Blog

  • หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ เรียกร้องตัวแทนภาคเอกชนลงพื้นที่สังเกตการณ์รัฐบาลได้ดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูอย่างจริงจังหรือไม่

    หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ เรียกร้องตัวแทนภาคเอกชนลงพื้นที่สังเกตการณ์รัฐบาลได้ดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูอย่างจริงจังหรือไม่

    ดร.บิ๊ก คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศษรฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ชี้ ยุบสภาจะทำให้เศรษฐกิจสะดุด ในขณะที่ประชาชนยังต้องจ่ายราคาแพงทุกวัน การยุบสภาอาจเป็นเกมการเมืองของคนบางกลุ่ม แต่สำหรับประชาชน นี่คือช่วงเวลาที่เศรษฐกิจถูก “เหยียบเบรก” พร้อมกันทั้งประเทศ

    เมื่อรัฐบาลเข้าสู่สถานะ รัฐบาลรักษาการ ประเทศถูกมัดมือชก นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ “ทำต่อไม่ได้” ได้แก่

    • โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและงบลงทุนรัฐใหม่
    • มาตรการแก้หนี้ประชาชนและ SMEs เชิงโครงสร้าง
    • แพ็กเกจดึงดูดการลงทุนและ FDI ระยะยาว
    • โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านคมนาคมและพลังงาน
    • มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ภัยพิบัติและจังหวัดชายแดนอย่างจริงจัง

    ในขณะที่นโยบายถูกแช่แข็ง ค่าครองชีพไม่เคยหยุดแพง หนี้ครัวเรือนยังเพิ่ม SMEs ล้มเงียบทุกวัน ปลายปี 2568 9 จังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ เผชิญรายได้หาย เศรษฐกิจท้องถิ่นหยุดหมุน ขณะที่ จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา การค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนถดถอยถึงหยุดนิ่งจากความไม่แน่นอนด้านความมั่นคง

    ดร.บิ๊ก เชื่อ รายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อัตราการขยายตัวของ GDP ปี 2568 อาจเหลือ 1.9% จากเดิมที่คาดการไว้ 2.0% ผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้จะทำให้รายได้ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2568 หดตัว 30,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะลากยาวไปถึงปี 2569 รวมอาจสูงถึง 90,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจในพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักจากการหยุดชะงักการใช้จ่ายและการผลิตภาคท้องถิ่นอย่างจริงจัง และจากความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ความเสียหายทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับ กว่า 10,000 ล้านบาท ยังไม่รวมทั้งมูลค่าการค้าชายแดนที่หายไปและผลกระทบข้ามโซ่ห่วงโซ่อุปทานอื่นๆ

    รัฐบาลบอกว่า “กำลังดูแล” แต่คำถามคือ ดูแลจริงแค่ไหน และใครตรวจสอบ?

    ผมขอเรียกร้องให้ ผู้แทนภาคเอกชน กกร. สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ สมาคมธนาคารไทย และองค์กรธุรกิจในพื้นที่ ช่วยกันลงพื้นเพื่อติดตามและสังเกตการณ์ว่า รัฐบาลได้ดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูอย่างจริงจังหรือไม่ เงินเยียวยาถึงมือประชาชนหรือไม่ เศรษฐกิจชายแดนได้รับการประคองอย่างเพียงพอหรือเปล่าเพราะเมื่อการเมืองหยุดตรวจสอบ สังคมและภาคเอกชนต้องไม่เงียบ ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาดรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มและกล้ารับผิดชอบ และขาดแรงกดดันให้การเยียวยาเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ในข่าว

    การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เลือกคนเข้าไปนั่งในสภา แต่คือการเลือกว่าจะปล่อยให้ประชาชนแบกรับต้นทุนจากความล้มเหลวทางการเมืองต่อไป หรือจะมีรัฐบาลที่ทำงานได้จริง “เศรษฐกิจต้องเดินหน้า และประชาชนต้องไม่ถูกปล่อยให้ยืนลำพัง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/264644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kHMyTu0kQCKfFyziri19I

  • ‘เอกนิติ’ ขอบคุณ 2 เดือนกว่า ดัน ‘Quick Big Win’ ฟื้นเศรษฐกิจผ่าน 5 เสาหลัก

    ‘เอกนิติ’ ขอบคุณ 2 เดือนกว่า ดัน ‘Quick Big Win’ ฟื้นเศรษฐกิจผ่าน 5 เสาหลัก

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ผ่าน Facebook ว่า จาก Executor ในฐานะข้าราชการประจำ สู่ policy maker ในตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ช่วงเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา นอกจากหน้าที่การงานที่เปลี่ยนไป เวลาที่จะได้อยู่กับตัวเองก็หายไปเช่นกัน เพราะทุกอย่างเร่งรีบไปหมด ต้องทำงานแข่งกับเวลา 4 เดือน เพื่อคลอดมาตรการ 5 เสาหลัก 1 ฐานรากที่เรียกว่า  ‘Quick Big Win’ ให้ครบ เพื่อ ’กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว‘ แต่ในที่สุด เวลาที่ได้ทำงานจริงๆ มีแค่ประมาณ 2 เดือน กว่าๆ ซึ่งสามารถคลอดมาตรการต่างๆ ได้เกือบครบตามที่ตั้งใจไว้

    วันนี้อยากจะขออนุญาต share ประสบการณ์อันมีค่าสำหรับผมในการเป็นรองนายกฯ และ รมว คลังในช่วงที่ผ่านมา

    1. การออกแบบนโยบาย ‘Quick Big Win’  

    – ที่มาของชื่อ ’Quick Big Win‘: หากใครเคยร่วมงานกับผมที่กระทรวงการคลัง ’Quick Big Win’ ไม่ใช่คำใหม่แต่เป็นคำที่ใช้ในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานต่างๆ แต่พอต้องออกแบบนโยบายที่ต้องทำใน 4 เดือนให้เกิดผลเชิงประจักษ์ ผมจึงนำ concept นี้มาใช้ในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจร่วมกับทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจท่านอื่นเพื่อให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    – นโบบายที่ทำได้จริง จับต้องได้ เห็นผลเป็นรูปธรรม: การออกนโยบายในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเราต้องคำนึงถึงทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจภาพรวม สังคม ธุรกิจ อุตสาหกรรม การเงิน ตลาดทุน การคลัง ที่สำคัญที่สุด คือ ประชาชน เป็นสัจธรรมที่เราไม่สามารถออกแบบนโยบายที่ถูกใจทุกคนได้ แต่ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ  ดังนั้น นโยบายที่ออกแบบจะต้องทำได้จริง มุ่งแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น และยาว เห็นผลเป็นรูปธรรม และคำนึงถึงความคุ้มค่าของทรัพยากรที่มีจำกัด และวินัยการคลังควบคู่กันไป เช่น คนละครึ่งพลัส (เสาที่ 1) ที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยให้มีการ upskill ร้านค้า เพื่อผลระยะยาว และผลที่ได้กระจายตัวไปทั่วประเทศ 

    2. หัวใจการขับเคลื่อนนโยบายทุกเสาหลัก คือ การ ‘บูรณาการ’ (Agile) ของทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน

     – คนมักเข้าใจผิดว่าการบูรณาการจะเกิดเฉพาะตอน execution แต่จริงๆ แล้ว นโยบายที่มีประสิทธิภาพจะต้องเริ่ม ‘บูรณาการ’ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ 

    – การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน (เสาที่ 2) สภาพคล่อง SME ที่หดตัว (เสาที่ 3) รวมทั้งการส่งเสริมการออมเพื่อตอบโจทย์สังคมสูงวัย (เสาที่ 4) มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเกี่ยวข้องมากมายตั้งแต่กรมต่างๆ ในกระทรวงการคลัง แบงค์ชาติ NCB สมาคมธนาคารไทย สมาคมแบงค์รัฐ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า จนถึง กลต. ตลท. ดังนั้น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อมูล พร้อมทั้งเปิดใจรับฟังว่าแต่ละหน่วยมีข้อเสนอและอุปสรรคอะไรบ้างตั้งแต่เริ่มต้น จะทำให้เกิดการ ‘บูรณาการ’ เชิงนโยบาย ซึ่งตามมาด้วย การ ’บูรณาการ‘ ในเชิงปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ตั้งใจไว้ 

    3. การออกแบบนโยบายจะไม่ประสบความสำเร็จเลย หากเราไม่รับฟังปัญหาที่แท้จริงของ ‘customer’ ในที่นี้หมายถึงผู้ประกอบการ 

    ในเสาที่ 5 – การลงทุนเพื่ออนาคต ได้มีการรับฟังปัญหา และอุปสรรคของนักลงทุนที่ได้รับบัตรส่งเสริม BOI ว่าติดปัญหาอะไร จึงเกิดโครงการ Thailand Fast Pass ขึ้น เพื่อปลดล็อคกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ โดยจับมือกับผู้ประกอบการพัฒนาหลักสูตรที่ตรงตามความต้องการของตลาด 

    4. การออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ และการดำเนินงานทั้งหมดต้องตั้งอยู่บน ‘วินัยการเงินการคลัง’ โดยปรับแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดการขาดดุลภาครัฐ และแสดงความตั้งใจจริงในการรักษาวินัยการคลัง โดยการคืนหนี้ ธกส. และการออกหลักเกณฑ์ ม. 28 เพื่อจำกัดการใช้นโยบายกึ่งการคลังให้มีความรัดกุม และรอบคอบมากขึ้น 

    5. นโยบายจากสัมฤทธิ์ผลสูงสุด ไม่ใช่แค่ ทำได้จริง ตอบโจทย์ปัญหาทั้งระยะสั้นและยาวเท่านั้น อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ ‘เวลา’ และ ‘ความต่อเนื่อง’ เพื่อให้ทุกมาตรการมีผลเป็นรูปธรรม

    ‘เอกนิติ’ ขอบคุณ 2 เดือนกว่า ดัน ‘Quick Big Win’ ฟื้นเศรษฐกิจผ่าน 5 เสาหลัก

    ผมคนเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนทุกอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาอันจำกัด หากไม่ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือร่วมใจจากผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สศช. BOI และกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐ และเอกชน ตั้งแต่ ธปท. กลต. ตลท. สมาคมแบงค์รัฐ กกร. NCB ไปจนถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่อาจจะกล่าวถึงไม่หมด

    สุดท้าย ขอขอบคุณทีมงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ตั้งแต่ผู้ช่วยฯ/เลขาฯ/ทีมที่ปรึกษาทางการ และไม่ทางการ/ทีมหน้าห้องของรองนายกฯ และรมว. คลัง ที่ช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยไม่ได้หยุดพักหายใจหายคอกันเลย ทุกคนยอดเยี่ยมมากครับ ขอบคุณทุกท่านจากใจจริงครับ 

    ท้ายสุด กราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่เห็นความตั้งใจ ความจริงใจ และให้โอกาสผมเข้ามาช่วยดูแลเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/646567&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q20Ys-WB61hSN28i6w3gb

  • เงินบาทเปิด 31.53 แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี จับตาประชุมกนง.-ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐสัปดาห์นี้ : อินโฟเควสท์

    เงินบาทเปิด 31.53 แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี จับตาประชุมกนง.-ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐสัปดาห์นี้ : อินโฟเควสท์

    นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ อยู่ที่ระดับ 31.53 บาท/ดอลลาร์ จากช่วงปิด ตลาดเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 31.61 บาท/ดอลลาร์

    เงินบาทเช้านี้ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง และแข็งค่าสุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค โดยยังคงเคลื่อนไหวสอดคล้องกับ ราคาทองคำในตลาดโลก ทั้งนี้ เงินบาทที่ระดับ 31.53 บาท/ดอลลาร์ ถือว่าเป็นระดับที่แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง

    สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนต.ค. และเดือนพ.ย. ของ สหรัฐฯ ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ (16 ธ.ค.) และผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในวันที่ 17 ธ. ค. ซึ่งคาดว่าจะลดดอกเบี้ย

    นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.50 – 31.65 บาท/ดอลลาร์

    ปัจจัยสำคัญ

    • เงินเยน อยู่ที่ระดับ 155.72 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 155.88 เยน/ดอลลาร์
    • เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1740 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 1.1731 ดอลลาร์/ยูโร
    • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 31.654 บาท/ดอลลาร์
    • สรท.หวั่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเสี่ยงสะดุด ชี้เจรจาภาษีสหรัฐ ส่อเลื่อนการลงทุนใหม่ชะลอ นักลงทุนรอดูทิศทาง หวัง รัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้าโครงการ ต่อเนื่อง “หอการค้า” จี้เร่งเลือกตั้ง เพิ่มอำนาจเต็มรัฐบาล แนะรัฐบาลรักษาการเร่งเจรจาการค้า- ฟื้นเชื่อมั่นประเทศ ส.อ.ท.หวั่นยุบสภาฉุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด จับตาระบบราชการ “เกียร์ว่าง” ผ่อนคันเร่งรอดูท่าทีรัฐบาล ใหม่
    • รมว.พาณิชย์ เปิดเผยกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึง สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ และตนร่วมรับฟังด้วยว่า ใน ช่วงท้ายของการสนทนา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สอบถามถึงความคืบหน้าการเจรจาด้านการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่า จะเร่งประสานให้เกิดการเจรจา และไม่ลืมที่เคยรับปากไว้
    • โฆษกรัฐบาลยืนยัน ได้รับสัญญาณจาก USTR เดินหน้าเจรจาการค้าต่อ ตามที่ พณ. เผยว่า สหรัฐฯพร้อมเริ่มเจรจาภาษี ระดับเทคนิค ชี้ข้อเสนอไทย ไม่ล้มเหลว ย้ำทุกการตัดสินใจยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก 
    • สภาอุตฯห่วงเลื่อนวันเลือกตั้งปี’69 ไม่จบใน 60 วัน จากเหตุสู้รบไทย-เขมร ส่งผลให้การจัดทำงบปี’70 ล่าช้ากระทบ ศก. 
    • ‘คลัง’ เปิดยอดจัดเก็บรายได้เดือนแรกปีงบ 69 อยู่ที่ 2.35 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 2.38 พันล้านบาท ส่วน 3 กรมภาษี จัดเก็บรายได้รวมทะลุ 2 แสนล้านบาท ‘สรรพากรสรรพสามิต’ ผลงานฉลุย ด้าน ‘ศุลกากร’ อ่วมพิษบาทแข็ง-สินค้าใช้สิทธิเขต ปลอดอากรพรึ่บ กดรีดภาษีต่ำเป้า 12% 
    • ททท.เผยปี 68 คนไทยยังเที่ยวต่อเนื่อง ทะลุเป้า 206 ล้านคน/ครั้ง สร้างรายได้ 1.16 ล้านล้านบาท โต 4% ส่วน ตลาดต่างชาติยังติดลบเกือบทุกเดือน
    • สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนมีกำหนดเปิดเผยราคาบ้านเดือนพ.ย., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ย., ยอดค้าปลีกเดือน พ.ย., การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนพ.ย. และอัตราว่างงานเดือนพ.ย. นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีนในช่วงเช้าวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนผิดหวังต่อการที่รัฐบาลจีนมีท่าทีระมัดระวังในการใช้มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ 
    • นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ หลังจากดัชนีความเชื่อมั่น ของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ (ทังกัน) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 15 ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี จากระดับ 14 ในไตรมาส 3 โดยได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันและถ่านหิน
    • ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำต่อเนื่องในเดือนต.ค. แม้ตลาดทองคำมีความผันผวนสูงจากกิจกรรมเก็งกำไร โดย โกลด์แมน แซคส์ระบุว่า การซื้อทองของธนาคารกลางยังคงไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากราคามากนัก
    • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยมาตรการทางภาษีทำให้เขามีอำนาจในการเจรจาต่อรองกับประเทศอื่น ๆ พร้อมอ้างถึงการขู่เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อไทยและกัมพูชา หากทั้งสองประเทศไม่ยุติการสู้รบและการเป็นปรปักษ์ต่อกัน 
    • ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนต.ค. ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่าง งาน ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดขายบ้านมือสองเดือนพ.ย. ดัชนี PMI และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นสำหรับเดือนธ.ค. รวมถึงตัวเลข การจ้างงานของภาคเอกชนและจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ 
    • กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการเผยแพร่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนต.ค. ซึ่งเดิมมีกำหนดเผย แพร่ในวันที่ 7 พ.ย. เนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ทำให้ทางกระทรวงฯ ไม่สามารถเก็บข้อมูลย้อนหลังของการสำรวจ ได้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/553544&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M8-dWrEfc8XiOVZJPY0wC

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.58 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 31.50-31.65 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้น พร้อมกับการอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลง และเงินบาทได้พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 4.20% ตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่โหวตสนับสนุนการคงดอกเบี้ยในการประชุม FOMC รอบล่าสุด ซึ่งระบุว่า การคงดอกเบี้ยอาจเป็นสิ่งที่เหมาะสมกว่า จากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูงและเสี่ยงที่จะมีแนวโน้มสูงขึ้นได้ โดยการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำพลิกกลับมาย่อตัวลงพอควร ขณะเดียวกัน ก็หนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นบ้าง

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 1% หนุนโดยการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง (BOT, BOE, ECB และ BOJ) และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง การเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน และ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ซึ่งจะเน้นที่ข้อมูลเดือนพฤศจิกายน เป็นหลัก และมีข้อมูลเดือนตุลาคมบ้าง จากผลกระทบของภาวะ US Government Shutdown ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) รวมถึง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P Global ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างมองว่า BOE อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 3.75% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของทั้งอัตราเงินเฟ้อและตลาดแรงงานอังกฤษ ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษ ก่อนรับรู้ผลการประชุม BOE ก็อาจสะท้อนภาพดังกล่าว ส่วน ECB อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) ที่ระดับ 2.00% จนกว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำที่ชัดเจน จนทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าระดับเป้าหมาย 2% ของ ECB อย่างมีนัยสำคัญ โดยนอกเหนือจากผลการประชุม BOE และ ECB ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนธันวาคมของอังกฤษและยูโรโซน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังทางการสหรัฐฯ เดินหน้าเร่งหาทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชีย โดยบรรดานักวิเคราะห์ในตลาดต่างประเมินว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25bps สู่ระดับ 0.75% หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวดีขึ้น และที่สำคัญ อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มบรรลุเป้าหมายของ BOJ ได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ BOJ ในช่วง Press Conference เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ หลังผู้เล่นในตลาดต่างเชื่อว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง ในปี 2026 ขณะที่ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) และธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.75% และ 2.00% ตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนธันวาคมของญี่ปุ่น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤศจิกายน ของญี่ปุ่น

    ▪ ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า กนง. อาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 25bps สู่ระดับ 1.25% เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจจากปัจจัยกดดันรอบด้าน (ในช่วงก่อนการประชุม กนง. เศรษฐกิจไทยก็เผชิญแรงกดดันจากปัญหาน้ำท่วมและความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา) และช่วยบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจ SMEs โดยการสอดประสานกับมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ที่เจาะจง ทั้งนี้ เราจะรอจับตาท่าทีของ กนง. เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า เนื่องจากเรามองว่า กนง. อาจเลือกที่จะชะลอการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หลังจากการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยไม่ได้เผชิญหรือเสี่ยงเผชิญแรงกดดันที่รุนแรง จนทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจย่ำแย่กว่าที่ กนง. ได้ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หาก กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ย เรามองว่า การลดดอกเบี้ยของไทยในอนาคตก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท ในช่วงที่เหลือของปี 2025 จนถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down ตามแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานอย่างช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ทว่าในช่วงระยะสั้นนั้น การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็อาจชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดอาจเลือกที่จะรอลุ้นผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่จากการประเมินสถานะถือครอง ผ่านข้อมูลของบรรดานักวิเคราะห์ต่างชาติ รวมถึงสัญญาณจาก 1-month Risk-Reversals ในตลาด Options สำหรับทว่าเงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ไม่ต่างกับเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ดี เรายอมรับว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นได้มากกว่าที่เราประเมินไว้ได้ หากราคาทองคำ (XAUUSD) ยังสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน จากประเด็นความกังวลหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งภาพดังกล่าว อาจไม่ได้หนุนเงินดอลลาร์มากนัก และกลับกันอาจเป็นประเด็นที่กดดันเงินดอลลาร์ได้

    และหากอ้างอิงกลยุทธ์ Trend-Following เราจะเริ่มมองว่า เงินบาทจะกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่า อีกครั้ง หรืออย่างน้อยก็อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน และอาจต้องปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุเหนือโซนเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ (โซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์) ซึ่งเรามองว่า ภาพดังกล่าวก็อาจเกิดขึ้นได้ ต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ดีกว่าคาด จนทำให้ตลาดเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ตาม Dot Plot ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดกำลังคาดหวังอยู่ รวมถึงอาจต้องเห็นความอ่อนแอของเศรษฐกิจอื่นๆ หรือ BOJ อาจเซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยการคงดอกเบี้ย กดดันให้เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าต่อ

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญ Two-Way risk (พร้อมเคลื่อนไหวสองทิศทาง) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน ผลการประชุมธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ BOJ ก็อาจกระทบต่อเงินดอลลาร์ได้ ผ่านการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-32.00 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.45-31.65 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/981911&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q2ekxIFPoOmmIeImVXFRu

  • ขอยืนยัน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีสถานที่ น่าท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ พร้อมต้อนรับ นักท่องเที่ยวครับ

    ขอยืนยัน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีสถานที่ น่าท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ พร้อมต้อนรับ นักท่องเที่ยวครับ

    Logo

    Loading

    Header หน้าใน - ข่าวประชาสัมพันธ์

    1. หน้าหลัก
    2. Recommend
    3. ขอยืนยัน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีสถานที่ น่าท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ พร้อมต้อนรับ นักท่องเที่ยวครับ

    ขอยืนยัน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีสถานที่ น่าท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ พร้อมต้อนรับ นักท่องเที่ยวครับ


    15/12/2568 | 42 |

    “ขอยืนยัน
    และสร้างความเชื่อมั่นว่า
    ประเทศไทยมีสถานที่
    น่าท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ
    พร้อมต้อนรับ
    นักท่องเที่ยวครับ”

    ชาคริต ปิตานุพงศ์
    ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/454568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BRV_IAtw_sAVg0oeWT_O3

  • ตม.สั่งสกัดเข้ม กัมพูชาใช้ฟรีวีซ่าเข้าไทย พร้อมสกัดต่างชาติกลุ่มเสี่ยง เกรงว่าอาจเป็นนักรบรับจ้าง

    ตม.สั่งสกัดเข้ม กัมพูชาใช้ฟรีวีซ่าเข้าไทย พร้อมสกัดต่างชาติกลุ่มเสี่ยง เกรงว่าอาจเป็นนักรบรับจ้าง

    ตม.สั่งสกัดเข้ม กัมพูชาใช้ฟรีวีซ่าเข้าไทย พร้อมสกัดต่างชาติกลุ่มเสี่ยง เกรงว่าอาจเป็นนักรบรับจ้าง วอนท่องเที่ยวต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ รอคิวไม่เกิน 40 นาที

    จากกรณีมีข้อห่วงใย โดยมีนักวิจารณ์ และนักวิชาการเปิดเผยผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ ว่าอาจมีคนต่างชาติ ที่เป็นนักรบรับจ้าง บินเข้าไทยเพื่อปฎิบัติการเป็นอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศเพื่อบั่นทอนขีดความสามารถของกำลังฝ่ายไทยทุกรูปแบบ

    ล่าสุด เมื่อวานนี้ 14 ธ.ค.2568 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ/โฆษก สตม. ได้เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้มีความห่วงใยในเรื่องนี้ นับแต่เริ่มมีการปะทะระหว่างไทยและเขมรอีกระลอกอย่างรุนแรง ในขณะที่ยังมีสายการบินพานิชย์บินระหว่างประเทศทั้งสองตามปกติ รวมถึงอาจมีกลุ่มนักรบรับจ้างอาศัยโอกาสฟรีวีซ่าเข้าไทย เพื่อปฎิบัติการใด ๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงหลังแนวรบทั้งในเขตไทย และการลักลอบผ่านแดนเข้าทางเขมร

    เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา ทาง สตม. ได้มีการประชุมผู้บังคับบัญชา และหัวหน้าด่าน ตม.สนามบิน  5 สนามบินในสังกัด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ เพื่อกำหนดมาตรการขั้นเด็ดขาดกับคนสัญชาติที่มีพฤติการณ์เสี่ยงต่อการเป็นภัยความมั่นคงหลังแนวรบ เช่น แอบผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าช่วยเหลือเขมร หรือเป็นสายลับ หรือกระทำการอื่นใด  โดยพุ่งเป้าหมายไปที่คนต่างชาติ 2 กลุ่ม ที่ใช้ฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไทย ได้แก่

    – กลุ่มนักรบรับจ้างในแถบยุโรปตะวันออก และเอเซียตอนบน
    – กลุ่มคนกัมพูชาที่บินมาเข้าไทย โดยใช้สิทธิฟรีวีซ่า ซึ่งช่วงเวลานี้ ทั้งสองฝ่ายยกระดับความขัดแย้งถึงขั้นการปะทะ จึงดูผิดวิสัยวิญญูชนปกติที่จะเข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งหากมีธุรกิจตามกฏหมายในไทย ก็ให้กลับไปขอวีซ่าจากสถานทูตไทยมาให้ถูกต้องทุกราย เพื่อให้มีการคัดกรองจากต้นทางมาก่อน

    โดยนับตั้งแต่มีเหตุการปะทะรุนแรง มีการปฎิเสธการเข้าเมืองไปแล้ว ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค.ถึง 13 ธ.ค.2568 รวม 185 ราย

    อย่างไรก็ดี ทาง สตม. จะประสานขอข้อมูลจากหน่วยงานข่าวความมั่นคง เพื่อหาข้อมูลข่าวเพิ่มเติมว่า มีข้อมูลการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างชาติที่เป็นนักรบรับจ้างหรือไม่ ซึ่งหากมีข้อมูลข่าวที่สามารถชี้เป็นตัวบุคคลได้ ก็จะช่วยโฟกัสกลุ่มต้องห้ามได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่กระทบกับชาวต่างชาติอื่น ๆ ที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยโดยภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไม่น้อยกว่าวันละ 75,000 ถึง 80,000 คน และเจ้าหน้าที่ ตม. หน้าด่าน มีเวลาตรวจหนังสือเดินทางไม่เกินรายละ 45 วินาทีเท่านั้น

    ทั้งนี้ มาตรการเพิ่มความเข้มในการคัดกรองดังกล่าว อาจมีภาพความหนาแน่นของผู้โดยสารที่รอคิวเข้ารับการตรวจหนังสือเดินทาง โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในช่วงชั่วโมงที่เที่ยวบินหนาแน่น แต่ทางเจ้าหน้าที่ ตม. ได้มีการจัดกำลังพลเต็มทุกช่องตรวจ แม้มาตรการความมั่นคงดังกล่าวจะส่งผลให้การรอคิวนานกว่าปกติ จากเดิมที่ไม่เกิน 20 นาที ก็จะรอราว ๆ ไม่เกิน 40 นาทีเท่านั้น  โดยยืนยันว่าไม่กระทบกับการเดินทางเข้าออกของคนไทยแต่อย่างใด

    ที่มาภาพ/ข่าว :: สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63196&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27ugimv0wqe38H2Q_wFa9L

  • “รมว.ซาบีดา” เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนพื้นที่การท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่ในชุมชน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 14/12/2025 18:23

    รมว.วัฒนธรรม เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ในชุมชน

    “รมว.ซาบีดา” เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนพื้นที่การท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่ในชุมชน – Top News รายงาน

    รมว.ซาบีดา

    เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568 โดยมี นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นางเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายอำเภอชุมพลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน และนักท่องเที่ยว ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    การจัดงานดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมในการ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” ซึ่งเป็นนโยบาย Quick Big Win ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งส่งเสริมพลังวัฒนธรรมให้ก่อให้เกิดรายได้จริง ผ่านการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ในชุมชน (Unseen Thai Thai) การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย หรือ CPOT เพื่อยกระดับรายได้ของชุมชน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นย้ำการบูรณาการทีมประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในระยะเร่งด่วน ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    11SOCAIL 16-9 copy

    02

    “โฆษกทร.” ยันจำเป็นถล่มฐานยิงปืนใหญ่เขมร บนเกาะยอ ย้ำเป็นภัยคุกคามทหาร คนไทยชายแดนตราด

    ตม.สั่งสกัดเข้ม “กัมพูชา-กลุ่มทหารรับจ้าง” ใช้ฟรีวีซ่าเข้าไทย ปฏิบัติการเป็นภัยความมั่นคง ขอนทท.ต่างชาติ เข้าใจสถานการณ์

    เริ่มแล้ว มาตรการ “กองทัพภาคที่ 2” ควบคุมการส่งเชื้อเพลิง ยุทธปัจจัย ไปกัมพูชา จับพิรุธขบวนรถน้ำมันส่งลาว เข้าคิวข้ามด่านช่องเม็กลาวยาวเหยียด

    เปิดตัว Tai-Thai Times พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว วัฒนธรรมไทย ให้คนไต้หวันเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

    เทศบาลบางเมือง จัดแข่งขันกีฬาเปตอง ชิงถ้วยรางวัลนายกเทศมนตรีบางเมือง

    ชุมชนหมู่บ้านพฤกษา 20 จัดงานนมัสการหลวงพ่อพุทธโสธร (องค์จำลอง) ครบรอบปีที่ 10 อย่างยิ่งใหญ่ ต้อนรับปลายปี–ปีใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1423267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Er5VqjVhCTEdCq3gXRaQf

  • เช็กลิสต์ 5 เสาหลักกอบกู้เศรษฐกิจ Quick Big Win ของรัฐบาลอายุงาน 2 เดือนครึ่ง

    เช็กลิสต์ 5 เสาหลักกอบกู้เศรษฐกิจ Quick Big Win ของรัฐบาลอายุงาน 2 เดือนครึ่ง

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2901855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VTkHddnHi3TWVYvxfnytm

  • ไม่พบเนื้อหา – สยามรัฐ

    ไม่พบเนื้อหา – สยามรัฐ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/116976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sZ-Pzt4BIMk6y-v4z4ha3

  • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก.  สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก. สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    Finance

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก. สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    15 ธ.ค. 2025 เวลา 7:26 น.

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก.  สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์ห่วงยุบสภาฯ ลามซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ฉุดจีดีพี กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน “เกียรตินาคินภัทร” ห่วงความไม่แน่นอนพุ่ง ฉุดการใช้จ่าย ลงทุน ทำเศรษฐกิจชะงักมากกว่าติดลบแรง “ซีไอเอ็มบีไทย” ชี้ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว เสี่ยงการลงทุนใหม่ชะลอ มาตรการกระตุ้นขาดช่วงต้นปีหน้า “กสิกรไทย” ห่วงสุญญากาศการเมืองยืดเยื้อ กระทบความเชื่อมั่น เสี่ยงฉุดจีดีพีหาย คาดไตรมาสแรกหาย0.2%

    • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ การยุบสภาสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
    • ทำให้ผู้บริโภคและนักลงทุนชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมชะงักงัน
    • ภาวะสุญญากาศทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า  กระทบการเติบโตของจีดีพีโดยตรง
    • ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
    • อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ หากรัฐบาลใหม่ขาดวินัยทางการคลัง

    สถานการณ์การยุบสภา กลายเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่ยังเผชิญความขัดแย้งและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ความไม่แน่นอนทำเศรษฐกิจ “ชะงัก”

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่า ความเสี่ยงจากการยุบสภา ไม่ได้อยู่ที่แรงกระแทกทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือความไม่แน่นอนที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะชะงักงัน

    เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มชะลอการใช้จ่าย ภาคเอกชนและนักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจลงทุนใหม่ เนื่องจากไม่เห็นทิศทางนโยบายที่ชัดเจน ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอ่อนแรง แม้จะไม่หดตัวรุนแรงทันที แต่ผลกระทบจะค่อยๆ สะสม และมีแนวโน้มไปปรากฏชัดในปีถัดไป

    ความน่าห่วงในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากการยุบสภาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการซ้อนทับกับปัจจัยลบอื่น เช่น สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยิ่งทำให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อและประเมินผลกระทบโดยรวมได้ยากขึ้น

    อีกประเด็นสำคัญคือ สถานะรัฐบาลรักษาการ ซึ่งมีข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายและการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การใช้งบกลางในภาวะฉุกเฉิน และการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลให้ระบบราชการมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “เกียร์ว่าง” โครงการต่างๆ เดินหน้าช้าลง

    ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือความล่าช้าของงบประมาณ หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ตามกรอบเวลางบประมาณอาจล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะกระทบต่อจีดีพีโดยตรง และอาจลากยาวไปถึงงบประมาณปีถัดไป โดยสิ่งที่ทำให้รอบนี้แตกต่างจากอดีต คือการยุบสภาเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะสงคราม ทำให้ความกังวลต่อผลกระทบโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น

    เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

    อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า หากพิจารณาเฉพาะมิติการเมือง การยุบสภาอาจไม่ได้สร้างแรงกระแทกทางเศรษฐกิจรุนแรง เพราะตลาดรับรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการเลือกตั้ง การยุบสภาเป็นเพียงการขยับจังหวะให้เร็วขึ้นเล็กน้อย

    สิ่งที่น่าห่วงคือ “จังหวะเวลา” ที่การยุบสภาเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

    ทั้งกำลังซื้อในประเทศ ความไม่ต่อเนื่องของการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ความไม่สงบในภาคใต้ จึงอาจซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจ

    หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือการชะลอการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีแนวโน้มดรอดูความชัดเจนทางการเมือง

    รวมถึงการชะลอการเริ่มต้นโครงการลงทุนใหม่ภาครัฐ เนื่องจากยังไม่สามารถอนุมัติได้ในช่วงรัฐบาลรักษาการ

    ขณะเดียวกันความไม่ชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย หรือมาตรการด้านการท่องเที่ยว อาจทำให้เศรษฐกิจขาดแรงพยุงในช่วงต้นปีหน้า

    ทั้งนี้ มองว่าภายใต้ความไม่ชัดเจน นโยบายการเงินอาจต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อชดเชยข้อจำกัดของนโยบายการคลัง โดยคาดว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินจะช่วยพยุงกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และดูแลเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1-2 ปีหน้า ซึ่งถือเป็นช่วงเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

    ห่วงสุญญากาศการเมือง ลามการค้า-เครดิต

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าการยุบสภาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการเมืองตามวัฏจักร แต่เป็นสัญญาณที่ตอกย้ำความเปราะบางของระบบการเมืองไทยในสายตานักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ แม้ผลกระทบระยะสั้นต่อตลาดเงินและตลาดทุนอาจยังไม่รุนแรง

    แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือความยืดเยื้อทางการเมือง และความเป็นไปได้ที่จะเกิด “สุญญากาศทางการเมือง” หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้หลังการเลือกตั้ง

    ความแตกร้าวและความซับซ้อนระหว่างพรรคการเมืองหลัก ทำให้การฟอร์มรัฐบาลมีความยาก หากไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ความไม่แน่นอนจะยิ่งลากยาว สถานการณ์ดังกล่าว ระบบราชการมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเกียร์ว่าง

    ข้าราชการไม่กล้าตัดสินใจและขับเคลื่อนงานได้เต็มที่ แม้ไม่เกิดวิกฤติในทันที แต่จะบั่นทอนประสิทธิภาพการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ การขาดมาตรการระยะสั้นในช่วงสุญญากาศทางการเมือง อาจทำให้จีดีพีไตรมาสแรกปีหน้าลดลงราว 0.2% แม้ทั้งปีอาจไม่แตกต่างมากหากรัฐบาลใหม่สามารถเข้ามาทำงานได้ในครึ่งปีหลัง แต่หากการเมืองยืดเยื้อความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าอาจทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศชะลอตัว และนักลงทุนระยะยาวเริ่มตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือ

    อีกประเด็นที่น่ากังวลคือท่าทีของบริษัทจัดอันดับเครดิต หากรัฐบาลใหม่ไม่รักษาวินัยการคลัง และเบี่ยงไปใช้นโยบายประชานิยมมากขึ้น ความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับเครดิตจะเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X907f8kWZaZ1P8tx6WfeI