Blog

  • ครม. โยกย้ายข้าราชการมหาดไทยบิ๊กล็อต ผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจฯ 18 ตำแหน่ง

    ครม. โยกย้ายข้าราชการมหาดไทยบิ๊กล็อต ผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจฯ 18 ตำแหน่ง

    วันนี้ (2 ธันวาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 2 ธันวาคม 2568 ดังนี้

    1. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    2. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง มานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    3. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอบรรจุ ปารีณา ศรีวนิชย์ ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญงานสูงเข้ารับราชการ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านวิจัยและพัฒนาวิชาการพระพุทธศาสนา (นักวิชาการศาสนาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในตำแหน่งที่ว่าง

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    4. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิมได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น และเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 20 ตำแหน่ง ดังนี้

    1. ให้ พชรเสฏฐ์ บุญศิริสาริศา ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    2. ให้ สุพัตรา คล้ายทิม ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดกำแพงเพชร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    3. ให้ วริษฐา สงวนเสริมศรี ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดราชบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาญจนบุรี

    4. ให้ สุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดกาฬสินธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์

    5. ให้ ฉัตรประอร นิยม ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดฉะเชิงเทรา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา

    6. ให้ ภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดนครนายก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชัยนาท

    7. ให้ บุญช่วย หอมยามเย็น ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดตาก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนราธิวาส

    8. ให้ สุรพล เจริญภูมิ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบึงกาฬ

    9. อรอาภา โล่ห์วีระ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพะเยา

    10. ให้ สุจินต์ วาจากิจ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดพัทลุง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพัทลุง

    11. ให้ ชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดนครสวรรค์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดมหาสารคาม

    12. ให้ ก้องสกุล จันทราช ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดยะลา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดยะลา

    13. ให้ ราชัน มีน้อย ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดระนอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระนอง

    14. ให้ วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดเชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลพบุรี

    15. ให้ ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดลำพูน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำพูน

    16. ให้ คณิต คงช่วย ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสตูล ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสตูล

    17. ให้ อำนาจ เจริญศรี ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรสาคร

    18. ให้ วราดิศร อ่อนนุช ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสิงห์บุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสิงห์บุรี

    19. ให้ จำเริญ แหวนเพ็ชร ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสุรินทร์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุรินทร์

    20. ให้ เสนีย์ ส้มเขียวหวาน ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดอำนาจเจริญ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอำนาจเจริญ

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

    5. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

    1. โกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

    2. ธารินี แสงสว่าง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    6. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (โสภณ ชารัมย์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง ณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    7. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    8. คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ วิภารัตน์ ดีอ่อง ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ต่อไปอีก 1 ปี เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2570

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cabinet-transfers-18-positions/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36KBYxKCjzNVX2dwIsmmoc

  • ห้องข่าวซัมซุง ประเทศไทย

    ห้องข่าวซัมซุง ประเทศไทย

    เว็ปไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์ถือเป็นการยินยอมในการใช้งานคุกกี้ของเว็บไซต์นี้ ตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวของเราได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.samsung.com/th/%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2587-%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2581-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A8-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22Kctnrb0FomoQY4PJrd6F

  • คณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการท่องเที่ยว | TOPNEWS

    คณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการท่องเที่ยว | TOPNEWS

    คณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดน่านและภาคเหนือ

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 – 15.00 น.นายสถาปัตย์ สุขะหุต คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี นายนรพล ตันติมนตรี) เดินทางเข้าพบ นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน และคุณธีร์วรา ริพล รองประธานคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ณ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดน่านและภาคเหนือ

    การหารือครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดน่าน และพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงปัญหา อุปสรรคที่พบในปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรการ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภายในจังหวัดน่าน ทั้งด้านการอำนวยความสะดวก การจัดการจราจร การดูแลแหล่งท่องเที่ยว และมาตรการรองรับนักท่องเที่ยว การบูรณาการความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง หน่วยงานในพื้นที่ และภาคเอกชน เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ยืนยันว่า พร้อมนำข้อเสนอแนะและข้อมูลจากการหารือครั้งนี้ไปใช้ในการพัฒนาการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงอย่างสมบูรณ์

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1410794&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PNDEObkuISI__RKxpDEOw

  • เศรษฐกิจสาหัส! “บริษัทจำกัด“ ยอดขายทรุด-กำไรตก รายได้ 9 เดือนวูบ

    เศรษฐกิจสาหัส! “บริษัทจำกัด“ ยอดขายทรุด-กำไรตก รายได้ 9 เดือนวูบ

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 2 ธ.ค. 2568, 11:32 1

    วันนี้ (2 ธ.ค.68) นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 817 บริษัท คิดเป็น 98.7% จากทั้งหมด 828 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 30 กันยายน 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2568 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 602 บริษัท คิดเป็น 73.7% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

    ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ ทำให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% 

    อย่างไรก็ดี บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ. มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8% 

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ. ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ. มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    สำหรับงวดไตรมาส 3/2568 เทียบกับไตรมาส 3/2567 บจ. ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ. ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ. ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ. มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    นายสรวิศกล่าวว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ. ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 

    โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาส 3 สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต” นายสรวิศ กล่าว

    ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2568 มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% ทำให้มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% ทั้งนี้ บจ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/3k2lu3ckfufc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cpgtkE2aTvNjwESkzSrSx

  • สหรัฐฯ เปิดโผ 10 อาชีพที่จะ “ขาดแคลนสุดขีด” ในอีก 10 ปีข้างหน้า เงินเดือนพุ่งสูง!!

    สหรัฐฯ เปิดโผ 10 อาชีพที่จะ “ขาดแคลนสุดขีด” ในอีก 10 ปีข้างหน้า เงินเดือนพุ่งสูง!!

    เช็กด่วน! 10 อาชีพทำเงินสูงสุดแห่งทศวรรษหน้า การันตีรายได้หลักล้าน

    เปิดโผ 10 อาชีพ “ขาดแคลนหนัก” สายงานที่ใน 10 ปีข้างหน้า โลกจะต้องการที่สุด (2024-2034) หมอ-ไอที มาแรงแซงโค้ง

    ใครที่กำลังวางแผนอนาคตหรือมองหาลู่ทางเปลี่ยนสายงาน ห้ามพลาดข้อมูลนี้เด็ดขาด เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ได้เปิดเผยข้อมูลคาดการณ์ 10 อาชีพที่จะเติบโตเร็วที่สุดไปจนถึงปี 2034 ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางของโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และที่สำคัญบางอาชีพมีรายได้สูงปรี๊ดแตะหลักล้านบาทต่อปี

    ภาพรวมตลาดแรงงานโลกปี 2024-2034

    จากรายงานล่าสุดระบุว่า แม้การจ้างงานในทศวรรษหน้าอาจจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงต้องการแรงงานเพิ่มอีกกว่า 5.2 ล้านตำแหน่ง หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 3.1% โดยมี 2 ภาคส่วนหลักที่เป็น “ดาวรุ่ง” พุ่งแรงที่สุด คือ:

    • กลุ่มบริการสุขภาพและสังคม (Healthcare and Social Assistance): คาดว่าจะโตถึง 8.4%
    • กลุ่มบริการวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคนิค: คาดว่าจะโต 7.5%

    เจาะลึกกลุ่มอาชีพมาแรง: “แพทย์” และ “ไอที” ครองแชมป์

    เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด พบว่าอาชีพสายสนับสนุนทางการแพทย์ เช่น พยาบาลวิชาชีพ (Nurse Practitioners) และ ผู้ช่วยแพทย์ (Physician Assistants) มีแนวโน้มเติบโตพุ่งกระฉูดถึง 12.4% ในขณะที่สายเทคโนโลยีอย่าง นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists) และ นักวิเคราะห์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Analysts) ก็ตามมาติดๆ ที่ 10.1%

    Emily Krutsch หัวหน้าแผนกจาก BLS อธิบายถึงสาเหตุสำคัญไว้ว่า:

    • สังคมผู้สูงอายุ: ประชากรที่อายุยืนขึ้น ต้องการการดูแลรักษาที่มากขึ้นและซับซ้อนขึ้น ผลักดันให้ความต้องการบุคลากรทางการแพทย์พุ่งสูง
    • ยุคทองของ AI: การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาพัฒนา ทดสอบ และดูแลระบบ รวมถึงต้องการคนมาสร้างเกราะป้องกันข้อมูลในโลกไซเบอร์ให้ปลอดภัย

    “เปอร์เซ็นต์สูง” ไม่ได้แปลว่า “ตำแหน่งเยอะ” เสมอไป

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอย่าดูแค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์การเติบโตเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ช่างเทคนิคกังหันลมและช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ แม้จะเป็นอาชีพที่โตเร็วที่สุดในแง่เปอร์เซ็นต์ (เนื่องจากกระแสพลังงานสะอาด) แต่เมื่อดูจำนวนตำแหน่งงานจริงที่จะเพิ่มขึ้น อาจมีไม่ถึง 20,000 ตำแหน่งในปี 2034

    10 อันดับอาชีพที่เติบโตเร็วที่สุด (2024-2034)

    อ้างอิงข้อมูลจาก BLS นี่คือรายชื่อ 10 อาชีพที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด พร้อมคาดการณ์รายได้ต่อปี (แปลงเป็นเงินไทยโดยประมาณ):

    อันดับ อาชีพ จุดเด่น/สาเหตุการเติบโต รายได้เฉลี่ยต่อปี (บาท)*
    1 ช่างเทคนิคกังหันลม พลังงานสะอาด ~2.2 ล้านบาท
    2 ช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ พลังงานแสงอาทิตย์ ~1.8 ล้านบาท
    3 พยาบาลเวชปฏิบัติ (Nurse Practitioners) สังคมผู้สูงอายุ ~4.6 ล้านบาท
    4 นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists) Big Data & AI ~4.0 ล้านบาท
    5 นักวิเคราะห์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ป้องกันภัยคุกคามดิจิทัล ~4.4 ล้านบาท
    6 ผู้จัดการฝ่ายการแพทย์และสุขภาพ บริหารจัดการโรงพยาบาล ~4.2 ล้านบาท
    7 ผู้ช่วยนักกายภาพบำบัด ฟื้นฟูผู้ป่วย/ผู้สูงอายุ ~2.3 ล้านบาท
    8 นักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuaries) วิเคราะห์ความเสี่ยง ~4.5 ล้านบาท
    9 นักวิเคราะห์วิจัยการดำเนินงาน แก้ปัญหาธุรกิจด้วยข้อมูล ~3.2 ล้านบาท
    10 ผู้ช่วยแพทย์ (Physician Assistants) ดูแลผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ ~4.8 ล้านบาท

    *หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ (1 USD = ~35.5 THB) อ้างอิงรายได้เฉลี่ยปี 2024 จาก BLS

    ใครที่กำลังมองหาลู่ทางศึกษาต่อหรือเปลี่ยนงาน ข้อมูลชุดนี้น่าจะเป็นเข็มทิศชั้นดีให้คุณเตรียมตัวรับมือกับอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

    อ้างอิง

    1. U.S. Bureau of Labor Statistics (BLS)
    2. Soha.vn (Source)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9859974/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Evk3Ck07DI-6Wq5aiZvtG

  • แสงสว่างในตลาดไอทีไทย

    แสงสว่างในตลาดไอทีไทย

    AI

    แสงสว่างในตลาดไอทีไทย

    แสงสว่างในตลาดไอทีไทย

    ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกของเราต้องเผชิญกับภาวะผันผวนอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับหลายประเทศผลัดกันเปิดฉากเจรจาต่อรอง กดดันกันไปมาอย่างไม่รู้จบ

    ขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกก็มีความตึงเครียดทางการทหารในหลายภูมิภาค ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก แอฟริกา รวมถึงบ้านเราที่เกิดความขัดแย้งทางพรมแดนกับกัมพูชาเช่นกัน

    นี่คือสภาวะโลกอึมครึม ที่ไม่ใช่แค่ฟ้าครึ้มฝน แต่คือความไม่แน่นอนที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ซึ่งทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาเป็นเงาตามตัว

    แม้รัฐบาลพยายามผลักมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเหมือนนักดับเพลิงที่พยายามฉีดน้ำใส่เชื้อไฟ ซึ่งต้องใช้เวลา อาจเพราะคำถามใหญ่ที่สังคมยังตอบไม่ได้ เช่น จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ เลือกตั้งอย่างไร จะมีใครมารับช่วงบริหารประเทศต่อ

    เมื่อภาพอนาคตไม่ชัด นักลงทุนย่อม “ชะลอ” คนทั่วไปก็ “ชะงัก” ไม่กล้าใช้จ่ายเหมือนที่ผ่านมา กลไกเศรษฐกิจจึงหมุนช้าลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

    ขณะที่ภาคธุรกิจอื่นยังซึมเซา แต่โลกไอทีดูเหมือนจะยังมีแสงสว่างให้เห็นอยู่ เพราะเทคโนโลยีได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลัก ของเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาที่มูลค่าสูงที่สุดล้วนเป็นบริษัทเทคโนโลยีไม่ว่าจะ NVIDIA, Apple, Microsoft, Meta หรือ Amazon ทั้งหมดต่างสะท้อนเรื่องเดียวกันคือ “โลกเดินด้วยเทคโนโลยี”

    เมืองไทยก็ไม่ต่างกัน และงานที่พิสูจน์ปรากฏการณ์นี้ได้ชัดที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ก็คืองาน Commart Thailand 2025 ที่เพิ่งปิดฉากลงไป ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสมรภูมิเทคโนโลยีที่ระอุที่สุด

    ด้วยทุกแบรนด์ต่างยกกองทัพผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม AI มาเปิดตัวชนกันโดยไม่มียั้งมือ ราวกับกำลังส่งสัญญาณให้คนไทยรู้ว่า ยุค AI ไม่ใช่อนาคต แต่เกิดขึ้นแล้วตอนนี้

    แต่สิ่งที่เปลี่ยนฉากตลาดมากที่สุดคือความจริงที่ว่า เทคโนโลยี AI ไม่ได้จำกัดอยู่กับองค์กรใหญ่ หรือบริษัทที่ต้องการลงทุนแทนแรงงานอีกต่อไป แต่มันขยายไปสู่ผู้บริโภคทั่วไปอย่างรวดเร็ว

    เมื่อก่อนเราเคยมีสมาร์ทโฟนแต่วันนี้สิ่งที่เปิดตัวคือ AI Phone เราเคยมี “โน้ตบุ๊ก” แต่วันนี้คือ AI Laptop ที่มีฟีเจอร์ด้านการประมวลผลอัจฉริยะเต็มรูปแบบ

    ผู้บริโภคไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นของเล่น แต่เริ่มมองว่า AI เป็นสิ่งจำเป็นทั้งในเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว

    ทุกคนจึงไม่อยากตกขบวนรถไฟสายอนาคต และนั่นทำให้ดีมานด์ทางด้านประมวลผลเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จนชิปหน่วยความจำก็เริ่มขาดตลาด ความเชื่อแบบปากต่อปากจึงเกิดขึ้นว่า ถ้าจะซื้อ ต้องรีบซื้อ เพราะราคาจะยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ

    กระแสนี้ผลักให้ผู้คนไหลเข้าช้อปในงานคอมมาร์ตวันแรกแบบล้นหลาม จนมีตัวเลขยอดขายเป็นประวัติการณ์ ทั้งร้านค้าปลีกและผู้จัดงานต่างยืนยันตรงกันว่าไม่เคยเห็นคิวแน่นตั้งแต่วันแรกของการจัดงานเหมือนในครั้งนี้

    เศรษฐกิจไทยในภาพรวมอาจยังอึมครึมเพราะความผันผวนทางการเมืองและความไม่แน่นอนหลายด้านแต่ตลาดไอทีได้แสดงให้เห็นว่าความหวังยังมีอยู่

    และเป็นความหวังที่มาจากกำลังซื้อจริง ไม่ใช่แรงเชียร์หรือมาตรการกระตุ้นชั่วคราว ซึ่งงานคอมมาร์ตครั้งนี้เป็นดัชนีที่เราวัดผลได้อย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/tech/ai/1210214&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KA21oI5EHg-fO-xDhG9yZ

  • นายกฯ ญี่ปุ่นยกประโยคเด็ดมังงะ “ผ่าพิภพไททัน” อ้อนนักลงทุนกลางเวทีเศรษฐกิจซาอุฯ

    นายกฯ ญี่ปุ่นยกประโยคเด็ดมังงะ “ผ่าพิภพไททัน” อ้อนนักลงทุนกลางเวทีเศรษฐกิจซาอุฯ

    นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น สร้างสีสันและเรียกเสียงฮือฮาในเวทีเศรษฐกิจที่กรุงโตเกียว ด้วยการหยิบยกวลีสุดโด่งดังจากมังงะเรื่อง “ผ่าพิภพไททัน” (Attack on Titan) ที่ว่า “แค่หุบปากซะ และลงทุนทั้งหมดในตัวฉัน!!” (Just shut your mouths. And invest everything in me!!) มาใช้ในการกล่าวปิดสุนทรพจน์ เพื่อเรียกร้องให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นและมาลงทุนในญี่ปุ่น ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญกับแรงกดดัน

    ในเวทีเศรษฐกิจ FII PRIORITY Asia 2025 ที่จัดขึ้นที่กรุงโตเกียวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 ธ.ค.) นางทาคาอิจิกล่าวต่อผู้เข้าร่วมงานว่า “ดิฉันเข้าใจว่ามังงะและอนิเมะของญี่ปุ่นได้รับความนิยมอย่างสูงในซาอุดีอาระเบีย มังงะอย่าง “กัปตันซึบาสะ” (Captain Tsubasa), “วันพีซ” (One Piece) และ “ดาบพิฆาตอสูร” (Demon Slayer) เป็นที่รู้จักกันดี”

    จากนั้น เธอได้กล่าวสรุปสุนทรพจน์ด้วยการหยิบยืมประโยคที่โด่งดังจากมังงะเรื่อง “ผ่าพิภพไททัน” (Attack on Titan) โดยระบุว่า “แต่ในวันนี้ ดิฉันขออนุญาตยืมประโยคที่มีชื่อเสียงจาก “Attack on Titan” มาใช้ในการสรุปคำพูดของดิฉันค่ะ “แค่หุบปากซะ และลงทุนทั้งหมดในตัวฉัน!!” (Just shut your mouths. And invest everything in me!!)

    การประชุม FII PRIORITY Asia 2025 เป็นการจัดงานย่อยที่ต่อยอดมาจากงาน Future Investment Initiative (FII) ประจำปีของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “การประชุมดาวอสกลางทะเลทราย”

    นางทาคาอิจิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการดึงดูดการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก หลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลงในไตรมาสที่สามที่ผ่านมา

    การประชุมระยะเวลาสองวันนี้ในกรุงโตเกียวยังมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมด้วย รวมถึง นายมาซาโยชิ ซัน ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เขาได้หลั่งน้ำตาเกี่ยวกับการขายหุ้นล่าสุดของบริษัทใน Nvidia บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ

    นายซนกล่าวว่า “ผมไม่อยากขายแม้แต่หุ้นเดียว แต่ผมมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเพื่อนำไปลงทุนใน OpenAI” และโครงการอื่น ๆ “ผมร้องไห้ตอนที่ต้องขายหุ้น Nvidia”.

    ที่มา AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2899303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o20X3ubho45x4xdvrj3L4

  • น้ำท่วมใต้ 1 เดือน ฉุดเศรษฐกิจ กว่า 40,000 ล้าน  กระทบจีดีพี 0.22%

    น้ำท่วมใต้ 1 เดือน ฉุดเศรษฐกิจ กว่า 40,000 ล้าน กระทบจีดีพี 0.22%

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ (ณ เดือน พฤศจิกายน 2568) มีผู้ที่ได้รับผลกระทบ 2.19 ล้านคน 798,695 ครัวเรือน ใน 10 จังหวัด สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านใน 1 เดือน กระทบ GDP ที่ 0.22% ซึ่งความเสียหายประมาณจากระบบเศรษฐกิจที่เป็นอัมพาต 

    ภาพจาก : ผู้สื่อข่าว PPTV
    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกปิดชั่วคราว ตลาด-ห้างสรรพสินค้าปิดกิจการ / การคมนาคมหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยกเลิกการท่องเที่ยว ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูง จากการยกเลิกเที่ยวบิน/ กิจกรรมระดับชาติถูกยกเลิก โดยเฉพาะซีเกมส์ 2025 ที่ถูกย้ายออกจากสงขลาทั้งหมด

    สำหรับมูลค่าความเสียหาย หากจำแนกภาคเศรษฐกิจ พบว่า การท่องเที่ยวและบริการเสียหายมากกว่า 22,440 ล้านบาท / เกษตรกรรม 10,720 ล้านบาท / การผลิตและสาธารณูปโภค 6840 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลที่ภาคบริการเสียหายหนักที่สุด เนื่องจากมีการยกเลิกการจองและปิดสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น ธุรกิจค้าปลีกร้านอาหารและโรงแรมในเมืองหลักปิดกิจการชั่วคราว และผลกระทบต่อเนื่องจากการยกเลิกกิจกรรมระดับชาติ คือ ซีเกมส์ ที่ทำลายความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจ

    “จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ เบื้องต้นรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังประเมิน ส่งผลให้เกิดความเสียหายในกรอบวงเงินเบื้องต้นประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีมูลค่าความเสียราว 1.4 ล้านล้านบาท กรณีนี้จึงถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับที่ 2 ของไทย“ 

    ทั้งนี้ เสียงจากผู้ประกอบการ ต้องการ “เงินสด” ไม่ใช่“หนี้สิน” โดยสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐโดยเร็วที่สุด 56.5% คือ เงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชย 14.7% ต้องการให้ซ่อมแซมสาธารณูปโภค และ 10.6% ต้องการช่วยทำความสะอาดพื้นที่

    ส่วนข้อเสนอเชิงรุก ขอให้มี 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1. อัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรง 2. เร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และ3. จัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมปรับบทบาท “สินเชื่อ” ให้เป็นทางเลือกเสริม ไม่ใช่มาตรการหลัก ซึ่งมาตรการหลัก คือ “เงินเยียวยา” โดยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) ควรมีไว้ใช้สำหรับการลงทุนฟื้นฟูในระยะถัดไป ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า 

    นอกจากนี้ หอการค้าไทย ยังได้ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 2% โดยเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการส่งออกที่โต 11.1% และการลงทุนของภาครัฐ 6.4% แต่ถูกฉุดรั้งด้วยการอุปโภคภาครัฐที่หดตัวแรงในไตรมาสที่ 3 และผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี

    โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 (ณ ธ.ค.68) จะขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% โดยการท่องเที่ยว /การบริโภคภาคเอกชน / การลงทุนของภาครัฐและเอกชน จะเป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

    สำหรับปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1.ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวที่ที่ 35 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท / 2. อุปสงค์ในประเทศขยายตัว การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน คาดว่า จะขยายตัวที่ 2% / 3. งบลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 18.2% โดยมีเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนสูงถึง 70% ในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 / 4. ภาคเกษตรได้ประโยชน์จากสภาพอากาศมีความเป็นกลางและปริมาณน้ำเพียงพอ/ 5. เม็ดเงินจากการเลือกตั้ง ที่คาดว่า จะอยู่ที่ 5-6 หมื่นล้านบาท

    ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. ภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่า การส่งออกของไทยในปี 68 จะหดตัว -1.0% จากการที่ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้า 19% ทั้งปี รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่อาจสูงถึง 40% หากการเจรจา Local Content ไม่สำเร็จ / 2. ปัจจัยการเมือง หากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจฉุด GDP ลง -0.32% / 3. หนี้ครัวเรือน โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงอยู่ที่ 86.3% ซึ่งกดดันให้สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ / 4. สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะหากมีการปิดด่านชายแดนตลอดทั้ง ปี 69 คาดว่า จะสร้างความเสียหายต่อมูลค่าส่งออกกว่า 1.4 แสนล้านบาทและกระทบกับ GDP ประมาณ -0.74% / 5. การค้าโลกชะลอ กดดันภาคการส่งออกสินค้าของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262745&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HpQqGzwPy2yK6obIFkqSB

  • ม.หอการค้า หั่น GDP 68 เหลือ 1.9% ปีหน้ารอรับเศรษฐกิจชะลอตัว

    ม.หอการค้า หั่น GDP 68 เหลือ 1.9% ปีหน้ารอรับเศรษฐกิจชะลอตัว

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย คาดว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2568 จะลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 2% โดยเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการส่งออกที่โต 11.1% และการลงทุนของภาครัฐ 6.4% แต่ถูกฉุดรั้งด้วยการอุปโภคภาครัฐที่หดตัวแรงในไตรมาสที่ 3 และผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี

    โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 (ณ ธ.ค.68) จะขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% โดยการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนของภาครัฐและเอกชน จะเป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

    สำหรับปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    1. ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวที่ที่ 35 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท

    2. อุปสงค์ในประเทศขยายตัว การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน คาดว่า จะขยายตัวที่ 2%

    3. งบลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 18.2% โดยมีเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนสูงถึง 70% ในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 

    4. ภาคเกษตรได้ประโยชน์จากสภาพอากาศมีความเป็นกลางและปริมาณน้ำเพียงพอ

    5. เม็ดเงินจากการเลือกตั้ง ที่คาดว่า จะอยู่ที่ 5-6 หมื่นล้านบาท

    ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม มีดังนี้

    1. ภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่า การส่งออกของไทยในปี 68 จะหดตัว -1.0% จากการที่ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้า 19% ทั้งปี รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่อาจสูงถึง 40% หากการเจรจา Local Content ไม่สำเร็จ 

    2. ปัจจัยการเมือง หากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจฉุด GDP ลง -0.32% 

    3. หนี้ครัวเรือน โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงอยู่ที่ 86.3% ซึ่งกดดันให้สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ

    4. สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะหากมีการปิดด่านชายแดนตลอดทั้งปี 69 คาดว่า จะสร้างความเสียหายต่อมูลค่าส่งออกกว่า 1.4 แสนล้านบาทและกระทบกับ GDP ประมาณ -0.74% 

    5. การค้าโลกชะลอ กดดันภาคการส่งออกสินค้าของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WTAobZVgi-9zIqVUyB7FG

  • ม.หอการค้าไทย คาดการณ์ GDP ปี 68 เหลือโต 1.9% ผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้

    ม.หอการค้าไทย คาดการณ์ GDP ปี 68 เหลือโต 1.9% ผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้

    วันนี้, 14:22น.

              ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2568 ลงเหลือ 1.9% จากเดิมที่คาดไว้ 2.0% โดยสาเหตุหลักที่ปรับลด GDP มาจากผลกระทบและความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าใหญ่ของภาคใต้

              นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯประเมินว่า ผลกระทบน้ำท่วมที่หาดใหญ่ จ.สงขลา จะมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท (ช่วง 1 เดือน) ซึ่งกระทบต่อ GDP ให้ลดลงราว 0.22%

              นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบอื่น ๆ กดดัน เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 32.8 ล้านคน จากเดิมคาดไว้ 33 ล้านคน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ อีกทั้งการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่ลดลง จากพฤติกรรมที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงอุปสงค์ภาครัฐในช่วงไตรมาส 3/68 ที่ลดลงเกือบ 4% ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ ส่งผลให้มีการปรับลด GDP ของปีนี้ลงเหลือ 1.9%

                ขณะที่ในปี 2569 ประเมินว่า GDP มีแนวโน้มขยายตัวได้ 1.6% ชะลอตัวลงจากปีนี้ โดยปัจจัยที่เป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คือ ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และข้อจำกัดทางการเงิน ซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งสำคัญที่ต้องระวัง ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง, ภาวะสุญญากาศด้านงบประมาณ ซึ่งอาจมีความล่าช้าในเรื่องของงบประมาณรายจ่าย ปี 2570 ที่จะกระทบต่อการลงทุนภาครัฐในไตรมาส 4/69 และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีอยู่ และกระทบต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทาน

    #ปรับคากการณ์GDPปี68

    #ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

    #มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G6y5Hi5rUn1Cj1Oaqk2Ny