Blog

  • ไทย-กัมพูชาสู้รบ ทำท่องเที่ยวไทยไฮซีซั่นซบเซาทั้งประเทศ

    ไทย-กัมพูชาสู้รบ ทำท่องเที่ยวไทยไฮซีซั่นซบเซาทั้งประเทศ

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ประเมินสถานการณ์สู้รบและความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ที่กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก กระทบภาคท่องเที่ยวไทยปลายปี 2568 ช่วงไฮซีซั่น โดยเฉพาะในมิติของความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว ซ้ำเติมด้วยผลกระทบน้ำท่วมใต้ปลายเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา โดยพบว่าการสู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แม้จะจำกัดอยู่ในบางจังหวัดและบางอำเภอ แต่การรายงานข่าวต่อเนื่องในสื่อทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการออกคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) ส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในวงกว้าง

    โดยททท.ประเมินว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนส่งผลให้เดือนธ.ค. 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีแนวโน้มลดลง 7–11% หรือคิดเป็นนักท่องเที่ยวประมาณ 3.2 ล้านคน ซึ่งหากความตึงเครียดยืดเยื้อ อาจกระทบตัวเลขมากกว่าที่คาดไว้ จากการติดตามภาคสนามพบว่า พื้นที่ท่องเที่ยวตามแนวชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดตราด มีอัตราการยกเลิกห้องพักเฉลี่ย 42% ขณะที่บางเกาะมีการยกเลิกการจองมากกว่า 30–40% โดยเกาะช้างมีการยกเลิกเฉลี่ยกว่า 35% เกาะกูด 30% เกาะหมาก 44% ขณะที่ที่พักในตัวเมืองตราดมียอดยกเลิกสูง 60%

    ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดชายแดน บางแหล่งท่องเที่ยวไม่สามารถเปิดให้เข้าชมได้ตามปกติ ขณะที่กิจกรรมและอีเวนต์บางส่วน ต้องเลื่อนหรือปรับรูปแบบ ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ติดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พบว่าโรงแรมและที่พักในหลายพื้นที่ มีอัตราการเข้าพักและการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลดลง แม้บางพื้นที่จะมีกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร และสื่อมวลชน เข้ามาพัก แต่กลุ่มดังกล่าวเป็นการเข้าพักตามภารกิจและมีการใช้จ่ายจำกัด ไม่สามารถทดแทนรายได้จากนักท่องเที่ยวได้

    ขณะเดียวกัน เหตุอุทกภัยในภาคใต้ได้ซ้ำเติมภาพรวมการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งอำเภอหาดใหญ่ได้รับผลกระทบรุนแรง ททท.ประเมินว่า การฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 เดือน ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะสั้น

    “ตลาดที่ได้รับผลกระทบชัดเจนจากอุทกภัยภาคใต้คือ ตลาดมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของพื้นที่ คาดว่าเดือนธ.ค.2568 นักท่องเที่ยวมาเลเซียจะลดลง 55% เหลือประมาณ 205,000 คน สร้างรายได้ 4,444 ล้านบาท ลดลง 54% ขณะที่ตลาดจีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงราว 34%”

    “โจทย์สำคัญขณะนี้คือการเร่งฟื้นความเชื่อมั่น ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากสถานการณ์ชายแดน ททท.เร่งสื่อสารเชิงพื้นที่ เพื่อแยกแยะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศ ยืนยันว่าเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ยังคงสามารถเดินทางและจัดกิจกรรมได้ตามปกติ”

    ส่วนภาพรวมทั้งปี 2568 ททท.คาดว่า ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.8 ล้านคน ลดลง 8% สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.52 ล้านล้านบาท ลดลง 5 % ขณะที่ตลาดในประเทศจะมีผู้เยี่ยมเยือน 206.6 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3 % สร้างรายได้ราว 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 2.68 ล้านล้านบาท ลดลงประมาณ 2–3% จากปีก่อนหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2902321&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TtKQUGamXe2vhRd1EVaux

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย ‘แทรมสายสีแดง’ เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย ‘แทรมสายสีแดง’ เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย ‘แทรมสายสีแดง’ เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    นายสาโรจน์  ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า สำหรับการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (การปฐมนิเทศโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการ แผนการดำเนินงาน 

    ทั้งนี้แนวคิดการออกแบบรูปแบบโครงการ แนวทางการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบข้อมูลพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการต่อไป 

    เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย 'แทรมสายสีแดง' เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    ขณะเดียวกันมีผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจ รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมการประชุมกว่า 200 คน ณ ห้องกัลป-ชัยพฤกษ์ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 
     

    สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวง ราชพฤกษ์ เป็นส่วนต่อขยายของโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาล นครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี 

    ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงคมนาคมพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ปรับปรุงแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ให้เชื่อมโยงไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 

    เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย 'แทรมสายสีแดง' เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    นายสาโรจน์  กล่าวต่อว่า ล่าสุดคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้มีมติรับทราบผลการศึกษาเปรียบเทียบทางเลือกการดำเนินงานโครงการที่เหมาะสม และเห็นชอบในหลักการแนวคิดการพัฒนารูปแบบการเดินทางดังกล่าว 

    ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ รฟม. ดำเนินการศึกษารายละเอียดความเหมาะสมและออกแบบโครงการ โดยให้คำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุน และนำเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการตามขั้นตอนต่อไป 
     

    สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ มีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ประกอบด้วย 5 สถานี มีแนวเส้นทางเบื้องต้นเริ่มที่ แยกแม่เหียะ สมานสามัคคี วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 108 

    จากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก วิ่งไปตามทางหลวงชนบท  ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 121 ที่แยกราชพฤกษ์ ไปสิ้นสุดที่อุทยานราชพฤกษ์ บริเวณวงเวียนช้าง 

    เจาะเส้นทางใหม่ ‘รฟม.’ ลุย 'แทรมสายสีแดง' เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์-ไนท์ซาฟารี

    อย่างไรก็ตามเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานรวมถึงมีความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงสามารถลดการใช้รถยนต์โดยรวมบนท้องถนน จึงช่วยลดปริมาณมลพิษในอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ได้อีกด้วย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/646695&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LQiI0YkTjE-6mx7RsGIiN

  • ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนและงานวิจัยคุณภาพสูง ตอบสนองความท้าทายยุคการแพทย์แม่นยำ

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนและงานวิจัยคุณภาพสูง ตอบสนองความท้าทายยุคการแพทย์แม่นยำ

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนและงานวิจัยคุณภาพสูง ตอบสนองความท้าทายยุคการแพทย์แม่นยำ

    วันอังคารที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๘ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร (Yonsei University Mirae Campus) สาธารณรัฐเกาหลี ณ ห้องประชุม 3D – 301 อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วิสุทธิ์ ล้ำเลิศธน รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เธียรสิน เลี่ยมสุวรรณ ผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ฝ่ายบัณฑิตศึกษาและการศึกษาต่อเนื่อง รอรับผู้แทนพระองค์

    ในการนี้ ผู้แทนพระองค์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ ศาสตราจารย์ ยอน ซอบ ฮา อธิการบดีมหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการวิจัย การศึกษา และการฝึกอบรมระหว่างสถาบัน โดยมี รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วิสุทธิ์ ล้ำเลิศธน รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน และ ศาสตราจารย์ ชุล ฮี มิน หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมรังสีบูรณาการ มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในฐานะสถาบันการศึกษาวิจัยและวิชาการชั้นสูง มีภารกิจด้านจัดการศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตที่เป็นผู้นำและนักวิจัย ทางวิชาชีพด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการแพทย์ การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม มุ่งสร้างสุขภาวะที่ดีและเท่าเทียมเพื่อทุกชีวิต ด้วยวิทยาการขั้นสูง นวัตกรรม และความเป็นเลิศ โดยมีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน เป็นหนึ่งในส่วนงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีวิสัยทัศน์มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถในการพัฒนาระบบบริการและระบบบริหารจัดการสุขภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลและเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา การฝึกอบรมระยะสั้น การแลกเปลี่ยนสถานที่ฝึกงานและการดูงาน รวมทั้งการจัดประชุมวิชาการ (Symposia) การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshops) การประชุม (Conferences) และการสัมมนา (Seminars) ตลอดจนแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การวิจัยในสาขาวิชาการต่าง ๆ ร่วมกัน

    มหาวิทยาลัยยอนเซ วิทยาเขตมิเร สาธารณรัฐเกาหลี ให้ความสำคัญกับการศึกษาแบบสหวิทยาการ (Convergence) โดยบูรณาการด้านซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีข้อมูล (Data Science) สุขภาพดิจิทัล (Digital Healthcare) วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) การบริหารสุขภาพ (Health Administration) และวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการชีวการแพทย์ (Biomedical Laboratory Science) เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะด้านสุขภาพดิจิทัล สามารถนำ AI , Big Data และเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกต์ใช้ในยุคการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล นอกจากนี้ ภาควิชาวิศวกรรมรังสีบูรณาการยังมุ่งพัฒนาบุคลากรด้านรังสีมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านฮาร์ดแวร์และชอฟต์แวร์รังสี เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนในวงการแพทย์ด้านรังสี และสุขภาพดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะสร้างโอกาสใหม่ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ส่งเสริมการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างบุคลากรทางวิชาการ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทย – เกาหลีในด้านสุขภาพดิจิทัลและวิศวกรรมรังสีอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการผลิตงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่มีคุณภาพสูง และยกระดับศักยภาพของบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในยุคการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลให้กับทั้งสองประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63302&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X0nmx985dPtKGdqmHCzWS

  • รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    นายสาโรจน์  ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นประธานในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (การปฐมนิเทศโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    เพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการ แผนการดำเนินงาน แนวคิดการออกแบบรูปแบบโครงการ แนวทางการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบข้อมูลพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการต่อไป โดยมีผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจ รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมการประชุมกว่า 200 คน ณ ห้องกัลป-ชัยพฤกษ์ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เป็นส่วนต่อขยายของโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาล นครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงคมนาคมพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมการท่องเที่ยว

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    โดยกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ปรับปรุงแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ให้เชื่อมโยงไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยต่อมาคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้มีมติรับทราบผลการศึกษาเปรียบเทียบทางเลือกการดำเนินงานโครงการที่เหมาะสม และเห็นชอบในหลักการแนวคิดการพัฒนารูปแบบการเดินทางดังกล่าว พร้อมมอบหมายให้ รฟม. ดำเนินการศึกษารายละเอียดความเหมาะสมและออกแบบโครงการ โดยให้คำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุน และนำเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการตามขั้นตอนต่อไป

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง  

    โดยโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ มีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ประกอบด้วย 5 สถานี มีแนวเส้นทางเบื้องต้นเริ่มที่ แยกแม่เหียะสมานสามัคคี วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 108 จากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก วิ่งไปตามทางหลวงชนบท  ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 121 ที่แยกราชพฤกษ์ ไปสิ้นสุดที่อุทยานราชพฤกษ์ บริเวณวงเวียนช้าง

    รฟม. รับฟังความคิดเห็น ศึกษารถไฟฟ้าเชียงใหม่สายสีแดง

    ซึ่งเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานรวมถึงมีความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงสามารถลดการใช้รถยนต์โดยรวมบนท้องถนน จึงช่วยลดปริมาณมลพิษในอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ได้อีกด้วย สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.chiangmai-transitredline.com Facebook โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง หรือติดตามข้อมูลข่าวสาร รฟม. เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ Call Center รฟม. โทรศัพท์ 0 2716 4044
             

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378970858&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hVB842euEWFOQejF-S6vw

  • ขาด “ระบบตรวจรับทรัพย์สิน” : จุดอ่อน คืนสัมปทานสีเขียวปี 72 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ขาด “ระบบตรวจรับทรัพย์สิน” : จุดอ่อน คืนสัมปทานสีเขียวปี 72 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ไทยขาดมาตรฐานกลาง “ระบบตรวจรับทรัพย์สิน” สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ก่อนต่ออายุสัญญา ห่วงกระทบประโยชน์สาธารณะ ผู้บริโภคระยะยาว

    ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์กฎหมายศรีปทุม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประชุมร่วมกับ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่สภาผู้บริโภค เพื่อเสนอรายงานการวิจัย “โครงการศึกษารูปแบบและเงื่อนไขการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า” และคู่มือการส่งมอบสัมปทานกลับสู่หน่วยงานภาครัฐ โดยข้อมูลส่วนหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนการส่งมอบและการบริหารจัดการสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว หลังหมดสัมปทานในปี 2572 ระบุว่า “ประเทศไทยยังไม่มีกระบวนการตรวจรับทรัพย์สินก่อนหมดสัญญาสัมปทานอย่างเป็นระบบ” ทั้งที่ควรเป็นเงื่อนไขพื้นฐานก่อนการพิจารณาต่อสัญญา

    สภาผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาในปี 2572 โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะต่อแนวทางการสนับสนุนมาตรการการปรับปรุงสัญญาสัมปทานสายหลักของระบบรถไฟฟ้าสายสีเขียว เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นธรรมของผู้บริโภค โดยสายสีเขียว ถือเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของไทย ที่ให้บริการตั้งแต่ปี 2542 ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี เงินลงทุนรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท

    เร่งแก้ไข ระบบตรวจรับทรัพย์สิน ก่อนต่อสัญญา

    ผศ.ดร.ช้องนาง วิพุธานุพงษ์

    ผศ.ดร.ช้องนาง วิพุธานุพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่า จากผลการศึกษาชี้ว่า การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การประเมินสภาพสินทรัพย์ และการตรวจสอบเอกสารที่ครบถ้วน เป็น “หัวใจสำคัญ” ที่จะทำให้การสิ้นสุดสัมปทานเป็นไปอย่างโปร่งใสและปกป้องประโยชน์สาธารณะ

    ทั้งนี้ กระบวนการส่งมอบทรัพย์สินควรเริ่มจัดทำล่วงหน้า 3 – 7 ปีก่อนหมดสัญญา พร้อมการตรวจทานสัญญา การประเมินสภาพสินทรัพย์ และการจัดทำทะเบียนสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้รัฐทราบสภาพที่แท้จริงของทรัพย์สินก่อนตัดสินใจว่าควรต่อสัญญา หรือให้เอกชนรายใหม่เข้ามาดำเนินงานแทน

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาโครงการสัมปทานหลายโครงการในไทย รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ไม่ได้มีการตรวจรับสินทรัพย์อย่างครบถ้วนก่อนต่อสัญญา ส่งผลให้รัฐไม่มีข้อมูลเพียงพอทั้งในเรื่องสภาพการใช้งานจริงของระบบและโครงสร้างพื้นฐาน ค่าเสื่อมสภาพและภาระซ่อมบำรุงที่ถูกเลื่อนมาจากช่วงท้ายสัญญา รวมถึงความคุ้มค่าในการต่อสัญญาเทียบกับการเปิดประมูลใหม่

    ทั้งที่การตรวจรับทรัพย์สินก่อนสิ้นสุดสัญญาเป็นมาตรฐานที่ประเทศพัฒนาแล้วดำเนินการ และเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงด้านกฎหมาย การเงิน และคุณภาพการบริการสาธารณะ

    ชงสร้างมาตรฐานกลาง “ระบบตรวจรับก่อนต่อสัมปทาน”

    ผศ.ดร.ช้องนาง กล่าวอีกว่า การตรวจรับทรัพย์สินเป็นขั้นตอนที่จำเป็นด้วย 3 เหตุผลหลัก

    1) เพื่อประเมินสภาพสินทรัพย์จริง กระบวนการสำรวจสภาพสินทรัพย์ (Condition Survey) จะช่วยให้รัฐทราบว่า โครงสร้างพื้นฐาน ระบบ และอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่ในสภาพที่กำหนดในสัญญาหรือไม่ เช่น การบำรุงรักษาที่คั่งค้าง การเสื่อมสภาพ หรือการตกรุ่นทางเทคโนโลยี

    2) เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขก่อนส่งมอบ หากพบข้อบกพร่อง ผู้รับสัมปทานต้องจัดทำ “แผนการเยียวยา” เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงให้กลับมาอยู่ในสภาพมีมาตรฐานก่อนโอนกลับรัฐ

    3) เพื่อป้องกันรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรรับในหลายประเทศ มีกลไกให้เอกชนจัดตั้งกองทุนสำรองเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายซ่อมแซมช่วงท้ายสัญญา แต่ในไทยยังไม่มีกลไกนี้อย่างเป็นระบบ ทำให้ความเสื่อมสภาพของทรัพย์สินอาจตกเป็นภาระงบประมาณของรัฐในอนาคต        สำหรับข้อเสนอแนะที่ได้จากงานวิจัยดังกล่าว คือ การเสนอให้รัฐบาลจัดทำมาตรฐานกลางสำหรับการตรวจรับทรัพย์สินก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน โดยยึดหลักความโปร่งใส การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ การบันทึกข้อมูลเป็นระบบ และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ รวมถึงกำหนดให้การต่อสัญญาใหม่ ต้องมีรายงานตรวจรับทรัพย์สินเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพื่อให้รัฐสามารถประเมินความคุ้มค่าและป้องกันการตัดสินใจที่อาจสร้างภาระให้ประชาชนในระยะยาว

    ทั้งนี้ ภาพรวมของการศึกษาชี้ชัดว่า การตรวจรับทรัพย์สินก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน คือกลไกสำคัญที่ประเทศไทยควรนำมาใช้เป็นมาตรฐานทันที โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เป็นหัวใจของระบบขนส่งมวลชน การขาดขั้นตอนนี้เท่ากับรัฐไม่มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ ซึ่งอาจกระทบงบประมาณ คุณภาพบริการ และภาระของผู้บริโภคในระยะยาว

    เตรียมส่งต่อคู่มือให้ กทม. – หน่วยงานรัฐ

    สารี อ๋องสมหวัง

    ทางด้าน สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อหน่วยงานรัฐ หากไม่มีขั้นตอนตรวจรับหรือประเมินสภาพทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ รัฐมีความเสี่ยงที่จะยอมรับทรัพย์สินในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ พร้อมทั้งต้องเผชิญภาระซ่อมบำรุงที่ควรเป็นหน้าที่ของผู้รับสัมปทานเดิม

    “คู่มือนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางกรอบการพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนเจ้าของหรือการต่อสัญญาสัมปทาน เพราะหากมีการเปลี่ยนโดยไม่มีกระบวนการตรวจรับที่ชัดเจน รัฐจะเสียเปรียบ และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การเสียประโยชน์ของผู้บริโภค” สารี ระบุ

    เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานรัฐจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญเฉพาะการเจรจาต่อสัญญาสัมปทาน แต่กลับไม่คำนึงถึงหลักการสำคัญว่า ทรัพย์สินทั้งหมดต้องกลับคืนเป็นของรัฐเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้มีโอกาสการหารือกับ กทม. และได้เกริ่นเรื่องผลการศึกษา รวมถึงคู่มือให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ฟัง

    ทั้งนี้ มองว่าคู่มือฉบับนี้จะสามารถช่วยสร้างมาตรฐานในการจัดการทรัพย์สินสาธารณะหลังหมดสัญญา ทำให้รัฐสามารถนำทรัพย์สินไปใช้สร้างประโยชน์ต่อได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกจำกัดจากความล่าช้าหรือความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลทรัพย์สินเดิม

    ขาด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    เปิดงานวิจัย รถไฟฟ้าสายสีเขียว 20 บาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    แนะ กทม. แก้ปมสายสีเขียว รื้อสัญญาล่วงหน้า เร่งทำสัญญาใหม่ ก่อนสายเกินแก้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/16122568_concession-terminated_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YLoApk5FNmTPvsgXXULV3

  • สธค. เดินหน้า “โรงรับจำนำเพื่อสังคม” ลงพื้นที่ปาย มอบทุนการศึกษาและผ้าห่ม พร้อมเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ

    สธค. เดินหน้า “โรงรับจำนำเพื่อสังคม” ลงพื้นที่ปาย มอบทุนการศึกษาและผ้าห่ม พร้อมเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ

    สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) หรือโรงรับจำนำของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พม.) จัดโครงการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ “รู้จัก สธค. โรงรับจำนำเพื่อสังคม” ณ โรงเรียนบ้านแม่ปิง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนหมุนเวียนที่เป็นธรรม พร้อมตอกย้ำบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    นายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน โดยมีคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย, พ.ต.อ. ภาสวินท์ แก้วต่าย ผกก.สภ.ปาย, และผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ถึงความแตกต่างของ สธค. จากโรงรับจำนำเอกชน โดยเน้นย้ำว่า สธค. เป็นโรงรับจำนำของรัฐที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้นเพียงร้อยละ 0.25 ต่อเดือน และสูงสุดไม่เกินร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ยุติธรรมในการป้องกันการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

    ไฮไลท์สำคัญของงานคือ “กิจกรรมมอบทุนการศึกษา ชุดนักเรียน และผ้าห่มแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง” โดย สธค. ได้มอบ:

    ทุนการศึกษา ทุนละ 1,000 บาท พร้อมชุดนักเรียน รองเท้า และถุงเท้า รวม 115 ชุด ให้แก่ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนบ้านแม่ปิง

    ทุนการศึกษา ทุนละ 1,000 บาท พร้อมชุดนักเรียน รองเท้า และถุงเท้า รวม 100 ชุด ให้แก่ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านแม่ฮี้

    ผ้าห่มกันหนาว จำนวน 100 ผืน ให้แก่ตัวแทนพี่น้องประชาชนในพื้นที่

    นายประสงค์ พันธ์ลิมา กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ Quick Win ของ พม. เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกของรัฐในการบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงิน และสร้างความมั่นคงในระดับครัวเรือน โดย สธค. มุ่งมั่นที่จะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ยั่งยืน และเป็นรูปธรรมตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม.

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้นำชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อนำไปปรับปรุงบริการของ สธค. ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/117448&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_qWbgT9t6pKHKCo3_tCL9

  • “นฤมล” นำทีมประชุมคกก.ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ปรับแก้ไขร่างประกาศกช. เสริมสภาพคล่องโรงเรียน รองรับแผนพัฒนาการเรียนการสอน | TOPNEWS

    “นฤมล” นำทีมประชุมคกก.ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ปรับแก้ไขร่างประกาศกช. เสริมสภาพคล่องโรงเรียน รองรับแผนพัฒนาการเรียนการสอน

    • เผยแพร่ : 16/12/2025 19:33

    “รมว.นฤมล”เคาะร่างประกาศ กช. หลักเกณฑ์ฯ กู้เงิน-ยืมเงิน พัฒนาคุณภาพผู้เรียน รร.ในระบบ-รร.สอนศาสนา พร้อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษร้อยละ 2-ปลอดดอกเบี้ย เยียวยาเหตุภัยพิบัติ

    “นฤมล” นำทีมประชุมคกก.ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ปรับแก้ไขร่างประกาศกช. เสริมสภาพคล่องโรงเรียน รองรับแผนพัฒนาการเรียนการสอน – Top News รายงาน

    นฤมล

    เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 4/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงแก้ไขประกาศกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างประกาศ กช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข การกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ. …. และ ร่างประกาศ กช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ. ….

    “ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศฯ ทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เช่น เพิ่มเติมคำว่า ภัยพิบัติ ในบทนิยาม, กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสำหรับโรงเรียนในระบบ ร้อยละ 2 ต่อปี และปลอดดอกเบี้ยสำหรับเหตุจากภัยพิบัติ, ให้สิทธิกู้ยืมซ้ำสำหรับผู้กู้เดิม ส่วนร่างประกาศฯ สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ กำหนดเกณฑ์/ลักษณะต้องห้ามโรงเรียนที่มีสิทธิยืมเงิน, กำหนดเกณฑ์พิจารณาให้ยืมเงิน, มาตรการช่วยเหลือผู้ยืมเงิน การลด/งดเบี้ยปรับ ขอพักชำระหนี้ การขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอีกไม่เกินสามปี เป็นต้น ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าประกาศดังกล่าว จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับโรงเรียน และช่วยเหลือเยียวยาสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแต่งตั้งอนุกรรมการพัฒนากฎหมายการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประกอบด้วย เลขาธิการ กช. เป็นที่ปรึกษา นายอรรถพล ตรึกตรอง เป็นประธานอนุกรรมการ มีอนุกรรมซึ่งเป็นผู้แทนภาคเอกชนและนิติกร สช.จำนวน 16 ราย เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ หรือเสนอแนะการพัฒนากฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ศึกษา วิเคราะห์และจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป

    นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานการสำรวจข้อมูลนักเรียนและโรงเรียนเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีนักรเรียนได้รับผลกระทบ จำนวน 81,891 คน และโรงเรียนเอกชน 480 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 389 ล้านบาท ซึ่งทาง สช. ได้นำข้อมูลส่งให้ สป. รวบรวมเพื่อเสนอ ครม.อนุมัติให้การช่วยเหลือเยียวยานักเรียนในภาพรวมของ ศธ. เพื่อเยียวยาชดเชยเป็นเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โครงการเรียนฟรี 15 ปี ทั้งค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าหนังสือเรียน ส่วนมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน อาคารเรียน ครุภัณฑ์/อุปกรณ์การศึกษา อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรับรองข้อมูลความเสียหายจากหน่วยงานในพื้นที่

      

    600072774_895955589529224_4888291025563874155_n

    งิ้วเปลี่ยนหน้ากากขณะไถสกี

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) บุกโรงงาน ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์’ ฝีมือจีน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนเปิดเที่ยวบิน ‘เสิ่นหยาง-กรุงเทพฯ’หนุนท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค

    “ซาบีดา” เปิดโครงการส่งเสริม สืบสานศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นจ.นครสวรรค์ “ต้นไม้วัฒนธรรมหลากสีแห่งเมืองสวรรค์” ปลูกพลังวัฒนธรรม สู่เมืองสวรรค์อย่างยั่งยืน

    ตม.ประจวบฯ สานสัมพันธ์ จัดหางานจังหวัดฯ สวัสดีปีใหม่

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” สวมเสื้อแซว ทรงไทยจิตรลดา นุ่งมัดหมี่โฮล ราชินีแห่งผ้า อัตลักษณ์ประจำจังหวัดสุรินทร์

    อบจ.ปทุมธานี เตรียมจัดงานใหญ่ รำลึกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประจำปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1425553&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw332PCIIvHfmaCqJnfk4xXB

  • ‘น้ำท่วมใต้’ ทัวริสต์ ‘มาเลเซีย’ หาย 55%  ฉุดยอดรวมต่างชาติเที่ยวไทยปี 68 เหลือ 32.8 ล้านคน

    ‘น้ำท่วมใต้’ ทัวริสต์ ‘มาเลเซีย’ หาย 55% ฉุดยอดรวมต่างชาติเที่ยวไทยปี 68 เหลือ 32.8 ล้านคน

    จากสถานการณ์ “น้ำท่วมภาคใต้” ใน 9 จังหวัด พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูคือ “อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา” โดยบ้านเรือน ทรัพย์สิน โรงแรมที่พัก และธุรกิจต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) คาดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูประมาณ 1 เดือน

    ส่วนอีก 8 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบในระดับต่ำ-ปานกลาง ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติ โดยช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ (5-7 ธ.ค.) ในพื้นที่ท่องเที่ยว 8 จังหวัด คาดมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 40-66%

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ททท.ได้ปรับคาดการณ์การเดินทางของ “ตลาดในประเทศ” ว่าแนวโน้มเดือน ธ.ค. 2568 จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าไปใน “จ.สงขลา” ประมาณ 244,300 คน-ครั้ง หดตัว 21.89% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,920 ล้านบาท หดตัว 23.57% ส่งผลให้ “ภาคใต้” ในเดือน ธ.ค. มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 1.73 ล้านคน-ครั้ง หดตัว 5.37% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 17,190 ล้านบาท หดตัว 7.14% ขณะที่ “ภาพรวมทั้งประเทศ” เดือน ธ.ค. คาดมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 18.33 ล้านคน-ครั้ง หดตัว 2.04% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 108,980 ล้านบาท หดตัว 3.63%

    ส่วนแนวโน้มตลาดในประเทศจากผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ตลอดปี 2568 คาดว่า “จ.สงขลา” จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 3.40 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 1.43% เทียบกับทั้งปี 2567 ขณะที่รายได้ทางการท่องเที่ยวอยู่ที่ 22,973 ล้านบาท หดตัว 1.84% ส่งผลให้ “ภาคใต้” มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 23.11 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.80% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 205,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.90% ด้าน “ภาพรวมทั้งประเทศ” ปี 2568 มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือน 201.47 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 1.05% และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,159,480 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.13%

    ‘น้ำท่วมใต้’ ทัวริสต์ ‘มาเลเซีย’ หาย 55%  ฉุดยอดรวมต่างชาติเที่ยวไทยปี 68 เหลือ 32.8 ล้านคน

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดในประเทศ ได้แก่ 1.ความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจหาดใหญ่ บ้านเรือน ทรัพย์สิน โรงแรมที่พัก และธุรกิจต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และจากข้อมูลสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ ระบุว่า โรงแรมที่พักในหาดใหญ่ 95% ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งในส่วนโครงสร้างอาคาร ห้องพัก ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมสร้าง ฟื้นฟูสภาพเมืองอย่างน้อย 1 เดือน

    2.ภาพลักษณ์ความปลอดภัยในหาดใหญ่ จากภาพข่าวพฤติกรรมของประชาชนบางส่วน อาทิ การข่มขู่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่กู้ภัย การโจรกรรมทรัพย์สินร้านสะดวกซื้อและตู้คอนเทนเนอร์รถไฟ ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความวิตกกังวล บางส่วนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าพื้นที่หาดใหญ่

    3.การย้ายพื้นที่การแข่งขันกีฬาต่างๆ ของซีเกมส์ 2025 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค. 2568 มายังกรุงเทพฯ ทำให้สูญเสียโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ จ.สงขลา

    และ 4.ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวกังวลกับเชื้อโรคที่เกิดขึ้นหลังจากน้ำท่วม ทั้งจากขยะ ฝุ่น PM.10 ซึ่งเป็นฝุ่นที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด มีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและปอด ทำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงที่จะเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว

    ฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์นักท่องเที่ยว “ตลาดต่างประเทศ” พบว่าระหว่างวันที่ 1-30 พ.ย. 2568 มีจำนวนเดินทางเข้าไทย 2,728,859 คน หดตัว 7% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 โดยเดือน พ.ย.ถือเป็นเดือนที่เข้าสู่ไฮซีซันเต็มตัว ตลาด “มาเลเซีย” ได้รับผลกระทบอย่างหนักและมีส่วนฉุดการเติบโตในภาพรวมของเดือน พ.ย. ลง ซ้ำเติมจากเดิมที่มีผลกระทบจากการลดลงของตลาดเอเชีย เนื่องจากมีสัดส่วนมากกว่า 70% ที่เดินทางผ่านด่านชายแดนทางบกบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย

    “แม้สถานการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะคลี่คลายแล้ว แต่การฟื้นตัวของผู้ประกอบการชาวไทยและความวิตกกังวลในการเดินทาง ยังคงส่งผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยว”

    ทั้งนี้ ททท.ประเมินผลกระทบสถานการณ์ของตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียว่า เฉพาะเดือน ธ.ค. 2568 คาดว่าจะมีจำนวนเดินทางเข้าไทย 205,000 คน ลดลง 55% และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 4,444 ล้านบาท ลดลง 54% จากช่วงเดียวกันของปี 2567

    ส่วนภาพรวมตลาดมาเลเซียตลอดปี 2568 คาดว่าจะมีจำนวนเดินทางเข้าไทยประมาณ 4.38 ล้านคน ลดลง 11% จากปี 2567 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 93,475 ล้านบาท ลดลงในอัตราเดียวกัน ขณะที่ “ภาพรวมตลาดต่างประเทศ” ปี 2568 คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยประมาณ 32.83 ล้านคน ลดลง 8% และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 1.52 ล้านล้านบาท ลดลง 5% จากปี 2567

    ‘น้ำท่วมใต้’ ทัวริสต์ ‘มาเลเซีย’ หาย 55%  ฉุดยอดรวมต่างชาติเที่ยวไทยปี 68 เหลือ 32.8 ล้านคน

    หลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยเฉพาะ “ตลาดกิมหยง” เขตอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านเศรษฐกิจสำคัญของ จ.สงขลา ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ต้องดำเนินการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนทั้งด้านสาธารณสุขและการกำจัดขยะ

    ด้านความรู้สึก (Sentiment) ของนักท่องเที่ยวต่อเหตุการณ์น้ำท่วม ในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม เพราะยังคงมีความกังวลเรื่อง “ผลกระทบระยะยาว” โดยเฉพาะการจัดการวิกฤติ การย้ายสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาเพื่อปรับกิจกรรมท่องเที่ยวบางส่วน อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในการเดินทาง

    “คาดว่าเหตุน้ำท่วมภาคใต้จะส่งผลกระทบยืดเยื้อตลอดเดือน ธ.ค. 2568 เนื่องจากต้องฟื้นฟู ทำความสะอาดพื้นที่ที่ประสบเหตุ ในส่วนของผู้ประกอบการอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวได้เต็มรูปแบบ” ผู้ว่าการ ททท. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212421&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cY0w_eMtmswmSP5oXAIA7

  • ชาวเช็กวางแผนใช้เงินเฉลี่ย 12,600 เช็กคราวน์ ในช่วงคริสต์มาสนี้

    ชาวเช็กวางแผนใช้เงินเฉลี่ย 12,600 เช็กคราวน์ ในช่วงคริสต์มาสนี้

    แม้ว่าเศรษฐกิจเช็กจะยังมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อยังคงอยู่ แต่การใช้จ่ายในช่วงคริสต์มาสของสาธารณรัฐเช็กยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนักจากปีที่ผ่านมา จากรายงานการวิจัยของสมาคมธนาคารเช็กและบริษัทวิจัย Ipsos พบว่า ผู้ซื้อชาวเช็กวางแผนที่จะใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 12,600 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 19,500 บาท ในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 12,500 เช็กคราวน์ในปี 2024 โดยอันดับที่ 1 ของการใช้จ่ายเป็นการซื้อของขวัญให้กับคนในครอบครัว ซึ่งครึ่งหนึ่งของครัวเรือนทั้งหมดคาดว่าจะใช้จ่ายมากถึง 5,000 เช็กคราวน์สำหรับของขวัญ ในขณะที่อีกหนึ่งในห้าจะใช้จ่ายระหว่าง 5,000 ถึง 10,000 เช็กคราวน์ การใช้จ่ายอันดับที่ 2 คือ อาหารและเครื่องดื่มซึ่งคาดว่าจะมีการใช้จ่ายประมาณ 3,000 เช็กคราวน์ต่อครัวเรือน ตามมาด้วยของตกแต่ง ซึ่งมักจะอยู่ต่ำกว่า 1,000 เช็กคราวน์ ทั้งนี้ การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี 2023 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12,000 เช็กคราวน์ แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าครอบครัวชาวเช็กพยายามรักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยในช่วงเทศกาลกับความระมัดระวังทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปัจจุบันค่าครองชีพยังคงสูงอยู่ ซึ่งมีผู้บริโภคเพียงประมาณร้อยละ 2 ของชาวเช็กที่กู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายในช่วงเทศกาล และจำนวนเงินมักจะต่ำกว่า 5,000 เช็กคราวน์ ส่วนใหญ่มักใช้ซื้อของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน “ข้อมูลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อของขวัญคริสต์มาสเป็นความคิดที่ไม่ดี” Mr. Filip Hanzlík ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและรองผู้อำนวยการบริหารของสมาคมธนาคารเช็กกล่าว เขาเน้นย้ำว่าความตระหนักรู้ทางการเงินและนิสัยการใช้จ่ายอย่างรอบคอบยังคงแข็งแกร่งแม้จะมีสิ่งล่อใจผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น 

    จากผลสำรวจเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่เผยแพร่โดย Alma Career สาขาเช็ก ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทด้านทรัพยากรบุคคลของยุโรป รายงานว่าโบนัสคริสต์มาสยังคงไม่เท่าเทียมกันในตลาดแรงงาน โดยรูปแบบการให้รางวัลสิ้นปีที่พบได้บ่อยที่สุดไม่ใช่เงินเดือนเดือนที่ 13 ที่คงที่ แต่เป็นโบนัสตามผลงานที่เชื่อมโยงโดยตรงกับผลประกอบการทางเศรษฐกิจของบริษัท โดยจำนวนเงินจะอยู่ระหว่าง 22,000 ถึง 46,000 เช็กคราวน์ ตามข้อมูลปี 2023 จากหอการค้าเช็กการจ่ายเงินจำนวนมากนี้มีจุดประสงค์สองประการ คือ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาพนักงานที่มีทักษะ แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเหลื่อมล้ำเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนตามระดับรายได้ สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำที่สุด (ต่ำกว่า 33,500 เช็กคราวน์) โอกาสที่จะได้รับโบนัสเป็นประจำหรือเป็นครั้งคราวอยู่ที่ร้อยละ 46 สำหรับพนักงานในกลุ่มรายได้ปานกลาง (รายได้ 33,500 ถึง 100,000 เช็กคราวน์) ความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 และไม่น่าแปลกใจสำหรับพนักงานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุด (สูงกว่า 100,000 เช็กคราวน์) โอกาสที่จะได้รับรางวัลสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 67 ซึ่งยืนยันถึงความเหลื่อมล้ำตามรายได้ที่ชัดเจนในตลาดแรงงานของเช็ก สำหรับปีนี้ พนักงานยังเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับเงินที่จะได้รับมีเพียงร้อยละ 15 ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่ได้รับคำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนว่าจะได้รับโบนัสในเดือนธันวาคมปี 2025 และพนักงานส่วนใหญ่ร้อยละ 55 ยังคงกังวลใจหรือไม่คาดหวังว่าจะได้รับโบนัสเลย 

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นแนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสของทุกปี โดยผู้บริโภคจะใช้จ่ายเงินไปกับของขวัญและงานเลี้ยง ดังนั้น สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ขนม สินค้าเพื่อสุขภาพ/ความงาม และของใช้/ของตกแต่งบ้าน จึงมีโอกาสเติบโตสูงในช่วงดังกล่าว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกสินค้าของขวัญ หรือแพ็กเกจของขวัญพรีเมียม รวมถึงสินค้าเพื่อจัดงานเลี้ยงในบ้านสามารถพิจารณากลยุทธ์ในการจัดโปรโมชันเพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเทศกาล ทั้งนี้ ประมาณ 1 ใน 4 ของครัวเรือนเช็กจะซื้อของขวัญใกล้ถึงคริสต์มาส (Last-minute) แม้จะเสี่ยงต่อราคาที่สูงขึ้นก็ตาม ส่วนที่เหลือจะเลือกซื้อของขวัญล่วงหน้า 1–3 เดือน เพื่อรอโปรโมชันหรือราคาที่เหมาะสม โดยช่วงเดือนปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปีจะมีการจัดโปรโมชัน Black Friday และ Cyber Monday เป็นประจำทุกปีที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นจำนวนมาก โดยผู้บริโภคเช็กให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นต่อผู้ขายและรีวิวสินค้า โดยเฉพาะในช่วงโปรโมชั่นใหญ่ เพราะมีสินค้าจำนวนมากและข้อเสนอจากหลากหลายบริษัท ดังนั้น การมีรีวิวจริง นโยบายคืนสินค้า ช่องทางการชำระเงินที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/z78gfn3as1o0p1qoxm6gbj2b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KN1hMAh-IG-kzZaObyQG2