Blog

  • เผ่าภูมิ เปิด 10 หลักคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้ครับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgudhfRDIjvRCAERJGqI

  • จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    โมเดล เศรษฐกิจกลางคืนของจีน (Midnight Economy) ดัน “ฉงชิ่ง” เมืองหลวงฮอตพอต ผงาดเมืองรองดาวรุ่ง ดึงนักท่องเที่ยวไทย

    ท่ามกลางกระแสสินค้าจีนที่ทะลักรุกอาเซียนอย่างหนัก อีกด้านหนึ่งของจีนกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกลไกที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่โรงงาน ไม่ใช่การส่งออก แต่คือ “ชีวิตยามค่ำคืน” ที่ถูกยกระดับให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจตัวใหม่

    หลังโควิด-19 คลี่คลาย รัฐบาลจีนเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในหลากหลายมิติ หนึ่งในนโยบายที่เห็นผลชัดคือ Night-time Economy หรือ Midnight Economy ซึ่งไม่เพียงปลุกเมืองให้กลับมาคึกคัก แต่ยังสร้างเทรนด์ท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะใน “เมืองรอง” ที่นักท่องเที่ยวไทยเริ่มหันไปสนใจมากขึ้น และชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงนี้คือ “นครฉงชิ่ง”

    เมืองที่ตื่น หลังพระอาทิตย์ตก

    ณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง เปิดเผยในงานสัมมนา “2026 คว้าโอกาสตลาดจีนในยูนาน” ว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนหลังโควิดคือการฟื้น “เศรษฐกิจกลางคืน”

    แม้บางพื้นที่จะยังไม่กลับมาคึกคักเต็มที่ แต่ภาพรวมรัฐบาลจีนเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่เชิงพาณิชย์ และกิจกรรมยามค่ำคืนในหลายเมือง โดยเฉพาะเมืองรอง ให้กลายเป็นแหล่งใช้จ่าย ทั้งตลาด ของฝาก ร้านอาหาร และกิจกรรมท้องถิ่น เพื่อขยายเวลาการบริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ

    “ฉงชิ่ง” เมือง 8 มิติ กับพลังหม้อไฟยามราตรี

    นครฉงชิ่ง (Chongqing) ไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวธรรมดา แต่คือหนึ่งใน “สี่มหานครหลักของจีน” เทียบชั้นปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน ทว่าความพิเศษที่ทำให้ฉงชิ่งโดดเด่นคือการเป็นเมืองที่ มีชีวิตจริงในยามค่ำคืน

    ภูมิประเทศแบบภูเขาซ้อนแม่น้ำ ทำให้เมืองนี้ถูกขนานนามว่า “เมือง 8 มิติ” ตึก ถนน รถไฟ และชุมชนซ้อนทับกันราวฉากหนังไซไฟ ยามค่ำคืนแสงไฟสะท้อนแม่น้ำแยงซี ชีวิตผู้คนเพิ่งเริ่มต้น ร้านอาหารแน่นขนัด เสียงหัวเราะดังแข่งกับไอร้อนจากหม้อไฟ

    รัฐบาลจีนผลักดันให้ฉงชิ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบของ Midnight Economy ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ ผับ ตลาดกลางคืน ร้านค้า 24 ชั่วโมง การแสดงทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยวกลางคืน ไปจนถึงบริการส่งอาหารยามดึก ซึ่งช่วยสร้างงาน กระตุ้นรายได้ และทำให้เมือง “ไม่หลับใหล”

    จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    นโยบายที่เริ่มก่อนโควิด แต่เติบโตหลังโควิด

    ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เฉิงตูระบุว่า Midnight Economy ไม่ใช่แนวคิดใหม่ รัฐบาลจีนเริ่มส่งเสริมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2562 เพื่อสร้างจุดเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ และเมื่อโควิดจบลง นโยบายนี้ยิ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นกำลังซื้อ โดยเศรษฐกิจกลางคืนของจีนครอบคลุมทั้ง

    • การค้าและบริการ เช่น ตลาดกลางคืน ร้านอาหาร คาเฟ่เปิดดึก
    • วัฒนธรรมและบันเทิง โรงหนัง คอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์เปิดกลางคืน
    • นันทนาการ ฟิตเนส 24 ชม. กีฬาเวลากลางคืน
    • บริการเดลิเวอรี่และแพลตฟอร์มดิจิทัล
    • งานอีเวนต์ เทศกาลแสงสี และกิจกรรมสร้างสรรค์

    นอกจากฉงชิ่ง เมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู กวางโจว และเซินเจิ้น ต่างได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ส่งผลให้ยอดขายปลีกกลางคืนเพิ่มขึ้น การจ้างงานในภาคบริการขยายตัว และระบบขนส่งสาธารณะต้องยืดเวลาบริการตามไปด้วย

    ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 (2025 December.13)

    เมืองหลวงแห่งฮอตพอตของโลก

    หากจะพูดถึงฉงชิ่งโดยไม่พูดถึง ฮอตพอต คงเป็นไปไม่ได้ เมืองนี้ถูกยกให้เป็น “เมืองหลวงแห่งฮอตพอตของโลก” ร้านฮอตพอตเกือบทุกแห่งเปิดจนดึกดื่น กลายเป็นกิจกรรมหลักของเศรษฐกิจกลางคืน

    ย่านอย่าง หงหยาโต่ว อาคารโบราณริมน้ำที่สว่างไสวราวเมืองในนิทาน หรือ จี๋ฟางเจีย เมืองเก่าที่ร้านอาหารยังเปิดยันดึก ล้วนเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ขณะที่การล่องเรือชมวิวแม่น้ำ ตลาดนัดกลางคืน และย่านบันเทิงอย่างจิ่วเจีย ทำให้ฉงชิ่งคึกคักจนถึงเช้า

    ทั้งหมดนี้สร้างรายได้เป็นลูกโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านอาหาร โลจิสติกส์ ไปจนถึงแรงงานบริการกลางคืน

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่มากกว่าความบันเทิง

    ข้อมูลสคต.ยัง ชี้ว่า Midnight Economy ในบางเมืองใหญ่ของจีนมีสัดส่วนถึง 15–20% ของการบริโภคทั้งหมด การขยายเวลาใช้จ่ายออกไปอีก 6–8 ชั่วโมง ไม่เพียงเพิ่มรายได้ แต่ยังสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เมืองที่มีชีวิตยามค่ำคืนยังดึงนักท่องเที่ยวให้อยู่ได้นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ทำงานจนดึก

    บทเรียนถึงไทย ที่ต่อยอดไปได้ไกล

    อย่างไรก็ตาม สคต. ณ เฉิงตู มองว่า ไทยมีจุดแข็งคล้ายจีน คือวัฒนธรรมการกินกลางคืน อาหารริมทาง และอากาศที่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง

    แนวคิดที่ไทยสามารถต่อยอดได้ เช่น

    • Midnight Food & Culture ตลาดอาหารและวัฒนธรรมยามค่ำคืน
    • Night Shopping Districts ขยายเวลาห้างในบางพื้นที่
    • Night Tourism ทัวร์วัด ทัวร์อาหารยามค่ำคืน

    โดยอาจเริ่มจากพื้นที่นำร่อง เช่น เจริญกรุง สนามหลวง หรือเกาะรัตนโกสินทร์ พร้อมมาตรการสนับสนุนด้านภาษี ค่าสาธารณูปโภค การขนส่งสาธารณะ และมาตรฐานความปลอดภัย

    เมืองไม่หลับ เศรษฐกิจก็ไม่หยุด

    กรณีของฉงชิ่งสะท้อนว่า Midnight Economy จะสำเร็จได้ ต้องเติบโตจากวัฒนธรรมที่มีอยู่จริง ไม่ใช่การสร้างภาพชั่วคราว เมื่อรัฐทำหน้าที่เสริมโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และกติกาที่เหมาะสม เมืองก็จะมีชีวิต เศรษฐกิจก็เดินต่อ และในวันที่จีนไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องสินค้า แต่แข่งกันด้วย “ประสบการณ์” ยามค่ำคืน เมืองรองอย่างฉงชิ่งจึงก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่น ที่นักท่องเที่ยวไทยเริ่มมองเป็นจุดหมายปลายทาง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/735334&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NAyywpsMqisuNdIbwHElz

  • มติ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 1.50 เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี

    มติ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 1.50 เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    คณะกรรมการนโยบายการเงิน มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เหลือร้อยละ 1.25 และให้มีผลทันที เพื่อรับมือกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวชัดเจน และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นโยบายการเงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการ SMEs

    เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2568–2570 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำ การชะลอตัวมีสาเหตุหลัก จากกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง การส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงปัจจัยชั่วคราว เช่น ภาคการผลิตที่อ่อนแรง และสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวและเป็นแรงพยุงเศรษฐกิจที่สำคัญ

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงิน ปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000122892&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3onLoUN9vy27Z9jltw5bod

  • ‘พท.’ เปิด10กรอบนโยบายศก. ปลดหนี้ ดึงเงินขาว รื้อธุรกิจใต้ดิน เข้าระบบ

    ‘พท.’ เปิด10กรอบนโยบายศก. ปลดหนี้ ดึงเงินขาว รื้อธุรกิจใต้ดิน เข้าระบบ

    Politics

    21 ธ.ค. 2025 เวลา 10:26 น.

    ‘พท.’ เปิด10กรอบนโยบายศก. ปลดหนี้ ดึงเงินขาว รื้อธุรกิจใต้ดิน เข้าระบบ

    “เผ่าภูมิ” เผย 10กรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจ “เพื่อไทย” ปลดหนี้ทั้งระบบ ปลดล็อคกฎหมาย-ระบบภาษี ดึงเงินขาวต่างชาติ ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ปชช.

    นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรมช.คลัง เปิดเผยถึงกรอบแนวคิด นโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1.สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2.สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐเปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3.หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4.ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5.แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6.การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านตัวกลาง เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7.เปลี่ยนรัฐควบคุม เป็นรัฐบริการ ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8.เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9.ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10.ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1213116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29TdgVEm0VojRNdenZXBrm

  • กนง. เปิดเกมผ่อนคลายเต็มรูปแบบ ดอกเบี้ยขาลงรับเศรษฐกิจแผ่ว จับตาลดอีกเหลือ 1.0% ต้นปี 2569

    กนง. เปิดเกมผ่อนคลายเต็มรูปแบบ ดอกเบี้ยขาลงรับเศรษฐกิจแผ่ว จับตาลดอีกเหลือ 1.0% ต้นปี 2569

    กนง. เดินหน้าผ่อนคลายนโยบาย รับมือเศรษฐกิจชะลอ ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ทิศทางนโยบายการเงินของไทยยังคงอยู่ในโหมดผ่อนคลาย หลังเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวชัดเจนจากหลายปัจจัย ทั้งแรงกดดันจากภายนอกประเทศและปัจจัยภายใน

    โดยประเมินว่า กนง. มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง หรือ 0.25% สู่ระดับ 1.0% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

    การลดดอกเบี้ยรอบถัดไปมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ และช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐและการลงทุนเอกชนยังไม่กลับมาเต็มที่

    มติล่าสุดลดดอกเบี้ยตามคาด เหลือ 1.25%

    เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.5% เหลือ 1.25% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดย กนง. เห็นว่าสภาวะเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงด้านลบมากกว่าด้านบวก

    การลดดอกเบี้ยในรอบนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างครัวเรือนรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการเศรษฐกิจด้านอื่นของภาครัฐ

    เศรษฐกิจปี 2569 ฟื้นช้า เงินเฟ้อยังต่ำ

    กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% ก่อนจะค่อยๆฟื้นตัวเป็น 2.3% ในปี 2570 โดยแรงกดดันหลักยังมาจาก

    • การบริโภคภาคเอกชนที่เติบโตจำกัด จากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า
    • ภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
    • ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการคลังในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าเงินเฟ้อปี 2569 จะอยู่ที่ 0.3% และเพิ่มขึ้นเป็น 1.0% ในปี 2570 แรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากฝั่งต้นทุน เช่น ราคาพลังงานและอาหารสด ขณะที่แรงกดดันจากฝั่งการใช้จ่ายยังมีจำกัด สะท้อนเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

    ค่าเงินบาทแข็งกว่าภูมิภาค กนง. จับตาใกล้ชิด

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ กนง. ให้ความสนใจ คือทิศทางค่าเงินบาท ซึ่งแข็งค่ามากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค จากการปรับมุมมองดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงปัจจัยเฉพาะของไทย

    กนง. ระบุว่าจะยกระดับการติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และพร้อมพิจารณาแนวทางดูแลธุรกรรมที่อาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคส่งออกและเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

    ดอกเบี้ยลด แต่สินเชื่อยังไม่ฟื้น

    ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง มองว่า แม้อัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินจะปรับลดลงตามนโยบาย แต่การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินยังคงหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนว่าการส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านช่องทางสินเชื่อยังทำงานได้จำกัด ปัจจัยกดดันมาจากทั้งสองด้าน ได้แก่

    • ฝั่งผู้กู้ยังชะลอการก่อหนี้และการลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
    • ฝั่งสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ จากความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แม้ต้นทุนทางการเงินจะลดลง แต่สินเชื่อไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ ส่งผลให้ประสิทธิผลของนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัด

    มุมมองระยะถัดไป ดอกเบี้ยใกล้จุดต่ำสุดของรอบนี้

    ในระยะข้างหน้า ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ยังคงมุมมองว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.0% ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐยังไม่ชัดเจน

    อย่างไรก็ดี ด้วยขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่เริ่มจำกัด คาดว่าวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินรอบนี้จะสิ้นสุดที่ระดับดังกล่าว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไปจะต้องพึ่งพานโยบายการคลังและโครงสร้างเศรษฐกิจมากขึ้น

    รูปแสดงตัวอย่างการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนประจำเดือนธันวาคม 2568

    อ้างอิงข้อมูลการจัดสรรสินทรัพย์ จากรายงาน Cross Asset Strategy ประจำเดือนธันวาคม 2568 จากทีม Wealth Research

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/735318&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20cGylqJcS3xMCJBwsCO01

  • ‘สวนดุสิตโพล’กาง 5 อันดับ‘นักการเมือง’ที่วันนี้ปชช.เชียร์นั่งนายกฯ

    ‘สวนดุสิตโพล’กาง 5 อันดับ‘นักการเมือง’ที่วันนี้ปชช.เชียร์นั่งนายกฯ

    วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.30 น.

    ‘สวนดุสิตโพล’กาง 5 อันดับ‘นักการเมือง’ที่วันนี้ปชช.เชียร์นั่งนายกฯ

    21 ธันวาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,232 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-19 ธันวาคม 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

    1. ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดแบบบัญชีรายชื่อ

    อันดับ 1 ประชาชน 24.55%

    อันดับ 2 เพื่อไทย 21.62%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 17.74%

    อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 7.84%

    อันดับ 5 พลังประชารัฐ 6.32%

    * อื่นๆ (รวมไทยสร้างชาติ, เศรษฐกิจ, กล้าธรรม, ไทยสร้างไทย, ประชาชาติ, ไทยก้าวใหม่, เสรีรวมไทย ฯลฯ) 10.91%

    * ยังไม่ตัดสินใจ  11.02%

    2. ประชาชนจะเลือก สส.เขต สังกัดพรรคใด

    อันดับ 1 ประชาชน 23.48%

    อันดับ 2 เพื่อไทย 21.53%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 16.04%

    อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 7.12%

    อันดับ 5 พลังประชารัฐ 6.81%

    * อื่นๆ (กล้าธรรม, รวมไทยสร้างชาติ, เศรษฐกิจ, ไทยสร้างไทย, เป็นธรรม, ประชาชาติ ฯลฯ) 11.49%

    * ยังไม่ตัดสินใจ  13.53%

    3. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

    อันดับ 1 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) 23.97%

    อันดับ 2 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) 21.95%

    อันดับ 3 อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) 16.25%

    อันดับ 4 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ปชป.) 7.30%

    อันดับ 5 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (รทสช.) 3.41%

    * อื่นๆ (พล.อ.ประวิตร, พล.อ.รังษี, คุณหญิงสุดารัตน์, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์, ร.อ.ธรรมนัส ฯลฯ 11.84%

    * ยังไม่ตัดสินใจ 15.28%

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,232 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-19 ธันวาคม 2568 พบว่า ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 24.55 รองลงมา คือ เพื่อไทย ร้อยละ 21.62  ภูมิใจไทย ร้อยละ 17.74 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 23.48 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 21.53 และภูมิใจไทย ร้อยละ 16.04 ทั้งนี้บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 23.97 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 21.95 อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 16.25 

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า พรรคประชาชนยังนำทั้งในระดับพรรคและตัวบุคคล ขณะที่ เพื่อไทย การยกเครื่องอาจยังไม่เห็นผลชัด แต่การรีแบรนด์ผ่านตัวบุคคลที่มาพร้อมความสดใหม่ทำให้ดึงคะแนนกลับมาได้  ด้านภูมิใจไทยแม้แนวโน้มคะแนนลดลง แต่ช่องว่างยังไม่มากและมีโอกาสพลิกเกม เมื่อฝ่ายหนึ่งมีความเชื่อมั่นเป็นฐาน อีกฝ่ายมีความสดใหม่เป็นแรงส่ง และอีกฝ่ายมีความได้เปรียบทรัพยากร การช่วงชิงจังหวะจากนี้จึงเป็นการบ้านที่ทุกพรรคเร่งทำ เพื่อส่งประชาชนให้ทันวันเลือกตั้ง

    ด้าน ผศ.อัญชลี รัตนะ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า แนวโน้มการตัดสินใจของประชาชนไทยต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกหล่อหลอมด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความต้องการการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง และความต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่จับต้องได้จริง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2568 ทั้งความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านและภัยธรรมชาติ เมื่อแยกเป็นประเด็นย่อยต่อการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง พบว่า ประชาชนให้น้ำหนักกับอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยและการเสนอทางออกใหม่ ๆ ให้กับประเทศ

    ขณะที่การเลือก สส. แบบแบ่งเขตยังเป็นพื้นที่ของการพึ่งพาและความไว้วางใจในตัวบุคคล ผู้สมัครที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเป็นที่พึ่งพาในยามวิกฤตหรือมีการดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มักจะได้รับความนิยมสูงกว่ากระแสพรรคเพียงอย่างเดียว ส่วนการเลือกผู้นำประเทศ ประชาชนยังคงมองหาบุคคลที่มีส่วนผสมของความรอบรู้เท่าทันโลกยุคดิจิทัลและมีความสามารถในการบริหารจัดการปัญหาปากท้องและหนี้ครัวเรือนอย่างเบ็ดเสร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/936218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z-PXGTlYil200RkLl2-iV

  • ยกเครื่องเพื่อไทย เดิมพันคนรุ่นใหม่ ปักหมุดเศรษฐกิจดิจิทัล

    ยกเครื่องเพื่อไทย เดิมพันคนรุ่นใหม่ ปักหมุดเศรษฐกิจดิจิทัล

    ยกเครื่องเพื่อไทย เดิมพันคนรุ่นใหม่ ปักหมุดเศรษฐกิจดิจิทัล

    พ่ายเลือกตั้งคือสัญญาณเตือน ยกเครื่องทั้งพรรค 

    การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 คือจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของ พรรคเพื่อไทย เมื่อพรรคที่เคยครองบทบาทแกนนำทางการเมืองต้องถอยมาเป็นอันดับสอง กระแสวิจารณ์หลังวันเลือกตั้งไม่ได้หยุดแค่ผลคะแนน แต่ลุกลามไปถึงคำถามเชิงโครงสร้าง ว่าพรรคยังตอบโจทย์สังคมไทยยุคใหม่ได้หรือไม่

    แรงกดดันจากการคาดการณ์ว่า ที่นั่งอาจ “ต่ำร้อย” ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป กลายเป็นตัวเร่งให้พรรคต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ นั่นคือการ “ยกเครื่อง” ทั้งโครงสร้าง วิธีคิด และวิธีทำงาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในสนามการเมืองที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ไม่ใช่การปรับภาพลักษณ์ระยะสั้น หากแต่เป็นความพยายามเปลี่ยนพรรคจากการเมืองที่ผูกกับตัวบุคคล ไปสู่การเป็น “สถาบันการเมือง” ที่มีระบบ มีนโยบาย และมีผู้นำหลายรุ่นรองรับอนาคต

    รื้อโครงสร้างภายใน สร้างระบบพรรคแท้จริง 

    หัวใจของการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการยอมรับข้อผิดพลาด แกนนำพรรคอย่าง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ความพ่ายแพ้ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารกระแสและการสื่อสารช่วงท้ายที่ล้มเหลว แม้นโยบายรัฐบาลตลอดสองปีจะเดินหน้า แต่กลับไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ได้อย่างมีพลัง

    ยกเครื่องเพื่อไทย เดิมพันคนรุ่นใหม่ ปักหมุดเศรษฐกิจดิจิทัล

    พรรคจึงเริ่มต้นจากการยกเครื่องระบบสื่อสาร เปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นเชิงรุก ใช้เครื่องมือดิจิทัลและ Social Listening ติดตามอารมณ์สังคมแบบเรียลไทม์ เพื่อกลับมาชิงบทบาทการกำหนดวาระสาธารณะ ซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญของการเมืองยุคใหม่

    พร้อมกันนี้ เพื่อไทยได้ขยับโครงสร้างภายในให้เป็นระบบมากขึ้น ผ่านการตั้ง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์” อย่างเป็นทางการ โดยมี จาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน กลไกนี้ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการลดข้อครหาการครอบงำจากบุคคลหรือเครือข่ายเดิม และยืนยันว่าการตัดสินใจของพรรคขับเคลื่อนผ่านโครงสร้าง ไม่ใช่สายสัมพันธ์นอกระบบ

    นโยบายจากประชาชน สู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    อีกแกนหนึ่งของการยกเครื่อง คือการเปลี่ยนวิธีทำนโยบาย จากแนวคิดบนลงล่าง สู่กระบวนการ “Outside In” พรรคเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้าง ก่อนเปิดพื้นที่ให้กลุ่มเป้าหมายจริงอย่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และแรงงาน เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านเวิร์กช็อปและการรับฟังเชิงลึก เพื่อนำข้อมูลกลับมาหล่อหลอมเป็นนโยบายขั้นสุดท้าย

    กระบวนการใหม่นี้ตกผลึกชัดเจนในการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ผสานสายเลือดการเมืองดั้งเดิมเข้ากับวิสัยทัศน์อนาคต การเลือกเขาส่งสัญญาณสองชั้น คือความเปลี่ยนแปลง และความต่อเนื่อง ไปพร้อมกัน

    วิสัยทัศน์หลักถูกวางบนฐานเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่การใช้ AI บริหารโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดัน Digital Government เพื่อความโปร่งใส การยกระดับความมั่นคงไซเบอร์ ไปจนถึงการ “ปลดหนี้ทั้งระบบ” เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นี่คือการขยับหมากครั้งใหญ่ เพื่อพาเพื่อไทยออกจากภาพจำเดิม สู่พรรคการเมืองแห่งอนาคต

    บทสรุป เดิมพันสูงบนเส้นทางใหม่ 

    การยกเครื่องพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ คือการเดิมพันทางการเมืองที่มีความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนก็สูงไม่แพ้กัน หากพรรคสามารถเชื่อมอดีตกับอนาคต เชื่อมฐานเสียงเดิมกับคนรุ่นใหม่ได้จริง เพื่อไทยอาจกลับมาเป็นแกนหลักของการเมืองไทยในทศวรรษหน้า

    คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า พรรค “เปลี่ยนหรือไม่” แต่คือการเปลี่ยนครั้งนี้ จะลึกพอที่จะทำให้สังคมเชื่อหรือไม่ ว่านี่คือเพื่อไทยยุคใหม่อย่างแท้จริง

    ที่มา: เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/735316&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zjZaK5xeQI5-kfeFEuEbR

  • เผ่าภูมิ เปิด 10 หลักคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้ครับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgudhfRDIjvRCAERJGqI

  • LINE ประเทศไทย จับมือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงนาม MOU หนุนครีเอเตอร์ไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิทัล

    LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด

    ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้สร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลและ LINE STICKERS Creators ให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจดทะเบียนสิทธิ และแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่งยืน

    ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงดังกล่าว LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะร่วมกันส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสื่อสารที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง รวมถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น และการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนโลกออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล

    บันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาครัฐที่มีต่อ LINE ประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1552621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V7r6UA7-l3tIcOvp3Ou55

  • LINE ประเทศไทย จับมือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงนาม MOU หนุนครีเอเตอร์ไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิทัล

    LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด

    ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้สร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลและ LINE STICKERS Creators ให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจดทะเบียนสิทธิ และแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่งยืน

    ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงดังกล่าว LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะร่วมกันส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสื่อสารที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง รวมถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น และการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนโลกออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล

    บันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาครัฐที่มีต่อ LINE ประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1552621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V7r6UA7-l3tIcOvp3Ou55