Blog

  • “ใช้จ่ายเพื่อบริโภค-ท่องเที่ยว” แรงส่งสำคัญดัชนี ศก.ภูมิภาค พ.ย.ขยายตัว : อินโฟเควสท์

    “ใช้จ่ายเพื่อบริโภค-ท่องเที่ยว” แรงส่งสำคัญดัชนี ศก.ภูมิภาค พ.ย.ขยายตัว : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนพ.ย. 68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะ กทม. และปริมณฑล ภาคกลาง และภาคเหนือ ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ในภาคเหนือ

    * ภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวที่ 6.0% และ 0.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -22.3% และ -16.6% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 0.6% และ 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.5

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -54.5% และ -67.5% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 208.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตแอสฟัลท์ติกคอนกรีตในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 88.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 85.1 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัวที่ 4.2% และ 5.0% ต่อปี ตามลำดับ

    *กทม. และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 7.5% และ 16.3% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -6.4% และ -24.1% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.7

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -31.0% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 30.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -30.1% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 36.9% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานฆ่าและชำแหละชิ้นส่วนไก่ ในจังหวัดนครปฐม เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัวที่ 0.2% ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -2.7% ต่อปี

    *ภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวที่ 7.1% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกร หดตัวที่ -15.4% -9.4% และ -17.6% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.0

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -41.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -74.8% ต่อปี และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.1% และ -0.7% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 5.9% และ 0.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.8% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 11.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าอย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -14.9% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 56.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.8

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -51.7% และ -66.1% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 223.8% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 67.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 68.7 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัวที่ -1.2% และ -1.9% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวที่ 15.0% ต่อปี อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกร หดตัวที่ -8.9% -0.1% และ -8.2% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.2

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -22.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 7.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -69.7% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัวที่ 81.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในจังหวัดปราจีนบุรี เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 91.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.2 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -4.8% และ -5.6% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันตก

    การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนหดตัว อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.4% -12.0% -11.2% และ -15.0% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.0

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -36.0% และ -62.3% ต่อปี ตามลำดับ เช่นเดียวกับเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.2% ต่อปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557325&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hghmAoDUWfhfcHsM7Aab-

  • “ใช้จ่ายเพื่อบริโภค-ท่องเที่ยว” แรงส่งสำคัญดัชนี ศก.ภูมิภาค พ.ย.ขยายตัว : อินโฟเควสท์

    “ใช้จ่ายเพื่อบริโภค-ท่องเที่ยว” แรงส่งสำคัญดัชนี ศก.ภูมิภาค พ.ย.ขยายตัว : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนพ.ย. 68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะ กทม. และปริมณฑล ภาคกลาง และภาคเหนือ ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ในภาคเหนือ

    * ภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวที่ 6.0% และ 0.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -22.3% และ -16.6% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 0.6% และ 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.5

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -54.5% และ -67.5% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 208.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตแอสฟัลท์ติกคอนกรีตในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 88.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 85.1 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัวที่ 4.2% และ 5.0% ต่อปี ตามลำดับ

    *กทม. และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 7.5% และ 16.3% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -6.4% และ -24.1% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.7

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -31.0% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 30.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -30.1% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 36.9% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานฆ่าและชำแหละชิ้นส่วนไก่ ในจังหวัดนครปฐม เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัวที่ 0.2% ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -2.7% ต่อปี

    *ภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวที่ 7.1% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกร หดตัวที่ -15.4% -9.4% และ -17.6% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.0

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -41.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -74.8% ต่อปี และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.1% และ -0.7% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 5.9% และ 0.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.8% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 11.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าอย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -14.9% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 56.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.8

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -51.7% และ -66.1% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 223.8% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 67.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 68.7 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัวที่ -1.2% และ -1.9% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวที่ 15.0% ต่อปี อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกร หดตัวที่ -8.9% -0.1% และ -8.2% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.2

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -22.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 7.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -69.7% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัวที่ 81.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในจังหวัดปราจีนบุรี เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 91.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.2 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -4.8% และ -5.6% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันตก

    การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนหดตัว อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.4% -12.0% -11.2% และ -15.0% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.0

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -36.0% และ -62.3% ต่อปี ตามลำดับ เช่นเดียวกับเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.2% ต่อปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBS0IQEWQ0DJR5SRFK0PH5MLY5884UO&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MY4bvpRJOS7ZNJMuUF1ya

  • ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ลงทุนพุ่ง – 3 กลุ่ม เงินทุนหมุนเวียนสูง

    ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ลงทุนพุ่ง – 3 กลุ่ม เงินทุนหมุนเวียนสูง

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประเมินทิศทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ หลังตลาดเริ่มปรับฐาน ชี้ยังมีศักยภาพสูง แม้จำนวนจดทะเบียนใหม่ ปี 68 ชะลอ แต่เงินลงทุนต่อราย และผลประกอบการยังเติบโตต่อเนื่อง

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์ ‘ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์’ (Experiential Tourism) พบว่า ธุรกิจนี้ถือเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวสำคัญของนักเดินทางยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการสัมผัสประสบการณ์จริง เรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิต และธรรมชาติ มากกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม 

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดตั้งธุรกิจท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ช่วงหลังสถานการณ์โควิด (ปี 2565-2566) พบว่า มีจำนวนธุรกิจตั้งใหม่และเงินลงทุนเพิ่มขึ้นมากขึ้น และช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2567) มีอัตราการเติบโต ของธุรกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 1,040 รายต่อปี ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก จึงทำให้ไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดขณะที่ปี 2567 เริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐาน

    ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ลงทุนพุ่ง - 3 กลุ่ม เงินทุนหมุนเวียนสูง

    จดทะเบียนใหม่ลด แต่เงินลงทุนยังพุ่ง

    นายพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า ช่วง 11 เดือนที่ผ่านมาของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งใหม่ 1,193 ราย ลดลง 241 ราย คิดเป็น 17% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (1,434 ราย) และมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 2,104 ล้านบาท ลดลง 489 ล้านบาท คิดเป็น 19% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (2,593 ล้านบาท)

    เมื่อวิเคราะห์ถึงการเติบโตของธุรกิจพบว่า แม้จำนวนนิติบุคคลที่จัดตั้งใหม่จะปรับลดลง แต่สัดส่วนเงินลงทุนต่อรายยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงทุนจดทะเบียน ของธุรกิจรายเล็กที่ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น รวมถึงธุรกิจที่มีศักยภาพกำลังเข้ามาสู่ตลาดมากขึ้น

    “ด้านผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง (ปี 2565-2567) พบแนวโน้มเชิงบวกทั้งในส่วนของรายได้และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตอกย้ำว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังเผชิญความท้าทายด้านต่างๆ เช่น ต้นทุนทางธุรกิจที่สูงขึ้น พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันด้านคอนเทนต์ออนไลน์ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยบางส่วนต้องเร่งปรับตัว”  

    ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ลงทุนพุ่ง - 3 กลุ่ม เงินทุนหมุนเวียนสูง

    3 กลุ่มธุรกิจ เงินทุนหมุนเวียนสูง

    ปัจจุบัน ประเทศไทยมีนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์รวม 13,691 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 55,447 ล้านบาท โดยธุรกิจหลักประกอบด้วย

    • กลุ่มธุรกิจจัดนำเที่ยว
    • กลุ่มตัวแทนธุรกิจการเดินทาง
    • กลุ่มที่พักแรมระยะสั้น

    ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนผู้ประกอบการและเงินทุนหมุนเวียนสูงที่สุด สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจท่องเที่ยวต่อระบบเศรษฐกิจไทย และการเชื่อมโยงไปยังธุรกิจอื่นๆ อาทิ ที่พัก ร้านอาหาร การขนส่ง และสินค้าชุมชน

    ทั้งนี้เทรนด์การท่องเที่ยวโลกชี้ชัดว่า นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการเดินทางเพื่อพักผ่อน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness) ควบคู่กับกระแสการเที่ยวเมืองรอง ทริปสั้นแต่บ่อย และการเลือกที่พักรูปแบบใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์พื้นที่ ซึ่งล้วนเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาประสบการณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างและยั่งยืน

    “ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลง พัฒนาคุณภาพบริการและมาตรฐานธุรกิจ ควบคู่กับการใช้การตลาดออนไลน์ คอนเทนต์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเน้นสร้างความร่วมมือกับชุมชนเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และคว้าโอกาสสำคัญที่ธุรกิจนี้ยังมีช่องว่างอีกมากให้ธุรกิจหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันต่อไป” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735731&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ev05A8FyOXhlFXrBOTKde

  • วิริยะประกันภัย ร่วมขับเคลื่อนสังคมปลอดภัย ลดอุบัติช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

    วิริยะประกันภัย ร่วมขับเคลื่อนสังคมปลอดภัย ลดอุบัติช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

    วันนี้, 11:38น.

      นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์โครงการ “ปีใหม่ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน” ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง ซึ่งบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ในฐานะที่บริษัทฯ ร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมดังกล่าว พร้อมนำกลุ่มวิริยะจิตอาสา เดินขบวนรณรงค์ “ง่วงไม่ขับ เมาไม่ขับ ขับไม่โทร” เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดกิจกรรมเกมส์สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับวินัยทางการจราจร พร้อมมอบของที่ระลึกแทนความห่วงใยให้แก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว โดยมุ่งหวังให้ทุกการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ดำเนินไปอย่างปลอดภัยและห่างไกลจากอุบัติเหตุ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (สถานีกลางบางซื่อ) แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

       สำหรับ โครงการ “ปีใหม่ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน” ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง มูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมกับภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุเมาไม่ขับ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดขึ้นเพื่อผนึกกำลังสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน และลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล วิริยะประกันภัยในฐานะภาคีเครือข่ายภาคเอกชน จึงได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับมูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมขับเคลื่อนแนวทางการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100% โครงการอาสาตาจราจร โครงการแก้ไขจุดเสี่ยงเพื่อลดอุบัติภัยบนท้องถนน ฯลฯ เพื่อนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนนที่เข็มแข็งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157924&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18nfwUymATyNvbNj-UL26l

  • MPI เดือน พ.ย. หดตัว 4.24%YoY รับผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม-บาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ : อินโฟเควสท์

    MPI เดือน พ.ย. หดตัว 4.24%YoY รับผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม-บาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน พ.ย.68 อยู่ที่ระดับ 90.54 หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.24% และหดตัว 4.39% จากเดือน ต.ค.68

    ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) ในเดือน พ.ย.68 อยู่ที่ 55.49 ลดลงจาก 57.81 ในเดือน ต.ค.68

    โดยมีปัจจัยกดดันจากการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเลียมลดลง, เงินบาทแข็งค่า, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

    ขณะที่มีปัจจัยหนุน ได้แก่ การผลิตรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าในปีที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 และมาตรการสำคัญของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสและเที่ยวดีมีคืน เป็นต้น

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ในเดือน พ.ย.68 ได้แก่

    • น้ำมันปาล์ม ขยายตัว 40.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย
    • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 6.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ และ IC เป็นหลัก ตามการเติบโตของตลาเซมิคอนดักเตอร์โลก
    • น้ำตาล ขยายตัว 165.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และน้ำตาลทรายขาว เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบมากขึ้นกว่าปีก่อนเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และราคาอ้อยในฤดูกาลผลิต 2566/67 มีราคาสูง จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีฯ ในเดือน พ.ย.68 ได้แก่

    • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ลดลง 13.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล น้ำมันเตาและน้ำมันเครื่องบิน เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่
    • เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป ลดลง 25.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว และมีสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน
    • ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ ลดลง 8.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ถุงมือยางทางการแพทย์ และยางแท่ง เป็นหลัก ตามปริมาณน้ำยางออกสู่ตลาดลดลงจากอุทกภัยทางภาคใต้

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ดัชนีฯ MPI ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย.) หดตัว -1.09% ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะหดตัว -1.0% แต่แนวโน้มหลังจากนี้คาดว่าจะที่ดีขึ้น โดยจะกลับมาขยายตัว 1-2% ในปี 69

    สำหรับการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ธ.ค.68 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยในประเทศอยู่ในวัฏจักรขาลงและมีภาวะต้องเฝ้าระวังโดยปัจจัยด้านการลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวสูงต่อเนื่อง ขณะที่การบริโภคในประเทศได้รับผลดีจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลงตามการส่งออกของจีนและออสเตรเลียที่ขยายตัว ขณะที่การผลิตของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนยังคงต้องเฝ้าระวัง

    แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในปี 2569

    สศอ. ประเมินว่าอุตสาหกรรมดาวเด่นยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก ได้แก่

    • อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
    • อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน (xEV)
    • อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (HDD)
    • อุตสาหกรรมอาหาร
    • อุตสาหกรรมอาหารสัตว์สำเร็จรูป

    ขณะที่อุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัว ได้แก่

    • อุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)
    • อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม
    • อุตสาหกรรมสิ่งทอ
    • อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน
    • อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557283&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gcQgkaJEYQTQe5Up-WQfO

  • ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    ธุรกิจ

    29 ธ.ค. 2025 เวลา 9:29 น.

    ‘อโกด้า’ ชี้เทรนด์ท่องเที่ยวภูเขามาแรง รับฤดูเดินป่าเมืองไทย จุดหมายปลายทางสำหรับการเดินป่าได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นสำหรับการเข้าพักระหว่างเดือน พ.ย. 2568 ถึงเดือน ก.พ. 2569 เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา มียอดการค้นหาที่พักใน ‘เชียงใหม่’ เพิ่มขึ้นถึง 254%

    ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูแห่งการเดินป่า ‘อโกด้า’ (Agoda) แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว ได้เผยข้อมูลการค้นหาที่พักในจุดหมายปลายทางที่เหมาะกับการผจญภัย โดยพบว่าในช่วงเดือน พ.ย. ถึง ก.พ. การค้นหาที่พักในพื้นที่ภูเขามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หลังฤดูฝนสิ้นสุดลงและเข้าสู่ช่วงอากาศเย็น เส้นทางเดินป่าได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยอากาศที่สดชื่นไม่ร้อนจนเกินไป ท้องฟ้าโปร่งใส เอื้อต่อการออกสำรวจธรรมชาติ ผจญภัยในผืนป่า และหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่

    จากข้อมูลการค้นหาที่พักบนอโกด้าในช่วงเดือน ต.ค. พบว่าจุดหมายปลายทางสำหรับการเดินป่าได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น สำหรับการเข้าพักระหว่างเดือน พ.ย. 2568 ถึงเดือน ก.พ. 2569 เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยการค้นหาที่พักในจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้นถึง 254% รองลงมาคือ จังหวัดตาก เพิ่มขึ้น 230%, จังหวัดเลย เพิ่มขึ้น 190% และจังหวัดกาญจนบุรี เพิ่มขึ้น 95%

    โดยเทรนด์ดังกล่าวได้สอดคล้องกับรายงานการท่องเที่ยว Travel Outlook Report ที่จัดทำขึ้นโดยอโกด้า ซึ่งระบุว่าชาวเอเชียมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 35% วางแผนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่าการเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากเพียง 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันจุดหมายปลายทางที่ยังไม่เป็นที่รู้จักเริ่มได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยมากขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเดินทางเลือกไปจุดหมายปลายทางเหล่านี้ ได้แก่ ตัวเลือกที่พักและค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ รวมถึงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า “ฤดูเดินป่าของประเทศไทยถือเป็นโอกาสพิเศษในการกลับไปใกล้ชิดธรรมชาติ อโกด้ามุ่งมั่นที่จะทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ช่วยให้นักเดินทางค้นพบประสบการณ์ที่น่าจดจำ พร้อมทั้งวางแผนการเดินทางได้สะดวกและตรงกับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางท้าทายที่ทดสอบขีดจำกัดของนักเดินป่า หรือเส้นทางสำหรับครอบครัวแบบสบาย ๆ เราต้องการให้ทุกการเดินทางเพื่อสำรวจธรรมชาติเต็มไปด้วยความทรงจำที่มีคุณค่า”

    สำหรับนักเดินทางที่ต้องการออกสำรวจธรรมชาติ มีจุดหมายปลายทางน่าสนใจดังนี้

    กิ่วแม่ปาน จังหวัดเชียงใหม่

    เป็นเส้นทางธรรมชาติยอดนิยมในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ นักเดินป่าจะได้เดินบนเส้นทางยาวประมาณ 3.2 กิโลเมตร ผ่านป่าที่มีต้นไม้ปกคลุมด้วยมอส ทุ่งหญ้าริมสันเขา และวิวก้อนเมฆสวยงามบนฟ้าสดใส ก่อนจะถึงจุดชมวิวที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่สวยงาม เนื่องจากไม่อนุญาตให้เดินคนเดียว นักท่องเที่ยวจึงจะต้องจ้างไกด์ท้องถิ่น ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย หลายคนยกให้กิ่วแม่ปานเป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและครอบครัว ด้วยระดับความยากที่พอดี และวิวทิวทัศน์สวยงามตลอดเส้นทาง

    ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    ดอยทูเล จังหวัดตาก

    มีเส้นทางการเดินป่าที่ยากแต่คุ้มค่าสำหรับนักเดินทางที่ต้องการประสบการณ์ท้าทายและสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง ยอดดอยสูงประมาณ 1,350 เมตร ตลอดเส้นทางจะมีทั้งป่าทึบและสันเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก พร้อมวิวทิวทัศน์อันงดงามตลอดทาง โดยเส้นทางหลักชื่อว่า เส้นทางทูเล มีความชันและท้าทายมากกว่า ส่วนเส้นทางม่อนคลุยจะง่ายกว่าเล็กน้อยเหมาะสำหรับนักเดินป่าที่มีประสบการณ์ไม่มาก

    ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    ภูกระดึง จังหวัดเลย

    เป็นจุดหมายปลายทางที่ใคร ๆ ก็คิดว่าจะต้องไปสักครั้งในชีวิต โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ภูเขายอดตัด เส้นทางนี้มีความยากมากกว่าที่หลายคนคาดคิดเนื่องจากมีความชันและเป็นหินทราย ทำให้การขึ้นเขาต้องใช้กำลังมาก โดยมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้มองเห็นวิวป่ากว้างสุดลูกหูลูกตา หน้าผาที่สวยงาม ยามเช้าจะมีหมอก และสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้อีกด้วย ถึงแม้เส้นทางจะมีความท้าทาย นักเดินป่าหลายคนยืนยันว่าการเดินทางนี้คุ้มค่าแก่ความพยายามในทุกก้าว

    ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี

    มีความสูง 1,249 เมตร ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงในการขึ้นไปสู่ยอดเขา ซึ่งนักเดินป่าจะได้ชมวิวรอบด้าน 360 องศาของสันเขา ส่วนจุดที่โด่งดังและตื่นเต้นที่สุดของเส้นทางคือ สันคมมีด ซึ่งเป็นช่วงสันเขาที่แคบมาก นักเดินป่าต้องก้าวเท้าอย่างระมัดระวังและควรปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด แต่จะได้ขึ้นไปพบกับวิวที่สวยงามและคุ้มค่าอย่างแน่นอน

    ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1214300&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0thdB9J5BSnov0w5QWUIus

  • ปีใหม่หยุดยาวท่องเที่ยวคึกคักแต่ขยะพุ่ง! รัฐขอความร่วมมือลดขยะช่วงเทศกาลปกป้องธรรมชาติ

    ไม่เกินจริงถ้าเราบอกว่า “แทบทุกที่บนโลกมีไมโครพลาสติก” ไม่เว้นแม้แต่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ บนความสูง 8,440 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สูงขึ้นไปบนก้อนเมฆ ลึกลงไปใต้มหาสมุทร ในหอยแมลงภู่ที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนในผลไม้และผักบางชนิด ที่เป็นแบบนี้เพราะ…มีคนทิ้งขยะไม่ถูกที่!!!

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยช่วงเทศกาลปีใหม่ภาครัฐกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยการเพิ่มวันหยุดพิเศษ ดันนักท่องเที่ยวหลั่งไหลสู่แหล่งธรรมชาติ ห่วงปริมาณขยะอาหารและพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งกระทบระบบนิเวศและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและสวนสัตว์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความเปราะบางทางระบบนิเวศ

    เพื่อป้องกันผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว SPACEBAR จึงหยิบเรื่องนี้มาให้นักท่องเที่ยวทุกคนได้ฉุกคิด

    sustainability-new-year-holiday-tourism-waste-surge-environment-SPACEBAR-Photo01.jpg

    แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเสี่ยงเผชิญขยะล้นช่วงวันหยุดยาว

    นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า การกำหนดวันหยุดราชการต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ ส่งผลให้มีการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในอุทยานแห่งชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งมักรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนเกินศักยภาพในบางช่วงเวลา ส่งผลให้เกิดขยะมูลฝอยและขยะอาหารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศ ดิน แหล่งน้ำ และสัตว์ป่าในพื้นที่

    ขยะอาหาร ภาระซ่อนเร้นที่กระทบระบบนิเวศ

    ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณ 27 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน โดยเป็นขยะอาหารราว 10 ล้านตัน

    — ข้อมูลทางสถิติในปี 2567 ระบุ

    ขยะกลุ่มนี้หากถูกทิ้งหรือจัดการไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสีย กลิ่นรบกวน การสะสมของสัตว์พาหะ รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการย่อยสลายในหลุมฝังกลบ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว

    รัฐเดินหน้ามาตรการคุมขยะในอุทยาน-สวนสัตว์

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นถึงความสำคัญของปัญหาขยะมูลฝอยและขยะอาหารในแหล่งท่องเที่ยว และได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ

    ในส่วนของการดำเนินงาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดมาตรการห้ามนำภาชนะที่ทำจากโฟมและพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติและสวนสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อลดแหล่งกำเนิดขยะตั้งแต่ต้นทาง

    นักท่องเที่ยวคือกุญแจสำคัญของการลดขยะ

    กรมควบคุมมลพิษขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยวช่วยกันลดขยะอาหาร ลดการใช้ถุงพลาสติก คัดแยกขยะก่อนทิ้ง และทิ้งขยะลงในถังหรือจุดที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ พร้อมทั้งเลือกใช้ภาชนะจากวัสดุธรรมชาติแทนกล่องโฟมและพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง

    นอกจากนี้ หากนำอาหารหรือสิ่งของใดเข้าไปในพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ควรนำออกมาทิ้งตามจุดที่กำหนด และปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสัตว์ป่าและระบบนิเวศโดยรอบ

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมย้ำว่า การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดขยะในช่วงเทศกาลไม่เพียงช่วยลดภาระการจัดการของภาครัฐ แต่ยังช่วยรักษาคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่คู่การท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    sustainability-new-year-holiday-tourism-waste-surge-environment-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ปีใหม่ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ 7 วิธีลดขยะที่ทุกคนทำได้จริง

    เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่การเดินทางและการเฉลิมฉลองเพิ่มขึ้นพร้อมกับปริมาณขยะ โดยเฉพาะขยะอาหารและพลาสติกใช้ครั้งเดียว หากเราทุกคนร่วมปรับพฤติกรรมเล็กน้อย ก็สามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างเป็นรูปธรรม SPACEBARรวบรวม 7 วิธีลดขยะที่ทุกคนทำได้จริงมาให้แล้ว

    1 วางแผนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

    เริ่มจากการวางแผนก่อนออกเดินทาง เราต้องเตรียมอาหารและเครื่องดื่มในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดปัญหาอาหารเหลือทิ้งซึ่งเป็นหนึ่งในขยะที่จัดการยากที่สุด หากจำเป็นต้องซื้ออาหารเพิ่มเติม ควรเลือกเมนูที่รับประทานหมดง่าย และหลีกเลี่ยงการสั่งเกินความจำเป็น

    2 พกภาชนะส่วนตัว ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง

    การพกขวดน้ำ กล่องอาหาร หรือถุงผ้า สามารถช่วยลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้อย่างมาก โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักเดินทางจำนวนมาก ซึ่งขยะจากภาชนะใช้แล้วทิ้งมักสะสมอย่างรวดเร็ว

    3 เลือกวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    หากหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะใช้ครั้งเดียวไม่ได้ ควรเลือกภาชนะจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ แทนโฟมและพลาสติก ซึ่งใช้เวลานานในการย่อยสลายและสร้างภาระต่อระบบนิเวศ

    4 คัดแยกขยะก่อนทิ้งทุกครั้ง

    การแยกขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป และขยะอาหาร ช่วยให้การจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะเป็นการกระทำเล็กน้อย แต่มีส่วนสำคัญในการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ

    5 นำสิ่งที่นำเข้าไป กลับออกมาให้ครบ

    ในพื้นที่ธรรมชาติ หากนำอาหารหรือสิ่งของใดเข้าไป ควรนำกลับออกมาทิ้งในจุดที่จัดไว้ การทิ้งขยะไว้ในป่า หรือริมแหล่งน้ำ อาจส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าและแหล่งน้ำในระยะยาว

    6 เคารพกติกาของแหล่งท่องเที่ยว

    การปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น การงดนำโฟมและพลาสติกใช้ครั้งเดียวเข้าอุทยานแห่งชาติ ไม่เพียงช่วยลดขยะ แต่ยังสะท้อนความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยวต่อพื้นที่ที่ไปเยือน

    7 ส่งต่อวัฒนธรรมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

    การชวนเพื่อนหรือครอบครัวลดขยะไปพร้อมกัน ช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และทำให้การลดขยะไม่ใช่เรื่องของใครคนหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกคน

    การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่จะยังคงคึกคัก และหากทุกคนช่วยกันลดขยะตั้งแต่ต้นทาง แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของไทยก็จะยังคงความสวยงามและสมดุล พร้อมต้อนรับนักเดินทางได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-new-year-holiday-tourism-waste-surge-environment&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DNOTnwRLb_ju6skeUSGAr

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67809/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CoMCad4NoNENACWvNnQTh

  • ความเข้มแข็งและเปราะบางของเศรษฐกิจโลกปี 2025

    ความเข้มแข็งและเปราะบางของเศรษฐกิจโลกปี 2025

    ปี 2025 ที่กำลังจะจบลง เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกวุ่นวายมาก และเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกแสดงให้เห็นทั้งความเข้มแข็งและความเปราะบางที่มีอยู่พร้อมกันในเศรษฐกิจโลก

    ความเข้มแข็งคือ ความสามารถของเศรษฐกิจโลกในระดับจุลภาค หมายถึง บริษัท ตลาดการเงิน เทคโนโลยี ที่สามารถประคับประคองเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัวผ่านแรงกระทบหนักๆที่เกิดขึ้นในปี 2025 ไปได้ เช่น ภาษีทรัมป์และความไม่แน่นอนทางนโยบาย ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

    โดยการปรับตัวของภาคธุรกิจที่เร่งการนำเข้าส่งออกสินค้าไปสหรัฐก่อนอัตราภาษีใหม่จะเริ่มใช้ เร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี เอไอ พลังงานสะอาด เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาษีและราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากผลของสงคราม 

    ขณะที่ตลาดการเงินตอบรับการลงทุนเหล่านี้เป็นอย่างดี ตลาดหุ้นปรับสูงขึ้น เพราะผลที่จะมีต่อผลิตภาพ (Productivity) และการเติบโตของเศรษฐกิจระยะยาว ทั้งหมดได้ช่วยลดดิสรัปชันและผลกระทบจากภาษี ทำให้ทั้งธุรกิจและเศรษฐกิจโลกไปต่อได้

    ตรงกันข้าม ความเปราะบางคือ ระดับมหภาคทั้งการเมือง นโยบายเศรษฐกิจ และความเข้มแข็งเชิงสถาบันขององค์กรที่กำหนดนโยบาย ในประเทศและระหว่างประเทศ ที่เสื่อมถอยและอ่อนแอลงชัดเจน จากที่การเมืองภายในของประเทศหนึ่งสามารถกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบการค้าที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก คือ ภาษีทรัมป์

    สร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกมาก ซึ่งแม้ระยะสั้นเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวได้ แต่ความเสียหายระยะยาวก็ซ่อนอยู่และเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้

    วันนี้จึงอยากฝากข้อคิดไว้สามข้อจากสิ่งที่เห็นในเศรษฐกิจโลกปี 2025 เพื่อเป็นแนวสำหรับเข้าใจและวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกปี 2026 และปีต่อๆไป นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ข้อคิดแรก การเมืองและตลาดการเงินเหมือนกันคือไม่ต้องการเหตุผล

    ที่สรุปอย่างนี้เพราะการเมืองและตลาดการเงินโดยโครงสร้างของระบบแรงจูงใจที่ทั้งการเมืองและตลาดการเงินมีจะเหมือนกัน คือ มองโลกระยะสั้น (Short-termism) ไม่สนใจผลกระทบระยะยาวที่จะมีตามมา ผลระยะสั้นที่การเมืองสนใจคือคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส่วนที่ตลาดการเงินสนใจคือ ผลตอบแทนต่อการลงทุนซึ่งก็ระยะสั้นเหมือนกัน

    ในประเด็นนี้ สิ่งที่ปี 2025 สะท้อนให้เห็นคือ การเมืองที่เด็ดเดี่ยวมุ่งรักษาคำพูด เก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐและปกป้องภาคอุตสาหกรรมสหรัฐจริงจัง เพื่อให้ได้คะแนนเสียง ไม่สนใจผลที่จะเกิดขึ้นตามมาเพราะเป็นเรื่องระยะยาวที่อาจเลยวงจรเลือกตั้งของรัฐบาลไปแล้ว

    ขณะที่ตลาดการเงินปี 2025 ก็ผันผวนหวือหวาตามสตอรี่ทางการเมืองโดยไม่สนใจเหตุผล สนใจสิ่งที่นักการเมืองพูดมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน สนใจผลประกอบการระยะสั้นมากกว่าความเข้มแข็งระยะยาว 

    แต่ทั้งหมดก็พูดไม่ได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีเหตุมีผล เพราะเป็นการตัดสินใจตามระบบแรงจูงใจที่มี คือ การเมืองทำทุกอย่างเพื่อผลเลือกตั้งและตลาดการเงินทำทุกอย่างเพื่อผลตอบแทนที่สูง ไม่มีใครผิดเพราะระบบแรงจูงใจเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องนึกถึงต้นทุนระยะยาวต่อเศรษฐกิจ ต่อประชากรรุ่นต่อไป หรือผลต่อความเสื่อมของการทำนโยบายและระบบเศรษฐกิจ

    นี่คือ ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่เมื่อจุดเริ่มต้น คือระบบแรงจูงใจผิดพลาด ซึ่งคงไม่มีใครคิดแก้ไข ทำให้ปีหน้าจะคล้ายกัน คือทุกอย่างเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล

    ข้อคิดที่สอง นโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำลายประเทศ แม้ผลระยะสั้นดูไม่เสียหาย

    นโยบายที่ไม่ดีหรือนโยบายเลวมักจะไม่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจทันที ทำให้คนทั่วไปไม่ตระหนัก แต่จะทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ และความอ่อนแอจะสะสมจนในที่สุดปะทุขึ้นเป็นวิกฤติและประเทศล้มละลาย ที่ต้องตระหนักคือความเลวร้ายของนโยบายที่ไม่ดีไม่ได้อยู่ที่ตัวนโยบายที่ไม่ดีเท่านั้น แต่อยู่ที่ความถูกต้องที่ถูกทำลายลงโดยนโยบายที่ไม่ดี

    นำไปสู่ความเสื่อมของระเบียบในระบบเศรษฐกิจ ความเสื่อมในความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองและสถาบันราชการที่ทำนโยบาย และความศักดิ์สิทธิ์ที่ลดลงของระเบียบ นโยบาย และกฎหมายที่ประเทศมี ความเสื่อมเหล่านี้คือสิ่งที่ทำลายประเทศ เริ่มต้นด้วยนโยบายที่ไม่ดี

    กรณีเศรษฐกิจโลกปี 2025 ผมคิดว่าการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐกับทุกประเทศทั่วโลกเป็นนโยบายที่ไม่ดีในแง่เศรษฐศาสตร์ และชี้ชัดว่ากฎเกณฑ์ระดับสากลเช่นการค้าโลกสามารถเปลี่ยนได้ตามการเมืองภายในของบางประเทศ ที่เกิดขึ้นคือ อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐเพิ่มจากเฉลี่ยร้อยละ 2-3 ปีก่อนหน้าเป็นเฉลี่ยร้อยละ 17-18 ในปัจจุบัน สูงสุดในรอบ 90 ปี ซึ่งเพิ่มต้นทุนมหาศาลให้กับเศรษฐกิจโลก ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างที่กล่าว

    ในระยะสั้น แม้ภาคธุรกิจจะปรับตัวได้ เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นก็ยังคงอยู่และสะสม ในช่วงแรกความสำเร็จของการปรับตัวอาจทำให้ผู้ทำนโยบายได้ใจ ยืนระยะนโยบายเลวให้นานขึ้นหรือทำมากขึ้น จากมาตรการชั่วคราวเป็นมาตรการถาวร ทำให้ประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากรของประเทศยิ่งด้อยลง

    เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำลง พร้อมกับความไว้วางใจต่อการทำนโยบายยิ่งเสื่อมลง สิ่งเหล่านี้ในระยะแรกจะมองไม่เห็น แต่นานเข้าตัวเลขจะฟ้อง และเมื่อถึงจุดนั้นทุกอย่างก็อาจสายเกิน นี่คือสิ่งที่อาจเริ่มเกิดขึ้นในสหรัฐในปีหน้า

    ข้อคิดที่สาม อย่ามองต่ำความสามารถของภาคธุรกิจในการปรับตัว เพราะทำได้ดีเกินคาด

    ความแตกต่างสำคัญที่เห็นในเศรษฐกิจโลกปี 2025 คือ ความเข้มแข็งของผู้เล่นในระดับจุลภาค คือ บริษัท ตลาดการเงิน และเทคโนโลยี ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกสามารถปรับตัวรับแรงกระทบจากนโยบายที่ไม่ดีได้ ขณะที่ในระดับมหภาค ทั้งการเมือง นโยบาย และความเข้มแข็งเชิงสถาบันขององค์กรที่ทำนโยบายล้วนอ่อนแอ เสื่อมถอยลง และสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกมาก

    ภาคธุรกิจปรับตัวทันทีเมื่อมีข่าวเรื่องภาษี เร่งนำเข้าและส่งออกสินค้าไปสหรัฐก่อนอัตราภาษีใหม่จะเริ่มใช้ ขยายโกดังสต๊อกสินค้า ปรับห่วงโซ่การผลิต ปรับราคา วิธีและเส้นทางขนส่งสินค้าไปสหรัฐ รวมทั้งแชร์ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นระหว่างผู้นำเข้าและส่งออก นอกจากนี้ยังเร่งลงทุนในเทคโนโลยี เอไอ พลังงานสะอาด เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งจากภาษีและราคาพลังงาน 

    ทั้งหมดเป็นการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้เมื่อดิสรัปชั่นเกิดขึ้น เป็นการตอบสนองนโยบายที่ไม่ดีเร็วกว่าที่ภาครัฐคาด แสดงถึงพลังที่เหนือความคาดหมาย ที่ต้องตระหนักคือความสามารถในการปรับตัวอาจดูดีระยะสั้นในแง่การรักษามาร์จิ้นและกำไร แต่ที่ซ่อนไว้คือต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกจากนโยบายที่ไม่ดี ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

    นี่คือข้อคิดสามข้อที่อยากฝากไว้ ซึ่งชัดเจนว่า เศรษฐกิจโลกที่ยังไปได้ปีนี้ เป็นเพราะได้ความสามารถของภาคธุรกิจเข้ามาช่วย ทดแทนความอ่อนแอที่มีมากขึ้นในสถาบันภาครัฐ เป็นพัฒนาการและความสมดุลที่อาจไม่ยั่งยืน ทำให้ต้องคิดในแนวนี้มากขึ้นสำหรับปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1214236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DdOgwWMidYdFLoK5ip-aF

  • นักวิชาการ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ เลิกแจกเงิน เร่งแก้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    นักวิชาการ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ เลิกแจกเงิน เร่งแก้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    นักวิชาการ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ เลิกแจกเงิน เร่งแก้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำต่อเนื่อง ไม่ใช่ปัญหาระยะสั้นที่แก้ได้ด้วยการ “แจกเงิน” แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน และกำลังท้าทายรัฐบาลใหม่ในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้มุมมอง กับโพสต์ทูเดย์ว่า รัฐบาลควรยกเลิกนโยบายประชานิยมในรูปแบบการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว อีกทั้งอาจทำให้ประชาชนมองข้ามความจริงสำคัญว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

     “ส่วนตัวเห็นว่า ภาครัฐควรเลิกนโยบายประชานิยมแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ประชาชนหลงลืมไปว่า โลกมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป มีความท้าทายทุกคนจำเป็นต้อง เก่งขึ้น ขยันขึ้น และมีทักษะสูงขึ้น  ไม่ใช่ทำงานรูปแบบเดิมๆแล้วคาดหวังว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นได้เอง”

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยมีจุดอ่อนจำนวนมากที่นำไปสู่ความเสี่ยงในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างรอบด้าน ตั้งแต่สังคมสูงวัย อัตราการเกิดที่ลดลง คุณภาพการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน แรงงานวัยทำงานที่อายุมากขึ้นแต่ขาดทักษะใหม่ ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ขาดการเตรียมความพร้อมด้านการเงินหลังเกษียณ

    แม้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีศักยภาพในการทำงาน แต่กลับขาดโอกาสและระบบรองรับ ขณะที่ระบบดูแลผู้สูงอายุเริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัด ภาคครัวเรือนยังมีหนี้สูง ภาคเกษตรขาดความสามารถแข่งขันด้วยตนเอง ธุรกิจ SMEs อ่อนแอ และโครงสร้างเศรษฐกิจถูกครอบงำโดยธุรกิจรายใหญ่ที่มีลักษณะผูกขาด

    นอกจากนี้ ยังมีโจทย์ใหญ่จากภาครัฐที่มีขนาดใหญ่แต่งบลงทุนต่ำ กฎระเบียบล้าสมัย หนี้สาธารณะระดับสูง ความสามารถแข่งขันด้านการส่งออกที่ลดลง การนำเข้าสูงจนเงินไหลออกจำนวนมาก รวมถึงภาคท่องเที่ยวที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/735733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GrTm9CgYP02AG9IbrO7Mv