบ 3 ระดับ (น้อย–กลาง–มาก)

    การแบ่งเคสเป็นแดง–เหลือง–เขียว

    วางไลน์อพยพล่วงหน้า

    ไม่มีใคร “มองพื้นที่ปุ๊บแล้วรู้ได้เลย”

    ต้องผ่านการเรียนให้เข้าใจวิธีคิดแบบเป็นระบบ

    ปัญหาของไทยคือผู้นำท้องถิ่นหลายแห่งไม่เคยถูกอบรมเรื่องนี้เลย

    ทำให้ประกาศอพยพ “หลังน้ำท่วมแล้ว”

    ซึ่งเท่ากับประกาศให้ประชาชนเสี่ยงชีวิตแบบไม่มีความจำเป็น

    3) Early Warning – ระบบเตือนภัย (เป็นศาสตร์เฉพาะทาง ไม่ใช่การปลอบใจ)

    Early warning system ไม่ใช่การอ่านพยากรณ์แล้วบอกว่า “มีฝน”

    แต่ต้องแปลข้อมูลเป็น “ผลกระทบล่วงหน้า” เช่น

    ฝนเข้าเส้นนี้ → น้ำจะล้นจุดนี้อีก 3 ชั่วโมง

    ระบายน้ำช้าจากจุดนี้ → ให้ย้ายรถทันที

    คืนนี้เสี่ยงหนัก → ส่งสัญญาณเตือนชุมชนล่วงหน้า 6–12 ชม.

    กรณีเลวร้ายที่สุด → เตรียมอพยพก่อนฝนระลอกต่อไป

    นี่คือการประมวลผลแบบ Impact-based Forecasting ที่สากลใช้

    ต้องฝึก ไม่ใช่อาศัยความชำนาญส่วนตัว

    แต่ไทยกลับกลัวเตือนผิดมากกว่ากลัวคนเดือดร้อน

    จึงเกิดคำว่า “เอาอยู่” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ทั้งที่เรดาร์ฟ้องชัดว่าฝนจะลงอีกหลายวัน

    เพราะผู้นำไม่เคยเรียนวิธีตีความข้อมูลแบบเชิงระบบ

    4) Crisis Command – การบัญชาการวิกฤติ (ต้องเรียน ต้องซ้อม ไม่ใช่ “ทำเท่” หน้างาน)

    ระบบ ICS (Incident Command System) เป็นหลักสูตรมาตรฐานของกู้ภัยและผู้นำทั้งโลก

    ตั้งแต่สหรัฐ, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ออสเตรเลีย ไปจนถึงอินโดนีเซีย

    ทุกฝ่ายต้องฝึกก่อนทำงานจริง

    หน้าที่ของผู้บัญชาการ (Commander) คือ:

    รวมข้อมูลทุกระบบ → ให้เป็นภาพเดียว (Common Operating Picture)

    บูรณาการกู้ภัย–ทหาร–หน่วยงานท้องถิ่น

    จัดลำดับทรัพยากร

    ชี้เป้าการช่วยเหลือตามความเร่งด่วน

    ตัดสินใจ “ระดับมหภาค” ไม่ใช่ลุยน้ำถ่ายรูป

    แต่วัฒนธรรมไทยทำให้ผู้บริหารคิดว่า

    “ลงพื้นที่ = ทำงาน”

    ทั้งที่หน้าที่จริงคือ สั่งการจาก War Room เพื่อให้ระบบเดินทั้งประเทศ

    การขาด Crisis Command ที่ถูกต้อง

    คือสาเหตุที่ทำให้ประชาชนต้องสร้างระบบช่วยเหลือกันเองในครั้งนี้

    บทสรุป: 4 ความรู้ที่ผู้นำไทยต้องเรียน ไม่ใช่เดา

    วิกฤติครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า

    ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาด ผู้นำที่เข้าใจศาสตร์ด้านน้ำในระดับที่ต้องมี

    ความรู้ 4 เรื่องนี้คือ:

    ไม่ใช่สัญชาตญาณ

    ไม่ใช่ Common sense

    ไม่ใช่ “แล้วแต่พื้นที่”

    ไม่ใช่ประสบการณ์ส่วนตัว

    แต่เป็น วิชาการที่มีหลักสูตร มีมาตรฐาน มีระบบฝึกจริงในระดับสากล

    ถ้าผู้นำไทยไม่เรียน 4 เรื่องนี้

    น้ำท่วมครั้งหน้า—จะจบแบบเดิม

    ประชาชนต้องช่วยกันเองก่อนรัฐอีกครั้ง

    เพราะระบบรัฐยังไม่มี “คนที่รู้หน้าที่และรู้วิธีอ่านวิกฤติ”

    คำถามสำคัญคือ:

    เราจะให้ผู้นำด้านน้ำของไทย ต้องผ่านความรู้พื้นฐาน 4 ด้านนี้ทุกคนหรือไม่?

    ถ้าใช่—นี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบน้ำที่แท้จริง

    ถึงเวลาปฏิรูปผู้นำ ก่อนวิกฤตครั้งหน้าจะมาถึง

    บทเรียนจากน้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมี “คนเก่ง” แต่ขาดระบบที่เอื้อให้ความรู้ทางวิชาการถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจระดับสั่งการ

    ข้อเสนอของนายศศินทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า หากเรายังปล่อยให้ผู้นำบริหารจัดการน้ำด้วย “สามัญสำนึก” แทนที่จะเป็น “หลักวิชาการ” วิกฤตน้ำท่วมครั้งหน้าก็จะจบลงด้วยภาพเดิมๆ คือความสูญเสียของประชาชน และความล้มเหลวของรัฐ

    คำถามสำคัญที่สังคมต้องถามต่อคือ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะกำหนดให้ “ความรู้ 4 ด้านนี้” เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ผู้บริหารระดับสูงทุกคน “ต้องมี” ก่อนเข้ารับตำแหน่ง เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860888&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JI-rxe6uqD0-tfvnHNNy3

  • “น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้” สูญ 140,000 ล้านบาท ซัด รัฐบริหารล้มเหลว ถึงเวลารื้อใหญ่

    “น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้” สูญ 140,000 ล้านบาท ซัด รัฐบริหารล้มเหลว ถึงเวลารื้อใหญ่

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ตั้งคำถาม ต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง? กับ ผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ปี 2568 โดยประเมินน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย 2568 ถึง 27 พ.ย. 2568 รวม 7 วัน

    ทั้ง 9 จังหวัดได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้น 1.4 แสนล้านบาท คิดเป็น 15% ของ GPP ทั้ง 9 จังหวัด โดยจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบมากสุดถึง 7.5 หมื่นล้านบาท

    หาดใหญ่กระทบหนัก เสียหายมากสุด 1.2 หมื่นล้านบาท

    โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้มากสุด คือ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ใน 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 20-27 พ.ย. 2568 เป็นผลกระทบทั้งทางตรง (การหยุดกิจกรรมเศรษฐกิจ) และทางอ้อม (ความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรง บ้านเรือน, รถ, ร้านค้า, สต็อกสินค้า, ถนน, ไฟฟ้า, ประปา) แบ่งออกเป็น 2 ฉากทัศน์ คือ กรณีผลกระทบน้อย และกรณีผลกระทบมาก พบว่าผลกระทบอยู่ระหว่าง 5,750 ล้านบาท ถึง 12,100 ล้านบาท คิดเป็น 7.5% ถึง 16% ของ GPP หาดใหญ่ (75,000 ล้านบาท)

    รัฐบาลบริหารจัดการ “ล้มเหลว” ทุกมิติ 

    ผลกระทบน้ำท่วมครั้งนี้ มีความเสียหายทางเศรษฐกิจ ชีวิตและทรัพย์สิน มากกว่าน้ำท่วม ปี 2560 ความเสียหายเศรษฐกิจครั้งนี้อย่างน้อย 1.4 แสนล้านบาทใน 9 จังหวัด ไทยต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้งจีงจะแก้ปัญหาภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ รัฐบาลปัจจุบันจัดการน้ำท่วม ล้มเหลว เพราะมาจาก

    1.การแบ่งงาน “เบี้ยหัวแตก” มีทั้งรัฐมนตรีธรรมนัสเป็นประธาน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน มีศูนย์ภัยพิบัติทั้งส่วนกลาง และท้องถิ่น รัฐมนตรีแต่ละท่านรับผิดชอบแต่ละจังหวัด การแบ่งงานที่ “ไร้แม่ทัพหลัก” จะไม่ไปในทิศทางเดียวกัน 

    2.ระบบเตือนภัยพิบัติ “ไม่แม่นยำ” และไม่เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน เห็นได้จากช่วงแรก เทศบาลหาดใหญ่บอกว่า “เอาอยู่” ในขณะที่หน่วยงานส่วนกลางเตือนภัย ประเทศไทยได้ใช้งบประมาณในส่วนนี้มากในแต่ละปี แต่ยังไม่เป็นที่ไว้ใจหรือเชื่อถือได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ

    3. “ล่าช้า” ในการช่วยเหลือและอพพยประชาชน เป็นแบบ “แต่คน ต่างทำ” ภาคเอกชน องค์กร หน่วยงานราชการ ไม่มีแผนปฎิบัติร่วมกัน

    4.ทิศทางการสื่อสาร ท้องถิ่นกับส่วนกลาง “ไม่ไปในทางเดียวกัน” ประชาชนจะเชื่อใครดี ผลที่ออกมาเป็นอย่างที่เห็น
    ประเทศไทยผ่านภัยพิบัติมากครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งที่เกิดขึ้น ทุกภาคส่วนพูดเหมือนกันว่า “ต้องถอดบทเรียน” แต่ประเทศไทยสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ถึงเวลาแล้วที่ต้อง “รื้อระบบการจัดการภัยพิบัติของประเทศ” เสียที 

    คอนเทนต์แนะนำ

    สำหรับ ภาคใต้มีทั้งหมด 14 จังหวัด มีขนาดเศรษฐกิจรายจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท (2566) คิดเป็น 8% ของ GDP ทั้งประเทศ มี 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี

    จังหวัดเหล่านี้มีขนาดเศรษฐกิจรวมกัน 967,221 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของเศรษฐกิจภาคใต้ ประชาชนได้รับผลกระทบ 2.9 ล้านคน (เกือบ 3 ล้านคน) คิดเป็น 32% ของประชากรในภาคใต้ (9.5 ล้านคน) ครัวเรือนได้รับผลกระทบ 1 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 33% ของครัวเรือนในภาคใต้ (3 ล้านครัวเรือน) (ปี 2566 ครัวเรือนไทยมี 23 ล้านครัวเรือน) คนเสียชีวิต (ยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนคาดว่า มากกว่า 100 คน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262462&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kNl2bSTiymnR-d9QVqRsg

  • ‘แบงก์ชาติ’ เร่งประเมินผลกระทบน้ำท่วมใต้

    ‘แบงก์ชาติ’ เร่งประเมินผลกระทบน้ำท่วมใต้

    ‘แบงก์ชาติ’ เร่งประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ชี้สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักทันที

    28 พ.ย. 2568 – นางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยใหญ่ที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ในปัจจุบัน ว่า สถานการณ์น้ำท่วมดังกล่าวได้สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในพื้นที่ต้องหยุดชะงักในทันที ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว, การค้า, การผลิต และการเกษตร ซึ่งขณะนี้ ธปท.กำลังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น และจะนำมาพิจารณาพร้อมกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ โดยจะประกาศประมาณการเศรษฐกิจในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ธ.ค.2568

    “มูลค่าเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา และจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ ทั้งปีมีจีดีพี คิดเป็น 2.6% ของจีดีพีโดยรวมของทั้งประเทศ ซึ่งความเสียหายต่อเดือน ผลกระทบก็จะต้อง scale ออกมา และที่มองอีกส่วนคือผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ซึ่งปกติแล้วจะมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย เดินทางเข้ามาเฉลี่่ยวันละประมาณ 1 หมื่นคน ซึ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจหลัก ๆ ที่เราประเมิน แต่จะต้องมีการ recover การเยียวยา การซ่อมสร้าง ซึ่งกิจกรรมซ่อมสร้าง ก็จะตามมา” นางสาวปราณี ระบุ

    โดยผลกระทบจากความเสียหายของน้ำท่วมใหญ่ที่อาจจะนำมาซึ่งปัญหาหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้องมีการเพิ่มมาตรการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นางสาวปราณี กล่าวว่า ผลกระทบต่อประชาชนมีค่อนข้างมาก ธปท.เห็นว่าลูกหนี้มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งได้มีการเน้นย้ำและกำชับให้สถาบันการเงินเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้แนวทางของการผ่อนปรน ซึ่งมีหลักเกณฑ์เรื่องการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติอยู่แล้ว

    สำหรับในช่วงหลังจากนี้ จะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายจากผลกระทบของน้ำท่วม ซึ่งอาจจะอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลปัจจุบันกับรัฐบาลชุดใหม่ มองว่า กรอบงบประมาณรายจ่ายที่รัฐบาลได้อนุมัติไว้แล้ว จะมีงบกลางรายการฉุกเฉินที่สามารถนำออกมาใช้เยียวยาผลกระทบน้ำท่วมได้ จึงเชื่อว่าจะไม่มีผลให้เกิดการสะดุดในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนในส่วนนี้ แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการก็ตาม

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ต.ค. 2568 โดยรวมยังขยายตัวจากเดือนก่อน จากทั้งเครื่องชี้ด้านอุปสงค์ที่ปรับตัวดีขึ้นตามการส่งออกที่ยังเติบโตต่อเนื่อง จากสินค้าเทคโนโลยี รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับดีขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวด รวมถึงเครื่องชี้ด้านอุปทานที่ปรับดีขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นผลจากภาคบริการเป็นหลัก ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว ส่วนตลาดแรงงานปรับดีขึ้นตามการจ้างงานโดยเฉพาะในภาคบริการ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/904883/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zI1zKplGCkkYPQWAbIoO0

  • SET ปิดส่งท้ายเดือน พ.ย. แตะ 1,256.69 จุด ขีดเส้น! ธันวาคม 1,230 จุด ห้ามหลุด

    SET ปิดส่งท้ายเดือน พ.ย. แตะ 1,256.69 จุด ขีดเส้น! ธันวาคม 1,230 จุด ห้ามหลุด

    ความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันนี้ (28 พ.ย.68) อยู่ที่ 1,256.69 จุด เพิ่มขึ้น 3.98 จุด คิดเป็น +0.32% มูลค่าการซื้อขาย 30,846.31 ล้านบาท

    โดยความเคลื่อนไหวระหว่างวัน ดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,264.11 จุด ลดลงต่ำสุด 1,251.14 จุด

    ภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ประเด็นน่าติดตามในสัปดาห์หน้า (วันที่ 1-4 ธ.ค.68) ติดตาม PMI ภาคการผลิตจีน พ.ย. คาดที่ 49.3 จุด ฟื้นตัวเล็กน้อยจาก ต.ค. ที่ 49.0 จุด ในวันจันทร์ ติดตามตัวเลข PMI สหรัฐฯ พ.ย. จากสถาบัน ISM คาดที่ 49.0 จุด ฟื้นตัวจาก ต.ค. ที่ 48.7 จุด

    อังคาร ติดตามการกล่าวสุนทรพจน์ของพาเวลล์ และ วันพฤหัส ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อไทย Headline CPI และ Core CPI หากเงินเฟ้อหดตัวต่อเนื่อง ลุ้น กนง. ลดดอกเบี้ยในรอบประชุม ธ.ค.

    ฟาก สหรัฐฯ จับตาจำนวณผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก หากเร่งตัวขึ้น หนุน FED พิจารณาลดดอกเบี้ย โดย FED Watch Tool ให้น้ำหนัก 84.7% ที่ FED จะลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75% 10 ธ.ค.นี้

    น้ำท่วมภาคใต้สร้างผลกระทบเศรษฐกิจรุนแรง คาดเสียหาย 1.4 แสนล้านบาท หรือ 15% ของ GPP 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยสงขลาที่มีขนาดเศรษฐกิจราว 1.5% ของ GDP เสียหายสูงสุด 75,444 ล้านบาท และหาดใหญ่เพียงพื้นที่เดียวกระทบ 5,750 – 12,100 ล้านบาท คิดเป็น 7.5–16% ของ GDP พื้นที่ จากทั้งการหยุดกิจกรรมเศรษฐกิจและทรัพย์สินเสียหาย

    ขณะที่ประชาชนกว่า 2.9 ล้านคนและ 1 ล้านครัวเรือนได้รับผลกระทบจากความเปราะบางของระบบจัดการภัยพิบัติ รวมถึงกระทบการท่องเที่ยว คาดกระทบ AOT CENTEL ERW จำกัดจากสัดส่วนรายได้ต่ำ

    รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้แบบเร่งด่วน โดยพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนสำหรับหนี้รวมไม่เกิน 1 ล้านบาท พร้อมชดเชยดอกเบี้ยให้ธนาคารรัฐ 4.5% และเปิดสินเชื่อฟื้นฟูดอกเบี้ย 0% ช่วง 6 เดือน – 1 ปีแรกตามวงเงินกู้ (สูงสุด 500,000 บาท) ควบคู่มาตรการภาษี เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้ ขยายเวลายื่นและลดหย่อนบริจาค รวมถึงช่วยลูกจ้างว่างงานจ่ายเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างสูงสุด 180 วัน (ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน)

    พร้อมเตรียมงบกลาง 2,419.2 ล้านบาทสำหรับโครงการฟื้นฟูแรงงานและเศรษฐกิจในพื้นที่ อาจช่วยลดแรงกดดันหนี้ครัวเรือนและกระตุ้นสภาพคล่องระยะสั้น หนุน SCC, DOHOME, HMPRO, GLOBAL จากความต้องการซ่อมแซมหลังน้ำลด และ CPALL, CPAXT, BJC, OSP จากการเร่งบริโภคช่วงฟื้นฟู

    1,230 จุด ห้ามหลุด!

    นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยทางเทคนิค บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยภาพรายสัปดาห์บ่งชี้แนวรับ 1,230 จุดห้ามหลุด ด้วยภาพรายเดือนสัญญาณไม่ดีเป็นแบบ Bear Engulfing คือสัญญาณทางเทคนิคที่ส่งสัญญาณบอกการกลับตัวของดัชนีเป็นขาลง

    ทั้งนี้ส่วนตัวเกิดความกังวลว่าดัชนีจะแกว่งตัวแบบ Swing High คือ จุดสูงสุดของดัชนีขึ้นไปถึงบนกราฟก่อนที่จะปรับตัวต่ำลงเป็น Lower high ลงไปแตะ 1,100 จุด

    หากในเดือน ธ.ค. ดัชนีหุ้นร่วงลงต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณไม่ดี เพราะนั่นอาจหมายความว่าในปี 2569 คือขาลงต่อเนื่อง ดังนั้นแนะนำนักลงทุนเล่นด้วยความระมัดระวัง ห้ามหลุด 1,230 จุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/734184&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LLn9l3XzB5i2cAEjspWK8