‘ศุภวุฒิ’ เตือนเศรษฐกิจไทยเข้าจุดอันตราย กระสุนการคลังหมด ติดกับดักหนี้ 3 ชั้น

‘ศุภวุฒิ’-เตือนเศรษฐกิจไทยเข้าจุดอันตราย-กระสุนการคลังหมด-ติดกับดักหนี้-3-ชั้น

กรุงเทพธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

โดย “ดร.ศุภวุฒิ” ฉายให้เห็นภาพเศรษฐกิจไทยช่วงปัจจุบันว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่ากังวลที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานานกำลังปรากฏผลอย่างชัดเจน 

ขณะที่เครื่องมือสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง กลับเหลือพื้นที่ให้ใช้น้อยลงอย่างมาก โดยมองว่า

สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดไม่ใช่เพียงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ แต่คือการที่ประเทศไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดในการใช้นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แตกต่างจากอดีตที่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว รัฐบาลและธนาคารกลางยังมีเครื่องมือเพียงพอที่จะประคองสถานการณ์

วันนี้เวลาเหลือน้อยแล้ว เรารอไม่ได้ ประเทศไม่สามารถหวังพึ่งปัจจัยภายนอกหรือโชคเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป เพราะบริบทของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง”
 

  • เตือนประเทศเข้าสู่ภาวะ“กระสุนหมด”

ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะที่เครื่องมือทั้งด้านการเงินและการคลังเหลือพื้นที่ใช้น้อยมากที่ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมือน “กระสุนหมด”

ด้านนโยบายการเงิน การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้จำกัด เนื่องจากระดับดอกเบี้ยและเงินเฟ้อปัจจุบันไม่ได้เปิดช่องให้ใช้นโยบายผ่อนคลายได้มากนัก อีกทั้งผลการลดดอกเบี้ยอาจไม่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญเหมือนที่ผ่านมา

ส่วนการคลัง รัฐบาลเผชิญแรงกดดันจากรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านบำนาญและสวัสดิการสาธารณสุขจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย

เมื่อรายจ่ายประจำเพิ่มเร็วกว่ารายได้รัฐบาล งบประมาณสำหรับการลงทุน จึงถูกเบียดลงต่อเนื่อง จนเหลือสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ของงบประมาณทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศมีข้อจำกัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือโครงการใหม่ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันระยะยาว หากปล่อยให้แนวโน้มเช่นนี้ดำเนินต่อไป ความสามารถรัฐบาลในการใช้นโยบายการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะยิ่งลดลง

  • กับดักหนี้กดทับเศรษฐกิจไทย

“ศุภวุฒิ” ยังห่วงปัญหาเกี่ยวกับ “กับดักหนี้”ของไทยที่เกิดขึ้นในหลายระดับ เปรียบเสมือน“กับดักหนี้ 3 ชั้น”

ชั้นแรก คือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของจีดีพีส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลง เพราะรายได้จำนวนมากต้องนำไปชำระหนี้ ทำให้เหลือเงินสำหรับการบริโภคและการลงทุนลดลง

ชั้นที่สอง คือ หนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ หากเอสเอ็มอีอ่อนแอลง จะกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น

ส่วนชั้นสุดท้าย คือ หนี้สาธารณะ แม้ยังมีสัดส่วนต่ำกว่าหนี้ครัวเรือน แต่กลับเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการดำเนินนโยบายรัฐบาล เพราะทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือน้อยลง

ในมุมเศรษฐกิจไทย หากเศรษฐกิจยังขยายตัวเพียง 2-3% ต่อปี ขณะที่รัฐบาลยังต้องขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นแตะระดับ 70% ของGDPภายในเวลาเพียงประมาณ 5 ปี

โดยมองว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ระดับประมาณ 2% ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ต่ำ แต่เป็นระดับที่ไม่สามารถรองรับภาระการคลังและโครงสร้างประชากรของประเทศได้

หากรัฐบาลยังต้องใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณประมาณ 4% ของจีดีพีเพื่อประคองเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 2% สถานการณ์เช่นนี้จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว นอกจากนี้หากเศรษฐกิจโตต่ำ แต่ค่าครองชีพหรือเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จะยิ่งกระทบต่อประชาชนที่มีรายได้คงที่ และอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น

หากมองย้อนเศรษฐกิจไทยในอดีต ยังสะท้อนถึงพัฒนาการเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2548 ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังย้ำอยู่กับที่ และเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาโครงสร้าง คือ เนื่องจากประเทศไทยใช้เวลากว่า 20 ปีไปกับความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างหลายด้านหยุดชะงัก

“ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศยังเดินหน้าต่อได้ เพราะมีปัจจัยภายนอกเข้ามาช่วยประคอง ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วภาคท่องเที่ยว หรือสภาวะดอกเบี้ยต่ำทั่วโลกจากมาตรการผ่อนคลาย QE จากทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจโตระดับหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องเร่งปฏิรูป แต่หลังโควิดเป็นต้นมา ดอกเบี้ยทั่วโลกกลับมาอยู่ในระดับสูง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หลายประเทศมีภาระหนี้สาธารณะสูงขึ้น ทำให้ปัจจัยบวกที่เคยช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่สามารถทำหน้าที่เช่นเดิมได้อีก”

  • ห่วงโครงสร้างรัฐ ทำให้ประเทศเสียโอกาส

ทั้งนี้มองว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดโอกาส แต่เป็นการที่ระบบกฎระเบียบและโครงสร้างภาครัฐยังไม่สามารถรองรับโอกาสใหม่ได้

โดยเฉพาะการส่งเสริมพลังงานสะอาด แม้จะมีนโยบายสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่กระบวนการอนุมัติกลับใช้เวลานานมาก มองว่าการเปิดเสรีระบบซื้อขายไฟฟ้าและการทำ Third Party Access จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภาคพลังงาน
นอกจากนี้ มองว่าไทยควรปฏิรูประบบสาธารณสุขรับสังคมสูงวัย ขณะที่ ระบบสวัสดิการด้านสุขภาพที่แยกเป็นหลายระบบ ทั้งสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง ควรทบทวนและบูรณาการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • OECD คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป

สุดท้ายแล้ว “ศุภวุฒิ”มองว่า การที่ประเทศไทยประกาศเป้าหมายเข้าร่วม OECD ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะมาตรฐานของ OECD จะผลักดันให้เกิดการยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การแข่งขันที่เป็นธรรม และการลดการผูกขาด

การปฏิรูปภาครัฐเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จำเป็นก่อนการปฏิรูปด้านอื่นทั้งหมด เพราะหากโครงสร้างการบริหารยังไม่มีประสิทธิภาพ การลงทุนหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ ก็จะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้เต็มที่

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือความเชื่อที่ว่ายังสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร”

ด้านการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่มองว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในหลายอุตสาหกรรม เช่นการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นโอกาสที่ไทยกำลังดำเนินอยู่

นอกจากนี้สิ่งที่ควรยกระดับคืออุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ไทยควรเปลี่ยนจากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้น ไปสู่การผลิตอาหารมูลค่าเพิ่ม โปรตีน และ Functional Food อุตสาหกรรมนี้จะสร้างการจ้างงานภายในประเทศได้มากกว่าการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์  

ยังแนะเร่งเปิดเสรีการใช้ระบบราง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ หากไทยเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่จีนตอนใต้ผ่านลาว ลงมายังมาเลเซีย สิงคโปร์ แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบภาครัฐมหาศาล

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1243459&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AeD2Lv30tCIsKaxHITepB