Blog

  • มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน เดินหน้าพิทักษ์ป่าฝนและสืบสานวัฒนธรรมชนเผ่า

    มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน เดินหน้าพิทักษ์ป่าฝนและสืบสานวัฒนธรรมชนเผ่า

    มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน เดินหน้าพิทักษ์ป่าฝนและสืบสานวัฒนธรรมชนเผ่า

    คณะกรรมการผู้จัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์ชุด “Rainforest and You” ประจำปี 2568

    เมื่อไม่นานมานี้ เขตปกครองตนเองฉางเจียงหลี่ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางเกาะไห่หนาน ได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์ชุด “Rainforest and You” ประจำปี 2568 งานนี้ได้นำเสนอการผสมผสานอันลงตัวระหว่างความสำเร็จในการอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อน กับมรดกทางวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานของกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย อาทิ การแสดงกลางป่าฝน เดินป่าการกุศลที่มีเหล่านักกีฬาโอลิมปิกนำทีม การปีนผาและเดินป่าลุยลำธารสุดท้าทาย ตลอดจนการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ

    กิจกรรมนี้ดึงดูดแขกคนสำคัญและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำระดับโลกได้มากมาย อาทิ องค์การยูเนสโก องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) สำนักงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ และสถาบันอุทยานแห่งชาติไห่หนาน โดยผู้เข้าร่วมได้ร่วมวงเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้นในประเด็นเรื่องการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในงานยังมีการเปิดตัวมติโลกว่าด้วยการเสริมสร้างการอนุรักษ์ชะนีผ่านความร่วมมือ (Global Resolution on Strengthening Gibbon Conservation through Collaborative Action) ฉบับภาษาจีนซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญต่อความพยายามในการคุ้มครองระบบนิเวศและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล นอกจากนี้ แชมป์โอลิมปิกชาวจีน 3 ท่าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักการศึกษาอาสาสมัครของอุทยานแห่งชาติ ยังได้เป็นผู้นำกลุ่มอาสาสมัครกว่า 1,000 คน ออกเดินป่าเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร เพื่อแสดงพลังในการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการลงมือปฏิบัติจริง

    พร้อมกันนี้ เขตฉางเจียงยังได้เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวป่าฝนระดับพรีเมียม โดยใช้จุดเด่นทางนิเวศวิทยา 4 แห่งเป็นศูนย์กลาง ได้แก่ ภูเขาป้าหวาง เมืองหวังเซีย อ่าวฉีจือ และอุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งชาติไห่เว่ย เส้นทางเหล่านี้นำทัศนียภาพทางธรรมชาติมาผสานรวมเข้ากับหมู่บ้านวัฒนธรรม เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้สัมผัสกับประสบการณ์สุดประทับใจ ทั้งในด้านระบบนิเวศและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของการบรรจบกันระหว่างภูเขากับทะเล

    มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นท่าเรือการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น ยังเป็นที่ตั้งของป่าฝนเขตร้อนบนเกาะที่มีความกว้างขวางที่สุด มีความหลากหลายและหนาแน่นสูงสุด และได้รับการอนุรักษ์ไว้ดีที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย

    ในระยะหลังมานี้ อุทยานแห่งชาติป่าฝนเขตร้อนไห่หนาน ได้สร้างผลงานอันโดดเด่นในการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การผนึกกำลังการศึกษาและการอนุรักษ์ รวมถึงการสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างอุทยานกับชุมชน สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการรักษาความเป็นธรรมชาติและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าฝนเขตร้อนที่สำคัญยิ่งแห่งนี้

    ความสำเร็จที่น่าจับตามองที่สุดคือกรณีของชะนีไห่หนาน ซึ่งทาง IUCN จัดประเภทให้เป็น “สัตว์ไพรเมตที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก” โดยชะนีไห่หนานมีการฟื้นตัวอย่างน่าทึ่ง เมื่อชะนีไห่หนานที่เคยจวนจะสูญพันธุ์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 7 กลุ่ม รวม 42 ตัว ถือเป็นประชากรชะนีกลุ่มเดียวในโลกที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ที่มา: คณะกรรมการผู้จัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์ชุด “Rainforest and You” ประจำปี 2568


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/anpi/12771141&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rOQCsKXHC2fJZ1ch7c5zM

  • “นฤมล” นั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดติดตามตรวจราชการฯ ศธ. ย้ำแนวทางการตรวจปี 69 สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล นำเทคโนโลยี-สื่อออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน

    “นฤมล” นั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดติดตามตรวจราชการฯ ศธ. ย้ำแนวทางการตรวจปี 69 สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล นำเทคโนโลยี-สื่อออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน

    เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 9.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

    รมว.ศธ. กล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ที่ผ่านมา มีหลาย ๆ หน่วยงานเข้าไปดูแลให้การช่วยเหลือโรงเรียน รวมทั้งตัวอาจารย์ก็ได้ร่วมลงพื้นที่กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาด้วย ซึ่งต่อจากนี้ขอให้ทุกส่วนราชการระดมกำลังลงไปให้ช่วยเหลือในพื้นที่ของตนเอง นอกจากช่วยฟื้นฟูโรงเรียนแล้ว หากมีความพร้อมและกำลังความสามารถขอให้ช่วยไปดูแลฟื้นฟูบ้านพักของครูและบุคลากรทางการของเราในทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ด้วย

    รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบรายงานผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ ศธ. รอบที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2568 รวมทั้งเห็นชอบแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ ศธ. ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1. ด้านความปลอดภัยและคุ้มครองผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาและสถานศึกษา 2. ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 3. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา และ 4. ด้านการส่งเสริมวิชาชีพและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้แนวทางการตรวจราชการใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. การตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ ศธ. (Inspection) ตามนโยบาย 2. การกำกับ ติดตาม (Monitoring) จากรายงานส่วนราชการ สำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และจากระบบ e-Inspection และ 3. การประเมินผล (Evaluation) ติดตามความก้าวหน้าและแนวโน้มความสำเร็จของนโยบาย เปรียบเทียบกับเป้าหมายและตัวชี้วัด

    ทั้งนี้ มีปฏิทินการตรวจราชการฯ ปี 2569 จำนวน 2 รอบ คือ รอบที่ 1 เดือนกันยายน 2568 – มีนาคม 2569 และรอบที่ 2 เดือนเมษายน – กันยายน 2569

    “ได้ให้แนวทางการตรวจราชการในปี 2569 นี้ว่า ควรจะต้องนำข้อเสนอแนะจากที่ประชุมฯ ไปปรับให้แผนการตรวจราชการนำไปสู่การปฏิบัติและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลมากขึ้น เช่น การเพิ่มตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนแนะเชิงนโยบาย, ขยายการจัดการศึกษา เป็นการเรียนรู้ทุกช่วงวัย เพื่อให้สอดรับกับแนวทางบริหารงบประมาณปี 2570 ของรัฐบาล ที่มีนโยบายที่สำคัญในการวางรากฐานของประเทศ เรื่องการศึกษาเป็นอันดับแรก โดยเน้นย้ำไปที่คนไทยคุณภาพ ได้รับการพัฒนาศักยภาพคนไทยตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งนำระบบเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้สนับสนุนการตรวจราชการ เพื่อให้ลดขั้นตอนการทำงาน และสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าแนวทางการขับเคลื่อนระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา พ.ศ. 2568 ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/261978&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dPpOCfTtzcIJFDU_4qy-F

  • ผลวิจัยชี้สมาร์ตโฟนในเด็กเล็ก เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนไม่พอสูงขึ้น : อินโฟเควสท์

    ผลวิจัยชี้สมาร์ตโฟนในเด็กเล็ก เสี่ยงซึมเศร้า-อ้วน-นอนไม่พอสูงขึ้น : อินโฟเควสท์

    วารสารกุมารเวชศาสตร์ (Pediatrics) เผยแพร่ผลการศึกษาฉบับใหม่ ซึ่งระบุว่าการได้ครอบครองสมาร์ตโฟนตั้งแต่อายุยังน้อยมีความเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ย่ำแย่ยิ่งขึ้น

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การศึกษาครั้งนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากเด็กอายุ 12 ปี จำนวนมากกว่า 10,000 คน ซึ่งเข้าร่วมโครงการศึกษาพัฒนาการทางสติปัญญาของสมองวัยรุ่น (Adolescent Brain Cognitive Development Study)

    ผลการศึกษาพบว่าการครอบครองสมาร์ตโฟนในช่วงอายุ 12 ปี มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า โรคอ้วน และการนอนหลับไม่เพียงพอสูงขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ครอบครองสมาร์ตโฟน

    การค้นพบครั้งนี้มอบข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญและทันยุคสมัยที่อาจเป็นแนวทางให้บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองตระหนักถึงการใช้สมาร์ตโฟนของวัยรุ่น และสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มุ่งปกป้องเยาวชน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRB20IQC0IKFUBT8NDXNUH06N77YRDN3&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ynPWEcVXH0GVfNaukrjex

  • “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.

    2 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะหน่วยงานด้านการศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูหลังอุทกภัย และสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่  
     

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.

    ในช่วงเช้า ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมทำอาหารกับโรงครัวของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงแรมซิกเนเจอร์ พร้อมให้กำลังใจทีมจิตอาสาจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทั้งจากจังหวัดนราธิวาส และยะลา รวมกว่า 600 คน ที่เดินทางมาร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาด ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ ถนน ชุมชน และจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ 
     

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.  

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.  

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้บูรณาการทุกภาคส่วนด้านการศึกษา เข้าร่วมภารกิจฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง โดยวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ส่งทีมนักศึกษาอาชีวะภายใต้โครงการ Fix It Center จำนวน 8 ชุด ชุดละ 5 คน พร้อมเครื่องมือซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบไฟฟ้าในบ้านเรือน ลงพื้นที่เขต 8 เพื่อให้บริการตรวจเช็ก และซ่อมระบบไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ  
     

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.  

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้ลงสำรวจความเสียหายของโรงเรียนบ้านบึงพิชัย โรงเรียนบ้านวังหรัง และโรงเรียนหาดใหญ่เจริญราษฎร์พิทยา โดยยืนยันว่า กระทรวงศึกษาฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการซ่อมแซมสถานศึกษา การช่วยเหลือนักเรียน–ครอบครัว และการสนับสนุนกำลังคนจากภาคการศึกษา เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้โดยเร็วที่สุด 
     

    “นฤมล” นำ ศธ.ลุยสำรวจ รร.หาดใหญ่ ส่งทีมอาชีวะ Fix It ซ่อมไฟบ้าน ปชช.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378970229&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vLJP4xXa3NjvovO6aQv-w

  • รองผู้ว่าฯเผย จ.เลย คาดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 500 ล้าน เชียงคานจองเกือบเต็ม 100 %

    รองผู้ว่าฯเผย จ.เลย คาดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 500 ล้าน เชียงคานจองเกือบเต็ม 100 %

    ภูมิภาค

    รองผู้ว่าฯเผย จ.เลย คาดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 500 ล้าน เชียงคานจองเกือบเต็ม 100 %

    วันพุธ ที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 68 นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เปิดเผยว่า ในช่วงนี้จังหวัดเลยอุณหภูมิลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพอากาศทั่วไปมีอากาศหนาว และตามยอดภูจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิลดลงเหลือเลขตัวเดียวติดต่อกันมาเกือบ 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา  อีกทั้งจังหวัดเลย ยังคงมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งอยากมาสัมผัสกับความหนาว และธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่ 

    การท่องเที่ยวในช่วงเดือนธันวาคม จนถึงเทศกาลส่งปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ การท่องเที่ยวจังหวัดเลย คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังจังหวัดเลย ไม่น้อยกว่า 8 หมื่นถึง 9 หมื่นคน ที่จะสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวคาดว่าไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทในปีนี้ ประกอบกับปีนี้ที่รัฐบาลที่มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการคนละครึ่งพลัสและมีต่อโครงการที่ 2 ทำให้ประชาชนเสริมการมาท่องเที่ยวมากขึ้น และการใช้จ่ายมากขึ้น ถือเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
     

    เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามียอดการจอง ที่พักตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดเลย ถูกจับจองอย่างแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะสายแคมป์ปิ้ง และที่ยังเป็นที่นิยมตลอดกาลของนักท่องเที่ยว อย่างที่พักในอำเภอเชียงคาน ถูกจับจองเกือบเต็มแล้ว 100%  ตลอดในเดือนธันวาคมนี้ ส่วนที่พักอื่นๆเช่นในเขตอำเภอภูเรือ ถูกจองประมาณ 75% ส่วนของอุทยานแห่งชาติภูเรือ ทั้งบ้านพักและสถานที่กางเต้นท์มีนักท่องเที่ยวจองไปแล้วไม่น้อยกว่า 80% ส่วนที่พักตามยอดภู ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆก็ถูกจองเต็มเกือบเต็มทุกที แต่ยังคงเหลือสถานที่กางเต้นท์ และในส่วนอุทยานแห่งชาติภูกระดึง คาดว่าจะเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นพักแรมยอดภู ได้ตามปกติก่อนส่งท้ายปีเก่าอย่างแน่นอน

    โดยคาดว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็น จะต่อเนื่องยาวไปจนถึงช่วงปีใหม่ ประกอบกับ ช่วงระหว่างวันที่ 26 – 27 ธันวาคม นี้ ที่อำเภอเชียงคาน ได้มีการจัดกิจกรรมมหกรรมดนตรี “เชียงคานเฟสติวัล ครั้งที่ 3” ซึ่งงานดังกล่าว ในช่วงนี้ได้มีการจำหน่ายบัตรไปแล้วกว่า 1 หมื่นใบ และมีการจองที่พักเต็มเกือบทุกแห่งในอำเภอเชียงคาน รวมปฏิทินการท่องเที่ยว ในช่วงปีใหม่นักท่องเที่ยวจะได้ชมความงดงามของใบเมเปิ้ล ในช่วง ธันวาคม- มกราคม ที่กำลังบานแดงทั่วเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง และที่พลาดไม่ได้จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดอุทยานแห่งชาติภูเรือ อ.ภูเรือ พร้อมชมความงดงามของภูหอ (ฟูจิเมืองเลย) ณ ภูป่าเปาะ อ.หนองหิน รวมทั้งกิจกรรมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ณ ภูลมโล อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อ.ด่านซ้าย ก็จะเบ่งบานเต็มที่ช่วงปีใหม่ จึงส่งผลให้นักท่องเที่ยววางแผนวันพักมากขึ้น ทั้งหมดนี้ก็จะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดเลยได้ไม่น้อย ในช่วงฤดูหนาวนี้ 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/457124&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KbrCycK2MU6nTEbNYbD0a

  • “นานา” ชื่อนี้มาจากไหน? ก่อนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดคึกคักใจกลางเมือง

    “นานา” ชื่อนี้มาจากไหน? ก่อนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดคึกคักใจกลางเมือง

    ที่มาของชื่อ “นานา” ย่านสุขุมวิท แหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนสุดคึกคัก

    ซอยนานา หนึ่งในย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงเทพฯ ไม่ได้โดดเด่นเพียงบรรยากาศสุดคึกคักและความหลากหลายของผู้คนเท่านั้น

    แต่ยังมีประวัติความเป็นมาที่เชื่อมโยงกับพัฒนาการของถนนสุขุมวิทและเจ้าของที่ดินตระกูลสำคัญในอดีต จนทำให้ชื่อ “นานา” ถูกจดจำในฐานะอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองหลวง

    nn

    ย่านสุขุมวิทและบทบาทของซอยนานา

    ถนนสุขุมวิทถือเป็นหนึ่งในถนนสายสำคัญของประเทศ ด้วยความยาวที่เชื่อมกรุงเทพฯ เข้ากับจังหวัดต่างๆในภาคตะวันออก ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยตรอกซอกซอยมากมาย ซึ่งเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของเมือง หนึ่งในนั้นคือ ซอยนานา ที่แบ่งเป็นนานาเหนือ (สุขุมวิท 3) และนานาใต้ (สุขุมวิท 4) ซึ่งมักถูกเรียกรวมว่า “ย่านนานา”

    ชื่อของย่านนี้ยังถูกใช้เป็นชื่อสถานีรถไฟฟ้า BTS นานา ซึ่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญของนักท่องเที่ยวและผู้คนที่สัญจรไปมา ทำให้คำว่า “นานา” กลายเป็นคำที่คุ้นเคยทั้งในมุมของชาวไทยและชาวต่างชาติ

    jk

    ชื่อนี้มาจากไหน? คำตอบจากประวัติศาสตร์

    ข้อมูลจากหนังสือ วานนี้ที่สุขุมวิท โดย อ. ธงทอง จันทรางศุ อธิบายว่าชื่อ “นานา” มีที่มาจากนามสกุลของตระกูลคหบดีเชื้อสายอินเดีย ซึ่งเคยตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ดังกล่าว ประมุขของตระกูลคือ นาย เอ.อี. นานา (อาเหม็ด เอบราฮิม นานา) ผู้เป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในยุคนั้น

    ครอบครัวนานามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ย่านสุขุมวิท โดยนายเอ.อี. นานา พร้อมเจ้าของที่ดินรายอื่น ได้ร่วมกันบริจาคที่ดินและเงินแก่ทางราชการเพื่อขุดคลองจากถนนเพลินจิตไปทางทิศตะวันออก ดินที่ได้จากการขุดคลองถูกนำมาถมสร้างถนนเพื่ออำนวยความสะดวก โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนโรงเรียนกุลสตรีวังหลังที่ย้ายมาเปิดทำการในบริเวณนั้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2464

    afp__20050827__hkg20050827057_1

    จากซอยธรรมดา สู่ย่านนานาชาติ

    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในยุคแรกทำให้พื้นที่ย่านนานาเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากบทบาทชุมชนไทยแล้ว ยังกลายเป็นพื้นที่ที่ชาวอินเดีย ชาวตะวันออกกลาง และชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติเข้ามาตั้งรกราก ส่งผลให้ซอยนานามีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างโดดเด่น

    เมื่อความเจริญเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ย่านนานาได้พัฒนาเป็นศูนย์รวมร้านอาหาร บาร์ โรงแรม และสถานบันเทิงจำนวนมาก จนกลายเป็นแลนด์มาร์กด้านไลฟ์สไตล์ยามราตรีที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ

    afp__20050827__hkg20050827057

    บทสรุป

    เรื่องราวของ ซอยนานา ไม่ได้เป็นเพียงชื่อซอยหรือสถานีรถไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ ชื่อนี้สืบทอดมาจากตระกูลคหบดีเชื้อสายอินเดียที่มีบทบาทสำคัญต่อพื้นที่ จนกลายเป็นย่านที่คึกคักและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นทุกวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9860150/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T_fEqtvdEvzxzdvOX5eqg

  • YouTrip เตรียมขยายบริการสู่ตลาดออสเตรเลีย ก้าวสำคัญของผู้ให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนจากเอเชียแปซิฟิก

    YouTrip เตรียมขยายบริการสู่ตลาดออสเตรเลีย ก้าวสำคัญของผู้ให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนจากเอเชียแปซิฟิก

    YouTrip เตรียมขยายบริการสู่ตลาดออสเตรเลีย

    YouTrip ผู้ให้บริการดิจิทัลวอลเล็ตแบบหลายสกุลเงิน (multi-currency travel card) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีผู้ใช้งานนับล้านและมียอดธุรกรรมข้ามพรมแดนกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 483,000 ล้านบาท) ประกาศเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศออสเตรเลีย การขยายตัวครั้งนี้นับเป็นตลาดใหม่แห่งแรกนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเป็นอีกก้าวสำคัญของกลยุทธ์ขยายธุรกิจในภูมิภาค 

    ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในตลาดการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลก โดยมีชาวออสเตรเลียเดินทางไปต่างประเทศกว่า 12.3 ล้านคน ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา พร้อมยอดใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวต่างประเทศสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (หรือประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท) ขณะเดียวกัน นักเดินทางยังคงเผชิญอัตราแลกเปลี่ยนที่บวกกำไรเกินจริงและค่าธรรมเนียมแฝงจากบัตรเครดิตและผู้ให้บริการแลกเงิน ซึ่งส่งผลต่อความคุ้มค่าของการใช้จ่ายโดยตรง

    ด้วยศักยภาพของตลาดที่มีการใช้จ่ายข้ามพรมแดนสูง กับความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในวงกว้าง และความต้องการที่ชัดเจนของผู้บริโภคต่ออัตราแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ากว่า ออสเตรเลียจึงกลายเป็น ตลาดยุทธศาสตร์ลำดับที่สาม ตามแผนการขยายธุรกิจของ YouTrip ซึ่งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการขยายการดำเนินงานจากสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์สู่ตลาดสำคัญทั่วภูมิภาค

    นางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย กล่าวว่า “YouTrip ก่อตั้งขึ้นด้วยความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ชำระเงินข้ามพรมแดนที่ประหยัดกว่า เข้าถึงง่ายกว่า และสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับนักเดินทาง นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2562 เราได้ช่วยให้คนไทยใช้จ่ายในต่างประเทศได้อย่างคุ้มค่าและราบรื่น ผ่านอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดในตลาด และไม่มีค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน (0% FX Fee) การขยายบริการสู่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายระหว่างประเทศ ถือเป็นการยืนยันถึงความแข็งแกร่งของนวัตกรรมการชำระเงิน และความสามารถในการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานที่เราได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง”

    เธอกล่าวเสริมว่า “การเปิดตัวครั้งนี้ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาวของเราในการก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มชำระเงินข้ามพรมแดนชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก โดยออสเตรเลียจะเป็นจุดเริ่มต้นของแผนเร่งขยายสู่ประเทศที่มีความต้องการธุรกรรม FX สูงในระยะต่อไป เราตื่นเต้นที่จะได้นำประสบการณ์ที่ผู้ใช้ชาวไทยไว้วางใจ ไปสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้ในประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญต้นทุนและความยุ่งยากด้านการชำระเงินตราต่างประเทศเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกการเดินทางคุ้มค่ายิ่งกว่าเดิม”

    YouTrip ช่วยให้นักเดินทางชาวออสเตรเลียประหยัดได้มากขึ้นสูงสุดถึง 4%

    ด้วยโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ YouTrip ช่วยให้นักเดินทางชาวออสเตรเลียสามารถเข้าถึงอัตราแลกเปลี่ยนระดับกลางตลาดแบบเรียลไทม์ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยน (0%) โมเดลที่ประสบความสำเร็จนี้ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วในสิงคโปร์และประเทศไทย ซึ่งมียอดการทำธุรกรรมรวมกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และช่วยให้ผู้ใช้ชาวออสเตรเลียสามารถประหยัดจากการใช้จ่ายต่างประเทศได้สูงสุด 4%

    การเปิดตัวก่อนเทศกาลท่องเที่ยวช่วงคริสต์มาส ทำให้ YouTrip เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์นักเดินทางด้วยแนวคิด “mates rates, no fees” ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแลกเงิน 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นกว่า 40 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ในรูปแบบของสกุลเงินต่างประเทศเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เช่น เยนญี่ปุ่น เพิ่มอีก ¥4,105

    YouTrip ยังเสริมประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นด้วยฟีเจอร์เพิ่มเติม อาทิ 

    • รับเงินคืน 2% สำหรับการใช้จ่ายต่างประเทศ (จำกัด 40 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อเดือน) ในช่วง 5 เดือนแรก 
    • ถอนเงินสดฟรีทั่วโลก สูงสุด 1,500 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อเดือน 
    • แลกและล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าสำหรับ 10 สกุลเงิน (AUD, USD, EUR, GBP, SGD, HKD, JPY, CHF, CAD, NZD) ได้สะดวกในแอปเดียว

    ออสเตรเลีย ฐานที่มั่นสำคัญของแผนขยายธุรกิจระดับภูมิภาค

    YouTrip เป็นหนึ่งในฟินเทคที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วภูมิภาค และมียอดการทำธุรกรรมรวมกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (หรือประมาณ 483,000 ล้านบาท) มียอดระดมทุนรวมกว่า 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 3,540 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการชำระเงินและการขยายตลาดใหม่

    การเปิดให้บริการในออสเตรเลียถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของแผนเร่งขยายสู่ประเทศที่มีศักยภาพด้านการใช้จ่ายข้ามพรมแดนสูงในเอเชียแปซิฟิก ตอกย้ำสถานะของ YouTrip ในฐานะผู้นำด้านการชำระเงินดิจิทัลหลายสกุลเงินชั้นนำของภูมิภาค พร้อมเดินหน้าสร้างทีมงานท้องถิ่นในทุกประเทศครอบคลุมทั้งฝ่ายการตลาด การเงิน กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎระเบียบ กฎหมาย และการบริการลูกค้า ขณะนี้ YouTrip เปิดให้ดาวน์โหลดและใช้งานได้ทั่วประเทศออสเตรเลีย ผ่าน Apple App Store และ Google Play Store แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/pr-news/youtrip-expands-australia&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TGZasSVLOI5iOavo6Yl21

  • ภูกระดึงเปิดเส้นทางน้ำตก 3 แห่งเพิ่มเติม หลังปิด 1 ปีเหตุช้างป่า

    ภูกระดึงเปิดเส้นทางน้ำตก 3 แห่งเพิ่มเติม หลังปิด 1 ปีเหตุช้างป่า

    วันที่ 2 ธ.ค.2568 นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เปิดเผยว่า ทางอุทยานฯ ได้ประเมินสถานการณ์และตรวจสอบความปลอดภัยของพื้นที่อย่างละเอียดแล้ว จึงพร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมน้ำตกทั้ง 3 แห่งเพิ่มเติมจากเดิมที่เปิดเฉพาะน้ำตกถ้ำใหญ่เพียงแห่งเดียว

    การเปิดครั้งนี้เป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้น ภายหลังเหตุการณ์ช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวในปี 2567 โดยกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่นำทางตลอดเส้นทาง เปิดให้บริการระหว่างเวลา 08.30-14.00 น. เท่านั้น ในลักษณะ 1 รอบต่อวัน พร้อมมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของเส้นทางทุกวัน

    หากตรวจสอบแล้วพบว่าเส้นทางไม่ปลอดภัย ทางอุทยานฯ จะแจ้งให้นักท่องเที่ยวทราบทันที และหากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะประกาศให้ทราบต่อไป

    สำหรับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ภายในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยนักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

    สำหรับการเปิดเส้นทางน้ำตกเพิ่มเติมในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่รอคอยจะได้สัมผัสความงามของธรรมชาติบนยอดภูกระดึงอย่างครบถ้วนมากขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูท่องเที่ยว

    อ่านข่าว : คพ.ลุยจัดการ “ขยะ-น้ำเสีย” หลังน้ำท่วมสงขลา หาที่พักขยะก่อนกำจัด  

    ช่วยลิงแสม 63 ตัว จับชาวกัมพูชา เครือข่ายค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iHsP5JcEhXQkRmP-AA_65

  • ฤดูท่องเที่ยวกับการจัดการขยะ : ทำอย่างไรให้เที่ยวแบบรักษ์โลกได้จริง

    ฤดูท่องเที่ยวกับการจัดการขยะ : ทำอย่างไรให้เที่ยวแบบรักษ์โลกได้จริง

    ฤดูท่องเที่ยวกับการจัดการขยะ : ทำอย่างไรให้เที่ยวแบบรักษ์โลกได้จริง


    3/12/2568 | 40 |

    เมื่อเข้าสู่ “ฤดูท่องเที่ยว” บรรยากาศแห่งการพักผ่อน ความคึกคักของนักเดินทาง และกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ ล้วนสร้างความสุขให้ผู้คนจำนวนมาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ปริมาณ “ขยะท่องเที่ยว” มักพุ่งสูงขึ้นตามจำนวนผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นแก้วพลาสติก หลอด ขวดน้ำ กล่องอาหาร รวมถึงขยะเศษอาหาร ซึ่งหากไม่มีระบบจัดการที่ดี ก็อาจสะสมจนกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวได้โดยตรง

    บทความนี้ชวนสำรวจความท้าทาย และแนวทางที่ทำได้จริง เพื่อให้การท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้เป็น “การเที่ยวแบบรักษ์โลก” อย่างแท้จริง


    🌍 ขยะท่องเที่ยว : ปัญหาเล็กที่สะสมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่

    แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ชายทะเล น้ำตก ภูเขา รวมถึงเมืองยอดนิยม มักเผชิญขยะที่เกิดจากผู้คนจำนวนมากในช่วงไฮซีซัน เช่น

    • ขวดน้ำและแก้วใช้ครั้งเดียว

    • พลาสติกห่ออาหาร

    • เศษซากอาหารจากการแคมป์ปิ้งหรือปิคนิค

    • หน้ากากอนามัยหรือทิชชู่เปียก ที่ย่อยสลายยาก

    ขยะเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ทัศนียภาพเสีย แต่ยังทำลายระบบนิเวศ เช่น สัตว์ทะเลติดพลาสติก หรือสัตว์ป่ากินขยะจนเป็นอันตราย


    🏞️ ทำไมการจัดการขยะช่วงฤดูท่องเที่ยวจึงท้าทาย ?

    1. ปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในเวลาสั้น ๆ ทำให้ระบบจัดเก็บของท้องถิ่นรองรับไม่ทัน

    2. พฤติกรรม “สะดวกสบายก่อน” เช่น ใช้ของใช้ครั้งเดียวจำนวนมาก

    3. การขาดจุดทิ้งขยะที่เพียงพอ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

    4. ขาดความตระหนักเรื่องการคัดแยกขยะ ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการบางส่วน

    ดังนั้น หากไม่มีการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างรัฐ ชุมชน และนักท่องเที่ยว ปัญหาจะขยายตัวรวดเร็วมากในช่วงเทศกาล


    ✨ เที่ยวแบบรักษ์โลก : ทำอย่างไรให้ทำได้จริง ?

    1) เริ่มจากตัวนักท่องเที่ยว : ปรับพฤติกรรมง่าย ๆ แต่ได้ผล

    • พกแก้วน้ำและขวดน้ำแบบรีฟิล ลดการใช้แก้ว–ขวดพลาสติก

    • พกถุงผ้าและกล่องข้าวส่วนตัว หากมีแผนซื้ออาหารในพื้นที่

    • คัดแยกขยะก่อนทิ้ง โดยเฉพาะขวดแก้ว–พลาสติกที่รีไซเคิลได้

    • งดการทิ้งเศษอาหารในธรรมชาติ เพราะอาจดึงดูดสัตว์ป่าออกมาหาอาหารผิดที่

    • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ครีมกันแดดที่ไม่ทำร้ายปะการัง

    2) ผู้ประกอบการท่องเที่ยว : สร้างระบบรองรับ

    • จัดให้มี จุดคัดแยกขยะชัดเจน และเพียงพอกับจำนวนผู้มาเยือน

    • ส่งเสริม นโยบายงดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น ไม่แจกหลอดพลาสติก

    • ให้ส่วนลดสำหรับผู้ที่ พกภาชนะส่วนตัว

    • ร่วมกับท้องถิ่นจัดกิจกรรมเก็บขยะตามฤดูกาล

    3) หน่วยงานท้องถิ่นและรัฐ : วางระบบที่ยั่งยืน

    • เพิ่ม ถังขยะและระบบขนขยะ ในจุดท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว

    • สนับสนุนโครงการ ขยะแลกแต้ม–ขยะแลกสิทธิประโยชน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจ

    • รณรงค์ให้ชุมชน–ผู้ประกอบการเข้าร่วมการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ

    • ใช้เทคโนโลยี เช่น ถังขยะ IoT หรือ สถานีรีไซเคิลแบบ Smart Station


    🌱 “เที่ยวรักษ์โลก” ไม่ใช่แค่คำสวยหรู… แต่เป็นพฤติกรรมที่ทำได้จริง

    การลดขยะไม่จำเป็นต้องลำบากหรือยุ่งยาก เพราะเริ่มได้จาก การตัดสินใจเล็ก ๆ ทุกครั้งก่อนจะซื้อ–ใช้–ทิ้ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน นักท่องเที่ยวก็เพลิดเพลินได้อย่างไม่ทำร้ายธรรมชาติ ชุมชนท้องถิ่นก็ได้รับประโยชน์ และแหล่งท่องเที่ยวก็สวยงามอย่างยั่งยืน

    ✔️ หากเราทุกคนร่วมกัน “เที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ” ฤดูท่องเที่ยวนี้ก็จะกลายเป็นฤดูกาลที่ธรรมชาติได้พักฟื้นไปพร้อมกับผู้คนเช่นกัน


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/450364&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D8npkpaWEg9ufjCKsguzX

  • ภูกระดึงเปิดเส้นทางน้ำตก 3 แห่งเพิ่มเติม หลังปิดกว่า 1 ปี เหตุช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยว

    ภูกระดึงเปิดเส้นทางน้ำตก 3 แห่งเพิ่มเติม หลังปิดกว่า 1 ปี เหตุช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยว

    อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย ประกาศเปิดเส้นทางท่องเที่ยวน้ำตกเพิ่มเติม 3 แห่ง ได้แก่ น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกโผนพบ และน้ำตกเพ็ญพบใหม่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 พร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

    นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เปิดเผยว่า ทางอุทยานฯ ได้ประเมินสถานการณ์และตรวจสอบความปลอดภัยของพื้นที่อย่างละเอียดแล้ว จึงพร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมน้ำตกทั้ง 3 แห่งเพิ่มเติมจากเดิมที่เปิดเฉพาะน้ำตกถ้ำใหญ่เพียงแห่งเดียว
    การเปิดครั้งนี้เป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้น ภายหลังเหตุการณ์ช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวในปี 2567 โดยกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่นำทางตลอดเส้นทาง เปิดให้บริการระหว่างเวลา 08.30-14.00 น. เท่านั้น ในลักษณะหนึ่งรอบต่อวัน พร้อมมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของเส้นทางทุกวัน

    “หากตรวจสอบแล้วพบว่าเส้นทางไม่ปลอดภัย ทางอุทยานฯ จะแจ้งให้นักท่องเที่ยวทราบทันที และหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะประกาศให้ทราบต่อไป” นายภูวนัย กล่าว
    สำหรับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ภายในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยนักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
    การเปิดเส้นทางน้ำตกเพิ่มเติมในครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่รอคอยจะได้สัมผัสความงามของธรรมชาติบนยอดภูกระดึงอย่างครบถ้วนมากขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูท่องเที่ยว


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62449&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw232Edjv3vQTYWE9Ir4Z-SV