Blog

  • ดีป้า ร่วมกับ BDI และ TCT ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ ปัญญาประดิษฐ์ และดิจิทัล

    ดีป้า ร่วมกับ BDI และ TCT ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ ปัญญาประดิษฐ์ และดิจิทัล

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/technology/117647&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PajDqL1x8FbDgH5KYs144

  • สื่อนอกเผย การท่องเที่ยวกัมพูชาได้รับผลกระทบหลังเหตุปะทะชายแดน

    สื่อนอกเผย การท่องเที่ยวกัมพูชาได้รับผลกระทบหลังเหตุปะทะชายแดน

    สื่อนอกเผย การท่องเที่ยวกัมพูชาได้รับผลกระทบหลังเหตุปะทะชายแดน

    ภาคการท่องเที่ยวกัมพูชาได้รับผลกระทบหลังปะทะไทย เฉพาะช่วง มิ.ย. – พ.ย. ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ผู้บริหารในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชาแสดงความกังวลว่า เหตุการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการท่องเที่ยวที่กำลังประสบปัญหาอยู่แล้วจากการปะทะก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ค.

    เมื่อปี 2567 ภาคการท่องเที่ยวคิดเป็นเกือบ 10% ของเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา

    Reuters/Cindy Liu
    นครวัด สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของกัมพูชา

    สถิติจากอังกอร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการขายตั๋วเข้าชมนครวัดและวัดโบราณอื่น ๆ ของกัมพูชา ชี้ให้เห็นถึงการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดของการเยี่ยมชมจากชาวต่างชาติ นับตั้งแต่ความตึงเครียดกับไทยปะทุขึ้นในปลายเดือน พ.ค. โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในช่วงเดือน มิ.ย. – พ.ย. ที่ผ่านมา ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567

    จำนวนผู้เข้าชมนครวัดทั้งหมดเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่มากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อนหน้านั้น แต่ยังคงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เข้าชมมากกว่า 2 ล้านคนในปี 2561 และ 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19

    ทั่วประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยที่ข้ามพรมแดนไปเล่นการพนันในกาสิโนของกัมพูชา ลดลง 34% ตั้งแต่เดือน พ.ค. เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

    พนักงานในภาคการท่องเที่ยวกัมพูชาระบุว่า พวกเขาถูกถามบ่อยครั้งว่ากัมพูชาปลอดภัยหรือไม่

    เชย์ ศิวลิน ประธานสมาคมการท่องเที่ยวแห่งกัมพูชา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการทัวร์ของประเทศกำลังพยายามสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวว่า ความขัดแย้งอยู่ห่างไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวในเสียมเรียบ พนมเปญ และศูนย์กลางอื่น ๆ มากพอ

    “ผู้ประกอบการทัวร์ของเราได้อธิบายว่า พื้นที่พิพาทอยู่ห่างไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวหลัก และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเรา เราจะไม่พาพวกเขาไปยังที่ที่สถานการณ์ไม่มั่นคง” เธอกล่าว

    ศิวลินกล่าวว่า ความขัดแย้งในเดือนนี้และการสู้รบก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือน ก.ย. ได้สร้างความเสียหายให้กับวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลกของยูเนสโกที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนที่มีข้อพิพาท รวมถึงปราสาทตาควายด้วย

    เธอกล่าวว่าสถานที่สำคัญเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ “หัวใจและจิตวิญญาณ” ของการท่องเที่ยวของกัมพูชา

    “การเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกทำให้เรามีความหวังว่าสถานที่เหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองภายใต้อิทธิพลของนานาชาติ อย่างไรก็ตาม การขาดการมีส่วนร่วมและการตอบสนองของยูเนสโกหลังจากการทำลายปราสาทศักดิ์สิทธิ์ของเรานั้นเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังและท้อแท้” ศิวลินกล่าว

    ยูเนสโกออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งชายแดน โดยเสริมว่า องค์กรสหประชาชาติเตือนทุกฝ่ายถึงพันธกรณีและความมุ่งมั่นที่จะเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

    ทั้งไทยและกัมพูชารายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้ ไม่เพียงแต่เนื่องจากการปะทะกันข้ามพรมแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมในภาคใต้ของประเทศไทย และปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์และการค้ามนุษย์ในพื้นที่ด้วย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 32 ล้านคนในปี 2025 ซึ่งลดลงประมาณ 9.8% จากปีที่แล้ว

    ปกติเดือน ธ.ค. และ ม.ค. มักจะเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ดังนั้นไกด์นำเที่ยวจึงกล่าวว่า พวกเขากำลังเตรียมรับมือกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ย

    ฮักเลา เชวย์ ไกด์ชาวกัมพูชาผู้บริหารแบรนด์สื่อการท่องเที่ยว Laoclassics กล่าวกับ Nikkei Asia ว่า นักท่องเที่ยวดูเหมือนจะลังเลในการจองมากขึ้น เขายังคงได้รับการสอบถามเกี่ยวกับการเดินทางในช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. แต่มีจำนวนการจองจริงน้อยกว่าในปี 2567

    “การสอบถามส่วนใหญ่มาพร้อมกับคำถามว่า ‘ตอนนี้ปลอดภัยไหม สถานการณ์เป็นอย่างไร?’ แต่ผมคิดว่าผู้คนอยากมาจริง ๆ พวกเขากำลังวางแผนที่จะมาอยู่แล้ว” เชวย์กล่าว

    ด้วยความไม่แน่นอนเหล่านี้ เชวย์จึงตั้งข้อสังเกตว่า นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะจองล่วงหน้าน้อยลง และทริปของพวกเขาจะมีระยะสั้นกว่าที่เคยเป็นมา

    อเล็กซิส เดอ ซูร์แม็ง เจ้าของรีสอร์ตเทมเปิลเลชันในเสียมเรียบและแบรนด์โรงแรมมาดส์ กล่าวว่า แม้ว่านครวัดจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยไปเที่ยวสถานที่อื่น ๆ ในกัมพูชา

    “เรายังไม่ได้กระจายความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวมากพอ ยังมีพื้นที่อีกมากสำหรับการเติบโตและการกระจายความหลากหลาย กัมพูชามีสถานที่สวยงามน่าทึ่งอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย” เขากล่าว โดยอ้างถึงสถานที่ต่างๆ เช่น แม่น้ำโขงและทะเลสาบโตนเลสาบ

    เรียบเรียงจาก Nikkei Asia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/263907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37O4qSusj-RtN__Bj_Zq2E

  • เปิดลิสต์ 10 จุดหมายปลายทางมาแรง 2026-2027 ที่นักเดินทางทั่วโลกกำลังจับตา

              เตรียมตัวออกเดินทางสู่ 10 จุดหมายปลายทางมาแรงในปี 2026-2027 ทั้งธรรมชาติ วิวสวย วัฒนธรรม และกิจกรรมเฉพาะตัว เหมาะกับสายชิลและสายผจญภัย

              นักเดินทางทั่วโลกกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ สถานที่ท่องเที่ยว หรือจุดหมายที่แตกต่างจากเดิม ในปี 2026-2027 Unforgettable Travel Company ได้คัดเลือก 10 จุดหมายปลายทางมาแรง ที่เต็มไปด้วยวิวธรรมชาติสุดอลังการ วัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมเฉพาะตัว เหมาะทั้งสายชิลและสายผจญภัย พร้อมสร้างความทรงจำไม่รู้ลืมให้ทุกทริป ถ้าคุณกำลังวางแผนการเดินทางปีหน้า นี่คือรายชื่อที่ห้ามพลาด

    จุดหมายปลายทางท่องเที่ยว
    2026-2027 มาแรง

    1. French Riviera ประเทศฝรั่งเศส

              เมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ผสมผสานระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าใส เมืองตากอากาศสุดหรู และวัฒนธรรมฝรั่งเศสอันมีเอกลักษณ์ นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศชิค ๆ ของนีซ ความหรูหราของโมนาโก ความโรแมนติกของแซงต์-โตรเปซ์ ไปจนถึงหมู่บ้านริมเขาสุดคลาสสิกอย่างเอซและมองตง ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายศิลปะ อาหาร และไวน์ระดับโลก เหมาะทั้งสายพักผ่อนริมทะเล สายถ่ายรูป สายคาเฟ่ และสายไลฟ์สไตล์หรูแบบไม่เร่งรีบ หากใครกำลังมองหาทริปยุโรปที่ให้ทั้งความสวยงาม ความสงบ และความพรีเมียมในทริปเดียว French Riviera คือคำตอบที่น่าปักหมุดไว้ล่วงหน้าอย่างยิ่ง

    French Riviera ฝรั่งเศส

    2. The Cotswolds ประเทศอังกฤษ

              The Cotswolds กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาแรงของอังกฤษ สำหรับนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ยุโรปแบบสโลว์ไลฟ์และโรแมนติก ด้วยเสน่ห์ของหมู่บ้านหินสีฮันนีย์สโตน ถนนเล็ก ๆ คดเคี้ยว ทุ่งหญ้าและเนินเขาเขียวขจี พร้อมบ้านหลังคามุงหญ้าและสวนดอกไม้สวยราวภาพวาด นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นในหมู่บ้านชื่อดังอย่าง Bourton-on-the-Water, Bibury และ Stow-on-the-Wold แวะคาเฟ่ท้องถิ่น ผับอังกฤษดั้งเดิม และที่พักสไตล์คอตเทจสุดอบอุ่น เหมาะทั้งสายถ่ายรูป สายพักผ่อน และผู้ที่อยากหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ หากกำลังวางแผนทริปอังกฤษในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า The Cotswolds คือจุดหมายที่ให้ทั้งความสงบ ความคลาสสิก และเสน่ห์แบบอังกฤษแท้ ๆ ที่ควรปักหมุดไว้

    The Cotswolds อังกฤษ

    3. The Dolomites ประเทศอิตาลี

              เทือกเขาสุดยิ่งใหญ่ทางตอนเหนือของอิตาลี ด้วยภูมิประเทศอันโดดเด่นของยอดเขาหินปูนรูปทรงแปลกตา ทะเลสาบสีเขียวมรกต และทุ่งหญ้าอัลไพน์กว้างสุดสายตา ที่นี่เหมาะทั้งสายธรรมชาติ สายแอดเวนเจอร์ และสายถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเขาชมวิวที่ Seceda และ Tre Cime di Lavaredo การปั่นจักรยาน ทัวร์ถนนสายพาโนรามา หรือพักผ่อนในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผสานวัฒนธรรมอิตาเลียนกับกลิ่นอายออสเตรียได้อย่างลงตัว หากใครกำลังมองหาทริปยุโรปที่ให้ความอลังการของธรรมชาติควบคู่ความสงบและคุณภาพชีวิต The Dolomites คือจุดหมายที่ควรรีบปักหมุดไว้ล่วงหน้าในแผนเที่ยว

    The Dolomites อิตาลี

    4. Seoul ประเทศเกาหลีใต้

              โซล (Seoul) ยังคงครองตำแหน่งหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาแรงของเอเชียอย่างต่อเนื่อง ด้วยเสน่ห์ของเมืองที่ผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นย่านพระราชวังเคียงบกกุงและหมู่บ้านบุกชอนฮันอก ก่อนเปลี่ยนอารมณ์ไปช้อปปิ้ง คาเฟ่ และแฟชั่นในฮงแด เมียงดง และคังนัม พร้อมอินกับกระแส K-pop, ซีรีส์เกาหลี และอาหารสตรีตฟู้ดที่พัฒนาไม่หยุด ทั้งยังมีสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว และจุดชมวิวเมืองที่เหมาะกับการพักผ่อนแบบคนเมืองรุ่นใหม่ หากใครกำลังมองหาทริปที่ครบทั้งวัฒนธรรม ความสนุก ความสะดวก และเทรนด์ล่าสุด โซลนี่แหละตอบโจทย์สุด ๆ

    Seoul เกาหลีใต้

    5. Slovenia

              ประเทศเล็ก ๆ กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาแรงของยุโรป สำหรับนักเดินทางที่มองหาธรรมชาติสวยบริสุทธิ์และบรรยากาศเงียบสงบแต่คุณภาพสูง ประเทศนี้โดดเด่นด้วยทะเลสาบเบลดที่มีโบสถ์กลางน้ำราวเทพนิยาย เทือกเขาแอลป์จูเลียน ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และเมืองหลวงลูบลิยานาที่น่ารักเป็นมิตรต่อการเดินเท้า อีกทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อาหารท้องถิ่นคุณภาพดี และค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผลกว่าเมืองท่องเที่ยวหลักในยุโรปตะวันตก หากใครอยากค้นพบประเทศที่สวย สงบ และยังไม่แมสเกินไป Slovenia คือหมุดหมายที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

    Slovenia สโลวีเนีย

    6. Zambia

              Zambia กำลังถูกยกให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาแรงของแอฟริกา ประเทศนี้โดดเด่นด้วยน้ำตกวิกตอเรียอันยิ่งใหญ่ หนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดของโลก พร้อมซาฟารีคุณภาพสูงในอุทยานแห่งชาติอย่าง South Luangwa และ Lower Zambezi ที่ขึ้นชื่อเรื่องการชมสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิดและเป็นธรรมชาติ นักท่องเที่ยวยังสามารถล่องเรือแม่น้ำแซมบีซี ชมพระอาทิตย์ตก หรือพักในซาฟารีลอดจ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟท่ามกลางธรรมชาติบริสุทธิ์ ให้ทั้งความตื่นตา ความสงบ และประสบการณ์ระดับลึก หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

    Zambia แซมเบีย

    7. Hokkaido ปนะเทศญี่ปุ่น

              ฮอกไกโด กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาแรง โดยเฉพาะในหมู่นักเดินทางที่มองหาธรรมชาติสวย อากาศดี และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ไม่แออัดเท่าเมืองหลัก โดดเด่นด้วยทุ่งดอกไม้กว้างสุดสายตาในบิเอะและฟุราโนะ ทะเลสาบใส ภูเขา และอุทยานแห่งชาติที่เหมาะทั้งการเดินเขาและพักผ่อนตามฤดูกาล อีกทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลสดใหม่ นมและของหวานคุณภาพสูง รวมถึงออนเซ็นท่ามกลางธรรมชาติหิมะในฤดูหนาว ไม่ว่าจะมาเที่ยวฤดูไหนก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว สวยและน่าประทับใจเกินคำบรรยาย

    Hokkaido ญี่ปุ่น

    8. Istria ประเทศโครเอเชีย

              คาบสมุทรทางตอนเหนือของโครเอเชีย สำหรับนักเดินทางที่หลงใหลยุโรปในมุมละเมียดและมีรสนิยม ที่นี่ผสมผสานกลิ่นอายเมดิเตอร์เรเนียนเข้ากับวัฒนธรรมอิตาเลียนได้อย่างมีเสน่ห์ ตั้งแต่เมืองเก่าริมทะเลอย่าง Rovinj ที่บ้านสีพาสเทลเรียงตัวตามชายฝั่ง ไปจนถึงหมู่บ้านกลางเนินเขาและไร่องุ่นที่ผลิตไวน์และทรัฟเฟิลชื่อดัง นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาช้า ๆ กับการชิมอาหารท้องถิ่น เดินเล่นเมืองหินโบราณ ปั่นจักรยานเลียบชายฝั่ง หรือชมพระอาทิตย์ตกเหนือทะเลเอเดรียติก ใครออยากเที่ยวยุโรปที่ยังคงความสวยดิบ ความสงบ และประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมแบบไม่เร่งรีบ ลองวางแผนทริปเที่ยวกันได้เลย

    Istria โครเอเชีย

    9. The Peloponnese ประเทศกรีซ

              ตั้งอยู่ทางคาบสมุทรทางตอนใต้ของกรีซ ที่นี่คือดินแดนซึ่งเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ชายฝั่งทะเลสีฟ้าเข้ม และวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวท้องถิ่นหลอมรวมกันอย่างกลมกลืน ตั้งแต่เมืองโบราณอย่าง Mycenae และ Epidaurus ไปจนถึงหมู่บ้านหินบนเนินเขา ชายหาดเงียบสงบ และไร่มะกอกทอดยาวสุดสายตา Peloponnese เหมาะกับการขับรถเที่ยวแบบโรดทริป แวะชิมอาหารกรีกแท้ ๆ และซึมซับบรรยากาศเมดิเตอร์เรเนียนที่ยังไม่ถูกรบกวนด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หากกำลังมองหาปลายทางที่ให้ทั้งเรื่องราว วัฒนธรรม และความสงบในทริปเดียว Peloponnese คือกรีซในเวอร์ชันที่น่าหลงใหลและควรค่าแก่การไปเยือนในอนาคตอันใกล้

    The Peloponnese กรีซ

    10. กระบี่ ประเทศไทย

              จังหวัดทางใต้ของไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องชายหาดน้ำใส หน้าผาหินปูนสูง และลากูนสีมรกต ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกพักรีสอร์ตวิวหน้าผาหินปูนอันเป็นเอกลักษณ์ ออกเรือไปสัมผัสเกาะเล็กเกาะน้อยที่ยังคงความใสของน้ำทะเล หรือใช้เวลาช้า ๆ กับคาเฟ่และร้านอาหารท้องถิ่นที่ยกระดับวัตถุดิบพื้นถิ่นสู่เมนูร่วมสมัย กระบี่จึงไม่ใช่แค่เมืองทะเลสำหรับการมาเยือนครั้งเดียว แต่เป็นปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งสายพักผ่อน สายธรรมชาติ และนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์เรียบหรู ไม่เร่งรีบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนทริปในครั้งต่อไป

    กระบี่ ประเทศไทย

             ไม่ว่าคุณจะชอบชายหาด ภูเขา ซาฟารี หรือเมืองสุดชิค ทั้ง 10 จุดหมายปลายทางนี้น่าสนใจและพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ สำหรับการวางแผนทริปปีหน้า หากมีโอกาสก็ปักหมุดไว้แล้วตามไปเที่ยวกันนะ

    บทความ ที่เที่ยวต่างประเทศ เที่ยวต่างประเทศ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ขอบคุณข้อมูลจาก : เว็บไซต์ unforgettabletravel.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://travel.kapook.com/view297337.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-JRwqbEqy0p7sIuC_H3oB

  • ทิพยประกันภัยร่วมมือหัวเว่ย-ดาต้าวัน เอเชีย-ซิโนซอฟต์พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร

    ทิพยประกันภัยร่วมมือหัวเว่ย-ดาต้าวัน เอเชีย-ซิโนซอฟต์พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร

    ทิพยประกันภัยร่วมมือหัวเว่ย-ดาต้าวัน เอเชีย-ซิโนซอฟต์พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร

    หัวเว่ย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้กับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ให้บริการประกันภัยชั้นนำของไทย เพื่อก้าวสู่การเป็น “ผู้ให้บริการประกันแห่งอนาคต” ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท ซิโนซอฟต์ จำกัด ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ประกันภัยชั้นนำของจีน และบริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ซิสเต็มส์ อินทิเกรเตอร์แถวหน้าของไทย โดยทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาระบบบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร (Core Insurance) ของทิพยประกันภัย เพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง

    โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีล่าสุดล่าสุด ซึ่งพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยธุรกิจการเงินดิจิทัลของหัวเว่ย และบริษัทซิโนซอฟต์ โดยใช้เทคโนโลยี Huawei Cloud Stack (HCS) ฐานข้อมูล GaussDB พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลและเครือข่ายประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับการอัปเกรดระบบที่เสถียรและเชื่อถือได้ ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายโครงการ RongHai Program ของหัวเว่ยสู่ระดับสากล ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชันทางการเงินร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก

    นายเจสัน เชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ยดิจิทัลไฟแนนซ์ กล่าวขอบคุณบริษัททิพยประกันภัยสำหรับความไว้วางใจที่มีต่อหัวเว่ย โดยระบุว่าหัวเว่ยได้นำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานนับปีในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของอุตสาหกรรมประกันภัยในจีนมาพัฒนาร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อส่งมอบโซลูชันการบริหารจัดการระบบหลักที่ช่วยเสริมสร้างรากฐานดิจิทัลให้แก่บริษัทประกันภัยทั่วโลก และเร่งการพัฒนาสู่ยุคของความชาญฉลาดทางธุรกิจผ่านโครงการ RongHai Program หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับผู้ให้บริการซอฟต์แวร์อิสระชั้นนำของจีน ผู้ให้บริการติดตั้งระบบในท้องถิ่นที่โดดเด่น และลูกค้าในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความสำเร็จร่วมกันทุกฝ่าย โดยโครงการในครั้งนี้ยังจัดเป็นผลงานความร่วมมือที่โดดเด่นในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

    นายวิลเลี่ยม จาง ประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่าเป็นโอกาสสำคัญที่หัวเว่ยจะได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมประกันภัยในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้ทิพยประกันภัยสามารถยกระดับแพลตฟอร์มหลักของการบริหารจัดการงานประกันภัย เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

    “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการเป็นผู้บุกเบิกอนาคตของการประกันภัยในประเทศไทย เราไม่เพียงแค่มอบบริการเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เรากำลังสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อร่วมสร้างโซลูชันที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของทิพยประกันภัยในการให้บริการลูกค้า สร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมประกันภัยของไทย” นายจาง กล่าว

    นายจั่ว ชุน ประธานบริษัทซิโนซอฟต์ จำกัด เน้นย้ำบทบาทของซิโนซอฟต์ในฐานะผู้ให้บริการซอฟต์แวร์หลักที่ทำงานร่วมกับหัวเว่ยและดาต้าวัน เพื่อขับเคลื่อนโครงการระบบประกันภัยขนาดใหญ่นี้ และยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และพร้อมสำหรับอนาคตของทิพยประกันภัย รวมถึงลูกค้าของบริษัท

    ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิพยประกันภัยยังคงยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 74 ปีในการให้บริการที่น่าเชื่อถือแก่หน่วยงานราชการ บริษัทขนาดใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี และลูกค้าประกันภัยรายบุคคล บริษัทได้สร้างชื่อเสียงในด้านความน่าเชื่อถือ การให้ความคุ้มครอง และความอุ่นใจ ซึ่งบริษัทจะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อสร้างโซลูชันประกันภัยที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลและตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น

    “Core System เป็นหัวใจสำคัญของระบบไอทีสำหรับทุกองค์กร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประกันภัยที่ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจเป็นสิ่งท่ำสำคัญที่สุดสำหรับทั้งลูกค้ารายบุคคลจนถึงระดับองค์กร ซึ่งความร่วมมือกับหัวเว่ย, ซิโนซอฟต์ และดาต้าวันถือเป็นก้าวสำคัญที่เสริมความมั่นใจในระบบของเรา และเสริมรากฐานทางเทคโนโลยีของบริษัทเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต” ดร.สมพรกล่าว

    นางโสจิพรรณ วัชโรบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือนี้เป็นการรวมพลังของผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำเพื่อสนับสนุนทิพยประกันภัยในการยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักและวางรากฐานสำหรับบริการประกันภัยที่เน้นนวัตกรรมและมุ่งสู่อนาคตในประเทศไทย โดยดาต้าวัน ยังคงเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในการให้บริการโซลูชันไอทีแบบครบวงจรและให้บริการแก่ภาคส่วนต่างๆ เช่น ธนาคาร สถาบันการเงิน ประกันภัย โรงพยาบาล โทรคมนาคม ค้าปลีก และหน่วยงานราชการ ด้วยประสบการณ์กว่า 35 ปีในธุรกิจโซลูชันไอทีในไทย ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรและบุคลากรด้านไอทีอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างคุณค่าให้แก่อุตสาหกรรมทั้งในประเทศและภูมิภาค

    “ดาต้าวัน เชื่อว่าสังคมจะได้รับประโยชน์เมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เราจะคงบทบาทเป็นตัวเร่งให้แก่ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไอทีของประเทศไทยต่อไป” นางโสจิพรรณ กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12774485&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00hOmNclFUeewkd0-MoZE9

  • ปรมาณูเพื่อสันติกระทรวง อว. ยกระดับความปลอดภัยด้วยกฎหมายและระบบกำกับดูแล พร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก (SMR)

    ปรมาณูเพื่อสันติกระทรวง อว. ยกระดับความปลอดภัยด้วยกฎหมายและระบบกำกับดูแล พร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก (SMR)

    ไอที

    ปรมาณูเพื่อสันติกระทรวง อว. ยกระดับความปลอดภัยด้วยกฎหมายและระบบกำกับดูแล พร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก (SMR)

    วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ปรมาณูเพื่อสันติกระทรวง อว. ยกระดับความปลอดภัยด้วยกฎหมายและระบบกำกับดูแล
    พร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก (SMR)
    เพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน

    ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงต่าง ๆ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และนิติศาสตร์ เข้าร่วมประชุม โดยมีนายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นกรรมการและเลขานุการฯ ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล มติที่ประชุม “เน้นย้ำความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน การพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระบบกำกับที่รัดกุมที่สุด” และร่วมกันพิจารณานโยบายและมาตรการสำคัญด้านการกำกับดูแลพลังงานนิวเคลียร์และรังสีของประเทศให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ให้กำกับและขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ อย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ที่เข้มแข็ง ครอบคลุม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติได้ร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบทบาทการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์และรังสีของประเทศในหลายด้าน ทั้งการเตรียมความพร้อมการกำกับดูแลโรงไฟฟ้า Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสะอาดของประเทศในอนาคต ซึ่งโรงไฟฟ้า SMR มีความปลอดภัยสูง ช่วยเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในระยะยาวยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ โดย ปส. กระทรวง อว. อยู่ระหว่างกำหนดกรอบการอนุญาตสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ การควบคุมดูแลสถานที่จัดการกากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนก่อนการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้จริง ซึ่งเป็น 1 ในนโยบายสำคัญของ อว. ที่เกี่ยวข้องกับ Net Zero และในที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานด้านนิวเคลียร์ของประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศ

    นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการฯ เปิดเผยว่า นอกจากนี้ ยังร่วมพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญเร่งด่วน ได้แก่ ความพร้อมด้าน SMR อุตสาหกรรมธาตุหายาก และเทคโนโลยีฟิวชัน รวมทั้งประเด็นสำคัญในระยะยาว ภายใต้นโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของโลกอนาคต

    ในการนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล ได้แก่ คณะอนุกรรมการสรรหาและวิเคราะห์ข้อสอบเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี และคณะอนุกรรมการด้านการแพทย์

    ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ โดยให้ ปส. เร่งพัฒนาระบบอนุญาต การประเมินความเสี่ยง การติดตามควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยของบุคลากรและสถานประกอบการ รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของประเทศไทยผ่านการพัฒนากฎหมาย ตลอดจนสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนากำลังคนผู้เชี่ยวชาญ การเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวสู่การใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458983&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mgdMpXONEmptz441b2NeD

  • กนง.มีมติเอกฉันท์ ‘ลดดอกเบี้ยนโยบาย’ 0.25% เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    กนง.มีมติเอกฉันท์ ‘ลดดอกเบี้ยนโยบาย’ 0.25% เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    Finance

    17 ธ.ค. 2025 เวลา 13:37 น.

    กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ส่งสัญญาณช่วยลูกหนี้ลดภาระ–ประคองเศรษฐกิจในช่วงปลายปี หลังภาคการคลังใช้กระสุนได้จำกัด

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงาน และอาหารสดเป็นสำคัญ

    ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัว และคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง

    โดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน และมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน และนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ 

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 – 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2-1.5 และ 2.3 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า

    สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้า และภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง

    ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน และการเข้าถึงสินเชื่อ

    คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 – 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1-0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

    โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง และมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้า และบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง

    คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 – 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8-0.8 และ 1.0 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงิน และตลาดการเงินปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจ และครัวเรือน อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนการชะลอการใช้จ่าย และการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง

    ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อ และสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ และปัจจัยเฉพาะของไทย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการ และความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป

    ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
     

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212550&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tVqyrcZ0vyVL-bRSiK8Cy

  • ความเหลื่อมล้ำโลกรุนแรง ไทยติดกลุ่มหนักสุดในโลก

    ความเหลื่อมล้ำโลกรุนแรง ไทยติดกลุ่มหนักสุดในโลก

    Loading…

    ความเหลื่อมล้ำโลกรุนแรง ไทยติดกลุ่มหนักสุดในโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-63&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T0tfEuXw8Fl9c8F9Sw0rp

  • เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังติดหล่ม แม้กนง.ลดดอกเบี้ย แนะ SME ช่วยตัวเอง

    เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังติดหล่ม แม้กนง.ลดดอกเบี้ย แนะ SME ช่วยตัวเอง

    ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ตัวเลขยังไม่ดีนัก แม้ว่าประเด็นการ “ยุบสภา” ไม่ได้เป็นเรื่อง “เซอร์ไพรส์” ของภาคเอกชน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่คาดกว่าจะยังคง “ติดหล่ม” แต่การลดดอกเบี้ยของ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (17 ธ.ค.2568) ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 หรือครั้งสุดท้ายของปี 2568 ก็อาจเป็นปัจจัยหนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ได้

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า การลดดอกเบี้ยเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ได้ เพราะการลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีอย่างชัดเจนคือทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง แม้ว่าปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งไม่ได้สะท้อนสภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยก็ตาม แต่ก็ทำให้ภาคการส่งออก และ ท่องเที่ยว ได้รับอานิสงส์ เพราะภาคการส่งออก และ ท่องเที่ยว เป็นฟันเฟืองที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย

    Q4 น่ากังวล หวั่น GDP ติดหล่ม 0.3%

    สถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ ยังอยู่ในช่วงกดดัน โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 และ 4 ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะไม่ดี ตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 3 ที่สภาพัฒน์ประกาศออกมานั้นอยู่ที่เพียง 1.2% ซึ่งต่ำกว่าที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ถึง 0.5%, ทำให้ไตรมาสสุดท้าย (ไตรมาส 4) ยิ่งน่าเป็นห่วง

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้คลอดนโยบาย Quick Big Win ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพยุงไม่ให้ GDP ในไตรมาสที่ 4 ตกลงไปเหลือเพียง +0.3% เนื่องจากหากเศรษฐกิจลงไป “ติดหล่ม” ที่ระดับนี้แล้ว จะต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นขึ้นมาได้

    มาตรการอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 1 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี และทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.1 โดยมีเป้าหมายคือต้องดัน GDP ในไตรมาส 4 ให้ขึ้นไปอยู่เหนือ 1% ให้มากที่สุด

    การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าว เป็นผลมาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้าอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง 

    การเข้าสู่ช่วง ไฮซีซั่น ส่งผลเชิงบวกต่อการบริโภคสินค้าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการได้เร่งการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองต่อคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น สำหรับการจำหน่ายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี และก่อนวันหยุดยาวในเดือนธันวาคม 

    ในส่วนของภาคการค้า การเจรจาการค้าเพื่อขยายตลาดส่งออกไทย อาทิ การค้าข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (Government-to-Government หรือ G2G) กับจีน (ปริมาณ 5 แสนตัน) และสิงคโปร์ (ปริมาณ 1 แสนตัน) มีส่วนช่วยขยายตลาดส่งออกให้เกษตรกร ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มรายได้และกำลังซื้อในระดับภูมิภาค 

    นอกจากนี้ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569  (ณ 1 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน 2568) อยู่ที่ 24.18% จากเป้าหมาย 33% ในไตรมาส 1 ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

    ปัจจัยลบรุมเร้า: ปะทะชายแดน-ยุบสภาซ้ำเติม

    อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยลบที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ ได้แก่:

    1. การปะทะชายแดนรอบ 2: การปะทะที่ปะทุขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ แม้ว่าด่านชายแดนจะปิดและยอดซื้อขายเหลือเพียง 0.5% (หายไป 99.5%) ตั้งแต่การปะทะครั้งที่ 1 แล้ว

    แต่การปะทะรอบ 2 ได้สร้างผลกระทบภายในประเทศเพิ่มเติม ทำให้เกิดความชะงักงันในการทำงาน การเรียน การให้บริการในภาคเกษตรกรรม และโรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดตัวลงในบางนิคม นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าหนึ่งเดือน อาจกลายเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

    2. อุทกภัย: น้ำท่วมในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงแม้จะนับรวมไปแล้ว แต่การฟื้นฟูก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปในไตรมาสนี้และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

    3. ความไม่แน่นอนทางการเมือง: การยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม เป็นอีกปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากมาตรการ Quick Big Win หลายตัวที่เป็นซีรีส์ต่อเนื่องอาจไม่สามารถทำต่อได้ ทำให้มาตรการที่คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เครื่องติดต้องสะดุดลง

    เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังติดหล่ม แม้กนง.ลดดอกเบี้ย แนะ SME ช่วยตัวเอง เกรียงไกร เธียรนุกุล

    เศรษฐกิจปี 69 น่าเป็นห่วงหนัก คาด GDP โตเพียง 1.6%

    สำหรับปี 2569 สถานการณ์เศรษฐกิจน่าเป็นห่วงมากขึ้น มีการคาดการณ์ว่า GDP ไทยในปีหน้าจะเหลือประมาณ 1.6% ถึง 2% สาเหตุสำคัญมาจากการที่เศรษฐกิจโลกหดตัว โดยปีนี้ GDP โลกอยู่ที่ 3.2% แต่คาดการณ์ล่าสุด สำหรับปีหน้าจะเหลือเพียง 3.1% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปีนี้

    สัญญาณของการหดตัวนี้เห็นได้ชัดเจนจากราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าอุปสงค์และความต้องการใช้ ลดลงทั่วโลก ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูง การหดตัวของเศรษฐกิจโลกจึงส่งผลกระทบอย่างมาก ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดเพื่อประคับประคองสถานการณ์

    วอนรัฐคุมเข้ม “สินค้าเถื่อน” หนุนจัดซื้อจัดจ้าง Made in Thailand

    เกรียงไกร กล่าวว่า ปัญหาสินค้าเถื่อนที่ทะลักเข้ามาจากทุกทิศทาง ไม่ได้ลดลงเลย และมีแนวโน้ม “ยิ่งพูด ยิ่งเพิ่ม” ผู้รับผิดชอบทุกฝ่ายถูกขอให้รับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจังและ “อย่าล้อเล่น”

    ภาคเอกชนได้เสนอให้มีการกระตุ้นการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศ (Made in Thailand ) โดยเสนอให้บรรจุเรื่องนี้ เข้าไปอยู่ในแพ็คเกจ Quick Big Win โดยหวังว่าหน่วยงานภาครัฐจะมีตัวชี้วัดผลงาน ในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผ่านสัญลักษณ์ Made in Thailand ของสภาอุตสาหกรรมฯ

    การดำเนินการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ของคนไทยที่ผลิตภายในประเทศ ให้มีเม็ดเงินหมุนเวียน มีสภาพคล่อง และนำไปสู่การสร้างงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศต้อง “ช่วยตัวเองก่อน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735147&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18qFPl1kGz7NcQehlhDvJ_

  • เอกฉันท์!‘กนง.’ลดดอกเบี้ย0.25% คงจีดีพีปี68ที่2.2%ครึ่งปีหลังชะลอ

    เอกฉันท์!‘กนง.’ลดดอกเบี้ย0.25% คงจีดีพีปี68ที่2.2%ครึ่งปีหลังชะลอ

    เอกฉันท์! ‘กนง.’ มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% ต่อปี เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที พร้อมคงจีดีพีปี 68 ไว้ที่ 2.2% แต่ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 เหลือ 1.5% ส่วนปี 70 ที่ 2.3%

    17 ธ.ค. 68 – นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธ.ค. 2568 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที พร้อมทั้งยังคงคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ไว้ที่ 2.2% แต่ปรับลดคาดการณ์จีดีพี ปี 2569 เหลือ 1.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.6% ก่อนประเมินว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2570 ที่ 2.3%

    โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า ส่วนในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว และเศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง

    ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

     “เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดยเอสเอ็มอีถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท” นายสักกะภพ ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/916883/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qreQ2Z3lyZzNGq0oh0rny

  • กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25%   ประคองเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี

    กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25%  ประคองเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี

    กนง.มีมติเอกฉันท์ ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ส่งสัญญาณช่วยลูกหนี้ลดภาระ–ประคองเศรษฐกิจในช่วงปลายปี หลังคาดการณ์เศรษฐกิจปี2569 แล ะปี2570 มีแนวโน้มชะลอตัว

    วันนี้ (27 ธ.ค.2568) นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีขอสหรัฐ

     ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงาน และอาหารสดเป็นสำคัญขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัว และคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลงโดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน และมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน และนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้  

    สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้า และภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูงในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน และการเข้าถึงสินเชื่อ

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 – 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1-0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

    อ่านข่าว:

    “สมเด็จพระราชินี” ทรงนำทัพคว้าเหรียญทองซีเกมส์ การแข่งขันเรือใบประเภท SSL47

    “อนุทิน” เผย ยึดฤกษ์​สะดวกเปิดตัวแคนดิเดตนายก​ฯ ภูมิใจไทย

    10 ธุรกิจเด่น-ร่วง ม.หอการค้า เผย ธุรกิจไหนทำแล้วมีโอกาสรวยปี2569  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DTvWn1RHKmuvmL3CwFhqa