Blog

  • ป่าตองชวนร่วมเปิดฤดูท่องเที่ยว ‘ศุกร์นี้’ ในสีสันและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง – ข่าวภูเก็ต

    ป่าตองชวนร่วมเปิดฤดูท่องเที่ยว ‘ศุกร์นี้’ ในสีสันและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Two Phuket Stabbings With One Arrest, Vendors Brawl At Surin Beach || Thailand News

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Two Phuket Stabbings With One Arrest, Vendors Brawl At Surin Beach || Thailand News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7-%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2589-%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A8%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2589%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2589%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587-13895.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rHXVIiQPn09PHxoHQl_JC

  • กาญจนบุรี///TOPNEWS ตะวันตก จับมือ สมาคมฯ นำทีมยินดี ‘ผู้ว่าฯ วริษฐา’ พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Wellness Tourism จ.กาญจนบุรี | TOPNEWS

    บรรณาธิการข่าวภาคตะวันตกและนายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นำทีมแสดงความยินดีต่อ ผู้ว่าฯ วริษฐา สงวนเสริมศรี ในโอกาสรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีคนใหม่ พร้อมหารือยุทธศาสตร์ใช้ศักยภาพธรรมชาติของจังหวัดกาญจนบุรี ยกระดับสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี คณะสื่อมวลชน TOPNEWS ทั่วไทยภาคตะวันตก และภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เข้าพบนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี คนที่ 67

    โดย คุณจิตติมาพร นิลมัย ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งบรรณาธิการข่าว TOPNEWS ทั่วไทยภาคตะวันตก และนายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกาญจนบุรี / กรรมการผู้จัดการศรีชัยยะปุระ ได้มอบกระเช้าของขวัญและแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ

    ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ได้พบปะและทำความรู้จักกับ ทีมข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคตะวันตก อย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวทางการ เผยแพร่ข่าวสารและการนำเสนอข่าวสาร ของจังหวัด

    โดยได้มีการแนะนำตัวทีมผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคตะวันตก ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย นายธบดี ศรีวิเชียร, นางสาวปภัชญา ศรีวิเชียร, นายโชคชัย ฤทธิเดช, นางสาวกัญชฎา โพธิสุวรรณ และนายราชา แฉล้มล้ำ ซึ่งทีมงานพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการประชาสัมพันธ์งานและนโยบายของจังหวัด

    นอกจากนี้วาระสำคัญในการหารือคือการ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ของจังหวัดกาญจนบุรี โดยผู้แทนสมาคมฯ ได้เน้นย้ำถึงจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติของกาญจนบุรีที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness)

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการ ผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ สื่อมวลชน และภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้กาญจนบุรีเป็น ศูนย์กลาง Wellness Tourism ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และส่งเสริมความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป

    ปภัชญา ศรีวิเชียร ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1425136&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06t70bKLFRCZQvmIgksvn_

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49

  • ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 สูงสุดในรอบ 30 ปี

    ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 สูงสุดในรอบ 30 ปี

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เตรียมประกาศขึ้นอัตราดอกเบียยนโยบายครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นจาก 0.5% เป็น 0.75% ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดรอบ 30 ปี ตั้งแต่ปี 1995

    แรงกดดันจากเงินเฟ้อเกินเป้าหมาย

    การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเงินเฟ้อหลักของญี่ปุ่นที่ปรับตัวสูงขึ้น 3% ในเดือนตุลาคม แซงเป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% ผู้ว่าการ Kazuo Ueda แถลงว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น้อยกว่าที่คาดกังวล เนื่องจากบริษัทอเมริกันยังไม่ได้ส่งต้นทุนภาษีผ่านไปยังผู้บริโภคเต็มที่

    ความท้าทายของรัฐบาล Takaichi

    การขึ้นดอกเบียยนี้จะช่วยลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับนายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi หญิงคนแรกของญี่ปุ่น ที่พยายามหลีกเลี่ยงชะตากรรมของผู้นำคนก่อน Shigeru Ishiba ที่ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางการเมืองจากความโกรธของประชาชนต่อราคาที่เพิ่มสูงขึ้น

    แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่

    สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมมูลค่า 18.3 ล้านล้านเยน (118 พันล้านดอลลาร์) เพื่อสนับสนุนแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยเหลือครัวเรือน อย่างไรก็ตาม มากกว่า 60% ของการใช้จ่ายมาจากการกู้ยืมของรัฐบาล ซึ่งเพิ่มความกังวลของตลาดต่อสุขภาพการคลังของญี่ปุ่น

    ความกังวลหนี้สินสูง

    ญี่ปุ่นมีอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP สูงที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่ โดย IMF คาดการณ์จะแตะระดับ 232.7% ในปีนี้ ผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงต้นธันวาคม ขณะที่พันธบัตร 10 ปีขึ้นสู่จุดสูงสุดรอบ 19 ปี

    ผลกระทบต่อเยนและตลาดการเงิน

    ความกังวลต่อ “นโยบายการคลังเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ” ของ Takaichi ส่งผลกดดันต่อค่าเงินเยน ซึ่งกระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มเติม เนื่องจากญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเป็นหลัก Takahide Kiuchi จากสถาบันวิจัย Nomura ระบุว่าปัจจัยเหล่านี้จะลดผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและทำลายเสถียรภาพระยะกลางถึงยาวของเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/bank-of-japan-rate-hike-30-year-high&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YxAtWVt4hodNVIP2NDY0e

  • โมเดลเศรษฐกิจใหม่จีน ทุบหม้อข้าวแรงงานเอเชีย ดับอนาคต Gen Z

    โมเดลเศรษฐกิจใหม่จีน ทุบหม้อข้าวแรงงานเอเชีย ดับอนาคต Gen Z

    เอเชีย ภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับชีวิตผู้คนนับล้าน แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ หลายประเทศต้องรับมือกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” 

    ด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากฐานการผลิตที่ถูกคุกคามจาก สินค้าจีนทะลัก เข้ามาด้วยราคาที่ถูกแสนถูก และอีกด้านคือผลพวงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    สถานการณ์นี้สร้างความคับข้องใจให้กับคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่ต้องดิ้นรนกับค่าแรงขั้นต่ำและค่าครองชีพที่พุ่งสูง คนรุ่นใหม่ต้องตื่นมาพบความจริงที่ว่า

    งานในภาคการผลิตที่เคยสร้างความมั่งคั่งให้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่หายากขึ้น ในขณะที่ตำแหน่งพนักงานออฟฟิศสำหรับเด็กจบปริญญาก็มีการแข่งขันสูงจนล้นตลาด

    Great Wall Motor บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากจีน

    จีนทุ่มสุดตัวภาคการผลิต ดันยอดเกินดุลทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์

    ท่ามกลางวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซา รัฐบาลจีนตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    ผลลัพธ์คือยอดเกินดุลการค้าต่อปีที่พุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะลดลงก็ตาม

    สินค้าส่วนเกินเหล่านี้จึงถูกระบายออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความตึงเครียดไปทั่วโลก ถึงขนาดที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกโรงเตือนว่า สหภาพยุโรปอาจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หากปักกิ่งไม่แก้ไขความไม่สมดุลทางการค้านี้

    สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน

    อาเซียนรับจบ เมื่อ SME สู้ทุนใหญ่ไม่ไหว

    กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South)  กลายเป็นด่านหน้าที่ต้องรับผลกระทบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องตกที่นั่งลำบาก เมื่อตลาดสินค้าราคาถูกในประเทศไม่สามารถแข่งขันกับกำลังการผลิตมหาศาลของจีนได้ แม้จะมีการออกมาตรการจำกัดการนำเข้า แต่ก็แทบไม่ช่วยชะลอสินค้าจีนทะลัก

    ความเสียหายพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ซึ่งกระทบโดยตรงต่อแรงงานคนรุ่นใหม่

    • อินโดนีเซีย: รายงานจากสถาบัน Lowy ระบุว่าตั้งแต่ปี 2022 มีโรงงานสิ่งทอปิดตัวไปแล้วราว 60 แห่ง สูญเสียงานกว่า 2.5 แสนตำแหน่ง และสมาคมผู้ผลิตเส้นใยฯ คาดการณ์ว่าปี 2025 อาจมีคนเสี่ยง ตกงาน อีกกว่า 5 แสนคน หรือหายไปถึง 1 ใน 4 ของภาคอุตสาหกรรม
    • ไทย: สถานการณ์ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ปีที่ผ่านมาไทยมียอด โรงงานปิดตัว ราว 2,000 แห่ง โดยเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าสินค้าจีนราคาถูกที่ล้นทะลักเข้าไทย เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โรงงานต้องปิดตัวลง ซึ่งบ่อนทำลายตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ที่เคยเป็นประตูสู่การก่อร่างสร้างตัวของเด็กไทย

    ภาพจำลองอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์ของจีน

    จับตา “China Shock 2.0”  

    คณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ-จีน (USCC) เตือนว่า ปัญหากำลังการผลิตล้นตลาดของจีนไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เสื้อผ้าหรือของเล่นเท่านั้น แต่กำลังขยายวงกว้างสู่อุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์ โดยมีภาครัฐหนุนหลังอย่างเต็มสูบ

    นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง David Autor และ Gordon Hanson เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “China Shock 2.0” ซึ่งอาจสร้างความเสียหายรุนแรงกว่ายุคแรก (ช่วงปี 1999-2007) ที่เคยทำให้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ พังทลายและสูญเสียตำแหน่งงานเกือบ 1 ใน 4

    Changan แบรนด์รถยนต์ชื่อดังของจีน

    พิษเศรษฐกิจจุดชนวนการเมือง

    ผลกระทบจาก วิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้จีนเริ่มแปรเปลี่ยนความกดดันให้เป็นความโกรธแค้นทางการเมือง ในหลายพื้นที่ของเอเชีย คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มหมดศรัทธาในผู้นำประเทศและกลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ โดยมองว่ารัฐบาลไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้

    เราได้เห็นคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยวผ่านการประท้วงในอินโดนีเซีย ติมอร์-เลสเต และฟิลิปปินส์

    คนรุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายกับปัญหาคอร์รัปชันและการ ว่างงาน ได้ออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบจากนักการเมือง เช่นเดียวกับในเนปาล ที่พลังคนรุ่นใหม่กดดันจนรัฐบาลต้องพ้นจากอำนาจเมื่อเดือนกันยายน

    จีนเองก็ตระหนักถึงปัญหานี้และไม่อยากทำลายเสถียรภาพของเพื่อนบ้าน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากกำแพงภาษีของทรัมป์ จีนพยายามเรียกร้องให้มีการประสานงานทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    แม้จะมีแสงสว่างอยู่บ้างจากการที่ยอดส่งออกของไทยและเวียดนามไปสหรัฐฯ เติบโตขึ้น (ราว 23% ในเดือนกันยายน) เนื่องจากการย้ายฐานการผลิตหนีความขัดแย้ง แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้การันตีความมั่นคงในอาชีพให้คนรุ่นใหม่เสมอไป

    การแก้ปัญหาด้วยการบล็อก สินค้าจีนทะลัก เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล เพราะสินค้าเหล่านี้ฝังรากลึกในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของภูมิภาคแล้ว

    ทางออกที่ยั่งยืนคือ ภาครัฐต้องช่วยผู้ประกอบการหาตลาดใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างเครือข่ายป้องกันทางการค้าระดับภูมิภาค แทนที่จะสู้เพียงลำพัง รวมถึงต้องขยายโครงการฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน

    หากปราศจากนโยบายที่รับประกันว่า Gen Z จะได้รับประโยชน์จากการค้าเสรี ความคับข้องใจทางเศรษฐกิจอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ยากจะควบคุม 

    อ้างอิง: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/735075&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw182YBvUDmS8MvoR7Eu_uDu

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49

  • องค์กรต้องกล้าเปลี่ยนผ่าน

    องค์กรต้องกล้าเปลี่ยนผ่าน

    ซึ่ง นิธิ ภัทรโชค ประธาน TMA และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ระบุว่า ศักยภาพขององค์กรไทยกำลังดีดตัวขึ้นจากแรงส่งของดิจิทัล AI และการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง แต่หากไม่เร่งปลดล็อกคอขวดเชิงโครงสร้าง ทั้งผลิตภาพแรงงาน การเข้าถึงทุนของ SME และกฎระเบียบที่ยังไม่คล่องตัว ไทยอาจเสียพื้นที่การแข่งขันในตลาดโลกได้ วันนี้องค์กรต้องกล้าที่จะเปลี่ยนผ่านจริงจัง ปรับโมเดลธุรกิจ ใช้นวัตกรรมยกระดับผลิตภาพ และพัฒนาทักษะคนให้เท่าทันอนาคต หากไทยต้องการยืนแถวหน้าในภูมิภาค เราต้องก้าวข้ามวิธีคิดเดิม ปรับโมเดลการเติบโตของประเทศใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การยกระดับทักษะประชาชนไปจนถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง

     ขณะที่ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวภายหลังการรับรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2025 สาขาความเป็นเลิศด้านผู้นํา ว่า แนวโน้มและทิศทางการทำธุรกิจในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น เป็นทศวรรษของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจ และเป็นหน้าที่ของผู้นำที่จะต้องวางวิสัยทัศน์ในการนำองค์กรให้สามารถก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นผู้นำธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในปัจจุบันมีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง การเป็นผู้นำองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการวางวิสัยทัศน์ และสร้างโอกาสให้กับธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และการเติบโตของภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะสร้างความมั่นคงด้านรายได้ ให้กับชุมชนและสังคม เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคม เพราะองค์กรเติบโตเพียงลำพังไม่ได้ 

    เช่นเดียวกับ ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) องค์กรที่ได้รับรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2025 สาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบุว่า บางจากฯ ได้รับรางวัลสาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน มาจากแนวคิดในการทำธุรกิจของบริษัท ที่ให้ความสำคัญใน 2 ประเด็นหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจประเด็นแรกคือ เรื่องความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรทางการเงิน ที่มาจากการบริหารธุรกิจ และประเด็นที่สองคือ การทำธุรกิจโดยคำนึงถึงชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตไปพร้อมกับการเติบโตขององค์กร

    ทั้งนี้การทำกิจกรรมเพื่อชุมชน สังคม และ สิ่งแวดล้อม ของบางจากฯ ไม่ได้แค่ให้เงินลงไปในกิจกรรม CSR เท่านั้น แต่เราออกแบบและวางแผนในการทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับแผนการลงทุนของบริษัท บางจากฯ ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่า เมื่อภาคธุรกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่มีความแข็งแรง เมื่อเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ก็จะสามารถก้าวข้ามผ่านทุกวิกฤตได้ และการที่องค์กรจะขับเคลื่อนก้าวข้ามผ่านความผันผวนของเศรษฐกิจได้ นอกจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรให้มีกำไรและตอบโจทย์การเติบโตและขับเคลื่อนสังคมได้แล้ว สิ่งสำคัญคือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร คือ “หัวใจสำคัญ”

    และปรเมศวร์ นิสากรเสน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) องค์กรที่ได้รับรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards สาขาความเป็นเลิศด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า ปูนซิเมนต์ไทยมีหลักการทำงานโดยนำกระบวนการ “2P 2S” โดย P ตัวแรกคือ People P ตัวที่สองคือ Process กระบวนการทำงาน ส่วน S แรกคือ Structure โครงสร้างขององค์กร และ S ตัวที่สองคือ System ระบบการทำงาน จะเห็นว่า บุคลากรเป็นหัวใจสำคัญของเรา เพราะบุคลากรที่มีคุณภาพ จะสามารถพัฒนากระบวนการทำงาน วางโครงสร้างองค์กร และระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าการพัฒนาบุคลากร การให้ความรู้ การ Upskill และ Reskill จะทำให้เรามีบุคลากรที่พร้อมจะขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/915674/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N_73GcS6JKqVJwQ_nznRJ

  • ‘บาทแข็ง’ สะเทือนเศรษฐกิจ  ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจรับไม่ได้-กระทุ้ง ‘แบงก์ชาติ’ ดูแล

    ‘บาทแข็ง’ สะเทือนเศรษฐกิจ ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจรับไม่ได้-กระทุ้ง ‘แบงก์ชาติ’ ดูแล

    Finance

    ‘บาทแข็ง’ สะเทือนเศรษฐกิจ ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจรับไม่ได้-กระทุ้ง ‘แบงก์ชาติ’ ดูแล

    16 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    ‘เอกนิติ’ ห่วงเงินบาทแข็งค่า กระทบเศรษฐกิจหนัก งัดมาตรการลดผลกระทบเงินบาท “กสิกรไทย-กรุงไทย” ชี้แข็งค่ารอบ 4 ปีครึ่ง จากดอลลาร์อ่อนค่า ชี้เศรษฐกิจไทยรับไม่ได้ พึ่งส่งออกสูง ทองคำจ่อทำนิวไฮต่อ ชี้ ธปท.แทรกแซงได้จำกัด “ด้านแม่ทองสุก” ชี้ทองคำทำให้เงินบาทแข็งค่าเพียง 7-8%

    • ‘เอกนิติ’  ชี้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าสุดในรอบกว่า 4 ปี เป็นสิ่งที่เศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักไม่สามารถยอมรับได้ 
    • สาเหตุหลักของเงินบาทที่แข็งค่ามาจากปัจจัยภายนอก เช่น การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ, ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น และกระแสเงินทุนไหลเข้าตามปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยว
    • ผลกระทบโดยตรงคือ ภาคการส่งออกมีรายได้ลดลงเมื่อแลกกลับเป็นเงินบาท และภาคการท่องเที่ยวมีความน่าสนใจน้อยลงเนื่องจากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวสูงขึ้น
    • เตรียมเร่งรัดการนำเข้าของภาครัฐ
    • ขณะที่ ธปท. ได้เพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมของผู้ค้าทองคำเพื่อลดความผันผวน

    สำหรับการเคลื่อนไหวของ เงินบาท พบว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง โดยวานนี้ เงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งค่าขึ้นในรอบกว่า 4 ปีครึ่ง นับตั้งแต่กลางปี 2564 โดยแข็งค่านำประเทศอื่นในภูมิภาค

    ขณะที่ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงเกือบ 20 จุด มาปิดตลาดที่ 1,273.40 จุด หวังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 4 ปี ได้หารือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมยอมรับว่าปัจจัยหลักเกิดจากทิศทางการเงินโลก

    โดยเฉพาะการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ส่งผลให้เม็ดเงินไหลจากที่ต่ำไปที่สูง และเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสเงินทุน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า แม้ทางกระทรวงการคลัง จะเคารพความเป็นอิสระการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.แต่ได้สื่อสาร และประสานความเข้าใจว่าสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไปเป็นสิ่งที่เศรษฐกิจไทยรับไม่ได้ 

    สำหรับสาเหตุสำคัญ คือ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก การที่ค่าเงินมีความผันผวนหรือแข็งค่าขึ้นขนาดนี้ ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีอยู่ยังไม่พร้อมรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบในส่วนกระทรวงการคลังมอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่ทำได้ทันที ได้แก่

    1.) การเร่งนำเข้าของภาครัฐสั่งการให้รัฐวิสาหกิจ และภาคราชการ อาศัยจังหวะที่เงินบาทแข็งค่า เร่งนำเข้าเครื่องจักรหรือสินค้าที่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากค่าเงิน

    2.) การบริหารหนี้สาธารณะมอบหมายให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ดูแลเรื่องการคืนหนี้ต่างประเทศ แต่มีข้อจำกัดเนื่องจากไทยมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศไม่มากนัก แต่ทางกระทรวงการคลัง พยายามดำเนินการในส่วนที่ทำได้เพื่อช่วยดูแลค่าเงิน

    นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารทีมวิจัย ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทอยู่ภาวะ “แข็งค่าขึ้นมาก” โดยทำจุดแข็งค่าสุดที่ระดับ 31.45-31.44 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดรอบ 4 ปีครึ่ง นับตั้งแต่กลางปี 2564

    ทั้งนี้ เงินบาทเริ่มแข็งค่า และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นตั้งแต่สิ้นเดือนพ.ย.ที่ค่าเงินบาทยังอยู่ที่ระดับ 32.20 บาทต่อดอลลาร์ แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทมาอยู่ที่ 31.47 บาทต่อดอลลาร์ เป็นการแข็งค่าขึ้น 2.3% และรอบ 1 เดือน เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.97%

    ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 

    1.) การอ่อนแอของค่าเงินดอลลาร์จากแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้เฟดลดดอกเบี้ยตามคาด แต่นักลงทุนมองว่ามีโอกาสลดดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง

    2.) การปรับตัวขึ้นอย่างมากของราคาทองคำในตลาดโลกต่อเนื่องที่เป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค จากความเชื่อมโยงของทองคำ และเงินบาทที่ระดับสูง

    3.) ปัจจัยทางเทคนิคในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน หลังค่าเงินบาทได้หลุดผ่านแนวรับสำคัญหลายระดับต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การหลุดระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ และหลุด 31.50 บาทต่อดอลลาร์ การหลุดแนวรับสำคัญกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติมจากผู้เล่นในตลาด ซึ่งยิ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

    สำหรับแนวโน้มระยะสั้น มองว่า sentiment ของค่าเงินดอลลาร์ยังไม่ฟื้นตัว ค่าเงินบาทอาจมีโอกาสทดสอบระดับ 31.4 บาทต่อดอลลาร์ได้ และหากหลุดแนวรับดังกล่าวอาจเห็นเงินบาทไปสู่ 31 บาทต่อดอลลาร์ได้

    เงินบาทแข็งค่ามาจากผลของฤดูกาล

    นายสงวน จุงสกุล ผู้บริหารฝ่ายธุรกิจสายงานตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่ามาก โดยส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำ ที่เริ่มกลับมีบทบาทอีกครั้ง หลังราคาทองคำมีแนวโน้มขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All Time High) อีกครั้ง

    ซึ่งเงินบาทได้รับแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้นตามไปด้วย และจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า 

    นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาท คือ ปัจจัยด้านฤดูกาล หรือ Seasonality เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว แม้การท่องเที่ยวอ่อนแอลงจากช่วงก่อนหน้าแต่กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิยังอยู่ในฝั่งที่เข้ามาซื้อเงินบาท

    และหากย้อนดูสถิติในอดีตพบว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ของเดือนธ.ค.เงินบาทมักมีแนวโน้มแข็งค่าถึง 7 ครั้งจากทั้งหมด 10 ครั้ง และหากมองกรอบรายไตรมาส โดยเฉพาะไตรมาส 4 ภายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าไตรมาสนี้ถึง 7 ครั้งเช่นเดียวกัน สะท้อนถึงการแข็งค่าที่มาจากปัจจัยเฉพาะจากฤดูกาลเป็นสำคัญที่มีผลต่อค่าเงินบาทในระดับทั้งรายเดือน และรายไตรมาส

    สิ่งที่น่าสังเกตคือ บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มมีข้อจำกัดเข้าไปแทรกแซงค่าเงินหรือไม่ เนื่องจากไทยเคยถูกจับตาประเด็นการแทรกแซงค่าเงินจากสหรัฐทำให้การเข้าไปดูแลเงินบาทระวังมากขึ้น

    เงินบาทแข็งค่ากระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    สำหรับผลกระทบจากการที่เงินบาทแข็งค่ามองว่า ส่งผลหลายด้านทั้งด้านการส่งออก และท่องเที่ยว โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยิ่งซ้ำเติมการส่งออกไทยช่วงที่เจอผลกระทบทั้งจากเศรษฐกิจชะลอตัว และมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับดีลทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ และมีสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาเข้ามากระทบ

    ดังนั้นสถานการณ์นี้อาจยิ่งมีผลลบต่อภาคการส่งออกมากกว่าผลบวก รวมทั้งกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว โดยยิ่งทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความน่าสนใจน้อยลงจากค่าเงินบาทที่แพงขึ้น ต้องจ่ายมากขึ้น จากเดิมที่ท่องเที่ยวอ่อนแอจากประเด็นความปลอดภัย

    ดังนั้นจากเงินบาทแข็งค่าอาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกท่องเที่ยวประเทศอื่น

    เข้มธุรกรรมซื้อขายเงินตราผู้ค้าทอง

    นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.กล่าวว่า ธปท.สั่งให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดการทำธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของกลุ่มผู้ค้าทองคำที่อาจส่งกระทบความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และเพื่อให้การขายเงินตราต่างประเทศ

    สะท้อนธุรกรรมการส่งออกทองคำที่เกิดขึ้นจริง ลดความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกิจกรรมเศรษฐกิจจริง

    โดยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเรียกตรวจเอกสารหลักฐานจากร้านทองในทุกธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าอย่างครบถ้วน

    เช่น เอกสารเรียกเก็บเงิน และใบขนทองคำภายใน 2 วันทำการ นับจากวันที่ร้านทองส่งมอบเงินตราต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าการขายเงินตราเกิดจากการส่งออกทองคำจริง ไม่ใช่การทำธุรกรรมเพื่อวัตถุประสงค์อื่น

    สำหรับประเด็นการหารือกับผู้ค้าทองคำ คาดจะอยู่ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ถึงการทำ hearing ตามประกาศกระทรวงการคลัง 

    ผู้ค้าทองหารือ ธปท.22 ธ.ค.นี้

    นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ หรือ แม่ทองสุก เปิดเผย กรุงเทพธุรกิจว่า ในผลกระทบของเงินบาทแข็งค่าต่อราคาทองนั้น จากการศึกษาพบว่ามีผลกระทบเพียงประมาณ 7-8% เท่านั้น ไม่ใช่ 80-90% โดยการแข็งค่าของเงินบาท และการขึ้นของราคาทองคำต่างก็มาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ซึ่งในประเด็นนี้ทาง ธปท.เข้าใจมากขึ้น

    ทั้งนี้ ธปท.จะเรียกผู้ค้าทองกลุ่มเป้าหมายประชุมออนไลน์ร่วมกัน ในวันที่ 22 ธ.ค.2568 จะมีข้อมูลใดบ้างที่ต้องนำส่ง ธปท.และการพิจารณาร่วมกันเพื่อให้การปฏิบัติไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ค้าทอง เนื่องจากมีต้นทุนในการรวบรวมข้อมูล การทำระบบต่างๆ โดยเฉพาะร้านขนาดกลางและขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ ผู้ค้าทองกลุ่มเป้าหมายของ ธปท.คาดว่า มีราว 20 รายที่เข้าข่ายต้องรายงานข้อมูลกับ ธปท.ซึ่งผู้ค้าทองขนาดใหญ่ 5 ราย มีความพร้อมอยู่แล้ว เช่น MTS GOLD คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีระบบจัดเก็บข้อมูลอยู่แล้ว

    ผู้ส่งออกได้รับเงินบาทน้อยลง

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สหรัฐส่งสัญญาณชัดเจนเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย และมีแนวโน้มพิจารณาลดต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินทุนบางส่วนเคลื่อนย้ายออกจากสหรัฐเข้ามาเอเชีย

    โดยไทยถูกมองเป็นหนึ่งในจุดหมายน่าสนใจจากความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพรัฐบาล และเศรษฐกิจทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาพักในประเทศเพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ดี เงินทุนไหลเข้าดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออกเพราะส่วนใหญ่ชำระเป็นเงินดอลลาร์

    รวมทั้งเมื่อเงินบาทแข็งค่าทำให้ผู้ส่งออกได้รับเงินบาทลดลงต่อเงินดอลลาร์หนึ่งหน่วย หากเปรียบเทียบค่าเงินบาทจากระดับเดิมราว 32.5-33 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 31.5 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับรายได้จากการส่งออกหายไปราว 6% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง และจะสะท้อนผลกระทบต่อยอดส่งออกในช่วงเดือนนี้ชัดเจน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FRwch_JfeR-j6yQYJ9reP

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49