Blog

  • BDMS Wellness Clinic เดินหน้าขยายเครือข่ายสุขภาพสู่ตะวันออกกลาง “เสริมพลังความร่วมมือระดับสากล ปักหมุดไทยสู่ Wellness Hub ระดับโลก” | TOPNEWS

    10 ธันวาคม 2568 – บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติจาก นางสาววารุณี ปั้นกระจ่าง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน เพื่อหารือแนวทางสานต่อความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างไทยและโอมาน ภายใต้แนวคิด “Health Vision 2050” ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวด้านระบบสุขภาพของโอมานในมิติที่สำคัญ ทั้งด้านการเงินสุขภาพ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การให้บริการทางการแพทย์ เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจและวิสัยทัศน์ Wellness Hub Thailand ของนายแพทย์ตนุพล ในการผลักดัน Wellness Tourism ของไทยสู่ระดับสากล พร้อมผลักดันประเทศไทยให้เป็น Wellness Hub ระดับโลก

    Wealthy but Unhealthy: ความร่ำรวยอย่างเดียว อาจไม่ตอบโจทย์? เมื่อโอมานกำลังเผชิญความท้าทายจาก NCDs ในสังคมผู้สูงวัย

    โอมานนับเป็นหนึ่งในตลาดศักยภาพสูงของภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่น ทั้งในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสุขภาพ สะท้อนจากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ เดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งระบุว่า กลุ่มประเทศความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) มี GDP รวมสูงถึง 2.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 44.51% ของ GDP ทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง และ 1.89% ของ GDP โลก พร้อมจำนวนประชากร 62.47 ล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับสูงติดอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง รวมถึงความต้องการบริการสุขภาพคุณภาพระดับพรีเมียมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม แม้โอมานจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่งคั่งและมีรายได้ต่อบุคคลสูง แต่ประชากรยังคงเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งถือเป็นปัญหาหลัก โดยข้อมูลจาก World Health Organization หรือ WHO เผยว่า กว่า 80% ของผู้เสียชีวิตในประเทศโอมาน เกิดจากโรค NCDs คิดเป็นประมาณ 13,000 รายต่อปี หรือ เฉลี่ย 1.5 รายต่อชั่วโมง โดยโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคทางเดินหายใจเรื้อรังตามลำดับ

    โรคอ้วนในโอมาน: ประเด็นสุขภาพสาธารณะที่แฝงอยู่ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชากรโอมานกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพที่ซับซ้อนขึ้นจากภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) สะท้อนภาพที่ชัดเจนถึงบทบาทของ “ภาวะอ้วน” ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นประเด็นด้านรูปลักษณ์ภายนอก หากแต่เป็นจุดตั้งต้นสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลากหลายชนิดดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดย ณ ปัจจุบัน พบว่าชาวโอมานกว่า 66.9% หรือราว 3,328,275 คน อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างระบบสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างอนาคตสุขภาพที่มั่นคงให้กับประเทศ

    นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจัยหลักที่ทำให้ภาวะอ้วนเพิ่มสูงขึ้นในหมู่ประชาชนชาวโอมาน มาจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการบริโภคที่เน้นความสะดวกและรวดเร็ว การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง การเคลื่อนไหวของร่างกายที่ลดลงจากการมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายในชีวิตประจำวัน ตลอดจนชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานซึ่งทำให้เวลาสำหรับการดูแลตนเองลดน้อยลง ปัจจัยเหล่านี้ได้ค่อย ๆ หล่อหลอมจนเกิดภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเกิดโรคอ้วนจึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”

    “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือ Proactive Healthcare จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เราตรวจพบความเสี่ยงและป้องกันโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการปรับวิถีชีวิตให้สมดุล ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมการดูแลตนเองเชิงรุกที่สามารถป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว และสนับสนุนให้ระบบสุขภาพของประเทศมีความยืดหยุ่น แข็งแรง และพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาวะในอนาคต” นายแพทย์ตนุพล กล่าวเพิ่มเติม

    เศรษฐกิจ Wellness: ขุมทรัพย์ล้ำค่าของประเทศไทย สู่การขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หนึ่งในแนวโน้มที่กำลังได้รับความนิยมและมีบทบาทสำคัญระดับโลก คือ ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ (Wellness Economy) ซึ่งเน้นการลงทุนและการพัฒนาบริการที่ส่งเสริมสุขภาพร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตโดยรวม โดยอ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดของ Global Wellness Institute (GWI) พบว่า เศรษฐกิจเวลเนสทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 7.6% ต่อปีในช่วงปี 2024–2029 โดยในบรรดาภาคส่วนของเศรษฐกิจเวลเนส การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างโดดเด่น โดยอยู่ในอันดับที่ 5 รองจากภาคส่วนสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์เชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) การแพทย์แผนโบราณและการแพทย์ทางเลือก (Traditional & Complementary Medicine) การดูแลสุขภาพจิต (Mental Wellness) และ การบำบัดด้วยน้ำแร่และน้ำพุร้อนธรรมชาติ (Thermal & Mineral Springs Therapy)

    สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ด้วยบริการด้านสุขภาพต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์การพักผ่อนผสานกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และประสบการณ์ด้านสุขภาพในมิติที่หลากหลาย ตั้งแต่การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน การฟื้นฟูร่างกายหลังเจ็บป่วย การรักษาเฉพาะทาง ไปจนถึงการพักผ่อนเชิง Wellness ที่ผสมผสานศาสตร์การแพทย์ไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน เข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิม พร้อมทั้งโอบล้อมด้วยทิวทัศน์และธรรมชาติอันงดงามในประเทศไทย อย่างภูเขา ทะเล และแม่น้ำ สร้างบรรยากาศผ่อนคลายที่เอื้อต่อการฟื้นฟูร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาน ทำให้ผู้มาเยือนได้รับประสบการณ์ที่ส่งเสริมสุขภาพครบมิติที่หลากหลาย

    ด้วยเหตุนี้ การให้ความสำคัญกับบริการที่มุ่งส่งเสริมสุขภาพจึงกลายเป็นปัจจัยดึงดูดความสนใจจากทั้งประชากรในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยศักยภาพและความได้เปรียบทางด้านต่าง ๆ ของประเทศไทย ไม่เพียงแค่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ยังเสริมสร้างรายได้และการเติบโตของ GDP ในภาคการท่องเที่ยว และยังสะท้อนถึงศักยภาพของไทยในการต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness Hub ในระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Health Vision 2050 ของโอมาน ที่สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสใหม่ในการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ Wellness ระหว่างสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการมอบบริการสุขภาพ การสนับสนุนทางการแพทย์ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งไทยสามารถตอบโจทย์ได้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ทันสมัย บริการสุขภาพและ Wellness มาตรฐานสากล ชื่อเสียงด้าน Hospitality ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง รวมถึงโรงพยาบาล คลินิกด้านการดูแลสุขภาพระดับลักชัวรี และความชำนาญการด้าน Holistic & Preventive Healthcare ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพสมัยใหม่ของโอมานอย่างเป็นรูปธรรม

    • เกี่ยวกับ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก

    บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เครือข่ายผู้ให้บริการโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย ให้บริการการป้องกันโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และดูแลสุขภาพแบบองค์รวม รวมถึงการดูแลด้านทันตรรม เวชศาสตร์การกีฬาและรักษาภาวะเจริญพันธุ์ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะเป้าหมายระยะยาวคือ ต้องการเห็นคนอายุยืนอย่างมีคุณภาพ มีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งกายและใจอย่างยั่งยืน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1419511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r7RoMKDmGxiahDCL_2eTh

  • BDMS Wellness Clinic เดินหน้าขยายเครือข่ายสุขภาพสู่ตะวันออกกลาง “เสริมพลังความร่วมมือระดับสากล ปักหมุดไทยสู่ Wellness Hub ระดับโลก” | TOPNEWS

    10 ธันวาคม 2568 – บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติจาก นางสาววารุณี ปั้นกระจ่าง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน เพื่อหารือแนวทางสานต่อความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างไทยและโอมาน ภายใต้แนวคิด “Health Vision 2050” ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวด้านระบบสุขภาพของโอมานในมิติที่สำคัญ ทั้งด้านการเงินสุขภาพ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การให้บริการทางการแพทย์ เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจและวิสัยทัศน์ Wellness Hub Thailand ของนายแพทย์ตนุพล ในการผลักดัน Wellness Tourism ของไทยสู่ระดับสากล พร้อมผลักดันประเทศไทยให้เป็น Wellness Hub ระดับโลก

    Wealthy but Unhealthy: ความร่ำรวยอย่างเดียว อาจไม่ตอบโจทย์? เมื่อโอมานกำลังเผชิญความท้าทายจาก NCDs ในสังคมผู้สูงวัย

    โอมานนับเป็นหนึ่งในตลาดศักยภาพสูงของภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่น ทั้งในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสุขภาพ สะท้อนจากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ เดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งระบุว่า กลุ่มประเทศความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) มี GDP รวมสูงถึง 2.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 44.51% ของ GDP ทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง และ 1.89% ของ GDP โลก พร้อมจำนวนประชากร 62.47 ล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับสูงติดอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง รวมถึงความต้องการบริการสุขภาพคุณภาพระดับพรีเมียมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม แม้โอมานจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่งคั่งและมีรายได้ต่อบุคคลสูง แต่ประชากรยังคงเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งถือเป็นปัญหาหลัก โดยข้อมูลจาก World Health Organization หรือ WHO เผยว่า กว่า 80% ของผู้เสียชีวิตในประเทศโอมาน เกิดจากโรค NCDs คิดเป็นประมาณ 13,000 รายต่อปี หรือ เฉลี่ย 1.5 รายต่อชั่วโมง โดยโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคทางเดินหายใจเรื้อรังตามลำดับ

    โรคอ้วนในโอมาน: ประเด็นสุขภาพสาธารณะที่แฝงอยู่ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชากรโอมานกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพที่ซับซ้อนขึ้นจากภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) สะท้อนภาพที่ชัดเจนถึงบทบาทของ “ภาวะอ้วน” ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นประเด็นด้านรูปลักษณ์ภายนอก หากแต่เป็นจุดตั้งต้นสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลากหลายชนิดดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดย ณ ปัจจุบัน พบว่าชาวโอมานกว่า 66.9% หรือราว 3,328,275 คน อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างระบบสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างอนาคตสุขภาพที่มั่นคงให้กับประเทศ

    นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจัยหลักที่ทำให้ภาวะอ้วนเพิ่มสูงขึ้นในหมู่ประชาชนชาวโอมาน มาจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการบริโภคที่เน้นความสะดวกและรวดเร็ว การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง การเคลื่อนไหวของร่างกายที่ลดลงจากการมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายในชีวิตประจำวัน ตลอดจนชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานซึ่งทำให้เวลาสำหรับการดูแลตนเองลดน้อยลง ปัจจัยเหล่านี้ได้ค่อย ๆ หล่อหลอมจนเกิดภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเกิดโรคอ้วนจึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”

    “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือ Proactive Healthcare จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เราตรวจพบความเสี่ยงและป้องกันโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการปรับวิถีชีวิตให้สมดุล ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมการดูแลตนเองเชิงรุกที่สามารถป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว และสนับสนุนให้ระบบสุขภาพของประเทศมีความยืดหยุ่น แข็งแรง และพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาวะในอนาคต” นายแพทย์ตนุพล กล่าวเพิ่มเติม

    เศรษฐกิจ Wellness: ขุมทรัพย์ล้ำค่าของประเทศไทย สู่การขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หนึ่งในแนวโน้มที่กำลังได้รับความนิยมและมีบทบาทสำคัญระดับโลก คือ ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ (Wellness Economy) ซึ่งเน้นการลงทุนและการพัฒนาบริการที่ส่งเสริมสุขภาพร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตโดยรวม โดยอ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดของ Global Wellness Institute (GWI) พบว่า เศรษฐกิจเวลเนสทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 7.6% ต่อปีในช่วงปี 2024–2029 โดยในบรรดาภาคส่วนของเศรษฐกิจเวลเนส การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างโดดเด่น โดยอยู่ในอันดับที่ 5 รองจากภาคส่วนสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์เชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) การแพทย์แผนโบราณและการแพทย์ทางเลือก (Traditional & Complementary Medicine) การดูแลสุขภาพจิต (Mental Wellness) และ การบำบัดด้วยน้ำแร่และน้ำพุร้อนธรรมชาติ (Thermal & Mineral Springs Therapy)

    สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ด้วยบริการด้านสุขภาพต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์การพักผ่อนผสานกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และประสบการณ์ด้านสุขภาพในมิติที่หลากหลาย ตั้งแต่การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน การฟื้นฟูร่างกายหลังเจ็บป่วย การรักษาเฉพาะทาง ไปจนถึงการพักผ่อนเชิง Wellness ที่ผสมผสานศาสตร์การแพทย์ไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน เข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิม พร้อมทั้งโอบล้อมด้วยทิวทัศน์และธรรมชาติอันงดงามในประเทศไทย อย่างภูเขา ทะเล และแม่น้ำ สร้างบรรยากาศผ่อนคลายที่เอื้อต่อการฟื้นฟูร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาน ทำให้ผู้มาเยือนได้รับประสบการณ์ที่ส่งเสริมสุขภาพครบมิติที่หลากหลาย

    ด้วยเหตุนี้ การให้ความสำคัญกับบริการที่มุ่งส่งเสริมสุขภาพจึงกลายเป็นปัจจัยดึงดูดความสนใจจากทั้งประชากรในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยศักยภาพและความได้เปรียบทางด้านต่าง ๆ ของประเทศไทย ไม่เพียงแค่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ยังเสริมสร้างรายได้และการเติบโตของ GDP ในภาคการท่องเที่ยว และยังสะท้อนถึงศักยภาพของไทยในการต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness Hub ในระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Health Vision 2050 ของโอมาน ที่สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสใหม่ในการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ Wellness ระหว่างสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการมอบบริการสุขภาพ การสนับสนุนทางการแพทย์ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งไทยสามารถตอบโจทย์ได้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ทันสมัย บริการสุขภาพและ Wellness มาตรฐานสากล ชื่อเสียงด้าน Hospitality ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง รวมถึงโรงพยาบาล คลินิกด้านการดูแลสุขภาพระดับลักชัวรี และความชำนาญการด้าน Holistic & Preventive Healthcare ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพสมัยใหม่ของโอมานอย่างเป็นรูปธรรม

    • เกี่ยวกับ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก

    บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เครือข่ายผู้ให้บริการโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย ให้บริการการป้องกันโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และดูแลสุขภาพแบบองค์รวม รวมถึงการดูแลด้านทันตรรม เวชศาสตร์การกีฬาและรักษาภาวะเจริญพันธุ์ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะเป้าหมายระยะยาวคือ ต้องการเห็นคนอายุยืนอย่างมีคุณภาพ มีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งกายและใจอย่างยั่งยืน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1419511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r7RoMKDmGxiahDCL_2eTh

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 10/12/2025 23:51

    “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” โชว์ Unseen ไท ไทย “ประเพณีเจดีย์ข้าว-มะพร้าวแก้วขวัญหอม-ผ้าขิดลายดอกจันทร์-สุราไทหล่ม” ใช้ “ทุนวัฒนธรรม” สร้างเศรษฐกิจฐานราก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” บ้านท่าช้าง และพิธีเปิดงานประเพณีเจดีย์ข้าววัดโฆษา ประจำปี 2568 โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงกระทรวงวัฒนธรรม นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ พี่น้องชาวชุมชนบ้านท่าช้าง สื่อมวลชน และท่านผู้มีเกียรติ เข้าร่วม ณ วัดโฆษา บ้านท่าช้าง หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ กิจกรรมภายในงาน อาทิ ขบวนแห่วิถีชีวิตการทำนา พิธีบวงสรวงบูชาพระแม่โพสพ โดยชุมชนตำบลห้วยไร่ จำนวน 200 คน การแสดงการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น “ฟ้อนถวายอาลัย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้” พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่ยอดเจดีย์ข้าว เปิดตลาดวัฒนธรรม“หลวงพระบาง 2” เยี่ยมชมบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) และสินค้าชุมชนคุณธรรมพลังบวร

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากชุมชน ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โดยได้คัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพทั่วประเทศ และมอบรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ในแต่ละปี เพื่อผลักดันให้ชุมชนเหล่านี้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่จะมอบประสบการณ์การเรียนรู้อัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งแก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชนเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้ลูกหลานได้กลับภูมิลำเนาดูแลครอบครัวอีกด้วย ทั้งนี้ วธ. ยังได้ขับเคลื่อนนโยบาย unseen “ไท ไทย” 4 ด้าน ได้แก่ ไท-ดั้งเดิม (Traditional Thai) ไท-ร่วมสมัย (Contemporary Thai) ไท-ประสบการณ์ (Experiential Thai) และ ไท-เชื่อมโยง (Connected Thai) โดยใช้ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบนี้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค ทั้งกับชุมชนใกล้เคียง องค์กร รวมถึงการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ เพื่อเสริมพลังความร่วมมือให้เกิดความยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ขอชื่นชมชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ในการเป็นชุมชนที่มีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความสุข มีความรักความสามัคคี มีการอนุรักษ์สืบสาน รักษา ต่อยอด วัฒนธรรมของท้องถิ่นไว้อย่างดียิ่ง มีความพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างดี การลงพื้นที่เปิดสุดยอดชุมชนดังกล่าว จึงนับเป็นการย่อย่องและชื่นชมจังหวัดเพชรบูรณ์ และชาวชุมชนบ้านท่าช้าง ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ให้ความสำคัญ ในการสร้างสรรค์งานอันยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยคุณค่า ร่วมแรงร่วมใจผลักดันขับเคลื่อนงานเที่ยวชุมชน ยลวิถีได้สำเร็จ เป็นที่ยอมรับ และเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทย

    ทั้งนี้ ชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการยกย่องด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ “ประเพณีเจดีย์ข้าว” ซึ่งเป็นการสืบสานบุญคูณลานเพื่อบูชาพระแม่โพสพ อีกทั้งยังส่งเสริมความสามัคคีผ่านกิจกรรม “ลงแขก” ทำนาแบบดั้งเดิมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ได้ตั้งแต่การหว่านกล้าไปจนถึงการเก็บเกี่ยวรวงข้าว นอกจากนี้ ภายในพื้นที่วัดโฆษายังเป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชวัดโฆษา ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนาและสังคมของตำบลห้วยไร่ โดยมีนักเล่าเรื่องชุมชนเป็นผู้นำชม ส่วนด้านผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม กลุ่มหัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษาได้อนุรักษ์และพัฒนาผ้าขิดลายดั้งเดิมอย่าง “ลายดอกจันทร์” ให้มีความทันสมัยสู่สากล โดยคงไว้ซึ่งเทคนิคและเอกลักษณ์ดั้งเดิม ขณะเดียวกัน ชุมชนยังรวมตัวกันจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน นำทุนทางวัฒนธรรมมารังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมชุมชน (CPOT) อาทิ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ มะพร้าวแก้ว และ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ภายใต้ตราสินค้า “ขวัญหอม” เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริม และยังมีผลิตภัณฑ์ “สุราไทหล่ม” ซึ่งเป็นสุรากลั่นพื้นบ้านจากพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด เช่น ข้าวเหนียว มะขาม และมะพร้าว ที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมและจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างถูกต้อง โดยใช้ตราสินค้า “ไทหล่ม” แสดงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นและต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

    596413524_891646523293464_7164627788404533523_n

    5111

    “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ฮาร์บินเปิดตัว ‘มิสเตอร์สโนว์แมน’ ปีนี้สูง 23.8 เมตร

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนวางรางรถไฟความเร็วสูงสายเหนือสุดไปฮาร์บินเสร็จสมบูรณ์

    “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” ชี้ชัด รัฐธรรมนูญเหมือนเข็มทิศแผนที่ประเทศ แต่สำคัญสุดคือ จิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของประชาชน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) อากาศเย็นยะเยือกในจีนเปลี่ยน ‘เต้าหู้’เป็นใบมีด

    BDMS Wellness Clinic เดินหน้าขยายเครือข่ายสุขภาพสู่ตะวันออกกลาง “เสริมพลังความร่วมมือระดับสากล ปักหมุดไทยสู่ Wellness Hub ระดับโลก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1419582&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JDA3fFNXRGakc0gGC1hWN

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “4 สินค้า GI” ลุยขอบสนาม “ซีเกมส์” โชว์อัตลักษณ์รสเลิศ ในงาน “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างพลังชุมชนไทยในเวทีอาเซียน

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “4 สินค้า GI” ลุยขอบสนาม “ซีเกมส์” โชว์อัตลักษณ์รสเลิศ ในงาน “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างพลังชุมชนไทยในเวทีอาเซียน

    ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนแฟนกีฬาชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมชมและเชียร์มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พร้อมชิมและช้อปสินค้า GI ตัวดัง ของดีจาก 4 จังหวัด ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย ในงาน “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” พร้อมด้วยของกิน ของใช้ และของที่ระลึกอีกมากมาย ตั้งแต่วันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ

    ​นางอรมน เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าขานรับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในการสร้าง Quick Big Win ผ่านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และขยายโอกาสทางกาตตลาดสู่ระดับสากล เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบทางการค้าในมิติต่างๆ ให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรในชุมชนท้องถิ่น อันมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ซึ่งภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จัดงาน “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” แบบติดขอบสนาม เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าไทยสู่สายตานานาชาติ พร้อมนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากท้องถิ่นต่างๆ ให้เหล่ากองเชียร์ นักท่องเที่ยว นักกีฬา ทีมงาน และสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ได้สัมผัสคุณภาพสินค้าไทยและเลือกซื้อกันได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น

    ​ทั้งนี้ กรมได้มอบรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข) นำผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ร่วมจำหน่ายในงาน “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” ณ บริเวณสนามราชมังคลากีฬาสถาน การกีฬาแห่งประเทศไทย โดยการเปิดงานโซนดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ได้รับเกียรติจากรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ (ร้อยตรีจักรา ยอดมณี) เป็นประธาน ร่วมด้วยนักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “รัศมีแข” นำเยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าของกระทรวงพาณิชย์และไลฟ์สดบรรยากาศภายในงาน ช่วยสร้างสีสันและความคึกคักให้กับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี โดยมีแฟนๆ และผู้เกี่ยวข้องในแวดวงกีฬา ทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะมาชิมและช้อปของดีของไทยเป็นจำนวนมาก นับเป็นโอกาสอันดีในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านผลิตภัณฑ์ GI ซึ่งเป็นสินค้าที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ส่งตรงจากแหล่งผลิตมาร่วมจำหน่ายในงานนี้โดยเฉพาะ

    ​สินค้า GI ที่ร่วมในงานจำนวน 4 รายการ ประกอบด้วย มะพร้าวบ้านแพ้ว จากสมุทรสาคร เนื้อมะพร้าวเหนียวนุ่ม น้ำมะพร้าวรสหวานชื่นใจ กลิ่นหอมคล้ายใบเตย เป็นผลผลิตจากพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน ปลาทูแม่กลอง ของดีสมุทรสงคราม กับลักษณะโดดเด่น หน้างอคอหัก เนื้อแน่น หอม และมีมันมากเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม ผลค่อนข้างใหญ่ เนื้อฉ่ำละเอียด รสชาติหวาน อมเปรี้ยว ปลูกบนพื้นที่สวนริมน้ำที่มีดินตะกอนทะเลอุดมสมบูรณ์ ขนมหม้อแกงเมืองเพชร ขนมไทยสูตรดั้งเดิมจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นจังหวัดเพชรบุรี ใช้น้ำตาลโตนดเมืองเพชรเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้ขนมหม้อแกงมีรสชาติหวานกลมกล่อม เนื้อเนียนหอมมันเป็นเอกลักษณ์ อร่อยไม่แพ้ขนมพุดดิ้งของต่างประเทศ​

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การสนับสนุนสินค้า GI ไม่เพียงเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรในท้องถิ่น แต่ยังเป็นการต่อยอดมูลค่าผลผลิตไทยและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง โดยใช้เวทีซีเกมส์ครั้งนี้เป็นโอกาสในถ่ายทอดอัตลักษณ์ของสินค้า GI ให้ทั้งชาวไทยและต่างชาติได้รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมสินค้า GI จะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

    ​กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอเชิญแฟนกีฬาผู้ชมซีเกมส์และผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง แวะมา ชิม ช้อป เชียร์ และสนับสนุนสินค้า GI รวมทั้งของกิน ของใช้ และของที่ระลึกของไทยอีกหลากหลายประเภท ได้ที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน การกีฬาแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 – 20.00 น. เพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความสมัครสมานสามัคคีในการแข่งขันกีฬาและได้ร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นไทยไปพร้อมกัน อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/980632&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hxX1aTEVY4DDAnr_moRdI

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 10/12/2025 23:51

    “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” โชว์ Unseen ไท ไทย “ประเพณีเจดีย์ข้าว-มะพร้าวแก้วขวัญหอม-ผ้าขิดลายดอกจันทร์-สุราไทหล่ม” ใช้ “ทุนวัฒนธรรม” สร้างเศรษฐกิจฐานราก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” บ้านท่าช้าง และพิธีเปิดงานประเพณีเจดีย์ข้าววัดโฆษา ประจำปี 2568 โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงกระทรวงวัฒนธรรม นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ พี่น้องชาวชุมชนบ้านท่าช้าง สื่อมวลชน และท่านผู้มีเกียรติ เข้าร่วม ณ วัดโฆษา บ้านท่าช้าง หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ กิจกรรมภายในงาน อาทิ ขบวนแห่วิถีชีวิตการทำนา พิธีบวงสรวงบูชาพระแม่โพสพ โดยชุมชนตำบลห้วยไร่ จำนวน 200 คน การแสดงการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น “ฟ้อนถวายอาลัย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้” พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่ยอดเจดีย์ข้าว เปิดตลาดวัฒนธรรม“หลวงพระบาง 2” เยี่ยมชมบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) และสินค้าชุมชนคุณธรรมพลังบวร

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากชุมชน ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โดยได้คัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพทั่วประเทศ และมอบรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ในแต่ละปี เพื่อผลักดันให้ชุมชนเหล่านี้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่จะมอบประสบการณ์การเรียนรู้อัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งแก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชนเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้ลูกหลานได้กลับภูมิลำเนาดูแลครอบครัวอีกด้วย ทั้งนี้ วธ. ยังได้ขับเคลื่อนนโยบาย unseen “ไท ไทย” 4 ด้าน ได้แก่ ไท-ดั้งเดิม (Traditional Thai) ไท-ร่วมสมัย (Contemporary Thai) ไท-ประสบการณ์ (Experiential Thai) และ ไท-เชื่อมโยง (Connected Thai) โดยใช้ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบนี้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค ทั้งกับชุมชนใกล้เคียง องค์กร รวมถึงการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ เพื่อเสริมพลังความร่วมมือให้เกิดความยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ขอชื่นชมชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ในการเป็นชุมชนที่มีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความสุข มีความรักความสามัคคี มีการอนุรักษ์สืบสาน รักษา ต่อยอด วัฒนธรรมของท้องถิ่นไว้อย่างดียิ่ง มีความพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างดี การลงพื้นที่เปิดสุดยอดชุมชนดังกล่าว จึงนับเป็นการย่อย่องและชื่นชมจังหวัดเพชรบูรณ์ และชาวชุมชนบ้านท่าช้าง ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ให้ความสำคัญ ในการสร้างสรรค์งานอันยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยคุณค่า ร่วมแรงร่วมใจผลักดันขับเคลื่อนงานเที่ยวชุมชน ยลวิถีได้สำเร็จ เป็นที่ยอมรับ และเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทย

    ทั้งนี้ ชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการยกย่องด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ “ประเพณีเจดีย์ข้าว” ซึ่งเป็นการสืบสานบุญคูณลานเพื่อบูชาพระแม่โพสพ อีกทั้งยังส่งเสริมความสามัคคีผ่านกิจกรรม “ลงแขก” ทำนาแบบดั้งเดิมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ได้ตั้งแต่การหว่านกล้าไปจนถึงการเก็บเกี่ยวรวงข้าว นอกจากนี้ ภายในพื้นที่วัดโฆษายังเป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชวัดโฆษา ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนาและสังคมของตำบลห้วยไร่ โดยมีนักเล่าเรื่องชุมชนเป็นผู้นำชม ส่วนด้านผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม กลุ่มหัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษาได้อนุรักษ์และพัฒนาผ้าขิดลายดั้งเดิมอย่าง “ลายดอกจันทร์” ให้มีความทันสมัยสู่สากล โดยคงไว้ซึ่งเทคนิคและเอกลักษณ์ดั้งเดิม ขณะเดียวกัน ชุมชนยังรวมตัวกันจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน นำทุนทางวัฒนธรรมมารังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมชุมชน (CPOT) อาทิ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ มะพร้าวแก้ว และ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ภายใต้ตราสินค้า “ขวัญหอม” เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริม และยังมีผลิตภัณฑ์ “สุราไทหล่ม” ซึ่งเป็นสุรากลั่นพื้นบ้านจากพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด เช่น ข้าวเหนียว มะขาม และมะพร้าว ที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมและจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างถูกต้อง โดยใช้ตราสินค้า “ไทหล่ม” แสดงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นและต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

    5111

    ฮาร์บินเปิดตัวสโนว์แมน2

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ฮาร์บินเปิดตัว ‘มิสเตอร์สโนว์แมน’ ปีนี้สูง 23.8 เมตร

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนวางรางรถไฟความเร็วสูงสายเหนือสุดไปฮาร์บินเสร็จสมบูรณ์

    “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” ชี้ชัด รัฐธรรมนูญเหมือนเข็มทิศแผนที่ประเทศ แต่สำคัญสุดคือ จิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของประชาชน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) อากาศเย็นยะเยือกในจีนเปลี่ยน ‘เต้าหู้’เป็นใบมีด

    BDMS Wellness Clinic เดินหน้าขยายเครือข่ายสุขภาพสู่ตะวันออกกลาง “เสริมพลังความร่วมมือระดับสากล ปักหมุดไทยสู่ Wellness Hub ระดับโลก”

    “โฆษกทบ.” โต้ “กลาโหมกัมพูชา” แถลงบิดเบือนซ้ำๆ งัดหลักฐานแฉโลก “พระวิหาร” ถูกใช้เป็นที่ตั้งทางทหาร สร้างดราม่าโจมตีไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1419582&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JDA3fFNXRGakc0gGC1hWN

  • แพลทินัม มอบทุนสนับสนุนการศึกษา 2568

    บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นิติบุคคลอาคารชุด เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ จัดกิจกรรมแพลทินัมมอบทุนสนับสนุนการศึกษาประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมีวัตุประสงค์เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนไทยได้เติบโตไปอย่างมีความรู้ความสามารถพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการมอบทุนสนับสนุนการศึกษามาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9

    ภายในงานได้รับเกียรติจากนายพลากร สุวรรณรัฐ ประธานกรรมการ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษา จำนวน 188 ทุน รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท ให้แก่บุตรข้าราชการ พนักงานและนักเรียน ภายใต้สังกัด เขตราชเทวี เขตปทุมวัน สถานีตำรวจนครบาลพญาไท สถานีตำรวจนครบาล    ลุมพินี และ บมจ.เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป พร้อมด้วยนายสุรชัย โชติจุฬางกูร ประธานกรรมการบริหาร ร่วมมอบทุนด้วย

    โดยมี ดร.อภิชาต แสนมาโนช ผู้อำนวยการเขตราชเทวี , ดร.นรเทพ ชูพูล ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน , พ.ต.ท. วุฒินันท์ สอนทอง สารวัตรธุรการ สน.พญาไท , พ.ต.ท.อดินันท์ ศรีนุเสน รองสารวัตรอำนวยการ สน. ลุมพินี ร่วมรับมอบ พร้อมด้วยนางปัญจพร โชติจุฬางกูร กรรมการบริหาร, นางสุฐิตา ภิรมย์ภักดี กรรมการบริหาร พล.ต.อ. บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ กรรมการอิสระ นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการอิสระ และผู้บริหาร บมจ.เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป ร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าเดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ชั้น G

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1551028&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ip4yV46AtBYTnPEuZ0C8e

  • ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

    ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

    ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมาย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์แล้ว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

    เมื่อเที่ยงคืนวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์แล้ว นับเป็นประเทศแรกของโลกที่มีมาตรการเช่นนี้ ส่งผลให้เด็กกว่า 5 ล้านคนในประเทศ ไม่สามารถล็อกอินเข้าบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเองได้อีกต่อไป

    ตามข้อกำหนดในกฎหมายใหม่นี้ พ่อแม่กับลูกที่ฝ่าฝืนจะไม่ต้องรับโทษใดๆ แต่บริษัทเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่อนุญาตให้เด็กใช้งานจะถูกปรับเงินสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1 พันล้านบาท)

    แพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, Threads, TikTok, X, YouTube, Reddit และแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Kick และ Twitch

    แต่แพลตฟอร์มสำหรับเด็กอย่าง YouTube Kids, Google Classroom และแอปพลิเคชันส่งข้อความอย่าง WhatsApp จะยังคงเปิดให้เด็กเล็กใช้งานได้

    รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า การแบนนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องเยาวชนจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย โดยอ้างผลการศึกษาฉบับหนึ่งซึ่งพบว่า 96% ของเด็กอายุ 10-15 ปีในออสเตรเลีย ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ และ 7 ใน 10 ส่วนของจำนวนนี้ ได้สัมผัสกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่น การแสดงความเกลียดชังผู้หญิง, มีความรุนแรง รวมถึงเนื้อหาที่ส่งเสริมการกินที่ผิดปกติและการจบชีวิตตัวเอง

    แต่นักวิจารณ์ชี้ว่า การทำเช่นนี้อาจเป็นการตัดขาดวัยรุ่นที่อยู่ในสภาพเปราะบางจากสังคม และผลักเด็กๆ เข้าสู่มุมมืดที่ไม่มีการตรวจสอบในอินเทอร์เน็ต

    เด็กชาย เอสซา โชลล์ ชาวเมลเบิร์นอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยอัมพาตเขตขาทั้ง 4 ส่วน บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า โซเชียลมีเดียทำให้เขาสามารถเข้าถึงชุมชนของผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกันได้

    “ผมติดตาม NBA, ฟุตบอลออสเตรเลีย, ผมติดตามบัญชีเกี่ยวกับภาพยนตร์และดนตรี” โชลล์กล่าวก่อนที่ข้อห้ามจะมีผลบังคับใช้ “การแบนโซเชียลมีเดียจะทำให้โลกของผมเล็กลง”

    ขณะที่เด็กหญิง ปาโลมา อายุ 12 ปี ในนครซิดนีย์กล่าวว่า เธอใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียระหว่าง 30 นาทีถึงสองชั่วโมงต่อวัน และเธอเสียใจกับการแบน

    “ฉันรู้สึกไม่พอใจ… เพราะฉันเป็นส่วนหนึ่งของหลายชุมชนบน Snapchat และ TikTok” ปาโลมากล่าว “ฉันได้พัฒนาความเป็นเพื่อนที่ดีบนแอปพลิเคชันเหล่านี้ กับผู้คนในสหรัฐฯ และนิวซีแลนด์ ที่มีสิ่งที่สนใจร่วมกัน เช่น การเล่นเกม และมันทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น”

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2900874&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2naQAsQ3dDHGG33wQXKF9E

  • “โค้ชหนึ่ง” พอใจฟอร์มแข้งชบาแก้ว พร้อมศึกษาคู่แข่งรอบตัดเชือกซีเกมส์แล้ว

    “โค้ชหนึ่ง” พอใจฟอร์มแข้งชบาแก้ว พร้อมศึกษาคู่แข่งรอบตัดเชือกซีเกมส์แล้ว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/sports/116162&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DoQ3iQ_TKT79jq9azEU3Z

  • เปิดสมรรถนะ ‘PHL-03’ จรวดหลายลำกล้องพิสัยไกล 130 กม.ที่กัมพูชาเตรียมขนมารบกับไทย

    ทำความรู้จัก ‘PHL-03’ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีรายงานว่ากัมพูชาเตรียมขนมาใช้รบกับไทย ซึ่งเป็นระบบจรวดหลายลำกล้องพิสัยไกลจากจีนขนาด 300 มม.จำนวน 12 ท่อที่ติดตั้งบนรถบรรทุก 1 คัน สามารถยิงจรวดหนักกว่า 800 กิโลกรัมได้ไกลถึง 70-130 กม. ในขณะที่เครื่องยิงจรวด ‘BM-21’ ที่กัมพูชาใช้งานอยู่ ยิงได้ไกลแค่ 15-40 กม.เท่านั้น  

    ส่วนใหญ่มักถูกใช้ยิงถล่มพื้นที่กว้าง ซึ่งการยิงเต็มชุด 1 ครั้งสามารถครอบคลุมพื้นที่หลายสิบเฮกตาร์ จึงเป็นระบบอาวุธที่เหมาะกับการทำลาย หรือกดดันฝ่ายตรงข้ามในระดับยุทธการ สำหรับพิสัยการยิงสูงสุด 130 กม.อาจกระทบถึงพื้นที่ใน 9 จังหวัดของไทย ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด 

    ระบบ PHL-03 มีระบบควบคุมการยิงด้วยคอมพิวเตอร์( FCS ) ที่รวมระบบนำทางด้วยดาวเทียม GPS / GLONASS / BeiDou ทำให้เล็ง ยิง และเปลี่ยนตำแหน่งได้เร็ว ซึ่งเหมาะกับการ ‘ยิงแล้วถอย’   

    นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังพัฒนาจากระบบปืนใหญ่จรวด ‘BM-30 Smerch’ ที่ผลิตในสหภาพโซเวียต ซึ่งบทบาทหลักของเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องนี้ก็คือ ‘การโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์’ เช่น กองกำลังขนาดใหญ่ สนามบิน ศูนย์บัญชาการ กองร้อยป้องกันภัยทางอากาศ และยังใช้ในภารกิจยิงตอบโต้ปืนใหญ่อีกด้วย 

    สำหรับหัวรบได้แก่ :  

    • หัวรบแบบกระจายแรงระเบิดสูง (HE-FRAG) 
    • หัวรบแบบเชื้อเพลิงอากาศ 
    • หัวรบแบบคลัสเตอร์ต่อต้านบุคคล/เกราะ
    • หัวรบแบบนำวิถีต่อต้านรถถัง

    แล้วจะสกัดกั้นระบบ ‘PHL-03’ ได้อย่างไร… 

    (Photo by : Wikipedia / Tyg728)

    (Photo by : Wikipedia / Tyg728)

    สำหรับการสกัดกั้น หรือต่อสู้กลับนั้น ทางเพจ ‘thaiarmedforce.com’ ซึ่งให้ความรู้ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ อธิบายไว้ว่า “มีระบบอาวุธหลายแบบในโลกนี้ที่สามารถสกัดจรวดแบบนี้ได้ คือ ระบบ C-RAM (Counter Rocket, Artillery, and Mortar) ที่เรารู้จักกันดีก็เช่น ‘Iron Dome’ ของอิสราเอล หรือ ‘Land Phalanx’ ของสหรัฐฯ” 

    ทั้งนี้พบว่า ปัญหาของการใช้งานระบบแบบนี้ก็คือ ระบบตั้งรับมักจะมีราคาแพงกว่าระบบเชิงรุก ทั้งในแง่ระบบตรวจจับและระบบทำลาย แต่สิ่งที่ง่ายกว่า และถูกกว่าก็คือ ‘การใช้จุดอ่อน’ ของระบบจรวดให้เป็นจุดแข็งในการป้องกันกล่าวคือ ถ้ามีการรบเกิดขึ้นก็จะเป็นการรบแบบจำกัดพื้นที่ อีกทั้งทางกัมพูชาเองก็จะไม่ใช้จรวดเหล่านี้ยิงทำลายเป้าหมายเขตเมือง หรืออำเภอเมืองต่างๆ ของไทยโดยตรงเพื่อป้องกันผลทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น 

    วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การไม่รวมพลในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นจำนวนมาก แต่ควรใช้วิธีวางกำลังแบบกระจาย และเมื่อถึงเวลาก็รวมกำลังที่จุดนัดพบเพื่อปฏิบัติการต่อเป้าหมาย เนื่องจากการวางกำลังกระจาย จะทำให้เป้าหมายฝ่ายเราที่ถูกทำลายนั้นสูญเสียน้อยแล้ว และจรวดของฝ่ายกัมพูชาก็สูญเสียไปจำนวนมาก เพราะกัมพูชาจะยิงไปเรื่อยๆ แล้วจรวดก็จะหมดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวคิดนี้ ยูเครนก็นำไปใช้จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง 

    “จริงๆ แล้วกัมพูชาวางแผนจะใช้ PHL-03 โจมตีไทยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมแล้ว แต่ผมได้รับแจ้งว่าจีนขอร้องไม่ให้กัมพูชาใช้ระบบนี้ ผมคิดว่าจากมุมมองของจีน พวกเขากังวลว่าถ้ากัมพูชาใช้ระบบจรวดดังกล่าว จะทำให้ความขัดแย้งทางทหารยกระดับรุนแรงขึ้นไปอีก”

    — ดร.ราห์มาน ยาคอบ ที่ปรึกษาโครงการทุนการศึกษาป้องกันประเทศอาเซียน-ออสเตรเลียจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย บอกกับสำนักข่าว The Telegraph 

    ขณะที่ แอนโธนี่ เดวิส นักวิเคราะห์ความมั่นคงประจำกรุงเทพฯ เผยว่า “PHL-03 คือระบบปืนใหญ่ที่หนักที่สุดที่กองทัพกัมพูชามี แถมยังสามารถยิงลึกเข้าไปถึงเป้าหมายในดินแดนไทยได้” 

    ประเทศไหนที่ใช้ ‘PHL-03’ บ้าง? 

    what-is-phl-03-missile-launcher-from-china-that-cambodia-used-SPACEBAR-Photo03.jpg

    • สาธารณรัฐประชาชนจีน 175 ระบบ 
    • กัมพูชา 6 ระบบ มีรายงานว่าฐานปฏิบัติการอยู่ในจังหวัดกำปงสปือ 
    • โมร็อกโก 36 ระบบ 
    • เอธิโอเปีย 
    • อาร์เมเนีย  

    ขอบคุณข้อมูลจากเพจ ‘thaiarmedforce.com’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/what-is-phl-03-missile-launcher-from-china-that-cambodia-used&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DnvD_6_Pfw7C3Ca8zURz8

  • “ออมสิน” เฟ้นสุดยอดเยาวชน ผ่าน “ยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “ออมสิน” เฟ้นสุดยอดเยาวชน ผ่าน “ยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจ “ธนาคารเพื่อสังคม” ผ่านการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในปีที่ 9 กับโครงการ “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนทั่วประเทศ ด้วยการอาศัยศักยภาพและพลังของเยาวชนในการนำไอเดีย ความรู้ เทคนิค และนวัตกรรมที่ได้จากห้องเรียน ไปผสานกับภูมิปัญญาชุมชน เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะกับตลาดยุคใหม่ สะท้อนบทบาทของธนาคารในการผลักดันให้ชุมชนเติบโตอย่างมั่นคงด้วยศักยภาพของตนเอง ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ของการเป็นธนาคารเพื่อสังคม

    สำหรับในปี 2568 นี้ ธนาคารได้ร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา 67 แห่งทั่วประเทศ พัฒนาชุมชนรวม 342 กลุ่ม อาทิ วิสาหกิจชุมชน กลุ่ม OTOP กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน และกลุ่มโฮมสเตย์ โดยให้นักศึกษาลงพื้นที่จริง บูรณาการความรู้และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการจากการต่อยอดภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและสามารถแข่งขันได้จริง โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญจากภาคีเครือข่ายและทีมงานธนาคารออมสิน ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ก่อนคัดเลือก 12 ทีมเข้ารอบสุดท้าย เพื่อชิงรางวัล Best of the Best ของโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ปี 9 รับเงินรางวัลรวมกว่า 450,000 บาท โดยมี นางสาววชิรา การสุทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัลให้แก่ทีมชนะเลิศ ทั้ง 6 ประเภท ได้แก่

    • ประเภทกินดี – ทีมเย็นชังปังปู มหาวิทยาลัยบูรพา พัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนเกาะสีชัง อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ในผลิตภัณฑ์ “Blue Crab” ไอศกรีมปูม้านวัตกรรมใหม่จากวัตถุดิบปูม้าตกไซส์
    • ประเภทอยู่ดี – ทีมเกาะไชยใหม่ ใครก็หลง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พัฒนากลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะไชย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ในการยกระดับบริการ “ท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะไชย” ด้วยโปรแกรมใหม่และระบบจัดการขยะผ่านแนวคิดธนาคารขยะ
    • ประเภทสวยดี – ทีมเอ็งกอสวรรค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ พัฒนาวิสาหกิจชุมชนบ้านเนินศาลา อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ด้วยผลิตภัณฑ์ “หัตถชา” เทียนหอมที่ผสานศิลปะและวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของนครสวรรค์
    • ประเภทใช้ดี – ทีม First One มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พัฒนาวิสาหกิจชุมชนมีชีวา จ.เชียงราย ด้วยผลิตภัณฑ์ “Pamori Serum” เซรั่มจากไข่ผำ ที่ใช้นวัตกรรมพัฒนาจนได้คุณภาพมาตรฐาน
    • ประเภทรักษ์ดี – ทีมปราจญา ไหมโบราณ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ พัฒนาวิสาหกิจชุมชนผ้าไหม
      บ้านตะครอง อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ด้วยผลิตภัณฑ์ “ผ้าไหมทอมือ ยกขิด ห้วยสำราญ” ต่อยอดผ้าไหมลายเฉพาะของท้องถิ่น และการออกแบบชุดร่วมสมัย
    • ประเภทคิดดี – ทีม Smart Eco Plus+ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม พัฒนาวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ด้วยผลิตภัณฑ์ “Me-Leave” สเปรย์สะท้อนน้ำนวัตกรรมซิลิก้าจากใบไผ่ ให้คุณสมบัติในการปกป้องผ้า Eco-Print จากน้ำ

    ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา โครงการ “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” ได้สร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนแล้วกว่า 2,400 ชุมชน และเปิดโอกาสให้เยาวชนมากกว่า 17,000 คน จากสถาบันอุดมศึกษา 67 แห่งทั่วประเทศ ได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเกิดความ

    เข้าใจในคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำงานร่วมกับชุมชน และการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถ
    สร้างรายได้และต่อยอดได้ในอนาคต โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนบทบาท “ธนาคารเพื่อสังคม” ของธนาคารออมสิน อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งด้วยศักยภาพของคนในพื้นที่ และส่งเสริมให้เกิดโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ชุมชนทั่วประเทศในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/10/601605/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j8UrEAMlD9j6k5eLpY9-Z