Blog

  • ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ขึ้นเหนือสุดร่วมประชุมปัญหาท่องเที่ยวกีฬา ผอ.กกท.ภาค 5 นำทีมร่วมประชุม

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ขึ้นเหนือสุดร่วมประชุมปัญหาท่องเที่ยวกีฬา ผอ.กกท.ภาค 5 นำทีมร่วมประชุม

    ผอ.กกท.ภาค 5 นำทีม ขึ้นเหนือสุดในสยามเชียงราย ประชุมรับฟังประเด็น ปัญหาการท่องเที่ยวและกีฬาฯ จากที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ มีรองผู้ว่าราชการจังหวัด เชียงราย ให้การต้อนรับ มีรองผู้ว่าการ กกท. ผู้จัดการกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติร่วม

    เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 13.30 น. นายสงค์ศักย์ คำดีรุ่งริรัตน์ ผอ.กกท.ภาค 5 เชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผอ.กกท. จังหวัด, พนักงานและผู้ช่วยปฏิบัติงานฯ ในสังกัด กกท.ภาค 5 เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือประเด็น ปัญหาการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (พลตำรวจเอกประจวบ วงศ์สุข) เพื่อรับฟังทิศทางและนโยบายในการส่งเสริม พัฒนาด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของหน่วยงานภาคราชการและภาคเอกชน ในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาภาคเหนือ ณ ห้องประชุมพระญาพิภักดิ์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

    โดยมี นายสุรศักดิ์ จันทึก รองผู้ว่าการ ฝ่ายส่งเสริมกีฬา, นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ และนายประเสริฐ จิตพลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบนโยบายและรับฟังปัญหาด้านการบริหารงาน ด้านงบประมาณและพื้นที่ในส่วนที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ เพื่อรวบรวมนำเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ในแต่ละสายงานต่อไป

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3850893/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qussm2KmCJpYms_Vn28JN

  • 4 หน่วยงานลุย “สะพานสมุย” พ่วงน้ำ-ไฟ-เน็ต แก้ปัญหาระยะยาว

    4 หน่วยงานลุย “สะพานสมุย” พ่วงน้ำ-ไฟ-เน็ต แก้ปัญหาระยะยาว

    คมนาคมนำทีม 4 หน่วยงานศึกษาสะพานสมุยโมเดลใหม่ บูรณาการวางท่อประปา-สายไฟ-เน็ตบนโครงสร้างเดียว จบปัญหาขาดแคลนสาธารณูปโภค รับมือท่องเที่ยวเติบโต

    เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 กระทรวงคมนาคม นำโดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA), การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) เพื่อศึกษาความเหมาะสมโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย หรือ “สะพานเกาะสมุย”

    สาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการวางแผนก่อสร้างสะพานที่ไม่ใช่เพียงแค่ทางรถวิ่ง แต่จะออกแบบให้รองรับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานไปพร้อมกัน ทั้งท่อส่งน้ำประปา สายไฟฟ้าแรงสูง และโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนและการซ่อมบำรุงที่ยุ่งยากจากการวางสายใต้น้ำในอดีต

    ผู้บริหารจากทั้ง 4 หน่วยงานเห็นตรงกันว่า โครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังของเกาะสมุย ทั้งเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง การขาดแคลนน้ำจืดในช่วงฤดูท่องเที่ยว และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียร นอกจากนี้ยังช่วยกระจายความเจริญสู่อำเภอขนอมและสิชล

    นายพิพัฒน์ ย้ำว่าโครงการนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคใต้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/735291&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pHYtDCdBLxnCiVgHmYT-U

  • หนาวจัดปลายปี! เชียงใหม่คึกคัก ยอดดอยฮิต ‘อินทนนท์’ น้ำค้างแข็งติดลบ ดอยผ้าห่มปกซากุระบานรับนักท่องเที่ยว

    หนาวจัดปลายปี! เชียงใหม่คึกคัก ยอดดอยฮิต ‘อินทนนท์’ น้ำค้างแข็งติดลบ ดอยผ้าห่มปกซากุระบานรับนักท่องเที่ยว

    ท่องเที่ยวฤดูหนาวเชียงใหม่กลับมาคึกคัก ยอดดอยอินทนนท์อุณหภูมิติดลบ เกิดเหมยขาบต่อเนื่อง ขณะดอยผ้าห่มปกดอกพญาเสือโคร่งบานกว่า 50% ดึงนักท่องเที่ยวแห่กางเต็นท์รับลมหนาวปลายปี

    20 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ช่วงฤดูหนาวยังคงคึกคัก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวบนดอยสูงหลายแห่งที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวอย่างต่อเนื่อง

    ที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ วันนี้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุดบนยอดหญ้าลดลงถึงติดลบ -3.5 องศาเซลเซียส ขณะที่บริเวณยอดดอยอุณหภูมิ 3 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งหรือเหมยขาบปกคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง โดยพบทั้งบนยอดหญ้า หลังคารถยนต์ อาคาร และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ

    ส่วนจุดท่องเที่ยวอื่น ๆ บนอินทนนท์ อุณหภูมิกิ่วแม่ปานอยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส และที่ทำการอุทยานฯ 9 องศาเซลเซียส ซึ่งปีนี้เกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งแล้วรวม 13 วัน ขณะเดียวกันดอกไม้เมืองหนาวหลายชนิด รวมถึงซากุระเมืองไทย เริ่มทยอยเบ่งบานเพิ่มสีสันให้กับยอดดอยอย่างสวยงาม

    ขณะที่อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก อำเภอฝาง และอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่อุทยานรายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังดอกพญาเสือโคร่งในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ เริ่มผลิบานแล้วประมาณร้อยละ 50 สีชมพูอ่อนของดอกไม้สร้างเสน่ห์ให้กับยอดดอยในช่วงปลายปี

    ทั้งนี้ ดอกพญาเสือโคร่งจะทยอยบานต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนมกราคม และอาจยาวถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมากางเต็นท์พักแรมทุกวัน โดยพื้นที่ดังกล่าวได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในลานกางเต็นท์ใต้ต้นพญาเสือโคร่งที่สวยงามติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ นักท่องเที่ยวสามารถนำเต็นท์มาเองหรือใช้บริการเต็นท์ของอุทยานฯ เพื่อสัมผัสอากาศหนาวยามค่ำคืน ซึ่งบางวันอุณหภูมิลดลงเหลือเลขตัวเดียว พร้อมตื่นเช้าชมทะเลหมอกเหนือแนวเทือกเขาเป็นฉากหลังของดอกพญาเสือโคร่งสีชมพู

    ด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานว่า ช่วงนี้ภาคเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาวและมีหมอกในตอนเช้า เนื่องจากลมตะวันตกเฉียงเหนือในระดับบนพัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ร่วมกับความกดอากาศสูงที่ปกคลุมพื้นที่ ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพ โดยจังหวัดเชียงใหม่มีอุณหภูมิต่ำสุด 17 องศาเซลเซียส ส่วนยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและอาจเกิดน้ำค้างแข็งบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 4–11 องศาเซลเซียส และคาดว่าอากาศเย็นจะต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี โดยอุณหภูมิจะลดลงอีกเล็กน้อย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/918778/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ROUIxC9-yn_gIL_C-5DPN

  • “เช็คดวงวันนี้” วันเสาร์ 20 ธ.ค. 2568 มีโชคลาภ 3 ตัวหน้า คนโสดมีโอกาสพบรัก

    “เช็คดวงวันนี้” วันเสาร์ 20 ธ.ค. 2568 มีโชคลาภ 3 ตัวหน้า คนโสดมีโอกาสพบรัก

    ดวงประจำวันเสาร์ที่  20 ธันวาคม พ.ศ.2568

    ฤกษ์ดีประจำวันเสาร์เวลา  11.09 – 16.09 น.

    สีมงคล    สีม่วง  สีขาว  สีดำ

    เลขไพ่ที่ได้ทั้งหมด   46127

    เลขมงคล   4   6   1

    เลขเด่น    1

    44     66     11

    46 64 41 14 16 61

    เลขแปลง

    22  27  72  24  42  69  96

    26  62  79  97

    คนเกิดวันอาทิตย์

    การงาน     มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานอยู่ตลอด  มีคนเดินทางมาหาเรียกว่าทำงานจะไม่เหงามีคนเข้าออกตลอดเวลาในการติดต่อการงาน

    การเงิน    มีเงินเข้ามาตลอดทั้งวัน  ซื้อความสุขให้ทั้งของตนเองและคนในครอบครัว  รวมถึงการหาอาหารทานช่วงกลางวันยันเย็น  มีโชคลาภกับเลขทะเบียนรถให้โชค

    ความรัก   มีความสุขกับครอบครัวที่ดีช่วยเหลือกันทำทุกอย่าง  คนโสดจะมีคนเข้ามาในชีวิตช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นคนมีเสน่ห์มีดวงแต่งงานหรือใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

    สุขภาพ   เกี่ยวข้องกับความสวยความงามการแก้ไขเสริมเติมแต่งในสิ่งที่อยากจะได้ให้ดูดี

    คนเกิดวันจันทร์

    การงาน    ได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในเรื่องของการงานการแข่งขันบ้าง  หรือการสอบในอนาคตอันใกล้ต้องมีความช่วยเหลือจึงจะดี

    การเงิน   คำนวณเรื่องของการเงินอยู่ตลอด  แต่ก็หาเงินได้  การซื้อทรัพย์สินเพิ่มขึ้น  หรือการเคลียร์หนี้สิน  มีโชคลาภกับศาสตร์แห่งเวลา  อ่านดวงจบกี่โมงดูเวลาให้ดี

    ความรัก    การห่วงใยครอบครัว  ต้องช่วยเหลือกันอยู่ตลอด  วางแผนการไปท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่  คนโสดมีโอกาสพบรักมีพ่อสื่อแนะนำให้รู้จักกับผู้ใหญ่นิสัยดี

    สุขภาพ    เอาใจใส่เรื่องของดวงตา  การเจ็บตา  การซื้อแว่น  การตัดแว่นสายตา  หรือการรักษาดวงตา

    คนเกิดวันอังคาร

    การงาน    ตื่นเช้ามืดนอนดึก  มีการเดินทางตลอด  การเคลียร์งานเก่า  หรือมีคนสร้างปัญหาให้ต้องตามแก้ไขอยู่ตลอด  แต่จะผ่านไปได้

    การเงิน   การใช้เงินซ่อมแซมปรับปรุงหรือซื้ออุปกรณ์การทำงาน  การกดบัตรเครดิต  ซ่อมแซมโทรศัพท์มือถือ  มีโชคลาภกับสามตัวท้ายหมายเลขเบอร์โทรศัพท์ให้โชค

    ความรัก   ห่วงใยครอบครัวมาก  ต้องตามแก้ไขช่วยเหลือกันอยู่ตลอด  หรือบางคนมีเหตุให้ต้อง อยู่กันคนละทีเพราะความรับผิดชอบในเรื่องของการงาน   คนโสดมีโอกาสพบรักในขณะเดินทาง

    สุขภาพ    ระวังอุบัติเหตุ  ห้ามใจร้อน  ไม่ควรประมาท  สังเกตหลุมบ่อบนท้องถนนให้ดี  โดยเฉพาะผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์  หรือคนอายุมากๆเวลาเข้าห้องน้ำต้องระวัง  การลื่นล้ม

    คนเกิดวันพุธกลางวัน

    การงาน   มีความก้าวหน้าในเรื่องของหน้าที่การงาน  มีงานใหญ่รออยู่  ทำงานทุกอย่างมีลูกค้าเข้ามาเพราะความไว้วางใจกันอยู่เสมอ

    การเงิน   รายได้ดีมีการเงินเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ  ละเอียดรอบคอบ  ได้รับเงินมาก  เก็งกำไรประสบความสำเร็จ  มีโชคลาภกับสามตัวท้ายหมายเลขบัตรประชาชนให้โชค

    ความรัก   ได้พาครอบครัวไปเที่ยวทานอาหารอร่อย  การจองตั๋วล่วงหน้าที่พักอาศัยในช่วงปีใหม่   คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนในเครื่องแบบ

    สุขภาพ   ดูแลเอาใจใส่ตัวเองเป็นพิเศษคนเจ็บป่วยจะมีอาการดีขึ้นมีคนออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

    คนเกิดวันพุธกลางคืน

    การงาน   มีพรสวรรค์ในการทำงานมีการจองงานล่วงหน้า  หรือสร้างชื่อเสียงได้ดี  การเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นแต่สามารถทำได้  รวมถึงการเดินทางไกลมีคนออกค่าใช้จ่ายให้  หรือเหมาในเรื่องของการงานเพราะมีฝีมือ

    การเงิน    หาเก่งใช้เก่งมีเหตุต้องใช้จับจ่ายอยู่ตลอดโดยเฉพาะสิ่งของที่อยากได้  หรือพยายามเคลียร์เรื่องบ้านให้หมด  มีโชคลาภกับบ้านเลขที่ให้โชค

    ความรัก    ช่วยเหลือกันทำทุกอย่างแบ่งหน้าที่กันให้กับทุกคนในครอบครัว  คนโสดมีพ่อสื่อแนะนำให้รู้จักใคร

    สุขภาพ    ต้องเอาใจใส่เกี่ยวข้องกับกระเพาะ  ท้องผูกท้องเสีย  รวมถึงเกี่ยวข้องกับลำไส้  การทานยาหาหมอ  หรือต้องนอนพักฟื้นสักระยะ

    คนเกิดวันพฤหัสบดี

    การงาน    ต้องเอาใจใส่เรื่องของการงาน  จะมีเหตุให้ต้องตามแก้ไขอยู่ตลอด  รวมถึงใครบางคนออกจากงานต้องหาคนมาทำแทน  หรือตัวเราต้องรับผิดชอบแทน

    การเงิน   ใช้เงินเยอะ  ซื้อความสุข  และการทำเซอร์ไพรส์ให้กับคนที่เรารัก  การซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่  การซ่อมแซมของเก่าให้ใหม่โดยเฉพาะเรื่องบ้าน  มีโชคลาภดวงดีกับอายุวันเดือนปีเกิดของตนเองให้โชค

    ความรัก   การช่วยเหลือกันทำทุกอย่าง  ตามแก้ไขปัญหาให้กับทุกคนในครอบครัว  แต่ก็ผ่านไปได้  คนที่อยากมีลูกจะสมหวัง   คนโสดจะมีคนหน้าตาดีมีชื่อเสียงเข้ามารักมาชอบ

    สุขภาพ    เอาใจใส่เกี่ยวข้องกับการพักผ่อนน้อย  หรือการไปนวดไปสปา  รวมถึงการทานยาแก้ปวดเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ  หรือบางคนเกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรมความงาม

    คนเกิดวันศุกร์

    การงาน    มีความรอบคอบในเรื่องของการงานการคิดทำอะไรเพิ่มขึ้นกับงานประจำและงานเสริม  รวมถึงได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่จากผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ

    การเงิน    หาได้ตลอดแต่ก็มีเหตุให้ต้องใช้จ่าย  เรียกว่าเข้าซ้ายออกขวา  มีโชคลาภจากความฝันให้โชค

    ความรัก   จะได้พาครอบครัวเดินทางตลอดช่วงนี้  หาอาหารอร่อย  หรือท่องเที่ยวช่วงงานกาชาด  คนโสดมีโอกาสพบรักในขณะเดินทาง  มีเสน่ห์  ทำให้คนรักคนชอบได้

    สุขภาพ   การเอาใจใส่สุขภาพของตนเองมากขึ้น  หลังจากมีการเจ็บป่วยมาสักระยะ   การดูแลตัวเองมากขึ้น

    คนเกิดวันเสาร์

    การงาน   การเรียนรู้เพิ่มขึ้นในสิ่งที่ไม่ชำนาญแต่จะทำได้ได้ดีขึ้นในอนาคต  และการพยายามเอาใจใส่เรื่องของการงาน  เพื่อให้มีความสามารถและเป็นที่ต้องการของทุกๆคน

    การเงิน    ใช้เงินเก่ง  ซื้อความสุขทั้งของตนเองและคนในครอบครัว  แต่ดีที่ยังหางานและการเงินได้อยู่  มีโชคลาภกับสามตัวหน้าหมายเลขบัตรประชาชนให้โชค

    ความรัก    การพยายามเติมเต็มให้กับครอบครัวซ่อมแซมปัญหาที่เคยผิดพลาดมาแล้วจากอดีต คนโสดมีโอกาสพบรักแบบกะทันหัน หรือการท้องก่อนแต่ง

    สุขภาพ    พยายามเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น  คนมีโรคประจำตัวมีโอกาสทานยาหาหมอ  แต่จะมีอาการดีขึ้นในอนาคต

    #อาจารย์มงคลรอดเที่ยงธรรม รับงานอีเว้นท์ทั่วประเทศ นักพยากรณ์ไพ่ยิปซี  ลายมือ ศาสตร์แห่งตัวเลข ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง ในสไตล์ธรรมชาติของชีวิตจริง สอนสักลายมือเศรษฐีมงคลพร้อมรับสักลายมือเศรษฐีมงคล โทรศัพท์ 0878285222 โทรศัพท์ 0871084664

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/horoscope/daily-horoscope/611340&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DXaQZMsecicznV2udbs3y

  • ภูเก็ต เปิดเทศกาลฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ตครั้งที่ 39 ประจำปี 2568  ณ หาดป่าตอง

    ภูเก็ต เปิดเทศกาลฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ตครั้งที่ 39 ประจำปี 2568 ณ หาดป่าตอง

    ภูมิภาค

    ภูเก็ต เปิดเทศกาลฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ตครั้งที่ 39 ประจำปี 2568 ณ หาดป่าตอง

    วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ (19 ธันวาคม พ.ศ. 2568) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิด งานเทศกาลเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ต ณ หาดป่าตอง ครั้งที่ 39 ประจำปี 2568 โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง และนายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และนางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ผู้ประกอบการนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าร่วมโดยก่อนพิธีเปิดงานมีขบวนพาเหรดส่งเสริมการท่องเที่ยวกว่า 40 ขบวน สร้างสีสัน ความตื่นตาตื่นใจ และความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
     

    นายพิพัฒน์   กล่าวว่า หาดป่าตองเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดภูเก็ต ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ปัจจุบันเมืองป่าตองมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ การขับเคลื่อนให้เมืองป่าตองเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ ทรงคุณค่า และมีชีวิตชีวา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจจริงและพลังความร่วมมือของเทศบาลเมืองป่าตองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งขอให้พี่น้องชาวป่าตองร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแลนักท่องเที่ยวดุจญาติมิตร สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน

    นายนิรัตน์   กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ โดยช่วงปลายปีถือเป็นช่วงเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ High Season ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของจังหวัดในทุกด้าน การจัดงานเทศกาลเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภูเก็ต ณ หาดป่าตอง ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงครั้งที่ 39 ในปีนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน ในการสร้างบรรยากาศแห่งความคึกคักและประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/459454&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SdNNOXm8Hrk-aTxFX9gKA

  • กปภ. ผนึกกำลัง กทพ. กฟภ. NT ลงนาม MOU วางระบบสาธารณูปโภคทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    กปภ. ผนึกกำลัง กทพ. กฟภ. NT ลงนาม MOU วางระบบสาธารณูปโภคทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วันนี้, 14:41น.

        การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือการดำเนินโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เพื่อรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ร่วมกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กพท.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการ กฟภ. และพันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT ร่วมลงนาม ณ อาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ กทพ. เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568

        นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความร่วมมือของ กพท. กับ กปภ. กฟภ. และ NT ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการบูรณาการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันทั้งด้านคมนาคม ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรคมนาคม อย่างมีประสิทธิภาพบนโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนก่อสร้างเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสะดวกในการบำรุงรักษา เป็นการยกระดับความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภค รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชน 

       นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. กล่าวว่า เกาะสมุยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ กปภ. สามารถวางระบบท่อส่งน้ำประปาขนาดใหญ่ผ่านโครงสร้างทางพิเศษได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ รองรับการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน เพิ่มความคุ้มค่าในการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน อันเป็นการสร้างความคุ้มค่าสูงสุดให้แก่ประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเกาะสมุยในอนาคต อีกทั้งสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านน้ำประปาได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157665&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_P_g6kd5uh9QQEB2iVj1i

  • “เที่ยวดีมีคืน 2568” ช่วยพลิกฟื้นธุรกิจโรงแรมขยายตัว 

    “เที่ยวดีมีคืน 2568” ช่วยพลิกฟื้นธุรกิจโรงแรมขยายตัว 

    หลังจากวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่าน 5 มาตรการย่อย โดยเฉพาะ 3 มาตรการที่ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภาคการโรงแรมของไทยอันประกอบด้วย 1) มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท เมื่อใช้จ่ายในเมืองรองสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เพิ่มเติมเป็น 1.5 เท่า

    สำหรับเมืองหลักได้ 1 เท่า 2) มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ เพื่อนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่าสำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดเมืองรอง หากไม่ใช่เมืองรองสามารถหักได้ 1.5 เท่า โดยทั้งสองมาตรการนี้เริ่มตั้งแต่ 29 ต.ค. 2568 – 15 ธ.ค. 2568 ที่ผ่นมา 

    และ 3) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)  โดยกำหนดให้เร่งรัดเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60% นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 – 31 ม.ค. 2569 ซึ่งทั้ง 3 มาตรการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์ได้ตรงจุด ทาง ttb analytics คาดว่าสามารถช่วยกระตุ้นภาคโรงแรมและท่องเที่ยวไทยในช่วงที่เหลือของปีได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยที่เปลี่ยนแปลงไป 
     
    สืบเนื่องจากปี 2568 ภาคท่องเที่ยวไทยอยู่ภายใต้แรงกดดันจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัวเป็นครั้งแรกนับจากปี 2557 (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19) โดยเฉพาะแรงกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเคยเป็นแรงหนุนสำคัญให้ภาคท่องเที่ยวไทยหดตัวเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดกว่า 60% (คาดนักท่องเที่ยวจีนปีนี้จะอยู่ที่ 4.6 ล้านคน จากสูงสุดปี 2562 ที่มีจำนวน 11.1 ล้านคน) อีกทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวในประเทศที่แม้ยังมีโมเมนตัมการเติบโตแต่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่นักท่องเที่ยวไทยโต 6.8% และในปี 2568 ที่เติบโตเพียง 4.7% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่เติบโตถึง 24.4%

    ทั้งนี้ การชะลอตัวในภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคอุปสงค์ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมจึงกดดันให้ในปี 2568 ธุรกิจโรงแรมอาจหดตัวเป็นครั้งแรกนับจากผ่านช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ราว 0.4% ที่มูลค่า 3.59 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มของโรงแรมขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะหดตัว 2.1% ที่รายได้ 1.90 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 1.94 แสนล้านบาท เนื่องด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัวและมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่โรงแรมขนาดเล็กยังได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในประเทศยังมีการขยายตัวแม้จะชะลอตัวอยู่บ้างแต่ยังรักษาการเติบโตที่รายได้ในปี 2568 ราว 1.69 แสนล้านบาท ขยับเพิ่มจากปีก่อนที่ 1.5% 

    ภาพรวมที่ชะลอตัวดังกล่าว ส่งผลให้ภาครัฐมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นภาคท่องเที่ยว ผ่านนโยบาย “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่ง ttb analytics มองทั้ง 3 มาตรการที่ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ของภาคการโรงแรมคาดสร้างเม็ดเงินเพิ่มเติมประมาณกว่า 5,900 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นเม็ดเงินจากฝั่งเอกชนซึ่งประกอบด้วย รายได้จากการท่องเที่ยว จากการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงสิทธิหักเป็นรายจ่ายสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ซึ่งหากมีผู้ใช้สิทธิ์เต็มจำนวน

    คาดจะสามารถสร้างรายได้รวมกันราว 3,100 ล้านบาท และรายได้จากหน่วยงานภาครัฐที่มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ อีกกว่า 2,800 ล้านบาท เม็ดเงินเหล่านี้คาดว่าจะช่วยส่งผลให้รายได้ภาคโรงแรมในปี 2568 จากเดิมที่คาดหดตัว 0.4% มีโอกาสพลิกกลับเป็นขยายตัวราว 1.6% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน พื้นที่เมืองรองมีสัดส่วนถึง 28% ของรายได้รวม คาดว่า SMEs ธุรกิจโรงแรมที่กระจายในเมืองรองมากกว่าเมืองหลัก จะเป็นกลุ่มได้รับอานิสงส์จากสิทธิประโยชน์ที่ผู้ใช้บริการได้รับเพิ่มเติม โดยคาดรายได้อาจขยับเพิ่มขึ้นได้ถึง 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน 

    โดยสรุป ttb analytics คาดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน 2568” จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ผ่านกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ช่วยพลิกฟื้นภาคโรงแรมจากเดิมที่คาดว่าจะหดตัวให้กลับมามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ด้วยมาตรการดังกล่าวจะเน้นกระตุ้นฝั่งอุปสงค์ในระยะสั้น แม้ว่าครอบคลุมมาตรการดูแลฝั่งอุปทาน จากมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พักเสริมศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะ SMEs ในจังหวัดเมืองรอง อย่างไรก็ตาม เมื่อมองแนวโน้มภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ที่ชะลอตัว

    จึงเสนอแนะภาครัฐให้ออกมาตรการสนับสนุนกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มที่ยังมีศักยภาพท่องเที่ยว และยังช่วยการเพิ่มแรงจูงใจและเพิ่มความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ  รวมถึงมีการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนส่วนกลางและในพื้นที่เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มการประชาสัมพันธ์ และพัฒนาเส้นทางรวมถึงรูปแบบการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคนไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบวันเดียวหรือแบบพักแรม ซึ่งจะช่วยทำให้มีเม็ดเงินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำในระดับภูมิภาคได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/264087&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aLjBLdjE6-3nMRaNkiPNe

  • มหาสารคามจัดใหญ่ “เทศกาลงานว่าวนานาชาติ” ดันการท่องเที่ยวสู่ระดับโลก

    มหาสารคามจัดใหญ่ “เทศกาลงานว่าวนานาชาติ” ดันการท่องเที่ยวสู่ระดับโลก

    เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.68 ที่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน เทศกาลงานว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025 ซึ่งหอการค้าจังหวัดมหาสารคามเป็นผู้จัดขึ้น โดยมี นายณรงค์ เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม และภาคเอกชนในพื้นที่ เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดมหาสารคามสู่ระดับนานาชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นในช่วงปลายปี รวมถึงส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมการเล่นว่าวของชาวอีสาน ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัว และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดมหาสารคามในฐานะเมืองแห่งการเรียนรู้

    สำหรับ เทศกาลงานว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 ธันวาคม 2568 ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ ขบวนแห่ว่าวไทยและนานาชาติ การจัดแสดงว่าวนานาชาติ ว่าวไทย ว่าวไฟ LED ว่าวเรืองแสง ว่าวอีสาน และว่าวสาย การสาธิตการทำว่าว การแข่งขันว่าวแอกและว่าวสนู รวมถึงการแสดงว่าวเรืองแสงในช่วงค่ำคืน ควบคู่กับกิจกรรมด้านอาหารและดนตรีสด ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

    นายณรงค์ เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า จังหวัดมหาสารคามเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านการศึกษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งมีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยเฉพาะบริเวณแก่งเลิงจานซึ่งมีภูมิทัศน์สวยงาม เหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมกลางแจ้งขนาดใหญ่

    การจัดเทศกาลงานว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025 ณ บริเวณริมอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน จึงเป็นการต่อยอดประเพณีการเล่นว่าวพื้นบ้านของชาวอีสานสู่ระดับสากล สร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการจ้างงานในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน

    ภูมิภาค 56

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/118258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R1TvF_TYyIeFUd8mYy48J

  • “พาณิชย์” เร่งเครื่องสร้างแต้มต่อ SMEs ไทย รุกตลาดออนไลน์ เดินหน้า MOU “DIP x LINE” หนุนใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับกลไกปราบสินค้าละเมิดฯ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย พร้อมมุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ

    “การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 60 ล้านบัญชี หากสามารถส่งต่อความรู้ที่มีมาตรฐาน ถูกต้อง และเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างกว้างขวาง” นางศุภจี กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ MOU ด้านการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และ MOU ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมการให้ความรู้ การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับ SMEs ไทย เพื่อ “ติดอาวุธและติดปีก” ให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาและ LINE ประเทศไทย จะบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
    (1) การยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม LINE อย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย
    (2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำคาแรกเตอร์และผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม
    (3) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์
    (4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือดิจิทัลและการเพิ่มทักษะทางธุรกิจ

    นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันต่อยอดการส่งเสริมการค้า การขาย และการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมขอบคุณ LINE ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้กระทรวงพาณิชย์ได้นำกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    “ขอให้ผู้ประกอบการ SMEs นำองค์ความรู้และโอกาสที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำผลความร่วมมือนี้ไปต่อยอดในทุกมิติ” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/983649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g0a13wJsL3dPGr9ME0M-1

  • “พาณิชย์” เร่งเครื่องสร้างแต้มต่อ SMEs ไทย รุกตลาดออนไลน์ เดินหน้า MOU “DIP x LINE” หนุนใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับกลไกปราบสินค้าละเมิดฯ บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย พร้อมมุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ

    “การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 60 ล้านบัญชี หากสามารถส่งต่อความรู้ที่มีมาตรฐาน ถูกต้อง และเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างกว้างขวาง” นางศุภจี กล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ MOU ด้านการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และ MOU ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมการให้ความรู้ การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับ SMEs ไทย เพื่อ “ติดอาวุธและติดปีก” ให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาและ LINE ประเทศไทย จะบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
    (1) การยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม LINE อย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย
    (2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำคาแรกเตอร์และผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม
    (3) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์
    (4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือดิจิทัลและการเพิ่มทักษะทางธุรกิจ

    นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันต่อยอดการส่งเสริมการค้า การขาย และการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมขอบคุณ LINE ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้กระทรวงพาณิชย์ได้นำกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    “ขอให้ผู้ประกอบการ SMEs นำองค์ความรู้และโอกาสที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำผลความร่วมมือนี้ไปต่อยอดในทุกมิติ” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/983649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g0a13wJsL3dPGr9ME0M-1