Blog

  • DYNO Series นิยามใหม่ของฟิล์มกันรอย ฟิล์มเปลี่ยนสี ระดับโลก – สยามรัฐ

    DYNO Series นิยามใหม่ของฟิล์มกันรอย ฟิล์มเปลี่ยนสี ระดับโลก – สยามรัฐ

    DYNOshield (SW) The Signature มาพร้อมเทคโนโลยี Infused-Fluorine Top Coat แบรนด์เดียวในโลก ช่วยเสริมให้ฟิล์มมีความใสและเงาที่สุด. 2.DYNOmight Heavy-Duty Protection …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/business/145682&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LY_sb5WcTrokHMYmPb0Hk

  • อโกด้าเผยเทรนด์ 2569! คนไทยนิยมเลือกที่พักเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

    อโกด้าเผยเทรนด์ 2569! คนไทยนิยมเลือกที่พักเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

    อโกด้าเผยเทรนด์ 2569! คนไทยนิยมเลือกที่พักเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

    อโกด้าเผยตัวเลือกค้นหายอดนิยมประจำปีพ.ศ. 2569! ที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงขึ้นเป็นเทรนด์ใหม่ สำหรับนักเดินทางชาวไทย

    ‘อโกด้า’ แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวเผยสิ่งที่นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญมากที่สุดเมื่อค้นหาที่พักในปี พ.ศ. 2569

    โดยจากการวิเคราะห์ฟีเจอร์การค้นหาที่ถูกใช้งานมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม พบว่านักเดินทางในเอเชียยังคงให้ความสำคัญกับประเภทที่พัก ที่พักที่รวมอาหารเช้า และคะแนนรีวิวที่ดี

    ขณะเดียวกันที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และกลายเป็นเทรนด์ที่โดดเด่นในหมู่นักเดินทางชาวไทย

    ในปีพ.ศ. 2569 ประเภทของที่พักกลายเป็นตัวกรองที่นักเดินทางชาวไทยใช้มากที่สุด คิดเป็น 19% ของการใช้งานตัวกรองทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกที่พักที่เหมาะสมยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ในการวางแผนการเดินทาง

    ขณะเดียวกัน คะแนนรีวิวยังคงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ โดยที่พักที่มีคะแนนตั้งแต่ 8 ขึ้นไปคิดเป็น 9% ของการใช้งานตัวกรองทั้งหมด เทรนด์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในพฤติกรรมนักเดินทางชาวไทย ที่หันมาให้ความสำคัญกับที่พักที่ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการ แต่ต้องมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพ ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เข้าพักคนอื่น ๆ ด้วย

    อาหารและความสะดวกสบายเป็นปัจจัยสำคัญ

    สำหรับนักเดินทางชาวเอเชีย ตัวเลือกที่พักรวมอาหารเช้าเป็นคำค้นหายอดนิยมอันดับสอง โดยคิดเป็น 12% ของตัวเลือกทั้งหมด สะท้อนความต้องการความสะดวกและความคุ้มค่าในช่วงเริ่มต้นของวัน ทั้งนี้นักเดินทางชาวไทยก็ให้ความสำคัญกับตัวเลือกที่พักรวมอาหารเช้าเช่นกัน โดยมากถึง 13% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ตอกย้ำว่าอาหารเช้าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกที่พัก นอกจากนี้นักเดินทางชาวไทยยังให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายด้านอื่น ๆ เช่น โดยตัวกรองที่พักที่มีสระว่ายน้ำ (4%) และอ่างอาบน้ำ (2%) ติดอยู่ในกลุ่มยอดนิยม สะท้อนถึงความต้องการพื้นที่สำหรับการพักผ่อนและผ่อนคลายระหว่าง                การเข้าพัก

    อโกด้าเผยเทรนด์ 2569! คนไทยนิยมเลือกที่พักเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

    ที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

    นักเดินทางชาวไทยมีความแตกต่างจากนักเดินทางชาติอื่น ๆ ในภูมิภาค ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นต่อที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง โดยตัวเลือกนี้ไม่ติดอยู่ในกลุ่มตัวกรองยอดนิยมของประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย แต่ในประเทศไทยตัวเลือกนี้อยู่ในอันดับที่ 10 คิดเป็น 2% ของการใช้งานตัวกรองทั้งหมด

    ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีตัวกรองที่พักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมติดอยู่ในอันดับยอดนิยม สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น การที่ที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงติดอยู่ในรายการนี้ยังแสดงให้เห็นว่า นักเดินทางชาวไทยจำนวนมากขึ้นเริ่มวางแผนพาสัตว์เลี้ยงไปด้วยในช่วงวันหยุด ทำให้การเดินทางกลายเป็นประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งครอบครัว โดยสัตว์เลี้ยงของพวกเขานับเป็นสมาชิกในครอบครัวด้วย

    ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นด้านการจองและชำระเงิน                                         

    ความยืดหยุ่นในด้านการจองและการชำระเงินเป็นสิ่งสำคัญที่นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญในปี พ.ศ. 2569 โดยตัวเลือกยกเลิกฟรี และ ตัวเลือกการชำระเงินแบบยืดหยุ่น (อย่างละ 5%) ติดอยู่ในกลุ่มตัวกรองยอดนิยม สะท้อนถึงความต้องการการจองที่สามารถคืนเงินได้ และความสะดวกในการชำระเงิน ตัวเลือกการค้นหาอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความหลากหลาย และความสะดวกสบาย ก็ยังติดอยู่ในกลุ่มตัวกรองยอดนิยมของนักเดินทางชาวไทยอีกด้วย

    ไม่ว่าจะเป็น ที่จอดรถ (4%) และทำเลที่ตั้ง (2%) ซึ่งสะท้อนว่านักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับที่พักที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถยนต์ หรือการเลือกที่พักในทำเลที่เดินทางได้อย่างสะดวก

    อโกด้าเผยเทรนด์ 2569! คนไทยนิยมเลือกที่พักเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

    นางสาวอรรคพร รอดคง, ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า เผยว่า “ในปี พ.ศ. 2569 นักเดินทางชาวไทยมีความความสำคัญกับประสบการณ์การเดินทางมากขึ้น ในด้านการวางแผนการเดินทาง โดยไม่ได้มองเพียงแค่การค้นหาที่พัก แต่ให้ความสำคัญกับการคัดสรรประสบการณ์การเดินทางที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของตนเอง ความชอบต่าง ๆ เช่น ประสบการณ์ด้านอาหาร การเดินทางที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง และความยืดหยุ่นที่มากขึ้น กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ให้บริการที่พัก โดยสามารถผุ้ให้บริการที่พักสามารถอำนวยความสะดวกให้ตรงตามความต้องการของนักเดินทาง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/741920&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aOEn6dmcn2RwxW6C9M6Vy

  • “อนุทิน” แถลง ครม.ไฟเขียว ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ตั้งเป้าเร่งเยียวยาประชาชน ไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก

    “อนุทิน” แถลง ครม.ไฟเขียว ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ตั้งเป้าเร่งเยียวยาประชาชน ไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก

    นายกฯอนุทิน แถลง ครม.ไฟเขียว พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้าน  ชี้เหตุผลรัฐบาลต้องหยุดความเสี่ยง Stagflation ตั้งเป้าเร่งเยียวยาประชาชน ไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก และเปลี่ยนผ่านภาคพลังงาน

    วันนี้ (5 พ.ค.) ทำเนียบรัฐบาล  ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำครม.ทั้งคณะมาแถลงข่าว  โดยระบุว่า รัฐบาลมีมติเห็นชอบให้มีการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนฐานด้านพลังงานของประเทศ หรือ “พ.ร.ก. กู้เงิน” วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของโลกในขณะนี้

    นายอนุทิน เปิดเผยถึงความจำเป็นในการตัดสินใจครั้งนี้ว่าเป็นการตัดสินใจครั้งนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทั่วโลก ซึ่งวิกฤตครั้งนี้เริ่มจากราคาพลังงานแล้วลุกลามไปสู่ราคาอาหารและกำลังกดดันค่าครองชีพของพี่น้องคนไทย 

    พร้อมย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่สถานการณ์ปกติที่รัฐบาลจะนิ่งนอนใจได้ “หน้าที่ของรัฐบาลก็คือการยับยั้งความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับเศรษฐกิจชะลอตัว หรือที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที

    นายกฯอนุทิน ระบุว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ หนึ่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชน และประคับประคองไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก และ สอง เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อลดความเปราะบางและตอบโจทย์การแก้ปัญหาในระยะยาว

    สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับความช่วยเหลือ มาตรการนี้จะพุ่งตรงไปยังกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs) และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงาน โดยจะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือการลดภาระค่าครองชีพและลดต้นทุนภาคการผลิต เช่น การจัดหาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่

    นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมอีกว่ารัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ โดยปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก นอกจากนี้ยังรวมถึงการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้วยการเพิ่มพูนและปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill/Reskill) ในภาคการผลิตเพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันระดับสากล

    ทั้งนี้ ยันว่ารัฐบาลจะยังคงรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยแนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ อาจไม่ได้ทำให้วิกฤตการณ์ของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่าให้สามารถเดินผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

    “พวกเราทุกคนในวันนี้ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากสถานการณ์ผันผวนของโลกในขณะนี้” นายอนุทิน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DH15z0M_H4QW9WNIC_xTq

  • ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี งบ5,000ล้านสูงเกินไป ไทยถอนตัวชิงจัด’ยูธโอลิมปิก 2030′

    ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี งบ5,000ล้านสูงเกินไป ไทยถอนตัวชิงจัด’ยูธโอลิมปิก 2030′

    หลังจากที่ประเทศไทย ทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) รวมทั้งคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งปรเะเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความฮือฮา ด้วยการประโคมข่างการพร้อมเสนอตัวจัดโอลิมปิกเยาวชน  “ยูธ โอลิมปิก2030”

    โดยช่วงวันที่ 28-30 เมษายนที่ผ่านมา Mrs. Danka Hrbékova (นางดังก้า เออเบโกวา) สมาชิกคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และประธานคณะทำงาน Youth Olympic Games 2030 พร้อมคณะได้เดินทางมาที่ประเทศไทย และลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของสนามที่จะใช่แข่งขัน แข่งขันในกรุงเทพฯ และ จังหวัดชลบุรี พร้อมแถลงสรุปความพร้อม ของประเทศไทยที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ และได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 3 ชาติสุดท้าย ที่จะชิงเป็นเจ้าภาพร่วมกับ ปารากวัย และชิลี ก่อนจะมีการย้ำว่ารัฐบาลไทยต้องมีการส่งหนังสือรับรองการสนับสนุน ภายใน 2 สัปดาห์ คือไม่เกินวันที่ 15พฤษภาคมนี้

    แต่ว่าล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า “เรื่องการเเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ยูธโอลิมปิกปี 2030 นั้น รัฐบาลได้หารือร่วมกันอย่างรอบคอบและลงความเห็นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้

    สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเงินของประเทศ เนื่องจากประเมินว่าการจัดการแข่งขันต้องใช้งบประมาณสูงถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงในสภาวะปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ในส่วนของหนังสือรับรองความพร้อมการเป็นเจ้าภาพ (Guarantees) ซึ่งทาง IOC กำหนดให้ไทยต้องส่งคำยืนยันภายในสัปดาห์หน้านั้น รัฐบาลไทยยืนยันว่าจะไม่มีการส่งเอกสารดังกล่าว เพื่อย้ำจุดยืนเรื่องความไม่พร้อม ส่งผลให้ไทยถอนตัวจากการลุ้นสิทธิ์เจ้าภาพในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศตัวเต็งที่มีศักยภาพสูงก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/991088/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QKJ_ipYI2Yid8wkcHgD_T

  • เปิดเงื่อนไข “ไทยช่วยไทย” แจก 4,000 แบ่ง 4 เดือน รัฐจ่าย 60% ลงทะเบียน พ.ค. นี้ เช็กสิทธ์เลย!

    เปิดเงื่อนไข “ไทยช่วยไทย” แจก 4,000 แบ่ง 4 เดือน รัฐจ่าย 60% ลงทะเบียน พ.ค. นี้ เช็กสิทธ์เลย!

    “ไทยช่วยไทย” เปิดลงทะเบียน พ.ค. นี้ รัฐช่วย 60% แจก 4,000 บาท ใช้ผ่านแอปเป๋าตัง เช็กเงื่อนไขเลย ใครได้สิทธิ์บ้าง?

    ความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของโครงการ “คนละครึ่ง” กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอรายละเอียดเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในช่วงกลางปี 2569

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนระยะสั้น และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่งช่วยประชาชน-ปรับเศรษฐกิจ

    สำหรับวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท จะถูกจัดสรรในสัดส่วน 50:50 โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างประเทศ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

    ในส่วนแรกวงเงิน 200,000 ล้านบาท จะถูกนำมาใช้ดูแลกลุ่มเปราะบางและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่ปรับรูปแบบการร่วมจ่ายเป็น รัฐช่วย 60% และประชาชนจ่าย 40% โดยตั้งเป้าครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านคน

    แจก 4,000 บาท ใช้ผ่าน “เป๋าตัง” เดือนละ 1,000 บาท

    รูปแบบของโครงการ “ไทยช่วยไทย” ผู้ได้รับสิทธิจะได้รับวงเงินรวม 4,000 บาท แบ่งเป็นเดือนละ 1,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน คาดว่าจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569

    การใช้จ่ายในแต่ละวันกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 100 บาท โดยรัฐจะช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน สามารถสะสมไปใช้ในวันถัดไปได้ แต่หากใช้ไม่หมดภายในเดือนนั้น วงเงินส่วนที่เหลือจะไม่สามารถยกไปใช้ในเดือนถัดไป

    ลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง” เริ่ม พ.ค. นี้

    โครงการ “ไทยช่วยไทย” เตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิภายในเดือนพฤษภาคม 2569 และจะเริ่มใช้สิทธิได้ในเดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

    ขั้นตอนการลงทะเบียนสามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
    • เปิดใช้งานระบบ G-Wallet ภายในแอป
    • กดลงทะเบียนรับสิทธิตามวันที่รัฐบาลกำหนด
    • ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง”

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลุ้นรับเงินช่วยเพิ่ม

    ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 13.2 ล้านคน อยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย โดยมีแนวโน้มว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือในรูปแบบเดียวกัน คือ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน

    อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทั้งหมดของโครงการยังต้องรอความชัดเจนหลังจากที่ร่าง พ.ร.ก.กู้เงินได้รับความเห็นชอบจาก ครม. และมีการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    ภาพรวม “ไทยช่วยไทย” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่

    โครงการ “ไทยช่วยไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน โดยเน้นการใช้จ่ายร่วมกันระหว่างรัฐและประชาชน เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก

    ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกำหนดการลงทะเบียนและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อไม่พลาดสิทธิในการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/950447/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mbjw3uFCzv_otVQCRVSmX

  • ผู้ว่า ธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ควรมุ่งเป้าตรงจุด เหตุเศรษฐกิจฟื้นไม่เท่าเทียม | เดลินิวส์

    ผู้ว่า ธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ควรมุ่งเป้าตรงจุด เหตุเศรษฐกิจฟื้นไม่เท่าเทียม | เดลินิวส์

    จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน กรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาทแรก จะนำมาเยียวยาประชาชนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางและวิกฤติพลังงาน และอีก 200,000 ล้านบาท จะนำมาเพื่อปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่ไทยได้นำเข้าจำนวนมาก

    ในเรื่องนี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีความเห็น ระบุว่า ธปท. ได้ประเมินผลทางเศรษฐกิจหากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นผ่าน พ.ร.ก.กู้เงินไว้เบื้องต้น โดยคิดจากวงเงิน 300,000 ล้านบาท จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจ 0.5-0.7% ต่อจีดีพี

    “รัฐบาลควรชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้จ่ายในรูปแบบเงินเยียวยา และการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

    นายวิทัย กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมีลักษณะฟื้นแบบไม่เท่าเทียม (Uneven) เนื่องจากกลุ่มคนฐานรากและผู้ประกอบการ SME รายย่อย เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากภาระค่าครองชีพและต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งมองว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ควรออกมาช่วยเหลือมุ่งเป้าหมายเฉพาะจุด (Targeted)

    “นโยบายการคลังถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการประคองสถานการณ์ เนื่องจากนโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง และมักใช้เวลา 6-12 เดือน กว่าจะเห็นผลชัดเจน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5837225/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw176Xl1sxk2x9AYZL2I4rzH

  • ‘เอกนิติ’ ชี้กู้4แสนดันบูมเศรษฐกิจ0.8% 19 พ.ค.ประเดิมชงครม.เคาะคนละครึ่ง

    ‘เอกนิติ’ ชี้กู้4แสนดันบูมเศรษฐกิจ0.8% 19 พ.ค.ประเดิมชงครม.เคาะคนละครึ่ง

    ‘เอกนิติ’ ประเมินกู้ 4 แสนล้าน ช่วยอัดฉีดเศรษฐกิจไทยโตเพิ่ม 0.8% กางยอดหนี้สาธารณะพุ่งสูงสุดแค่ 69% ของจีดีพี คาดเริ่มกู้ได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. เป็นต้นไป พร้อมการันตี 19 พ.ค. 69 ประเดิมชงครม. เคาะคนละครึ่ง-เติมเงินบัตรคนจน

    5 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้มีการทำแบบจำลองจากการออกร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…. วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทนั้น คาดว่าเม็ดเงินทั้งหมดจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มได้ 0.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปี 2570 จะอยู่ที่ระดับ 1.5% แต่ยืนยันว่าเป้าหมายหลักของการกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการช่วยเหลือ เยียวยา และบรรเทาภาระของประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากวิกฤตพลังงานที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

    โดยหัวใจสำคัญของการกู้เงินในครั้งนี้มี 3 เรื่องคือ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อเอามาช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท และวงเงินอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม

    2. ความจำเป็น เนื่องจากครั้งนี้เป็นวิกฤตที่ได้รับผลกระทบทั้งโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย และยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นวิกฤตที่รวดเร็ว รุนแรง และเป็นระลอก ดังนั้นขณะนี้จึงอยู่บนความไม่แน่นอนสูง ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อยู่ที่ราว 6-7% ของจีดีพี จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของประชาชนต่อไป และ 3. ความคุ้มค่า โดยการกู้เงินของรัฐบาลในครั้งนี้จะดำเนินการกู้เงินจากภายในประเทศ เนื่องจากต้นทุนต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ย 10% อยู่ที่ราว 2% กว่า ขณะที่สภาพคล่องส่วนเกินในระบบภายหลังจากหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ที่ราว 1 ล้านล้านบาท จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจกู้เงินครั้งนี้ ซึ่งจะต้องนำมาใช้ให้คุ้มค่าในการช่วยเหลือประชาชนและทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

    “รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้ทันที เพราะได้มีการพิจารณางบประมาณทุกวิถีทางแล้ว ทั้งงบประมาณปี 2569 การโอนงบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะได้ไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบกลาง มีเหลืออยู่ราว 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 จะต้องรออีก 5 เดือน ถ้าต้องรอขนาดนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้กับประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการจะถูกกระทบอย่างหนัก ซึ่งจะนำไปสู่กำลังซื้อหดตัว ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน รัฐบาลปล่อยให้เหตุการแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้” นายเอกนิติ ระบุ

    สำหรับขั้นตอนต่อไป จะต้องเสนอร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ขึ้นทูลเกล้า เพื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และหลังจากนั้นจะต้องบรรจุร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทไว้ในแผนก่อหนี้ปีงบประมาณ 2569 เพื่อเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) พิจารณา หลังจากนั้นจะมีเสนอแผนการก่อหนี้ใหม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 12 พ.ค. 2569 และในวันที่ 14 พ.ค. จะเสนอร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และวันที่ 18 พ.ค. จะเสนอให้ประชุมวุฒิสภาเป็นขั้นตอนต่อไป

    รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้ ยังไม่ต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของจีดีพี เนื่องจากมีการประเมินแล้วว่าแม้จะมีการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน​ฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท และการกู้เงินตามแผนในปีงบประมาณ 2570 แล้ว สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยจะขยับขึ้นไปสูงสุดที่ 69% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2571 และหลังจากนั้นหนี้สาธารณะจะค่อย ๆ ปรับลดลงมา

    นอกจากนี้ คาดว่าในการประชุม ครม. วันที่ 19 พ.ค. นี้ จะสามารถเสนอให้มีการพิจารณาโครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ โดยแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย เงินกู้ (หากโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์), งบกลางบางส่วน และเม็ดเงินจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ซึ่งทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จึงขอยืนยันว่าประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง โดยในวันที่ 1 มิ.ย. นี้จะสามารถใช้สิทธิ์ได้ตามที่นากยกรัฐมนตรีประกาศไว้อย่างแน่นอน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/990886/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18Xz8qF40xsBd9PhVuIjZN

  • ครม. รับทราบข้อเสนอกรรมการสิทธิฯ ให้จัดรับฟังความเห็นประชาชน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

    ครม. รับทราบข้อเสนอกรรมการสิทธิฯ ให้จัดรับฟังความเห็นประชาชน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

    ครม.รับทราบข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชุมพร – ระนอง

    5 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชมพร – ระนอง ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ

    นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีดังนี้ 1.สั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองและชุมพร ต่อทิศทางการพัฒนาในระดับโครงสร้างหรือในภาพรวมในฐานะที่เป็นสิทธิในการกำหนดอนาคตและเจตจำนงของตนเอง รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของตนอย่างเสรี เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ และให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพร่วมกำหนดแผนพัฒนาของจังหวัดชุมพรและระนอง ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ชั่งจัดทำโดย สคช. เมื่อปี 2564 – 2565 ต่อไป

    2. นำผลการจัดรับฟังความคิดเห็นและรายงานการศึกษา มาประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ มอบหมายไห้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลัก รับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงคมนาคม สรุปผลการพิจารณา หรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/990898/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0da9JJ85TlDHGOrqdG6o_h

  • นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก


    5/05/2569 | 75 |

    ในปัจจุบัน ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และมาตรฐานการส่งออกที่เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผลไม้เมืองร้อน (Tropical Fruits) เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก การนำแนวคิด “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farming) มาบูรณาการร่วมกับ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” (Agri-tourism) ภายใต้โครงการ “Smart Orchard & Fruit Trail” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    1. ยกระดับคุณภาพด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)

    การเปลี่ยนผ่านจากสวนผลไม้แบบดั้งเดิมสู่ “Smart Orchard” มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการที่มีความแม่นยำสูง (Precision Agriculture) โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:

    • ระบบ Internet of Things (IoT) และเซนเซอร์: การติดตั้งเซนเซอร์วัดความชื้นในดิน อุณหภูมิ และปริมาณธาตุอาหาร ช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยผ่านระบบอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็นและลดต้นทุนแรงงาน

    • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data: การใช้โดรนสำรวจพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สุขภาพของต้นไม้และการใช้ AI ในการคัดเกรดผลไม้เพื่อการส่งออก ช่วยลดอัตราการถูกตีคืนสินค้า (Zero Claim) ทำให้ผลไม้ไทยมีมาตรฐานสม่ำเสมอ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    • การจัดการความรู้: การจัดเก็บข้อมูลกระบวนการผลิตในรูปแบบ Digital Profile ช่วยในการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    2. การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากและ SME/OTOP

    หัวใจสำคัญของ Smart Orchard ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิต แต่คือการเพิ่มมูลค่าผ่านกลไกเศรษฐกิจชุมชน:

    • การแปรรูปด้วยนวัตกรรม: สนับสนุนกลุ่ม SME และ OTOP ในพื้นที่ให้นำผลไม้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออก (แต่ยังมีคุณภาพดี) มาแปรรูปโดยใช้นวัตกรรม เช่น การทำ Freeze-dry หรือการสกัดสารสำคัญเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริม

    • การสร้างแบรนด์ท้องถิ่น: การนำเรื่องราว (Storytelling) ของภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับความทันสมัยของเทคโนโลยี ช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า OTOP ประจำถิ่น ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการขายผลสดเพียงอย่างเดียว

    3. กลยุทธ์ Fruit Trail: เมื่อสวนผลไม้กลายเป็นจุดหมายการท่องเที่ยว

    การขับเคลื่อน “Fruit Trail” คือการนำการท่องเที่ยวมาเป็นแรงผลักดันการบริโภคและการกระจายรายได้ในระดับพื้นที่:

    • Smart Tourism Experience: นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) หรือมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเกษตรสมัยใหม่ เช่น การควบคุมโดรนเกษตร หรือการเรียนรู้วิธีการคัดเลือกทุเรียนคุณภาพผ่านแอปพลิเคชัน

    • เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง: การจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อระหว่าง “สวนอัจฉริยะ” กับ “วิถีชุมชน” และ “ร้านค้า OTOP” ช่วยขยายระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยว และกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับเศรษฐกิจฐานราก


    บทสรุป (Summary)

    แนวทางการพัฒนา Smart Orchard & Fruit Trail คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” ผ่าน 3 มิติหลัก คือ:

    1. Efficiency: ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานโลก

    2. Value Creation: ต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรผ่าน SME และ OTOP ด้วยนวัตกรรมแปรรูป

    3. Integration: เชื่อมโยงภาคเกษตรเข้ากับภาคการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

    การดำเนินการตามแนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลผลิตสูง แต่ยังเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่เข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนในระยะยาว


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน

    • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2567). ยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Strategy). สืบค้นจาก www.moac.go.th

    • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa). (2566). โครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมเกษตร.

    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). (2567). แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์.

    • Food and Agriculture Organization (FAO). Digital Agriculture: Transformation of the value chain for smallholder farmers.


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/500073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LQ2kOire-PCoDeX2pkrjJ

  • ‘ศิริกัญญา’ชี้กู้ 2 แสนล้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควรออกเป็น พ.ร.บ. | เดลินิวส์

    ‘ศิริกัญญา’ชี้กู้ 2 แสนล้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควรออกเป็น พ.ร.บ. | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้ความเห็นต่อกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า ข้อน่ากังวลประการแรกคือวงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่ยังมีคำถามอยู่ว่าจะทำให้จำเป็นต้องมีการขยายเพดานเงินกู้หรือไม่ แม้น่าจะยังไม่ต้องขยายเพดานไปจนถึงปลายปีงบประมาณ 2569 แต่เมื่อไรที่เริ่มต้นงบประมาณปี 2570 ก็ต้องขยายอยู่ดี ทำให้ในกระบวนการทำงบประมาณปี 2570 ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่ดี รัฐบาลควรต้องทบทวนว่าต้องใช้วงเงินถึง 400,000 ล้านบาทหรือไม่

    ทำไมถึงต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาท ในส่วนของ 200,000 ล้านบาทที่จะนำมาเยียวยาผลกระทบนั้น ตนไม่ติดใจ เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนตามความเดือดร้อนของประชาชน แต่อีก 200,000 ล้านบาท เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น ที่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ จริงมีเพียงแค่ 200,000 ล้านบาทเท่านั้น ที่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

    อีก 200,000 ล้านบาท รัฐบาลควรที่จะไปคิดโครงการให้ละเอียดว่าอยากทำอะไรบ้าง แล้วค่อยออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อที่จะกู้เงินนำมาเข้าสภาให้ได้พิจารณา การออก พ.ร.ก. ไม่ควรที่จะออกพร่ำเพรื่อ แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังและเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพราะนี่คือการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภาไปเลยโดยไม่ต้องมีการพิจารณาใดๆ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ได้สัดส่วน และควรยอมให้เกิดขึ้นได้เฉพาะในช่วงที่วิกฤติหรือจำเป็นเร่งด่วนจริงเท่านั้น

    สิ่งที่นายเอกนิติบอกมาโดยตลอดว่าจะช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาเยียวยากลับจะใช้คนละครึ่ง ซึ่งต้องแย่งกันลงทะเบียน สุ่มว่าใครจะได้หรือไม่ ทำให้คนที่ควรได้รับอย่างผู้ที่เข้าเกณฑ์ยากจนแต่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึงจะลงทะเบียนใหม่ก็อาจจะไม่ทัน และแม้จะรวมทุกแพ็กเกจในวงเงิน 400,000 ล้านบาท ก็ยังมีคนที่จะตกหล่นอยู่ดี เช่น เกษตรกรที่ในเวลานี้ได้ปุ๋ยไปแค่ไม่กี่กระสอบ ยังคงอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมัน หรือชาวประมงที่ต้องเติมน้ำมันในการออกเรือ ซึ่งเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงมากในการประกอบกิจการ ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด

    รัฐบาลควรพิจารณาว่าแต่ละมาตรการที่ออกมาเหมาะกับสถานการณ์แบบไหน ไม่ใช่ใช้คนละครึ่งทุกครั้งเหมือนคิดได้แค่โครงการเดียว หว่านแหแบบไม่รู้ว่าจะตกถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงหรือไม่ด้วยซ้ำ ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างว่าอยากจะช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น จะไม่หว่านแห จะไม่ลดภาษีสรรพสามิต แต่พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่คะแนนนิยมทางการเมืองลดลง ก็นำคนละครึ่งมาใช้ด้วยเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกันเอง

    ถ้าเงินปรับโครงสร้างเศรษฐกิจออกเป็น พ.ร.บ. รัฐบาลก็จะมีเวลาคิดในรายละเอียดโครงการมากขึ้นด้วย ทุกวันนี้รัฐบาลเองก็ยังบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาวคือการทำอะไร บอกแค่ว่าจะนำไปทำโซลาร์เซลล์ โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อปไม่ได้ ต้องลงรายละเอียดให้ถึงขั้นว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างไร กี่เมกะวัตต์ จะเป็นการอุดหนุนหรือให้เปล่า จะเป็นการอุดหนุนดอกเบี้ยหรืออะไร ทุกอย่างต้องคิดอย่างละเอียด

    เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ควรรีบร้อน ไหนๆ จะมีผลในระยะกลางและระยะยาวอยู่แล้ว ยังมีเวลาให้ได้คิด จากประสบการณ์ที่ได้เห็น พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาอย่างน้อยสองฉบับ เราได้เห็นแล้วว่าทุกครั้งไม่ว่าวงเงินจะเป็นเท่าไหร่ รัฐบาลก็มักเขียนรายละเอียดน้อยมาก เป็นเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลไปกู้เงินเท่าไหร่ก็ได้ นำไปทำอะไรก็ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5837659/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FwW3CYHFmochUOSVXzC2g