Blog

  • “อัษฎางค์” ชี้ การเสด็จฯ สวีเดน ย้ำสัมพันธ์การทูต 2 ชาติ เชื่อสร้างผลดี Soft Power คือคำตอบสถาบันพระมหากษัตริย์มีไว้ทำไม? | TOPNEWS

    “อัษฎางค์” ชี้ การเสด็จฯ สวีเดน ย้ำสัมพันธ์การทูต 2 ชาติ เชื่อสร้างผลดี Soft Power คือคำตอบสถาบันพระมหากษัตริย์มีไว้ทำไม? | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 04/05/2026 12:18

    “เอ็ดดี้” ชี้ช่องเมื่อสวีเดนหันมามองไทย โอกาส ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ที่ต้องแปลงให้เป็นเศรษฐกิจจริง ชี้การเสด็จพระราชดำเนินของ “ในหลวง-พระราชินี” คือ “จังหวะทางการทูต” และทุนทางประวัติศาสตร์” ระบุได้คำตอบแล้วหรือยังสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม?

    “อัษฎางค์” ชี้ การเสด็จฯ สวีเดน ย้ำสัมพันธ์การทูต 2 ชาติ เชื่อสร้างผลดี Soft Power คือคำตอบสถาบันพระมหากษัตริย์มีไว้ทำไม? – Top News รายงาน

    อัษฎางค์

    เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์เฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” เรื่อง เมื่อสวีเดนหันมามองไทย โอกาสของ Soft Power ที่ต้องแปลงให้เป็นเศรษฐกิจจริง มีสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม? มาหาคำตอบจากการเสด็จเยือนสวีเดน เนื้อหาระบุว่า “การเสด็จฯ สวีเดนทำให้เราเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีความหมายเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็น ‘ภาษาทางการทูต’ ที่โลกเข้าใจ ในวันที่ข่าวหนึ่งข่าวทำให้ชาวสวีเดนจำนวนมากหันมามองไทยอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่เงินโฆษณาซื้อได้ยาก

    การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสวีเดนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อร่วมงานเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวราชสำนักธรรมดา แต่เป็น “จังหวะทางการทูต” ที่ทำให้ชื่อประเทศไทยกลับไปอยู่ในพื้นที่ข่าวของสวีเดนอีกครั้ง

    สื่อสวีเดนรายงานถึงการเสด็จฯ การรับเสด็จ และการปรากฏพระองค์ของพระมหากษัตริย์และพระราชินีไทยในฐานะแขกเกียรติยศของงานสำคัญระดับราชสำนักยุโรป ขณะที่พระราชดำรัสของกษัตริย์สวีเดนในงานเลี้ยงกาล่า ยังกล่าวขอบคุณแขกที่เดินทางไกล “จากไทยและยุโรป” ซึ่งเป็นถ้อยคำเล็ก ๆ แต่มีนัยยะมาก เพราะในเวทีที่เต็มไปด้วยราชวงศ์ยุโรป ไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศนอกภูมิภาคที่ถูกเชิญมา แต่เป็นประเทศเอเชียที่มีประวัติศาสตร์ราชไมตรีกับสวีเดนยาวนานพอที่จะถูกวางอยู่ในพื้นที่พิธีการระดับสูงของยุโรป
    นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ทุนทางประวัติศาสตร์” ไทยกับสวีเดนไม่ได้เพิ่งรู้จักกันวันนี้ ความสัมพันธ์เริ่มต้นตั้งแต่สนธิสัญญาไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือ ค.ศ. 1868 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องมาถึงการเสด็จเยือนสวีเดนของรัชกาลที่ 5 ในปี 1897 และต่อยอดผ่านความสัมพันธ์ระดับราชวงศ์ การทูต การค้า การศึกษา การท่องเที่ยว และประชาชนระหว่างกัน

    ปัญหาคือ ไทยมักมีทุนแบบนี้อยู่ในมือ แต่ใช้ไม่เต็มศักยภาพ เรามีประวัติศาสตร์ แต่ไม่แปลงเป็น story , เรามีราชไมตรี แต่ไม่แปลงเป็น public diplomacy, เรามีภาพลักษณ์เชิงบวก แต่ไม่แปลงเป็นสินค้า บริการ การท่องเที่ยว และความร่วมมือเศรษฐกิจใหม่ นี่คือจุดที่รัฐไทยและภาคเอกชนไทยควรอ่านเกมให้ทัน เพราะชาวสวีเดนรุ่นเก่าอาจรู้จักไทยผ่านภาพของทะเล ภูเก็ต สมุย กรุงเทพฯ อาหารไทย และรอยยิ้มของคนไทย แต่ชาวสวีเดนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจยังไม่รู้จัก “ประเทศไทยยุคใหม่” มากพอ
    คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “สวีเดนรู้จักไทยไหม” แต่คือ “เขารู้จักไทยในมิติไหน” ถ้าเขารู้จักไทยเพียงประเทศท่องเที่ยวราคาดี ไทยก็ได้แค่รายได้ระยะสั้น แต่ถ้าเขารู้จักไทยในฐานะประเทศที่มีวัฒนธรรมลึก มีเสถียรภาพเชิงสังคม มีบริการคุณภาพ มีฐานธุรกิจในอาเซียน และมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสวีเดนยาวนานกว่า 150 ปี ไทยจะได้มากกว่านักท่องเที่ยว ไทยจะได้ความเชื่อมั่น และในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ ความเชื่อมั่นสำคัญไม่น้อยกว่าเม็ดเงิน Soft Power ไม่ใช่แค่การทำให้ต่างชาติชอบเรา แต่คือการทำให้ความชอบนั้นกลายเป็นพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ

    ในกรณีสวีเดน โอกาสของไทยมีอย่างน้อย 5 ด้าน

    “หนึ่ง” การท่องเที่ยวคุณภาพสูง ชาวสวีเดนเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ธรรมชาติ สุขภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์มากกว่าการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย ไทยควรสื่อสารกับตลาดนี้ด้วยภาษาของเขา ไม่ใช่ขายแค่ทะเลสวย แต่ขาย “ชีวิตที่มีคุณภาพ” “สุขภาพ” “อาหาร” “ธรรมชาติ” และ “ความอบอุ่นของผู้คน”

    “สอง” อาหารไทยและสินค้าเกษตรคุณภาพ อาหารไทยเป็นประตูบานแรกที่ทำให้ชาวสวีเดนรู้จักไทย แต่ไทยควรพาเขาเดินต่อจากร้านอาหารไทย ไปสู่ข้าวหอมมะลิ ผลไม้ไทย สมุนไพร เครื่องปรุง GI product และสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมาตรฐานสูง
    “สาม” เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไทยมีแฟชั่น งานออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะร่วมสมัย และวัฒนธรรมอาหารที่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ในสวีเดนได้ดีมาก แต่ต้องเลิกนำเสนอแบบราชการแห้ง ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นคอนเทนต์ร่วมสมัย สั้น คม ภาษาสวีเดนหรืออังกฤษดีพอ และเข้าใจรสนิยมของคน Nordic

    อัษฎางค์

    “สี่” ความร่วมมือธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ ไทย–สวีเดนยกระดับเป็น Strategic Partnership แล้ว ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ green transition, renewable energy, digitalisation, defence, innovation, startups, smart manufacturing และ education นี่คือพื้นที่ที่ควรต่อยอดจากภาพข่าวราชสำนักไปสู่ business forum, startup exchange, green economy dialogue และการจับคู่ธุรกิจจริง
    “ห้า” ชุมชนไทยในสวีเดน คนไทยในสวีเดนคือทูตวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุด เพราะเขาไม่ได้อยู่ในโปสเตอร์ของรัฐ แต่อยู่ในชีวิตจริงของสังคมสวีเดน ร้านอาหารไทย แม่ครัวไทย นักเรียนไทย ครอบครัวไทย ผู้ประกอบการไทย และแรงงานไทย คือสะพานที่ทำให้คนสวีเดนรู้จักไทยผ่านมนุษย์จริง ไม่ใช่ผ่านคำขวัญ

    ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรทำไม่ใช่แค่ “ดีใจที่เป็นข่าว แต่ต้องรีบต่อยอดในช่วงที่ความสนใจยังสดอยู่ สวีเดนเป็นประเทศที่ให้ค่าน้ำหนักกับความยั่งยืน ความโปร่งใส คุณภาพชีวิต ความเท่าเทียม ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคม
    การเสด็จฯ สวีเดนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพงดงามในหน้าข่าว แต่เป็นคำถามต่อรัฐไทยและภาคเอกชนไทยว่า เมื่อโลกหันมามองเราแล้ว เราพร้อมหรือยังที่จะบอกโลกว่า ประเทศไทยมีอะไรมากกว่าที่เขาเคยรู้จัก ได้คำตอบแล้วหรือยังว่า มีสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ทำไม?

    9

    เครื่องบินเล็กพุ่งชนตึกที่บราซิล

    “วิศวะ มช.” รวมพลังเครือข่ายธุรกิจ แสดงความยินดี “ดร.ธีระศักดิ์” นั่ง สว.เชียงราย จัด Entaneer CMU Business Club ครั้งที่ 107 ต่อจิ๊กซอว์ความร่วมมืออนาคต

    น้ำมันดิบรัสเซียล้อตแรกถูกส่งถึงญี่ปุ่นแล้ว

    “ฮุน มาเนต” โอดเสียดาย ไทยยกเลิก MOU 44 อ้างเขมรเคารพ กม. เตรียมใช้ UNCLOS หาทางออกอย่างสันติ

    ปากพนังตั้งรับภัยแล้ง ประชุมเข้มตั้งศูนย์บัญชาการ สู้วิกฤตปี 2569

    คณะผู้แทน “พล.ร.อ.สุวิทย์ ธาระรูป” มอบวัตถุมงคล–พระบรมฉายาลักษณ์ ให้โรงเรียนนาวิกโยธินบูรณะ เสริมสิริมงคลและแหล่งเรียนรู้

    กาญจนบุรี///รมช.เกษตรฯ เปิด “ตลาดเขื่อนแม่กลอง” ขนสินค้า GAP ขายตรงเพิ่มรายได้เกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564946&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NPvsAoT1a38vbImApa-R7

  • “iPhone 17” ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ตลาดสมาร์ตโฟนโลก ไตรมาสแรก ปี 2026

    “iPhone 17” ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ตลาดสมาร์ตโฟนโลก ไตรมาสแรก ปี 2026

    บริษัทวิจัยตลาดเผย “iPhone 17” ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ตลาดสมาร์ตโฟนโลก ไตรมาสแรก ปี 2026 iPhone 17 Pro – iPhone 17 Pro Max ตามมา ไร้ชื่อ “Samsung Galaxy S26 Ultra”

    Counterpoint Research บริษัทวิจัยตลาดชื่อดัง เปิดเผยรายงานล่าสุด ระบุว่า “iPhone 17” ของบริษัท Apple ขึ้นแท่นเป็นสมาร์ตโฟนที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026

    ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า iPhone 17 ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกที่ 6% แซงหน้า iPhone 17 Pro Max และ iPhone 17 Pro ซึ่งตามมาเป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ

    ก่อนหน้านี้ ในไตรมาส 4 ปี 2025 iPhone 17 Pro Max เคยเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 5% ตามด้วย iPhone 17 และ iPhone 17 Pro

    Counterpoint Research
    “iPhone 17” ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ตลาดสมาร์ตโฟนโลก ไตรมาสแรก ปี 2026

    สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของ Apple ที่สามารถครองหลายอันดับในตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับอันดับถัดมาใน Top 10 ได้แก่ Samsung Galaxy A07 4G, Samsung Galaxy A17 5G, iPhone 16, Samsung Galaxy A56, Samsung Galaxy A36, Samsung Galaxy A17 4G และ Redmi A5

    รายงานยังระบุว่า สมาร์ตโฟนทั้ง 10 อันดับแรกคิดเป็นสัดส่วนรวมถึง 25% ของยอดขายทั่วโลก ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับไตรมาสแรกของปี 2026

    นักวิเคราะห์ของ Counterpoint ชี้ว่า ความสำเร็จของ iPhone 17 มาจากการอัปเกรดสำคัญ เช่น ความจุเริ่มต้นที่มากขึ้น ความละเอียดกล้องที่ดีขึ้น และอัตรารีเฟรชหน้าจอที่สูงขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงรุ่น Pro มากขึ้น และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างกว่าเดิม

    นอกจากนี้ iPhone 17 ยังมียอดขายเติบโตแบบเลขสองหลักในตลาดสำคัญอย่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงเติบโตถึง 3 เท่าในเกาหลีใต้ ขณะที่รุ่น Pro และ Pro Max ยังคงโดดเด่นด้านกล้อง แบตเตอรี่ และดีไซน์

    อย่างไรก็ตาม สมาร์ตโฟนเรือธงอย่าง Samsung Galaxy S26 Ultra ไม่ติด 10 อันดับแรก แม้จะมียอดขายช่วงเปิดตัวดีกว่ารุ่นก่อนหน้า โดยมีจุดเด่นด้านฟีเจอร์ AI และหน้าจอความเป็นส่วนตัว

    ขณะเดียวกัน รุ่น iPhone Air ก็ไม่ปรากฏในรายชื่อเช่นกัน เช่นเดียวกับไตรมาสก่อนหน้า

    ที่มา: 9to5Mac

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/274766&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nQKxfbMEccW9rqdYDRWAO

  • สื่อไอทีเตือน ล็อกอินผ่าน Google ทุกแพลตฟอร์ม สะดวกแต่เสี่ยงสูง?!

    สื่อไอทีเตือน ล็อกอินผ่าน Google ทุกแพลตฟอร์ม สะดวกแต่เสี่ยงสูง?!

    สื่อไอทีเตือน ล็อกอินผ่าน Google ทุกแพลตฟอร์ม แม้สะดวกแต่เสี่ยงเปิดช่องถูกแฮก-ข้อมูลรั่ว แนะสร้างบัญชี Google สำหรับใช้ล็อกอินโดยเฉพาะ – เปิดใช้ 2FA

    ฟีเจอร์ “Sign in with Google” ของ Google เคยได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปลายทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010 เนื่องจากช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่ระบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องสร้างบัญชีใหม่

    อย่างไรก็ตาม ริตา เอล คูรี บรรณาธิการอาวุโสสื่อไอที Android Authority ออกมาเตือนว่า การพึ่งพาบัญชี Google เพียงบัญชีเดียวในการเข้าถึงบริการจำนวนมาก อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงในยุคปัจจุบัน

    Gemini
    สื่อไอทีเตือน ล็อกอินผ่าน Google ทุกบัญชี สะดวกแต่เสี่ยงสูง?!

    ริตา ให้ข้อมูลว่า หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือการเกิด “จุดล้มเหลวเดียว” หรือ Single point of failure ซึ่งหมายความว่า หากบัญชี Google ถูกแฮก ถูกฟิชชิง ถูกล็อก หรือถูกระงับ ผู้ใช้อาจสูญเสียการเข้าถึงบริการทั้งหมดที่เชื่อมโยงไว้ทันที ไม่ว่าจะเป็นอีเมล ไฟล์ งานส่วนตัว หรือบริการสำคัญอื่น ๆ

    นอกจากนี้ ยังมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างการโจมตีแบบ Adversary-in-the-Middle (AiTM) ซึ่งสามารถหลอกผู้ใช้ผ่านหน้าเข้าสู่ระบบปลอม โดยใช้เทคนิค Reverse Proxy จำลองหน้า Gmail หรือระบบล็อกอินของ Google แบบเรียลไทม์

    ซึ่งเมื่อผู้ใช้กรอกข้อมูลและยืนยันตัวตนผ่าน 2FA ผู้โจมตีสามารถดักจับ Session token ที่ถูกส่งกลับมา และนำไปใช้ล็อกอินบัญชีได้โดยไม่ต้องรู้รหัสผ่าน ทำให้ระบบป้องกันแบบเดิมแทบไม่เพียงพอ

    อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ เรื่องความเป็นส่วนตัว โดยการใช้บัญชี Google เชื่อมต่อบริการต่าง ๆ ทำให้บริษัทสามารถรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ได้มากขึ้น เช่น แอปฯ ที่ใช้ ความถี่ในการใช้งาน และบริบทการใช้งาน ซึ่งอาจถูกนำไปวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม แม้จะอยู่ในรูปแบบข้อมูลรวม หรือ Anonymized

    ริตา แนะนำว่า ผู้ใช้งานควรหลีกเลี่ยงการใช้ “Continue with Google” กับบริการสำคัญ และหันมาใช้บัญชีแยกสำหรับแต่ละบริการแทน แม้จะเพิ่มความยุ่งยาก แต่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า

    แนวทางที่แนะนำเพิ่มเติม ได้แก่ การใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน (Password Manager) เช่น 1Password หรือ Bitwarden รวมถึงการเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA) ในทุกบริการที่รองรับ

    ทั้งนี้ ผู้ใช้งานบางส่วนยังพิจารณาใช้เทคโนโลยี Passkeys เป็นทางเลือกใหม่ แต่ยังคงมีข้อกังวลเรื่องการรวมการเข้าถึงไว้กับผู้ให้บริการเพียงรายเดียว

    ที่มา: Android Authority

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/274761&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IbByTyireaws9pUiPwtJX

  • ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง

    ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง

    ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ ‘ดร.ต้นสน’ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

    มติ ครม. ครั้งนี้ยังเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีอีก 3 ราย ได้แก่ นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์, นายดนุพร ปุณณกันต์ และ พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล รวมเป็นชุดใหม่ทั้งหมด 4 ราย

    คาด ‘เอกนิติ’ ดึงเข้าทีมคลัง

    ก่อนที่ ครม. จะมีมติ มีรายงานข่าวจากหลายสำนักระบุว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการดึง ดร.สันติธาร เข้ามาเสริมทีมเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง 

    เนื่องจากในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 กระทรวงการคลังไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการเข้ามาแบ่งงาน ทำให้ ดร.เอกนิติ ต้องคุมงานเพียงคนเดียว ทั้งบทบาทรองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

    สอดรับกับการที่ ดร.สันติธาร ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย และลาออกจากกรรมการอิสระบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK เพื่อเปิดทางสำหรับการเข้ารับตำแหน่งใหม่

    อย่างไรก็ตาม การมอบหมายให้ไปประจำกระทรวงใดอย่างเป็นทางการ ต้องรอประกาศจากนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

    ‘ดร.ต้นสน สันติธาร’ คือใคร ?

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย เป็นบุตรชายของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

    ด้านการศึกษา จบปริญญาเอกด้านนโยบายเศรษฐกิจจากมหาวิทยาลัย Harvard ด้วยทุนการศึกษาของฮาร์วาร์ด พร้อมรางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม 

    ปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศจาก Harvard และจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics and Political Sciences (LSE)

    ด้านประสบการณ์การทำงาน เคยทำงานทางสายการเงินที่ธนาคาร Credit Suisse ประจำสิงคโปร์ ตำแหน่งสุดท้ายคือ Head of Emerging Asia Economics Research 

    จากนั้นก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลกับ Sea Limited บริษัท Tech Decacorn เจ้าของ Shopee ในตำแหน่ง Group Chief Economist และก่อนเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่ง Future Economy Advisor ที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    นอกจากนี้ยังเป็น ‘คนแรก’ จากอาเซียนที่ได้รับเชิญจาก World Economic Forum ให้เป็นสมาชิกกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำที่มาช่วย ‘ออกแบบอนาคต’ เศรษฐกิจโลกหลังโควิด 19 และได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน ‘Asia 21 Young Leaders’ ของ Asia Society

    อ้างอิง : Thaigov

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/santitarn-sathirathai-assistant-minister&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GYfCMNzdTRICTLHgOVuh4

  • ศธ.สั่งรื้อหลักสูตร สกร.ตั้งเป้าปี70 ใช้หลักสูตรใหม่ครบทุกจังหวัด

    ศธ.สั่งรื้อหลักสูตร สกร.ตั้งเป้าปี70 ใช้หลักสูตรใหม่ครบทุกจังหวัด

    วันนี้ (5 พ.ค.2569) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึง ความคืบหน้าการตรวจสอบ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ภายหลังจากที่สส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร สกร.ว่า ขณะนี้สั่งการให้น.ส.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตอบคำถามว่า ทำไมถึงยังใช้หลักสูตรเดิม และเรื่องการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการแก้ปัญหานี้

    ส่วนหลักสูตรของสกร.ที่ไม่ทันสมัยนั้น ขณะนี้มีอยู่ 2 หลักสูตร คือหลักสูตรปี 2551 และปี 2567 ที่ทดลองใช้แล้ว 12 จังหวัด และจากการลงพื้นที่ในจังหวัดชัยภูมิพบว่า ยังคงใช้หลักสูตรในปี 2551 อยู่ ซึ่งเนื้อหาก็ไม่ได้ทันสมัย โบราณ เพราะบางเรื่องเปลี่ยนไปมากแล้ว

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.)

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.)

    หลักสูตรการศึกษาควรเดินไปข้างหน้า และปรับปรุงให้ทันโลกและสถานการณ์ เพราะการศึกษาใน สกร. ปีหนึ่งมีคนมาเรียนกว่า 8 แสนคน หากหลักสูตรที่มีไม่มีคุณภาพ ไม่มีมาตรฐาน จะกลายเป็นปัญหา หากกระทรวงฯไม่ทำตั้งแต่วันนี้ ก็จะกลายเป็นปัญหายืดยาวในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม หลักสูตรของสกร.เป็นหลักสูตรต่อเนื่อง ซึ่งในวันที่ 9 -10 พ.ค.นี้ จะพาผู้เรียนในหลักสูตรเดิม ย้ายมาหลักสูตรใหม่ให้หมด เพื่อเข้าสู่หลักสูตรในปี 2567 และคาดว่าในช่วงเทอมการศึกษาที่ 1 ในปี 2570 จะเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ได้ทั้งหมดทั่วประเทศ

    รมช.ศธ. กล่าวอีกว่า จากการหารือร่วมกับ อธิบดีสกร.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจรับหนังสือ และคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพหนังสือ ซึ่งหลังจากนี้จะไม่มีการปล่อยปละละเลย ซึ่ง 2 คณะกรรมการจะช่วยกันทำงานในระยะยาว ซึ่งสกร.เองก็ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด

    ในฐานะที่กำกับดูแล สกร.อยากให้ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไปแล้วยกเลิก ซึ่งอยากให้เป็นมาตรฐานการศึกษาของสรก.ในอนาคตว่าต้องมีการตรวจคุณสมบัติทุกประเด็น ทั้งหลักสูตรและตัวหนังสือ

    อย่างก็ตาม การทำงานร่วมกันกับอธิบดีสกร.นั้น เป็นคนที่ทำงานดี ทำงานไว หลายเนื้องานอธิบดีทำงานด้วยความใส่ใจ และแนวนโยบายก็คล้ายกัน เช่น กลุ่มเปราะบางที่จะไปทำงานร่วมกันที่กรมราชทัณฑ์ ดังนั้นไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกัน เพราะการทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่ต้องคุยกันตลอดเวลา และการให้เกียรติเป็นเรื่องสำคัญ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่สส.พรรคประชาชน เตรียมที่จะตั้งกระทู้ถามในสภา หรือตั้งกระทู้เพื่อขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษานั้น นายอัครนันท์ กล่าวว่า ประเด็นนี้กระทรวงฯให้ความสำคัญตั้งแต่แรก การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลรอบนี้ น่าจะทำงานด้วยกันได้อย่างดี

    ส่วนเรื่องนี้ตนมีคำตอบให้พรรคประชาชนอย่างแน่นอน เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของชาติ และไม่กังวล หากจะเสี่ยงทำให้หลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะเดินหน้าทำงานเต็มที่ เพื่อคุณภาพการศึกษาที่ดี และมีประสิทธิภาพสำหรับผู้เรียน

    อ่านข่าว:

    กยศ. แจง”จ่ายแล้ว” ไม่ต้องกังวล ย้ำยอดชำระหนี้ไม่หาย แม้แอปฯไม่อัปเดต

    กยศ.ขอนายจ้างที่หักเงินเดือนผู้กู้ยืมครั้งแรก มี.ค.69 นำส่งเงินผ่านระบบ e-PaySLF ภายใน 16 เม.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BgwatmVBTvT-lnOy9H95h

  • ‘ดร.เอ้’ เปิดข้อมูลแห่งศตวรรษ เวียดนาม แซง ไทย เรียบร้อยแล้ว!

    ‘ดร.เอ้’ เปิดข้อมูลแห่งศตวรรษ เวียดนาม แซง ไทย เรียบร้อยแล้ว!

    5 พ.ค.2569- ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความว่า เรื่องใหญ่แห่ง “ศตวรรษ” เมื่อ “เวียดนามแซงไทย” ไม่ใช่เพราะค่าแรงถูก แต่เพราะ มุ่งมั่นสร้าง “คนคุณภาพสูง”

    ข่าวด่วนๆ “เวียดนาม” แซง “ไทย” แล้วครับ!

    เมื่อตัวเลข GDP (PPP) เปรียบเทียบเศรษฐกิจโดยดูว่า “เงินเท่ากัน ซื้อของได้เท่ากันไหม”

    เวียดนาม = 1.885 ล้านดอลลาร์

    ไทย = 1.881 ล้านดอลลาร์

    “เวียดนาม” จึงมี GDP ชนะไทยไปเรียบร้อย

    และมีแนวโน้ม จะทิ้งห่างขี้นทุกปี จากการเติบโตสูงกว่าไทยหลายเท่า…

    หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของ “การลงทุน” “โรงงาน” หรือ “FDI” มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่สูงกว่าไทย

    แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง

    จะเห็น “รากแก้ว” ของเศรษฐกิจเวียดนาม

    คือ การสร้าง “การศึกษาคุณภาพ”

    เวียดนามไม่ได้ชนะไทย เพราะโชค

    แต่ชนะเพราะ เขาสอนคนให้ “ขยัน” และ “เก่ง”

    มีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจมาก

    ผลสอบ PISA ของเวียดนามในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    เด็กเวียดนามทำคะแนน

    คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน

    อยู่ในระดับ “ท็อปของโลก”

    คะแนนยังสูงกว่า หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว

    นี่คือสัญญาณว่า

    เขาไม่ได้แค่ “สร้างโรงงาน”

    แต่เขากำลัง “สร้างสมอง”

    และ “เวียดนาม” กำลังทำ 4 เรื่องนี้ อย่างจริงจังที่สุด

    1. โฟกัสพื้นฐาน ที่ “ยาก” แต่ “จำเป็น”

    ประเทศที่อยากโตเร็ว ร่ำรวย มีความมั่นคง

    ต้องเก่ง “คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์”

    เพราะสองอย่างนี้ คือ “พื้นฐาน” ของทุกสิ่งอย่าง

    เวียดนามจึงไม่ลดมาตรฐาน

    แต่ “ยกระดับความเข้มข้น”

    เด็กเรียนคณิตจริง ไม่ใช่แค่สอบผ่าน

    วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ท่องจำ แต่เข้าใจทั้งระบบ

    การเรียนเน้น “คิดวิเคราะห์”

    เพราะ เรียน “ยาก” วันนี้ ชีวิต “ง่าย” วันหน้า

    คนเวียดนาม ไม่ได้ถามลูกว่า

    “ลูกจะเครียดไหม”

    เพราะชีวิตจริง ต้องต่อสู้ ไม่มีใครไม่เครียด

    แต่ถามว่า

    “เด็กจะพร้อม กับโลกความจริงไหม”

    2. ครูคือ “หัวใจ” ไม่ใช่แค่ “ผู้สอน”

    เวียดนาม “ลงทุนกับครู” อย่างจริงจัง

    การคัดเลือกครู “เข้มข้น”

    สร้างระบบพัฒนาครู “ต่อเนื่อง”

    ให้ความสำคัญกับวิชา “STEM”

    ครูคณิต และวิทย์ คือ “คนฮีโร่ ของชุมชน”

    เพราะแม้เแต่ชาวบ้านเวียดนาม ยังรู้ว่า

    ถ้าครูไม่เก่ง เด็กไม่มีทางเก่ง

    3. “การศึกษา” ถูกเชื่อมกับ “เศรษฐกิจ” อย่างแนบแน่น

    เวียดนามไม่ได้สอนเพื่อสอบ แต่สอนเพื่อ “ทำงาน”

    สาขา STEM ถูกผลักดัน อย่างชัดเจน

    “มหาวิทยาลัย” ต้องเชื่อมกับ “อุตสาหกรรม”

    นักศีกษาถูกปั้นให้ เข้ากับ “ห่วงโซ่อุปทาน” Supply Chain โลก

    เมื่อโรงงานไฮเทคทั้ง Apple Nvidia Microsoft เข้ามา

    เวียดนาม ไม่ได้แค่มี “แรงงาน”

    แต่มี “แรงงานคุณภาพสูง”

    นี่คือเหตุผลที่ ทำไมนักลงทุนไฮเทค ต้องไป “เวียดนาม”

    4. คิดแบบ “วิศวกรประเทศ”

    สิ่งที่ผมเห็นชัดมากคือ

    เวียดนามกำลัง “ออกแบบคน”

    เหมือนออกแบบโรงงาน

    รู้ว่าต้องการอะไร ในอนาคต

    ก็ผลิตคนตรงตามนั้น เช่น

    ต้องการ “อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์” ต้องสร้างคนสาย STEM

    ต้องการ “เทคโนโลยี AI” ต้องปั้นวิศวกร AI

    ต้องการ “แข่งขันกับโลก” ต้องฝึกภาษาทั้งอักฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น

    “การศึกษาแบบเวียดนาม” ไม่ปล่อยไปตามธรรมชาติ

    แต่คือ “ยุทธศาสตร์ชาติ”

    แล้ว “ประเทศไทย”

    เรามีคนเก่ง ไม่แพ้เวียดนาม แต่ “มีไม่พอ”

    ปัญหา คือ เรา “ไม่ได้ออกแบบระบบ” ให้สร้างคนเก่งได้จำนวนมาก

    เราเก่งเป็น “หย่อมๆ” เก่งเป็น “โรงเรียนๆ”

    แต่โลกวันนี้ต้องการ “มวลจำนวนมากพอ” หรือ Critical Mass

    คำถามที่ “สำคัญที่สุด”

    “เราจะสร้างคนแบบไหน…ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า”

    ถ้าเรายัง “สอนแบบเดิม”

    เราจะได้ “ผลลัพธ์แบบเดิม”

    ในโลก “ที่ไม่ได้เหมือนเดิม”

    แปลตรงๆ หมายความว่า

    ประเทศไทย กำลังสร้างคน “ตกยุค”

    อุทธาหรณ์ “เวียดนามแซงไทย”

    คือ เรื่องใหญ่แห่ง “ศตวรรษ” ของคนไทย

    หรือถึงเวลา คนไทยเลิกอวยกันเอง จนไม่มองคนอื่นว่าเขาไปถึงไหนกันแล้วครับ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/990566/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KmpTqzfcP-ocYFpfQWgX6

  • King

    King

    วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ (King’s College Bangkok) ประกาศเปิดรับสมัครทุนการศึกษา “King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship” ปีที่ 4 ตอกย้ำเจตนารมย์อันแน่วแน่ในการส่งมอบโอกาสทางการศึกษาระดับโลกให้แก่นักเรียนไทยที่มีศักยภาพ รวมมูลค่าทุนสูงสุดกว่า 5 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตลอดหลักสูตร เปิดรับสมัครสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย ทั้งในระดับ Year10 – Year13 (ม.3 – ม.6) และ Year12 – Year13 (ม.5 – ม.6) ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 พฤษภาคม 2569

    King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship เป็นทุนการศึกษาแบบให้เปล่า ปราศจากข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น โดยผู้สมัครขอรับทุนต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน , ผลการเรียนย้อนหลัง 2 ปีอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (ไม่ต่ำกว่า 3.40 สำหรับโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยทั่วไป) , กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในประเทศไทยและมีอายุตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด , ความประพฤติดีและมีจิตใจเอื้อเฟื้อแบ่งปัน , กรณีศึกษาในระบบโรงเรียนนานาชาติ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาประเภท Financial Aid (ทุนสำหรับผู้ขาดแคลน) อยู่ก่อนแล้วเท่านั้น

    ในปีการศึกษาที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ กับการจัดพิธีสำเร็จการศึกษาของนักเรียน Year 13 รุ่นแรก (Class of 2025) โดยในบรรดาผู้ที่สำเร็จการศึกษานี้ มีนักเรียนทุนโครงการ King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship รุ่นแรกรวมอยู่ด้วย

    นักเรียนทุนกลุ่มนี้ยังประสบความสำเร็จจากการได้รับข้อเสนอเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ทั้งในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เอเชีย และประเทศไทย ตามความใฝ่ฝันของตน นับเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่พวกเขาได้เลือกด้วยตนเอง สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของนักเรียนทุกคนอย่างชัดเจน ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังของโอกาสทางการศึกษาระดับโลก ที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความรู้ และการเติบโตในสภาพแวดล้อมนานาชาติอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ มุ่งมั่นสานต่อโครงการทุนการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

    ผู้สนใจสมัครสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.opl.to/kingsbangkokscholarship หรือติดต่อสอบถามได้ทางอีเมล์ scholarship@kingsbangkok.ac.th โทร. +66 (0) 2481 9955 และติดตามข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook Youtube Instagram และ X

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/962518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24n_PUd4VQ7HgKGgFVW7KH

  • “วราวุธ” แนะ รอผลการศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้ ต้องคำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน ถามปชช.ในพื้นที่

    “วราวุธ” แนะ รอผลการศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้ ต้องคำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน ถามปชช.ในพื้นที่


    “วราวุธ” แนะ รอผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ระบุ ต้องคำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน  ถาม ประชาชนในพื้นที่ด้วย

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการและประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ตนทราบว่า จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อศึกษาประเด็นดังกล่าว ไม่เฉพาะสิ่งแวดล้อม แต่จะมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น จึงขอให้รอผลการศึกษาที่จะออกมา รวมถึงจุดคุ้มทุนของประเทศ ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนนิด้าโพล ที่ประชาชนภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น ตนเห็นว่า การดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์มีหลายรูปแบบ หากรัฐบาลจะดำเนินการก็จะต้องสอบถามประชาชนในพื้นที่ และศึกษารูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถทำได้ มีผลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และผลกระทบแต่ละฉากทัศน์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีเรื่องความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น จึงจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ

    เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาก่อน มองประเด็นผลกระทบ หรือการสร้างความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรมอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า จะต้องศึกษากันก่อน เพราะแม้เคยจะมีการศึกษามาแล้ว ก็จะต้องมีการพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย รวมถึงยังต้องพูดคุยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42490&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O_nlVGbXIGYJBTNCBA1Eo

  • พิพัฒน์ เบรกลงพื้นที่ รอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ 90 วัน

    พิพัฒน์ เบรกลงพื้นที่ รอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ 90 วัน

    พิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คมนาคม​ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่​นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ มอบหมายให้เอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์ประภาศ​  รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คลัง​ เป็นประธานศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​ ว่า​ ในวัน​ 8 พ.ค.​นี้​ ตนเองไม่ได้เดินทางลงพื้นที่​ เพราะรอผลการศึกษาจาก คณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วันตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน​ เพราะหากลงไปตอนนี้ก็อาจจะถูกหรือผิดก็ได้​ ฉะนั้นจึงเลือกที่จะไม่ลงดีกว่า

    “การศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม​ และสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ พร้อมยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนนระบบท่อขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไว้”

    เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร รมว.คมนาคม​ กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง​ ที่จะได้สิทธิ​ในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเองอย่างไร รวมถึงมีการสงวนอาชีพอะไรเพื่อทดแทนกับให้กับผู้ที่เสียโอกาส เส้นกลุ่มประมงพื้นบ้าน

    ส่วนกรณีที่จะมีการมาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล รมว.คมนาคม​ กล่าวว่า​ ไม่สามารถห้ามได้ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่สามารถทำได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัด ว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร

    เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย รมว.คมนาคม ยังคงย้ำคำเดิมว่าขอให้รอผลการศึกษา เพราะหากพูดอะไรไปตอนนี้ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ฉะนั้นขอให้รอผลการศึกษาก่อน

    เมื่อถามว่ากลุ่ม NGO ที่คัดค้านเป็นคนในหรือนอกพื้นที่ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ไม่ทราบ ซึ่งก็น่าจะมีทั้งคนในและนอกพื้นที่​ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต​ หรือ​ คลองไทย​ อาจจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ก็ต้องทำการศึกษาใหม่ว่า ว่าจะคุ้มหรือไม่กับการลงทุนครั้งใหญ่ในครั้งนี้ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก​ หรือ EEC ก่อนย้ำว่าโครงการแลน​ด์บริดจ์​ไม่เหมือนโครงการคอคอดกระที่จะต้องมีการขุดคลองจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็น​ 2 ประเทศหรือไม่​ แต่วันนี้เลือกที่จะไม่มีการขุดคลองแต่ใช้ระบบถนน​ ราง​ และท่อ​  แต่ผู้ที่คัดค้านมีความกังวลเรื่องการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งหากผ่านภูเขา ก็จะใช้วิธีการสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ ฉะนั้นการทำลายระบบนิเวศก็จะน้อยลง แต่เชื่อว่าจะต้องมีการพัฒนา และทำการศึกษา

    เมื่อถามว่าโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ รมว.คมนาคม ยังคงย้ำว่าอยู่ที่ผลการศึกษา อย่าให้ตนเองชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด​ แต่ในฐานะของกระทรวงคมนาคมอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย หรือมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็จะหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วกับการพัฒนาในส่วนนี้

    เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามว่าเหตุใดการทำโครงการใหญ่ขนาดนี้จึงไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล รมว.คมนาคม ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดมาแล้วก่อนหน้านี้ และถือเป็นนโยบายธงเดิม ที่ทำการหาเสียง​ และเมื่อกลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงในการดำเนินการต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-landbridge&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZKpW_h2LHicED8IdvgJ32

  • “วราวุธ” ชี้ควรรอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ก่อน ย้ำต้องฟังคนพื้นที่ ดูสถานการณ์ปัจจุบัน

    “วราวุธ” ชี้ควรรอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ก่อน ย้ำต้องฟังคนพื้นที่ ดูสถานการณ์ปัจจุบัน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/145530&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bxbJo7wziJks6ZoqOjkKN