Blog

  • อุบลฯ เดินหน้าขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ในระดับพื้นที่

    อุบลฯ เดินหน้าขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ในระดับพื้นที่

    ภูมิภาค

    อุบลฯ เดินหน้าขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ในระดับพื้นที่

    วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 19 ธ.ค.68 ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาและขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา กิจกรรมการสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาในระดับพื้นที่ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดอุบลราชธานี
                  
    การจัดโครงการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 200 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาจากสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สถานศึกษาในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมถึงสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในพื้นที่จังหวัด
                  
    โครงการดังกล่าวมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นที่ 4.6 ภาครัฐมีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมถึงแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (ประเด็นที่ 21) การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ. 2561–2580) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2561

    ต่อมาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เสนอให้มีการพัฒนาหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 5 หลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) หลักสูตรอุดมศึกษา 3) หลักสูตรกลุ่มทหารและตำรวจ 4) หลักสูตรวิทยากร ป.ป.ช. บุคลากรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ และ 5) หลักสูตรโค้ช โดยกำหนดให้สถานศึกษาทุกสังกัดนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นมา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำหลักสูตรดังกล่าวไปปรับใช้ตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง
                    
    ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีการติดตามผลสัมฤทธิ์ของการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ เพื่อพัฒนาและขยายผลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหา ให้คำแนะนำ และสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายในการนำหลักสูตรไปใช้ ตลอดจนการพัฒนาและปรับปรุง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/459340&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oD9VlWIElcj2b5st46JEl

  • ‘ปชป.’ ชูประเทศไทยไม่ทน! ‘อภิสิทธิ์’ เตรียมเปิดนโยบาย-โชว์ขุนพล กทม. 22 ธ.ค.

    พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในช่วงแรก ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดแคมเปญในวันนี้ (19 ธ.ค.) แล้วว่า “ประเทศไทยไม่ทน” ซึ่งเป็นหนึ่งในการรณรงค์ก่อนหน้านี้ว่า “วันศุกร์สีฟ้า เปิดฟ้าใหม่ ช่วยกันส่งเสียงว่า ประเทศไทยไม่ควรทนกับอะไรบ้าง” โดยจะเป็นการเปิดให้ประชาชน แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางเพจของพรรค หลังประชาชนต้องทนกับปัญหาคอร์รัปชั่น การศึกษาด้อยคุณภาพ ความยากจนซ้ำซาก ซึ่งขอให้ประชาชนร่วมกับพรรคฯ ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ จะนำแถลงนโยบายที่พรรคฯ จะดำเนินการต่อไปจากนี้

    ในวันที่ 20 ธ.ค. พรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเปิดสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่า ที่ผ่านมาประชาชนต้องทนกับปัญหาอะไรบ้าง เพราะที่ผ่านมา การเมืองเทาทำให้คนไทยถูกทอดทิ้ง ดังนั้น วันนี้จึงไม่ต้องทนอีกต่อไป จึงขอเชิญชวนประชาชน แสดงความคิดเห็นผ่านเพจพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเติมเต็มนโยบายพรรคฯ ได้

    — พงศกร ขวัญเมือง

    ส่วน “ม็อตโต้” ในการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์หลังจากนี้ พงศกร “กล่าวว่า ในช่วง 4 วันแรก จะเป็นการพูดถึงปัญหาก่อน และในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ อภิสิทธิ์ จะเป็นผู้แถลงนโยบาย เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ยืนยันว่า นโยบายการเมืองสุจริตบนความเป็นมืออาชีพ และการทำนโยบายให้เป็นไปได้ เป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ยึดถือ แต่จะไม่ได้ใช้เป็นม็อตโต้ในการหาเสียง เช่น อย่างพรรคประชาชน ใช้ม็อตโต้ ‘เราเอาจริง’ แต่คำของพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีคำของพรรคฯ โดย อภิสิทธิ์ จะเป็นผู้เปิดเผยต่อไป”

    ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างการประกันราคาสินค้าเกษตร จะถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งในนโยบายด้วยหรือไม่? โฆษกประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “อยู่ในนโยบายของพรรคฯ อยู่แล้ว แต่ประเทศไทยมีปัญหามากกว่านั้น ซึ่งในนโยบายเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ มีความมั่นใจ เนื่องจากมีรองหัวหน้าพรรคฯ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จึงมั่นใจว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ไม่แพ้พรรคอื่นแน่นอน

    ส่วนนโยบายด้านความมั่นคง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนจะนำมาตัดสินใจ ด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พงศกร กล่าวว่า “พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนการดำเนินการทางทหารและการทูตเชิงรุก ซึ่ง อภิสิทธิ์ จะเป็นผู้ดูแลเรื่องความมั่นคงต่อไป”

    เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์? พงศกร ยังไม่ยืนยัน และไม่ได้ปฏิเสธว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ อีก 2 คน จะเป็น การดี เลียวไพโรจน์ และ วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคฯ หรือไม่ โดยระบุว่า “ทั้ง 2 คนถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ไม่แพ้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่นแน่นอน แต่สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคฯ ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ ยืนยันว่า เป็นบุคคลภายในพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะต้องเป็นสมาชิกพรรค”

    โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสนามการเลือกตั้งภาคใต้ว่า “พรรคประชาธิปัตย์ กลับมาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น หลังจากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของนิด้าโพล ได้สะท้อนว่า ความนิยมของพรรคฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังใจให้กับผู้สมัครของพรรคเป็นอย่างมาก ซึ่งหากประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยกับนโยบายของพรรคฯ ที่จะมีการเปิดตัวในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ก็มีโอกาสที่พรรคฯ จะได้รับการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย อย่างกรุงเทพมหานคร”

    พร้อมเผยด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้ลงสมัคร สส.กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต ในวันที่ 22 ธ.ค.เวลา 09.00 น. ณ ที่พรรคประชาธิปัตย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/abhisit-launches-democrat-policy-and-shows-bangkok-candidates-22-dec-2025&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12e0WjiKJWRCVQKqcrhR2K

  • ททท. ปักธงปี 69 กวาดนักท่องเที่ยวจีน 6.7 ล้านคน โตพุ่ง 40%

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ธ.ค.68) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทยในปี 2569 จะเติบโตเป็น 6.7 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40% จากปี 2568 ซึ่งคาดว่าภาพรวมจะอยู่ที่ประมาณ 4.5-4.6 ล้านคน

    โดยจะใช้แคมเปญร่วมกันระหว่างประเทศไทยและจีน ภายใต้แนวคิด จงไท่อี้ เจียซิน ไทยจีน ครอบครัวเดียวกัน ผ่านการจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวทุกเดือน เช่น อีเวนต์ประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย และเทศกาลประเพณีต่าง ๆ รวมถึงการร่วมมือกับสำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬา เมืองไหโข่ว ประเทศจีน และได้ลงนามหนังสือเจตจำนง (LOI) ร่วมกับบริษัทถงเฉิง แทรเวล ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจองสินค้าและบริการออนไลน์ครบวงจร เช่น ตั๋วเครื่องบิน และโรงแรม ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทขนาดใหญ่ 20 อันดับแรกของจีน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ หรือ ทูเวย์ทัวร์ริสซึ่ม (Two-Way Tourism)

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ททท. ร่วมมือกับเมืองไหโข่ว เกาะไห่หนานของจีน เนื่องจากมีศักยภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศได้ โดยใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) นอกจากนี้ บริษัทถงเฉิงฯ ยังมีบริการครบวงจรที่สามารถสร้างการรับรู้สูงในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและทั่วโลก จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวระหว่างไทยและจีนสามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

    ไห่หนานยังมีการบริหารจัดการท่องเที่ยวและธุรกิจไมซ์ (MICE) ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการจัดงานเอนเตอร์เทนเมนต์และคอนเสิร์ต ซึ่งได้มีการจัดงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ททท. จึงตั้งเป้าหมายจะดึงงานคอนเสิร์ตและแฟนมีตติ้งมาจัดในประเทศไทยมากขึ้น ผ่านความร่วมมือครั้งนี้

    ในเดือนมกราคม 2568 ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเติบโตขึ้น 22% แต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์มีการลดลงจากเหตุการณ์นักแสดงจีน “ซิงซิง” หายตัวไปบริเวณชายแดนไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ของจีน แม้จะมีความท้าทายอื่น ๆ ตั้งแต่ต้นปี เช่น แผ่นดินไหวและน้ำท่วม แต่แคมเปญกระตุ้นตลาดที่ผ่านมา เช่น ไทยแลนด์ ซัมเมอร์ บลาสต์ (Thailand Summer Blast) และการร่วมมือกับโอที หรือ OT (Office of Tourism Promotion) ก็ช่วยลดการลดลงของตลาดจีนจาก 40% เหลือ 30%

    สำหรับกระแสการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ พบว่า ตลาดระยะไกลเติบโตอย่างมาก ล่าสุดมีจำนวนสะสมทะลุ 10 ล้านคน และคาดว่าในสิ้นปี 2568 จะได้มากถึง 11 ล้านคน ตลาดหลักคือ สหราชอาณาจักร รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการเดินทางเกิน 1 ล้านคนแล้ว

    ส่วนตลาดระยะใกล้ เช่น อินเดีย คาดว่าจะมีจำนวนถึง 2.5 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2.3 ล้านคน รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่างโปแลนด์ ที่มีการเติบโตเกือบ 40% และติด 10 อันดับแรกของตลาดระยะไกลที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด พร้อมทั้งนักท่องเที่ยวในตลาดนี้ใช้จ่ายต่อคนสูงมาก

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/803058&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H76_AjXSglwX1n4TTVC69

  • พรรคเศรษฐกิจส่งผู้การวุธชิง ส.ส. เขต 2 สงขลา มุ่งแก้ปัญหาหาดใหญ่ | TOPNEWS

    วันที่ 18  ธ.ค. 2568 การเมืองในพื้นที่จังหวัดสงขลาเริ่มคึกคักขึ้น เมื่อ พล.ต.ท. พัฒนวุธ อังคะนาวิน หรือ “ผู้การวุธ” อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสงขลา พรรคเศรษฐกิจ แสดงจุดยืนและวิสัยทัศน์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ในการประชุมจัดตั้งตัวแทนพรรคเศรษฐกิจประจำจังหวัดสงขลา โดยยืนยันว่าการตัดสินใจลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นสำคัญ

    พล.ต.ท. พัฒนวุธ กล่าวย้ำว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งทางการเมืองกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พร้อมยกย่องว่าเป็นนักการเมืองที่ดี มีวิสัยทัศน์ และทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างจริงใจ โดยมองว่าการเมืองควรเป็นการทำงานเชิงสร้างสรรค์ ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่การสร้างความแตกแยก พร้อมระบุว่าปัญหาของประชาชนในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดสงขลามีความแตกต่างกัน ซึ่งตนเลือกเข้ามาทำงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะของชาวหาดใหญ่ โดยใช้พรรคเศรษฐกิจเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย

    ในด้านอุดมการณ์ทางการเมือง พล.ต.ท. พัฒนวุธ ระบุว่า ตนยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีความเชื่อมั่นว่าพรรคเศรษฐกิจเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีนายทุน ไม่ใช้เงินซื้อเสียง และไม่ดำเนินการใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย พร้อมย้ำว่าหากได้รับเลือกตั้ง จะทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างเต็มกำลัง ดูแลประชาชนอย่างเท่าเทียมทุกพื้นที่ ไม่จำกัดเฉพาะเขต 2 หาดใหญ่เท่านั้น แม้ตนจะไม่ใช่คนหาดใหญ่โดยกำเนิด แต่ได้ใช้ชีวิตและทำงานในพื้นที่มากว่า 40 ปี จนผูกพันและพร้อมทุ่มเทพัฒนาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนลัยลักษณ์

    อนุกูล บุญมี ผู้สื่อข่าวข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1428705&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v8L5PfaYOVC_1nQ342zJ

  • ‘พี่ศรี’ มาแล้ว ร้องป.ป.ช.สอบ ผู้ว่ากกท.- รมว.ท่องเที่ยว จัดซีเกมส์ 33 ส่อทุจริตหรือไม่

    ‘พี่ศรี’ มาแล้ว ร้องป.ป.ช.สอบ ผู้ว่ากกท.- รมว.ท่องเที่ยว จัดซีเกมส์ 33 ส่อทุจริตหรือไม่

    19ธ.ค.2568 – นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า ได้ยื่นคำร้องต่อคุณะกรรมการ ป.ป.ช. ณ สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิด ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) รมว.กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลการจัดงานมหกรรมกีฬาชีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในประเทศไทย หลังพบพิรุธเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย และการจัดพิธีเปิดผิดพลาดล้มเหลว และการจัดการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆไม่เป็นมืออาชีพ ทั้งๆที่ใช้งบแผ่นดินหลายพันล้านบาทก็ตาม

    ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยมีพิธีเปิดไปเมื่อค่ำวันที่ 9 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเพราะมีความผิดพลาดล้มเหลวในพิธีการหลายประการ ซึ่งเมื่อตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้เอกชนมารับจ้างเป็นผู้ดำเนินการจัดฯ ปรากฎว่าอาจไม่เป็นไปตาม พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุภาครัฐ 2560 ประกอบระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 หลายประการ อาทิ การจัดทำ TOR การประกาศราคากลาง การประกาศเชิญชวนให้เอกชนมาร่วมแข่งขันราคา และการประกาศผู้ชนะการประกวดราคา โดยไม่รอระยะเวลาของการอุทธรณ์ใดๆ มีการเร่งรีบในขั้นตอน ระยะเวลาอันสั้น ไม่เป็นไปตามระเบียบฯที่กำหนด อีกทั้งอาจมีการเตรียมกับเอกชนผู้ชนะงานล่วงหน้า โดยบริษัทเอกชนผู้ชนะได้ไปเตรียมงานในการจัดงานพิธีเปิดที่อินดอร์ฯหัวหมากก่อนล่วงหน้าก่อนประกาศให้เป็นผู้ชนะ ซึ่งเป็นข้อพิรุธว่าเป็นการเอื้อประโยชน์กันและกันของ กกท.หรือไม่

    การดำเนินการที่เร่งรีบของ กกท. ทั้งๆที่รู้ล่วงหน้ามาตั้งแต่ปี 2023 จากประเทศกัมพูชาแล้วว่าประเทศไทยได้รับไม้ต่อมาเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาดังกล่าว แม้จะเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรีที่มารับผิดชอบและกำกับดูแล ก็มิใช่เหตุผลหรือสาระที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการรวบรัดขั้นตอนหรือกระบวนการจัดเตรียมงานโดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างการดำเนินงานต่างๆในแต่ละประเภทกีฬาเพื่อให้เป็นสากล และให้สมเกียรติเป็นหน้าเป็นตาของประเทศชาติได้ แต่ทว่ารูปธรรมที่เกิดขึ้นกลับมีแต่เรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์โลโก้ของบริษัทเอกชนผู้สนับสนุน และการประชาสัมพันธ์หน้าตาของรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบและกำกับดูแล จนเกิดความผิดพลาดล้มเหลวในการจัดสถานที่ พัสดุในการเตรียมงานในหลายประเภทชนิดกีฬา ถูกสื่อในประเทษอาเซียนนำไปครหาและวิพากษ์วิจารณ์มากมาย จนเป็นที่อับอายไปทั่วอาเซียน

    “ด้วยเหตุดังกล่าว องค์การรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนเพื่อชี้เบาะแสให้คุณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนและชี้มูลความผิดว่าการจัดมหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ มีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามเบาะแสและพยานหลักฐานหรือไม่ หากพบว่าเป็นไปตามคำร้องให้ดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายของ ป.ป.ช.ให้ถึงที่สุดต่อไป” นายศรีสุวรรณ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/918062/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04Xc838V79Icv1RwtUn07d

  • ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    ธุรกิจ

    19 ธ.ค. 2025 เวลา 13:00 น.

    ททท. ลุยงาน CITM 2025 เจาะกลุ่มตลาดจีนตอนใต้ที่เมืองไหโขว่ มณฑลไห่หนาน เร่งขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวจีนศักยภาพสูง

    วันนี้ (19 ธันวาคม 2568) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. นำทีม ร่วมงาน China International Travel Mart (CITM) 2025 จัดขึ้นในวันที่ 19-21 ธันวาคม 2568 ณ Hainan International Convention & Exhibition Center เมืองไหโขว่ มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็น “Guest Country of Honor” ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) และการเชื่อมโยงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของสองประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวให้เติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า งาน China International Travel Mart (CITM) 2025 เป็นงานแสดงสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่ทรงพลังที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้น ณ เมืองไหโขว่ มณฑลไห่หนาน ซึ่งตั้งอยู่ตอนใต้สุดของจีนล้อมรอบด้วยทะเลจีนใต้ โดยรัฐบาลจีนเร่งยกระดับให้มณฑลไห่หนานเป็นประตูสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเมืองไห่โขว่มีศักยภาพสูงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเดินทาง นับเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงโดยเฉพาะกลุ่ม Millennials กลุ่มครอบครัว และกลุ่ม Health & Lifestyle Premium ซึ่งนิยมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ โดยประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพพร้อมรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี การเข้าร่วมงาน CITM 2025 ครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติอย่างสูงสุดให้เป็นประเทศ “Guest Country of Honor”  สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล และมิตรภาพอันดีระหว่างสองประเทศในวาระ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดย ททท.เดินหน้ายุทธศาสตร์ในการบุกตลาด “South China Cluster” พร้อมต่อยอดสู่ตลาดจีนโดยรวมทั้งประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทย

    ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    สำหรับการเข้าร่วมงาน CITM 2025 ททท. จัดแสดงคูหาประเทศไทยในพื้นที่ 300 ตารางเมตร นำเสนอกิจกรรมทางการตลาดและประชาสัมพันธ์รูปแบบ B2B และ B2C พร้อมเชิญพันธมิตรผู้ประกอบการท่องเที่ยวในตลาดจีนที่นำเสนอขายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของไทย อาทิ บริษัทนำเที่ยว ผู้ประกอบการรายใหญ่ และสายการบิน ร่วมออกบูทเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อในตลาดจีน นอกจากนี้ ยังมีการจัดการแสดงสาธิตการนวดฟ้อน การทำ DIY หัตถกรรมไทย อาทิ ถุงหอม ปั้นจิ๋วขนมไทย การแต่งตัวตุ๊กตาจากผ้าไหม การแสดงโขนตอนยกรบ นาฎศิลป์ชุดรำ 4 ภาค มวยไทย การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ชุดพระราชนิยม 8 ชุด และชุดไทยร่วมสมัย 8 ชุด สร้างความประทับใจการรับรู้เชิงบวกต่อประเทศไทย รวมถึงชูจุดเด่นด้านมาตรฐานความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก ความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ และกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีต่อเนื่องถึงเทศกาลตรุษจีนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    ทั้งนี้ นอกจากการเข้าร่วมงาน CITM 2025 ททท.ยังได้ร่วมลงนาม LOI กับสำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬา เมืองไหโข่ว และ Tongcheng Travel Holdings บริษัทแพลตฟอร์มท่องเที่ยวครบวงจร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรม The Langham Haikou เพื่อส่งเสริมความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพิ่มโอกาสในการสร้างการรับรู้สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว พร้อมผลักดันการเดินทางรูปแบบ Two Way Tourism และเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างไทยจีนในทุกมิติ รวมถึงได้จัดกิจกรรม Amazing Thailand Networking Lunch ร่วมพบปะสร้างเครือข่ายกับบริษัทนำเที่ยวในตลาดจีน จำนวน 12 บริษัท และสายการบิน จำนวน 2 สายการบิน ได้แก่ Hainan Airlines และ 9Air เพื่อโอกาสในการส่งเสริมตลาดร่วมกัน รวมถึงเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับ Nihao China ซึ่งจัดโดยรัฐบาลมณฑลไห่หนาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายช่องทางการนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวของประเทศไทยสู่ตลาดจีน

    ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    จากสถิติสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 12 ธันวาคม 2568 นักท่องเที่ยวจีนยังคงติดอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุด รองจากมาเลเซีย โดยมีจำนวน 4,245,004 คน และเริ่มมีแนวโน้มการเดินทางเข้าประเทศไทยที่ฟื้นตัวที่ดีขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ขณะที่มีจำนวนวันพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8.5 วัน และค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 54,230 บาท/คน/ทริป โดยจังหวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเยือนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต และเชียงใหม่ และนิยมเดินทางในรูปแบบกลุ่มเพื่อน ครอบครัว และคู่สมรส สำหรับกิจกรรมที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การรับประทานอาหารไทย ชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ นวดสปา กิจกรรมชายหาด และแสงสียามค่ำคืน

    ททท.เชื่อมั่นว่า การเข้าร่วมงาน CITM 2025 และการเดินหน้าบุกตลาดจีนด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดอย่างต่อเนื่องของสำนักงาน ททท. ในสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้ง 5 สำนักงาน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู คุนหมิง และกวางโจว จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางหลักของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยมั่นใจว่าประเทศไทยจะได้รับการยกระดับภาพลักษณ์ในฐานะ “พันธมิตรทางการท่องเที่ยวเชิงยุทธศาสตร์ของจีน” และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพ (Quality Destination) ต่อไป

    ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212850&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FgiQpV11MKCdEOGLdBGVO

  • กาญจนบุรี///ติวเข้ม!!ตร.ท่องเที่ยวเชิงรุกหารือส่วนเกี่ยวข้องรับเทศกาลปีใหม่ 69 เที่ยวกาญจน์ปลอดภัย | TOPNEWS

    จากนั้นได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง นำโดย พ.ต.อ.สธนทัต ตั้งสิทธิ์เสรีวงศ์ รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.กาญจนบุรี พ.ต.ท.เชษฐชัย จันทร์พหรม รอง ผกก.ป.สภ.เมืองกาญจนบุรี ปลัดอำเภอเมืองกาญจนบุรี


    นายภาณุวัฒน์ ศีลแดนจันทร์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.กาญจนบุรี น.ส.อรอุมา บุญวิธวาเจริญ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ ท่องเที่ยวและกีฬา จ.กาญจนบุรี ผู้แทนการท่องเที่ยวศรีสวัสดิ์ พ.ต.ท.กฤษฏา จันทร์อุทัย สวญ.ส.ทท.1.กก.1 บก.ทท.3 กล่าวรายงานตามวาระการประชุมและความคืบหน้าผลการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย

    ทางด้าน พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วน ดำเนินการมาตรการเชิงรุก ในการตรวจหาสารเสพติดในผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการท่องเที่ยวทุกมิติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมหรือพฤติกรรมและเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์กับนักท่องเที่ยวในช่วง High Season เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวสีขาว

    โดยการประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ดำเนินการตรวจปัสสาวะพนักงานและผู้ปฏิบัติงานด้านการท่องเที่ยวเพื่อหาสารเสพติด จำนวน 7 สถานประกอบการรวมทั้งสิ้น 167 คน ซึ่งทุกสถานประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด

    ตำรวจท่องเที่ยวจึงขอความร่วมมือจากประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ หากพบเห็นการกระทำผิดหรือเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด ตลอดจนขบวนการหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยว สามารถแจ้งสายด่วน 1155 ตำรวจท่องเที่ยว ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างสังคมปลอดภัยและกำหนดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีขาว เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ดีของประเทศไทยต่อไป.

    โชคชัย ฤทธิเดช ผู้สื่อข่าว  TOP NEWS  ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1428742&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F4hVKrqDzUBRirtqRFltW

  • พรรคเศรษฐกิจส่งผู้การวุธชิง ส.ส. เขต 2 สงขลา มุ่งแก้ปัญหาหาดใหญ่ | TOPNEWS

    วันที่ 18  ธ.ค. 2568 การเมืองในพื้นที่จังหวัดสงขลาเริ่มคึกคักขึ้น เมื่อ พล.ต.ท. พัฒนวุธ อังคะนาวิน หรือ “ผู้การวุธ” อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสงขลา พรรคเศรษฐกิจ แสดงจุดยืนและวิสัยทัศน์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ในการประชุมจัดตั้งตัวแทนพรรคเศรษฐกิจประจำจังหวัดสงขลา โดยยืนยันว่าการตัดสินใจลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นสำคัญ

    พล.ต.ท. พัฒนวุธ กล่าวย้ำว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งทางการเมืองกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พร้อมยกย่องว่าเป็นนักการเมืองที่ดี มีวิสัยทัศน์ และทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างจริงใจ โดยมองว่าการเมืองควรเป็นการทำงานเชิงสร้างสรรค์ ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่การสร้างความแตกแยก พร้อมระบุว่าปัญหาของประชาชนในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดสงขลามีความแตกต่างกัน ซึ่งตนเลือกเข้ามาทำงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะของชาวหาดใหญ่ โดยใช้พรรคเศรษฐกิจเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย

    ในด้านอุดมการณ์ทางการเมือง พล.ต.ท. พัฒนวุธ ระบุว่า ตนยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีความเชื่อมั่นว่าพรรคเศรษฐกิจเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีนายทุน ไม่ใช้เงินซื้อเสียง และไม่ดำเนินการใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย พร้อมย้ำว่าหากได้รับเลือกตั้ง จะทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างเต็มกำลัง ดูแลประชาชนอย่างเท่าเทียมทุกพื้นที่ ไม่จำกัดเฉพาะเขต 2 หาดใหญ่เท่านั้น แม้ตนจะไม่ใช่คนหาดใหญ่โดยกำเนิด แต่ได้ใช้ชีวิตและทำงานในพื้นที่มากว่า 40 ปี จนผูกพันและพร้อมทุ่มเทพัฒนาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนลัยลักษณ์

    อนุกูล บุญมี ผู้สื่อข่าวข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1428705&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v8L5PfaYOVC_1nQ342zJ

  • KKPS ชี้ท่องเที่ยวไทยปี 69 ฟื้น รับนักท่องเที่ยวจีน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากฐานที่ต่ำในปี 2568 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อ่อนแอ การท่องเที่ยวไทยในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนทิศทางจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย หลังข้อพิพาทล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของไทยจะเติบโต 4% สู่ 34.4 ล้านคนในปี 2026 โดยส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะเพิ่มจาก 7% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ ใกล้ระดับ 11% ที่เคยเห็นในปี 2019 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของญี่ปุ่นลดลงจาก 15% เหลือ 13% ในเดือนธันวาคม

    ด้านการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ประกาศตารางบินฤดูหนาวล่าสุด สะท้อนจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่ภาคโรงแรมแนวโน้มรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) คาดฟื้นตัวในไตรมาส 4 จากนักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะโรงแรมต่างจังหวัด ส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ ยังติดลบระดับเลขตัวเดียวกลาง ๆ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 1 ปีหน้า จากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมา

    KKPS มองว่าโรงแรมต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและมัลดีฟส์ จะเติบโตต่อเนื่อง มัลดีฟส์โดดเด่นจากฐานต่ำ บริษัท เซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL คาดว่าจะเติบโตกำไรสูงสุดในกลุ่ม ราว 32% ในปี 2026 จากการฟื้นตัวของธุรกิจในมัลดีฟส์

    ภาคการบินไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 3–6% สำหรับ AOT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยกำไรของ AOT คาดเติบโต 24% จาก PSC ที่สูงขึ้น BA คาดเติบโต 5% จากเส้นทางสมุย ขณะที่ THAI คาดลดลง 8% จากต้นทุนที่สูงและการแข่งขันรุนแรง

    โดยรวม KKPS มองว่า CENTEL และ BA เป็นหุ้นเด่น โดย CENTEL ได้รับแรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง ส่วน BA มีมูลค่าไม่แพง PER 8 เท่า, ROE 22% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8% พร้อมโอกาสเติบโตจาก PSC และสัมปทานธุรกิจขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    สำหรับ AOT KKPS มองว่าระดับราคาประมาณ 50 บาทหรือต่ำกว่า เป็นจังหวะน่าสนใจในการเข้าซื้อ โดยราคาที่อ่อนตัวเป็นโอกาสรับประโยชน์จาก PSC ที่คาดได้รับการอนุมัติ และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าคาด จะหนุนกำไรและราคาเป้าหมายเพิ่ม 3–5%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802891&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AG5syBBpU59Kfj86S_dmS

  • ซีเกมส์ 2025 เงินสะพัด 12,000 ล้านบาท ดันเศรษฐกิจไทยคึกคัก-บูมกระแสกีฬา

    ซีเกมส์ 2025 เงินสะพัด 12,000 ล้านบาท ดันเศรษฐกิจไทยคึกคัก-บูมกระแสกีฬา

    มหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 บูมกระแสกีฬาไทยคึกคัก และยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. ชี้เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดตั้งแต่ไทยเคยจัดมหกรรมกีฬามา พร้อมเผยยอดผู้ชมเข้าสนามแข่งขันต่าง ๆ สะสมเกือบ 400,000 คนแล้ว

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยว่า สำหรับการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มเตรียมการก่อนการแข่งขัน จนมาถึงตอนนี้ที่เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน มีตัวเลขเงินสะพัดแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท ทั้งมูลค่าที่เกิดจากการแข่งขันโดยตรง และมูลค่าด้านอื่น ๆ ประกอบกัน โดยเชื่อว่าเมื่อจบการแข่งขันมูลค่าทางเศรษฐกิจน่าจะพุ่งสูงถึง 14,000 ล้านบาท

    ผู้ว่าการ กกท. กล่าวต่อว่า ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงมาก ซึ่งหากเทียบจากการจัดมหกรรมกีฬาอื่น ๆ ที่ผ่านมาถือว่ามากที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะซีเกมส์ครั้งนี้มีการบรรจุกีฬาแข่งขันมากถึง 50 กีฬา ทำให้มีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมมากกว่า 12,000 คน เทียบกับซีเกมส์ ครั้งที่ 32 เมื่อปี 2566 ที่ประเทศกัมพูชา มีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประมาณ 7,000 คน นอกจากนี้ ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ก็ยังมีผู้ติดตาม ครอบครัว แฟน ๆ กีฬาของแต่ละชาติ ตลอดจนนักท่องเที่ยวอีกจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาเชียร์นักกีฬาของชาติตัวเองด้วย

    ดร.ก้องศักด กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของการเข้าชมกีฬาของชาวไทยมีความคึกคักและตื่นตัวเป็นอย่างมาก โดยสถิติกองเชียร์ที่เดินทางไปชมที่สนามแข่งขัน ตัวเลขสะสมจากที่ลงทะเบียนในระบบและวอล์คอินเข้าสนามต่าง ๆ จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2568 มีเกือบ 400,000 คนแล้ว และคาดว่าเมื่อจบการแข่งขันตัวเลขจำนวนผู้ชมเข้าสนามจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีก

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/seagames/96590/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2waULsXwhWIt_rB_xiUEOT