Blog

  • ต้องยกเครื่องประเทศไทย ‘เพื่อไทย’ จ่อเปิดตัว ‘แคนดิเดตนายกฯ’ 16 ธ.ค.นี้

    ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศกำหนดการ เปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!’ ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง โดยกรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวแบ่งเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่ 

    เศรษฐกิจ – เน้นการสร้างการเติบโตที่เพียงพอ ลดความเปราะบางของครัวเรือน และลดภาระรายจ่ายของประชาชน เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง 

    โครงสร้างพื้นฐาน – ยกระดับระบบพื้นฐานของประเทศให้รองรับการพัฒนาในทศวรรษหน้า ทั้งด้านดิจิทัล คมนาคม การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจใหม่ 

    คุณภาพชีวิต – ผลักดันนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม มุ่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบ 

    ทั้งสามประเด็นเป็น ‘เงื่อนไขขั้นต่ำ’ ที่ประเทศต้องมี หากต้องการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยวิสัยทัศน์นี้จะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป 

    งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย (Ambience Space) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรคในวันและเวลาเดียวกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-pheu-thai-party-is-poised-to-unveil-its-prime-minister-candidate&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k1L3k9bMsA14T6I0wE0nU

  • กฟผ. ส่งรัก(ษ์) รับปีใหม่ สุขใจด้วย 3 แคมเปญ

    กฟผ. ส่งรัก(ษ์) รับปีใหม่ สุขใจด้วย 3 แคมเปญ

    11 ธันวาคม 2568, 19:26น.

          กฟผ. มอบของขวัญให้คนไทย ต้อนรับปีใหม่ 2569 สุขใจกับ 3 แคมเปญ ส่วนลดผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าคนละครึ่ง ณ สถานี EleX by EGAT และส่วนลดบ้านพักเขื่อน กฟผ. รวมมูลค่ากว่า 21.5 ล้านบาท หวังชวนคนไทยลดรายจ่ายผ่านการประหยัดพลังงาน สนับสนุนชุมชนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยไร้คาร์บอน

          วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรม กฟผ. ส่งความสุขปีใหม่ คนไทยใส่ใจรักษ์โลก พร้อมลงนามความร่วมมือโครงการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ระหว่าง กฟผ. กับ ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า จำนวน 9 ราย ณ อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี

          นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เผยว่า กฟผ. ร่วมสนองนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพลังงานด้วยการมอบของขวัญให้กับคนไทยเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับ 3 แคมเปญ “กฟผ. ส่งความสุขปีใหม่ คนไทยใส่ใจรักษ์โลก”

         – ของขวัญเบอร์ 5 แทนคำขอบคุณที่รัก(ษ์)กัน มอบส่วนลดผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 วันละ 1,000 สิทธิ์ รวม 30,000 สิทธิ์ แบ่งเป็น ส่วนลด 300 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ตั้งแต่ 1,200 บาทขึ้นไป วันละ 800 สิทธิ์ และส่วนลด 1,000 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป วันละ 200 สิทธิ์ โดยต้องลงทะเบียนรับส่วนลดทางเว็บไซต์ กฟผ. และยืนยันตัวตนผ่าน Thai ID และใช้สิทธิ์ซื้อสินค้า ณ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าออนไลน์ที่ร่วมรายการภายใน 48 ชั่วโมง ทั้งนี้สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2568 – 15 มกราคม 2569

          – ชาร์จใจ ชาร์จไฟ คนละครึ่งไปกับ EleXA ส่งเสริมสังคมยุคใหม่ไร้คาร์บอน ให้คนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย โดยมอบคูปองส่วนลดค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าคนละครึ่งที่สถานี EleX by EGAT ทุกสถานีทั่วประเทศ มูลค่าสูงสุด 150 บาท (จำกัด 1คน/ 1 สิทธิ์) รวม 30,000 สิทธิ์ สามารถกดรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ตั้งแต่วันที่ 15 – 31 ธันวาคม 2568 โดยคูปองมีอายุ 180 วัน หลังจากกดรับสิทธิ์

          – เติมพลังชีวิต ใกล้ชิดธรรมชาติ มอบคูปองส่วนลดที่พักเขื่อนของ กฟผ. ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนชุมชน เมื่อเข้าใช้บริการบ้านพักในเขื่อน กฟผ. จำนวน 8 แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น และเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

          ต่อที่ 1 รับคูปองส่วนลดเครื่องดื่มคุณสายชลมูลค่า 150 บาท และส่วนลดผลิตภัณฑ์ชุมชนคนละครึ่งมูลค่าสูงสุด 150 บาท รวม 2,500 สิทธิ์ และเมื่อเข้าใช้บริการบ้านพักในเขื่อน กฟผ. ทั้ง 8 แห่ง และร้านอาหารของ กฟผ. มูลค่า 1,000 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2568 – 15 มกราคม 2569 มีสิทธิ์ลุ้นรับคูปองส่วนลดค่าที่พักครั้งถัดไป ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2569 รวม 2,500 สิทธิ์ แบ่งเป็นมูลค่า 500 บาท จำนวน 2,000 สิทธิ์ และมูลค่า 1,000 บาท จำนวน 500 สิทธิ์

          ต่อที่ 2 ผู้เข้าพักบ้านครินทร์ เขื่อนศรีนครินทร์ รับส่วนลดเพิ่ม 3,000 บาท สำหรับเข้าพักครั้งถัดไป ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2569 จำนวน 100 สิทธิ์

          กฟผ. ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความสุขต้อนรับปีใหม่ปี 2569 ช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือน สนับสนุนการเดินทางอย่างปลอดภัยไร้คาร์บอน และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายรายได้สู่ชุมชน ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157378&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oH6KpsfXHcTf8QKjxP8gW

  • ไทยก้าวสู่ฮอลลีวูด ปั้นคอนเทนต์สู่เวทีโลก

    รมว.พาณิชย์เปิดงาน “VISION to SCREEN: HOLLYWOOD EDITION” จับมือ UCLA – จุฬาฯ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์เอเชีย

    อุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดิจิทัลมีเดีย กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของโลก โดยอัตราการเติบโตพุ่งสูงตามความต้องการคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ขยายตัวไม่หยุด ประเทศไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ ทั้งในด้านการผลิตคอนเทนต์ แอนิเมชัน รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคพาณิชย์และภาคสร้างสรรค์กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่

    วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ เป็นประธานเปิดงาน “VISION to SCREEN : HOLLYWOOD EDITION – Advancing Thai Media with World-Class Professional Training” ที่จัดโดยสถาบันวิชาชีพด้านภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัลแห่งประเทศไทย (Professional Academy of Film, TV & Digital Media Thailand) ณ โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkok

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo01.jpg

    งานนี้จัดขึ้นในโอกาสสำคัญ เมื่อ UCLA School of Theater, Film & Television (UCLA TFT) ประกาศเตรียมเปิดสาขาในประเทศไทยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเปิดหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานฮอลลีวูด และต่อยอดให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชีย”

    เดินหน้า 3 กลยุทธ์ ‘3E’ สู่ฮับคอนเทนต์ระดับภูมิภาค

    รมว.ศุภจี ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งปักหมุด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยกระทรวงพาณิชย์ดำเนินงานผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1) Empowering People – พัฒนาคนและทักษะอนาคต

    มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสูงให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลก ผ่านการจับมือกับภาคการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม โดยเฉพาะความร่วมมือกับ UCLA TFT ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 75 ปี ในการปั้นบุคลากรฮอลลีวูด ตั้งแต่ผู้กำกับ นักแสดง นักเขียนบท โปรดิวเซอร์ ไปจนถึงช่างเทคนิคระดับโลก

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo02.jpg

    2) Elevating Entrepreneur – เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย

    สนับสนุนผู้ผลิตไทยให้ก้าวสู่ตลาดสากล ผ่านการร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมเจรจาธุรกิจ ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการผลักดันผลงานไทยบนเวทีโลก

    3) Enabling a World-Class Ecosystem – สร้างระบบนิเวศระดับสากล

    ยกระดับมาตรฐานการผลิต ร่วมผลิตภาพยนตร์ (Co-production) ออกมาตรการจูงใจนักลงทุน และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ไทยมีศักยภาพขึ้นเป็น “ประตูคอนเทนต์เอเชีย”

    รมว.พาณิชย์ชี้ว่า ไทยพร้อมก้าวสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์ ด้วยข้อได้เปรียบสำคัญ ได้แก่
    • ทำเลที่ตั้งเป็นประตูเชื่อมเอเชีย
    • ฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกที่ต่อเนื่อง
    • โครงสร้างพื้นฐานด้านโปรดักชันและเทคนิคที่ได้มาตรฐาน
    • บุคลากรฝีมือดี เรียนรู้เร็ว
    • วัฒนธรรมโดดเด่นที่ต่อยอดคอนเทนต์ได้
    • ภาครัฐที่สนับสนุนนโยบายสร้างสรรค์อย่างจริงจัง

    รมว.ศุภจี ย้ำว่า “คน” คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนไทยสู่จุดหมาย แม้ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ผลิตไทยจะมีผลงานโดดเด่นอยู่แล้ว แต่ไทยยังมีศักยภาพอีกมากในการพัฒนาทักษะเชิงลึกระดับสากล

    ยกระดับ Soft Power สร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

    ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ UCLA ถือเป็นก้าวใหญ่ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์-ดิจิทัลมีเดียของไทย ผลลัพธ์ไม่เพียงสะท้อนผ่านมูลค่าวัฒนธรรม แต่ยังขยายเป็นผลทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และรายได้จากดิจิทัลคอนเทนต์ที่จะเติบโตต่อเนื่อง

    “ความร่วมมือนี้คือโอกาสทองในการยกระดับความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก และช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชียอย่างยั่งยืน”

    — รมว.ศุภจี กล่าว

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-vision-to-screen-hollywood-edition&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qLy6Xg1UCTNR4Xnw-WHHu

  • รัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจใหญ่ เยียวยาผลกระทบชายแดน ไทย-กัมพูชา

    รัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจใหญ่ เยียวยาผลกระทบชายแดน ไทย-กัมพูชา

    รัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจใหญ่ เยียวยาผลกระทบชายแดน ไทย-กัมพูชา

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลเตรียมออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยรวบรวมเป็นแพ็คเกจใหญ่ ครอบคลุมทั้งความช่วยเหลือด้านการเงิน ด้านการตลาด และการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ได้นำเสนอมาตรการทั้งหมดให้กับที่ประชุมคณะกรรมการนโนบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบแล้ว

    “ครม.เศรษฐกิจ ขอให้นำมาตรการกลับไปทบทวนและปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ยกระดับความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมผลการดำเนินการและจัดทำมาตรการเพิ่มเติมตามความเหมาะสมเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบที่ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบ ก่อนมารายงานความคืบหน้าให้ ครม.เศรษฐกิจ รับทราบก่อนนำเสนอครม.ใหญ่ ต่อไป” แหล่งข่าว ระบุ

    มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

    สำหรับมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ได้ประเมินข้อมูลเชิงลึกจากสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรับฟังข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนไทยในกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

    โดยมีผู้แทนจากสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา สมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าประจำ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

    รวมถึงผู้แทนภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้ง การเงินและการธนาคาร เกษตร และปศุสัตว์ พลังงาน ก่อสร้าง กิจการค้าปลีกค้าส่ง สายการบิน บริการ ท่องเที่ยว โรงพยาบาล ขนส่งและโลจิสติกส์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และหน่วยงานภาครัฐ ทั้ง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง โดยมีข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนในการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบ ดังนี้

    1.ด้านความช่วยเหลือด้านการเงิน

    เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) การเพิ่มวงเงินสินเชื่อระยะสั้น การลดภาษีท้องถิ่นและภาษีที่ดิน ภาษีป้าย การลดอัตราการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม การจ่ายเงินชดเชยผู้ว่างงาน และการชะลอการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (400 บาทต่อวัน) ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา

    รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือค่าขนส่งเพื่อบรรเทาภาระให้แก่ผู้ประกอบการ การสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill & Reskill) และการสนับสนุนค่าสาธารณูปโภคให้ผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อช่วยประคับประคองธุรกิจ และการจ้างงานต่อไปได้จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

    2.ความช่วยเหลือด้านการตลาด

    โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณาแก้ไขผลกระทบ จากกระแสสังคมเชิงลบที่เกิดขึ้นในกัมพูชาผ่านกระบวนการและกลไกทางการทูต และการสื่อสารเชิงบวก เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์และสร้างบรรยากาศความเข้าใจระหว่างประชาชน เพื่อเรียกคืนความนิยมของสินค้าไทยในกัมพูชาต่อไปในระยะยาว

    3.การอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า

    โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนทางบกบางจุด เพื่อให้มีการนำเข้าสินค้าจำเป็นเป็นกรณีพิเศษ พร้อมออกมาตรการตรวจสอบและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์

    4.การให้ข้อมูลและความรู้

    โดยขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติทราบถึงสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่ที่ไม่ได้มีการสู้รบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคการท่องเที่ยว

    5.การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

    โดยขอให้กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาให้กลไกคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) หรือกลไกอื่น ๆ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและสร้างบรรยากาศความร่วมมือเชิงบวก และเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเพื่อให้ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชากลับมาเป็นปกติโดยเร็ว และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อไป

    ประเมินผลกระทบต่อภาคเอกชนไทยในกัมพูชา

    อย่างไรก็ตามจากการประเมินผลกระทบต่อภาคเอกชนไทยในกัมพูชา พบว่า ในด้านการปิดจุดผ่านแดนระหว่างไทย – กัมพูชา ได้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในกัมพูชาและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญในภูมิภาค จึงต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าจากทางบกเป็นทางเรือ ซึ่งได้เพิ่มต้นทุนและเวลาในการขนส่ง

    รวมถึงลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ส่งผลให้ธุรกิจโลจิสติกส์มีรายได้ลดลง และธุรกิจวัสดุก่อสร้างเผชิญปัญหา เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบและต้องนำเข้าวัตถุดิบจากเวียดนามแทน

    ส่วนมาตรการของรัฐบาลกัมพูชาที่ห้ามผัก ผลไม้ และน้ำมันจากไทย และการรณรงค์ต่อต้านสินค้าไทยได้สร้างแรงกดดันให้แก่ภาคเอกชนไทยในกัมพูชา ส่งผลให้จำนวนลูกค้า และรายได้ลดลง รวมถึงการชะลอหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ รวมถึงยุติสัญญาธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจบริการ

    ทั้งนี้ภาคเอกชนไทยในกัมพูชาได้ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยเปลี่ยนชื่อและตราสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี ในขณะเดียวกันนักลงทุนไทยจำนวนมากได้ชะลอแผนการลงทุนใหม่หรือย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่น ๆ

    นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการจากประเทศอื่นเข้ามาแทนที่สินค้าไทยมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคในกัมพูชาถูกปรับเปลี่ยนไปและทำให้สินค้าไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาวด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/646276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WCBGOwFllld7o05q8Mjiv

  • ไทยก้าวสู่ฮอลลีวูด ปั้นคอนเทนต์สู่เวทีโลก

    รมว.พาณิชย์เปิดงาน “VISION to SCREEN: HOLLYWOOD EDITION” จับมือ UCLA – จุฬาฯ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์เอเชีย

    อุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดิจิทัลมีเดีย กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของโลก โดยอัตราการเติบโตพุ่งสูงตามความต้องการคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ขยายตัวไม่หยุด ประเทศไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ ทั้งในด้านการผลิตคอนเทนต์ แอนิเมชัน รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคพาณิชย์และภาคสร้างสรรค์กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่

    วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ เป็นประธานเปิดงาน “VISION to SCREEN : HOLLYWOOD EDITION – Advancing Thai Media with World-Class Professional Training” ที่จัดโดยสถาบันวิชาชีพด้านภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัลแห่งประเทศไทย (Professional Academy of Film, TV & Digital Media Thailand) ณ โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkok

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo01.jpg

    งานนี้จัดขึ้นในโอกาสสำคัญ เมื่อ UCLA School of Theater, Film & Television (UCLA TFT) ประกาศเตรียมเปิดสาขาในประเทศไทยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเปิดหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานฮอลลีวูด และต่อยอดให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชีย”

    เดินหน้า 3 กลยุทธ์ ‘3E’ สู่ฮับคอนเทนต์ระดับภูมิภาค

    รมว.ศุภจี ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งปักหมุด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยกระทรวงพาณิชย์ดำเนินงานผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1) Empowering People – พัฒนาคนและทักษะอนาคต

    มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสูงให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลก ผ่านการจับมือกับภาคการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม โดยเฉพาะความร่วมมือกับ UCLA TFT ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 75 ปี ในการปั้นบุคลากรฮอลลีวูด ตั้งแต่ผู้กำกับ นักแสดง นักเขียนบท โปรดิวเซอร์ ไปจนถึงช่างเทคนิคระดับโลก

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo02.jpg

    2) Elevating Entrepreneur – เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย

    สนับสนุนผู้ผลิตไทยให้ก้าวสู่ตลาดสากล ผ่านการร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมเจรจาธุรกิจ ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการผลักดันผลงานไทยบนเวทีโลก

    3) Enabling a World-Class Ecosystem – สร้างระบบนิเวศระดับสากล

    ยกระดับมาตรฐานการผลิต ร่วมผลิตภาพยนตร์ (Co-production) ออกมาตรการจูงใจนักลงทุน และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ไทยมีศักยภาพขึ้นเป็น “ประตูคอนเทนต์เอเชีย”

    รมว.พาณิชย์ชี้ว่า ไทยพร้อมก้าวสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์ ด้วยข้อได้เปรียบสำคัญ ได้แก่
    • ทำเลที่ตั้งเป็นประตูเชื่อมเอเชีย
    • ฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกที่ต่อเนื่อง
    • โครงสร้างพื้นฐานด้านโปรดักชันและเทคนิคที่ได้มาตรฐาน
    • บุคลากรฝีมือดี เรียนรู้เร็ว
    • วัฒนธรรมโดดเด่นที่ต่อยอดคอนเทนต์ได้
    • ภาครัฐที่สนับสนุนนโยบายสร้างสรรค์อย่างจริงจัง

    รมว.ศุภจี ย้ำว่า “คน” คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนไทยสู่จุดหมาย แม้ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ผลิตไทยจะมีผลงานโดดเด่นอยู่แล้ว แต่ไทยยังมีศักยภาพอีกมากในการพัฒนาทักษะเชิงลึกระดับสากล

    ยกระดับ Soft Power สร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

    ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ UCLA ถือเป็นก้าวใหญ่ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์-ดิจิทัลมีเดียของไทย ผลลัพธ์ไม่เพียงสะท้อนผ่านมูลค่าวัฒนธรรม แต่ยังขยายเป็นผลทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และรายได้จากดิจิทัลคอนเทนต์ที่จะเติบโตต่อเนื่อง

    “ความร่วมมือนี้คือโอกาสทองในการยกระดับความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก และช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชียอย่างยั่งยืน”

    — รมว.ศุภจี กล่าว

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-vision-to-screen-hollywood-edition&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qLy6Xg1UCTNR4Xnw-WHHu

  • ส.อ.ท.วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่วงยืดเยื้อเสี่ยงต่อรายได้-หนี้สิน

    ส.อ.ท.วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่วงยืดเยื้อเสี่ยงต่อรายได้-หนี้สิน

    ส.อ.ท.วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่วงยืดเยื้อเสี่ยงต่อรายได้-หนี้สิน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งกับ “เศรษฐกิจ” ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจชายแดน การดำรงชีวิตของประชาชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายมิติ

    ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ความตึงเครียดในครั้งนี้มีลักษณะของการยั่วยุ การละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา เกี่ยวกับการลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารในเขตประเทศไทย ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บขาขาดถึง 7 ราย 

    และการใช้กำลังโจมตีที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดการปะทะทางทหาร รวมถึงก่อให้เกิดความสูญเสียต่อกำลังพลของฝ่ายไทย โดยถือเป็นประเด็นที่กระทบต่ออธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยเราไม่สามารถยอมรับได้ถึงแม้จะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ไปแล้ว

    ในภาพรวม ส.อ.ท. ประเมินว่าการปะทะชายแดนครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ซึ่งสถานะปัจจุบันจากการปิดด่านที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้นไม่ต่ำกว่าวันละ 500 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายและการค้าชายแดนไทย–กัมพูชาลดลงเหลือเพียง 0.5% หรือกล่าวได้ว่ากิจกรรมทางการค้าหดหายไปถึง 99.5%

    ส.อ.ท.วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่วงยืดเยื้อเสี่ยงรายได้-หนี้สิน

    ขณะเดียวกันในช่วง 10 เดือนแรกของปี (มกราคม–ตุลาคม) มูลค่าการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา มีมูลค่ารวม 95,554 ล้านบาท ลดลง 36.68% โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกที่อยู่ที่ 72,844 ล้านบาท ลดลงในอัตราเดียวกัน สะท้อนผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ประกอบการรายย่อย SMEs และแรงงานในพื้นที่ชายแดนโดยตรง

    จากการปะทะกันรอบ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมเป็นต้นมา ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจนที่สุด คือ การต้องอพยพประชาชนชาวไทยออกนอกพื้นที่เสี่ยงในหลายจังหวัดชายแดนเป็นจำนวนหลายแสนคน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและความปลอดภัย การอพยพดังกล่าวทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนหยุดชะงักอย่างรุนแรง ทั้งภาคการค้า การบริการ การท่องเที่ยว การเกษตร และการจ้างงาน ส่งผลให้เศรษฐกิจชายแดนหดตัวลง

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า ส.อ.ท.ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจใน 2 ฉากทัศน์ของสถานการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายและมาตรการรองรับ ดังนี้ 

    • ฉากทัศน์ที่ 1 สถานการณ์ยุติภายใน 10 วัน หากภารกิจด้านความมั่นคงสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็ว และสถานการณ์คลี่คลายภายในระยะเวลาอันสั้น คาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมจะยังอยู่ในวงจำกัด โดยความเสียหายจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ชายแดนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนบางส่วนได้รับความเสียหาย ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเยียวยา ฟื้นฟู และช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็ว
    • ฉากทัศน์ที่ 2 สถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน หากสถานการณ์ความตึงเครียดยังคงยืดเยื้อออกไป จะส่งผลให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจขยายวงกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่จะสูญเสียรายได้ต่อเนื่อง ธุรกิจบริการ โรงแรม และร้านอาหารในพื้นที่ชายแดนจะเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ภาคธุรกิจโดยเฉพาะกิจการในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่พึ่งพาการค้าชายแดน จะเผชิญความไม่แน่นอนสูง เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสินทรัพย์ และแรงงาน ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรกรรมจะได้รับผลกระทบจากการที่เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามปกติ นำไปสู่ความเสี่ยงต่อรายได้ครัวเรือนและหนี้สิน 

    ส.อ.ท.วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่วงยืดเยื้อเสี่ยงรายได้-หนี้สิน

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ในทุกฉากทัศน์ ภาครัฐต้องดำเนินการบนหลักการ โดยให้ความสำคัญกับ การรักษาอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน ควบคู่กับการเตรียมมาตรการช่วยเหลือทางด้านการเงิน เพื่อรองรับผลกระทบอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเร่งเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนอย่างรวดเร็วและตรงจุด ทั้งการชดเชยความเสียหาย การช่วยเหลือด้านรายได้ การพักชำระหนี้ การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการดูแลแรงงานและกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งการเรียกขวัญและกำลังใจ

    ท้ายที่สุด ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องบริหารจัดการสถานการณ์ด้วยความรอบคอบ หนักแน่น  รวดเร็วและมีเอกภาพ  พร้อมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาจะยุติลงโดยเร็ว เพื่อจำกัดความสูญเสีย และนำเศรษฐกิจชายแดนของไทยกลับสู่ภาวะปกติอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/646283&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eOiQKlLLNrl5k9WDFF1tP

  • ไทยก้าวสู่ฮอลลีวูด ปั้นคอนเทนต์สู่เวทีโลก

    รมว.พาณิชย์เปิดงาน “VISION to SCREEN: HOLLYWOOD EDITION” จับมือ UCLA – จุฬาฯ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์เอเชีย

    อุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดิจิทัลมีเดีย กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของโลก โดยอัตราการเติบโตพุ่งสูงตามความต้องการคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ขยายตัวไม่หยุด ประเทศไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ ทั้งในด้านการผลิตคอนเทนต์ แอนิเมชัน รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคพาณิชย์และภาคสร้างสรรค์กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่

    วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ เป็นประธานเปิดงาน “VISION to SCREEN : HOLLYWOOD EDITION – Advancing Thai Media with World-Class Professional Training” ที่จัดโดยสถาบันวิชาชีพด้านภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัลแห่งประเทศไทย (Professional Academy of Film, TV & Digital Media Thailand) ณ โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkok

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo01.jpg

    งานนี้จัดขึ้นในโอกาสสำคัญ เมื่อ UCLA School of Theater, Film & Television (UCLA TFT) ประกาศเตรียมเปิดสาขาในประเทศไทยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเปิดหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานฮอลลีวูด และต่อยอดให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชีย”

    เดินหน้า 3 กลยุทธ์ ‘3E’ สู่ฮับคอนเทนต์ระดับภูมิภาค

    รมว.ศุภจี ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งปักหมุด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยกระทรวงพาณิชย์ดำเนินงานผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1) Empowering People – พัฒนาคนและทักษะอนาคต

    มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสูงให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลก ผ่านการจับมือกับภาคการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม โดยเฉพาะความร่วมมือกับ UCLA TFT ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 75 ปี ในการปั้นบุคลากรฮอลลีวูด ตั้งแต่ผู้กำกับ นักแสดง นักเขียนบท โปรดิวเซอร์ ไปจนถึงช่างเทคนิคระดับโลก

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo02.jpg

    2) Elevating Entrepreneur – เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย

    สนับสนุนผู้ผลิตไทยให้ก้าวสู่ตลาดสากล ผ่านการร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมเจรจาธุรกิจ ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการผลักดันผลงานไทยบนเวทีโลก

    3) Enabling a World-Class Ecosystem – สร้างระบบนิเวศระดับสากล

    ยกระดับมาตรฐานการผลิต ร่วมผลิตภาพยนตร์ (Co-production) ออกมาตรการจูงใจนักลงทุน และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ไทยมีศักยภาพขึ้นเป็น “ประตูคอนเทนต์เอเชีย”

    รมว.พาณิชย์ชี้ว่า ไทยพร้อมก้าวสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์ ด้วยข้อได้เปรียบสำคัญ ได้แก่
    • ทำเลที่ตั้งเป็นประตูเชื่อมเอเชีย
    • ฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกที่ต่อเนื่อง
    • โครงสร้างพื้นฐานด้านโปรดักชันและเทคนิคที่ได้มาตรฐาน
    • บุคลากรฝีมือดี เรียนรู้เร็ว
    • วัฒนธรรมโดดเด่นที่ต่อยอดคอนเทนต์ได้
    • ภาครัฐที่สนับสนุนนโยบายสร้างสรรค์อย่างจริงจัง

    รมว.ศุภจี ย้ำว่า “คน” คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนไทยสู่จุดหมาย แม้ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ผลิตไทยจะมีผลงานโดดเด่นอยู่แล้ว แต่ไทยยังมีศักยภาพอีกมากในการพัฒนาทักษะเชิงลึกระดับสากล

    ยกระดับ Soft Power สร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

    ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ UCLA ถือเป็นก้าวใหญ่ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์-ดิจิทัลมีเดียของไทย ผลลัพธ์ไม่เพียงสะท้อนผ่านมูลค่าวัฒนธรรม แต่ยังขยายเป็นผลทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และรายได้จากดิจิทัลคอนเทนต์ที่จะเติบโตต่อเนื่อง

    “ความร่วมมือนี้คือโอกาสทองในการยกระดับความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก และช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชียอย่างยั่งยืน”

    — รมว.ศุภจี กล่าว

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-vision-to-screen-hollywood-edition&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qLy6Xg1UCTNR4Xnw-WHHu

  • ttb เตือน GDP ไทยจ่อชะลอต่อเนื่อง คาดปีหน้าโตเพียง 1.6%

    ttb เตือน GDP ไทยจ่อชะลอต่อเนื่อง คาดปีหน้าโตเพียง 1.6%

    ttb analytics คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.6% หลังปัจจัยหนุนแผ่วลง-ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ฉุดเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ปี พร้อมชี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้อง ‘เผชิญกับความจริงมากกว่าปีที่ผ่านมา’

    วันนี้ (11 ธันวาคม) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.6% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี จากปัจจัยชั่วคราวที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเร่งส่งออกสินค้าจะทยอยหมดลง ขณะที่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอื่นที่เคยผลักดันเศรษฐกิจในอดีตก็มีข้อจำกัดในการเติบโต

    ทั้งนี้ แม้ว่าการท่องเที่ยวและการลงทุนต่างชาติจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในปีหน้า แต่เพดานการฟื้นตัวเริ่มจำกัดเช่นกัน จากรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำ ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาในระยะหลังเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจน้อย

    เตือน ‘ภาคส่งออก’ จ่อชะลอจากหลายสาเหตุ

    ttb analytics กล่าวเตือนว่า ในปี 2569 การชะลอตัวของภาคส่งออกจากหลายสาเหตุ ได้แก่

    (1) ผลของการเร่งตัวผิดปกติในช่วงต้น (Front-loading) ในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา จึงทำให้ปริมาณสต็อกสินค้าในต่างประเทศค่อนข้างสูง
    (2) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ จากผลกระทบของภาษีทรัมป์ที่จะเห็นชัดเจนขึ้นในปี 2569 และความกังวลจากภาวะฟองสบู่ในการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
    (3) ความเสี่ยงจากการถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมภายใต้ข้อกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงจะถูกสวมสิทธิ (Transshipment Risk) และสินค้าที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (Strategic Products)
    (4) การแข่งขันในสินค้าส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ และตลาดหลักอื่นที่จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากความเสียเปรียบด้านราคา โดยเป็นผลพวงหลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการลดอัตราภาษีสูงเป็นระยะเวลา 1 ปี อีกทั้งจีนยังมีแนวโน้มกระจายการส่งออกไปยังประเทศอื่นมากขึ้นจากกำลังการผลิตที่อยู่ในระดับสูง

    ห่วง! การใช้จ่ายภาครัฐมีความเสี่ยงจาก ‘ความไม่แน่นอนทางการเมือง’

    ttb analytics กล่าวต่อว่า แม้มีการส่งสัญญาณเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองคาดว่าจะยังคงอยู่และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะต่อไป ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการภาครัฐจำนวนมากในปีงบประมาณ 2569 แล้ว ยังอาจส่งผลให้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 มีความเสี่ยงที่จะล่าช้าออกไปจากช่วงเวลาปกติ

    นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและความพยายามลดการขาดดุลทางการคลัง จะทำให้พื้นที่ทางการคลังที่เหลืออยู่ถูกดึงไปใช้แก้ไขปัญหาแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อประคองภาพเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    จับตา! การบริโภคภาคเอกชนมีข้อจำกัดในการเติบโตมากขึ้น

    ttb ระบุต่อว่า ส่วนหนึ่งจากเม็ดเงินกระตุ้นการจับจ่ายถูกดึงมาใช้ตั้งแต่ปลายปี 2568 มาจนถึงต้นปี 2569 และอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อประชาชนและเม็ดเงินที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

    นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงเกินกว่า 80% ของ GDP มาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี จะยังคงบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้แรงซื้อในหมวดสินค้าคงทน (เช่น รถยนต์และที่อยู่อาศัย) อาจยังไม่สามารถกลับสู่ระดับเดิมเหมือนในอดีต

    คาดกนง.ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในรอบธ.ค.2568

    ในด้านเสถียรภาพทางการเงิน ttb analytics ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในรอบการประชุมเดือนธันวาคมสู่ระดับ 1.25% ณ สิ้นปี 2568 พร้อมกับการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อลงในปี 2568-2569

    มองไปข้างหน้า ttb analytics ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอยู่ที่ 0.75-1% ณ สิ้นปี 2569 ซึ่งจะเป็นการปรับนโยบายทางการเงินให้มีความสมดุล (Recalibration) และสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลงในหลายภาคส่วน จากเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำลง อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างเป้าหมายต่อไป

    นอกจากนี้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้แก่ภาคครัวเรือนและ SMEs ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แบบเฉพาะเจาะจงอื่น ๆ เช่น โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-gdp-forecast-2569-lowest-5-years/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01tc6A5pcqBti4EexRZSuT

  • ไทยก้าวสู่ฮอลลีวูด ปั้นคอนเทนต์สู่เวทีโลก

    รมว.พาณิชย์เปิดงาน “VISION to SCREEN: HOLLYWOOD EDITION” จับมือ UCLA – จุฬาฯ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์เอเชีย

    อุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดิจิทัลมีเดีย กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของโลก โดยอัตราการเติบโตพุ่งสูงตามความต้องการคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ขยายตัวไม่หยุด ประเทศไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ ทั้งในด้านการผลิตคอนเทนต์ แอนิเมชัน รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคพาณิชย์และภาคสร้างสรรค์กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่

    วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ เป็นประธานเปิดงาน “VISION to SCREEN : HOLLYWOOD EDITION – Advancing Thai Media with World-Class Professional Training” ที่จัดโดยสถาบันวิชาชีพด้านภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัลแห่งประเทศไทย (Professional Academy of Film, TV & Digital Media Thailand) ณ โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkok

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo01.jpg

    งานนี้จัดขึ้นในโอกาสสำคัญ เมื่อ UCLA School of Theater, Film & Television (UCLA TFT) ประกาศเตรียมเปิดสาขาในประเทศไทยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเปิดหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานฮอลลีวูด และต่อยอดให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชีย”

    เดินหน้า 3 กลยุทธ์ ‘3E’ สู่ฮับคอนเทนต์ระดับภูมิภาค

    รมว.ศุภจี ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งปักหมุด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยกระทรวงพาณิชย์ดำเนินงานผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1) Empowering People – พัฒนาคนและทักษะอนาคต

    มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสูงให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลก ผ่านการจับมือกับภาคการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม โดยเฉพาะความร่วมมือกับ UCLA TFT ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 75 ปี ในการปั้นบุคลากรฮอลลีวูด ตั้งแต่ผู้กำกับ นักแสดง นักเขียนบท โปรดิวเซอร์ ไปจนถึงช่างเทคนิคระดับโลก

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo02.jpg

    2) Elevating Entrepreneur – เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย

    สนับสนุนผู้ผลิตไทยให้ก้าวสู่ตลาดสากล ผ่านการร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมเจรจาธุรกิจ ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการผลักดันผลงานไทยบนเวทีโลก

    3) Enabling a World-Class Ecosystem – สร้างระบบนิเวศระดับสากล

    ยกระดับมาตรฐานการผลิต ร่วมผลิตภาพยนตร์ (Co-production) ออกมาตรการจูงใจนักลงทุน และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ไทยมีศักยภาพขึ้นเป็น “ประตูคอนเทนต์เอเชีย”

    รมว.พาณิชย์ชี้ว่า ไทยพร้อมก้าวสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์ ด้วยข้อได้เปรียบสำคัญ ได้แก่
    • ทำเลที่ตั้งเป็นประตูเชื่อมเอเชีย
    • ฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกที่ต่อเนื่อง
    • โครงสร้างพื้นฐานด้านโปรดักชันและเทคนิคที่ได้มาตรฐาน
    • บุคลากรฝีมือดี เรียนรู้เร็ว
    • วัฒนธรรมโดดเด่นที่ต่อยอดคอนเทนต์ได้
    • ภาครัฐที่สนับสนุนนโยบายสร้างสรรค์อย่างจริงจัง

    รมว.ศุภจี ย้ำว่า “คน” คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนไทยสู่จุดหมาย แม้ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ผลิตไทยจะมีผลงานโดดเด่นอยู่แล้ว แต่ไทยยังมีศักยภาพอีกมากในการพัฒนาทักษะเชิงลึกระดับสากล

    ยกระดับ Soft Power สร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

    ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ UCLA ถือเป็นก้าวใหญ่ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์-ดิจิทัลมีเดียของไทย ผลลัพธ์ไม่เพียงสะท้อนผ่านมูลค่าวัฒนธรรม แต่ยังขยายเป็นผลทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และรายได้จากดิจิทัลคอนเทนต์ที่จะเติบโตต่อเนื่อง

    “ความร่วมมือนี้คือโอกาสทองในการยกระดับความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก และช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชียอย่างยั่งยืน”

    — รมว.ศุภจี กล่าว

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-vision-to-screen-hollywood-edition&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qLy6Xg1UCTNR4Xnw-WHHu

  • ไทยก้าวสู่ฮอลลีวูด ปั้นคอนเทนต์สู่เวทีโลก

    รมว.พาณิชย์เปิดงาน “VISION to SCREEN: HOLLYWOOD EDITION” จับมือ UCLA – จุฬาฯ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์เอเชีย

    อุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดิจิทัลมีเดีย กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของโลก โดยอัตราการเติบโตพุ่งสูงตามความต้องการคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ขยายตัวไม่หยุด ประเทศไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ ทั้งในด้านการผลิตคอนเทนต์ แอนิเมชัน รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคพาณิชย์และภาคสร้างสรรค์กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่

    วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ เป็นประธานเปิดงาน “VISION to SCREEN : HOLLYWOOD EDITION – Advancing Thai Media with World-Class Professional Training” ที่จัดโดยสถาบันวิชาชีพด้านภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัลแห่งประเทศไทย (Professional Academy of Film, TV & Digital Media Thailand) ณ โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkok

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo01.jpg

    งานนี้จัดขึ้นในโอกาสสำคัญ เมื่อ UCLA School of Theater, Film & Television (UCLA TFT) ประกาศเตรียมเปิดสาขาในประเทศไทยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเปิดหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานฮอลลีวูด และต่อยอดให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชีย”

    เดินหน้า 3 กลยุทธ์ ‘3E’ สู่ฮับคอนเทนต์ระดับภูมิภาค

    รมว.ศุภจี ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งปักหมุด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยกระทรวงพาณิชย์ดำเนินงานผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1) Empowering People – พัฒนาคนและทักษะอนาคต

    มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสูงให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลก ผ่านการจับมือกับภาคการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม โดยเฉพาะความร่วมมือกับ UCLA TFT ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 75 ปี ในการปั้นบุคลากรฮอลลีวูด ตั้งแต่ผู้กำกับ นักแสดง นักเขียนบท โปรดิวเซอร์ ไปจนถึงช่างเทคนิคระดับโลก

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo02.jpg

    2) Elevating Entrepreneur – เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย

    สนับสนุนผู้ผลิตไทยให้ก้าวสู่ตลาดสากล ผ่านการร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมเจรจาธุรกิจ ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการผลักดันผลงานไทยบนเวทีโลก

    3) Enabling a World-Class Ecosystem – สร้างระบบนิเวศระดับสากล

    ยกระดับมาตรฐานการผลิต ร่วมผลิตภาพยนตร์ (Co-production) ออกมาตรการจูงใจนักลงทุน และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ไทยมีศักยภาพขึ้นเป็น “ประตูคอนเทนต์เอเชีย”

    รมว.พาณิชย์ชี้ว่า ไทยพร้อมก้าวสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์ ด้วยข้อได้เปรียบสำคัญ ได้แก่
    • ทำเลที่ตั้งเป็นประตูเชื่อมเอเชีย
    • ฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกที่ต่อเนื่อง
    • โครงสร้างพื้นฐานด้านโปรดักชันและเทคนิคที่ได้มาตรฐาน
    • บุคลากรฝีมือดี เรียนรู้เร็ว
    • วัฒนธรรมโดดเด่นที่ต่อยอดคอนเทนต์ได้
    • ภาครัฐที่สนับสนุนนโยบายสร้างสรรค์อย่างจริงจัง

    รมว.ศุภจี ย้ำว่า “คน” คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนไทยสู่จุดหมาย แม้ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ผลิตไทยจะมีผลงานโดดเด่นอยู่แล้ว แต่ไทยยังมีศักยภาพอีกมากในการพัฒนาทักษะเชิงลึกระดับสากล

    ยกระดับ Soft Power สร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

    ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ UCLA ถือเป็นก้าวใหญ่ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์-ดิจิทัลมีเดียของไทย ผลลัพธ์ไม่เพียงสะท้อนผ่านมูลค่าวัฒนธรรม แต่ยังขยายเป็นผลทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และรายได้จากดิจิทัลคอนเทนต์ที่จะเติบโตต่อเนื่อง

    “ความร่วมมือนี้คือโอกาสทองในการยกระดับความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก และช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชียอย่างยั่งยืน”

    — รมว.ศุภจี กล่าว

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-vision-to-screen-hollywood-edition&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qLy6Xg1UCTNR4Xnw-WHHu