เนื้อหาสาระข่าว/บทวิเคราะห์: เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจสำหรับลาตินอเมริกาและแคริบเบียนแห่งสหประชาชาติ (Economic Commission for Latin America and the Caribbean: ECLAC) ได้เผยแพร่รายงานพิเศษ (ต้นฉบับภาษาสเปน) ซึ่งมีสาระสำคัญในการวิเคราะห์ผลกระทบในหลากหลายมิติ ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงภูมิภาคตะวันกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่มีท่าทีที่จะสงบลงจากสถานการณ์ล่าสุดในปัจจุบัน
รายงานฉบับดังกล่าวของ ECLAC ออกมาท่ามกลางความคืบหน้าและสถานะที่ยังไม่มีความแน่นอนในการเจรจาทางการทูตระหว่างประเทศคู่กรณี ให้หลังการโจมตีทางการทหารของสองฝ่ายปะทุขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม และการแสดงความกังขาของประธานาธิบดีทรัมป์ระหว่างการประชุมสุดยอด NATO ที่ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม ต่อการสิ้นสุดลงของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน เพื่อยุติการโจมตีทางทหาร ยกเลิกการปิดล้อมทางเรือที่ท่าเรือของอิหร่าน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาสำหรับการขนส่งเชิงพาณิชย์อีกครั้ง รวมถึงกำหนดกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ระหว่างสองฝ่าย ซึ่งพึ่งจะลงนามกันไปเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
โดย ECLAC เตือนว่า แม้ความคืบหน้าการเจรจาทางการทูตของสองผ่ายจะยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสภาวะตลาดจะกลับสู่สภาวะปกติในทันที และจะไม่ทำให้ทิศทางหรือรูปแบบของผลกระทบในมิติต่าง ๆ ที่จะกล่าวถึงในรายงานฉบับนี้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด เนื่องจากการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิต (Product Activity) ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย และการกลับสู่สภาวะปกติของการขนส่งค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำเป็นต้องใช้เวลา โดยข้อมูล่าสุดช่วงปลายเดือนมิถุนายน ปริมาณการสัญจรผ่านช่องแคบยังคงต่ำกว่าระดับปกติ เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ยังคงมีอยู่ ควบคู่กับปัญหาการหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์และค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเลที่สูงสำหรับเรือขนส่งสินค้า
เช่นเดียวกันกับเรื่องของราคาพลังงาน ซึ่งไม่ว่าราคาพลังงานจะปรับตัวไปอย่างไรในปีนี้ แต่ราคาเฉลี่ยของพลังงานในปี 2026 จะสูงกว่าปี 2025 โดยเมื่อพิจารณาจากราคาที่เกิดขึ้นจริงจนถึงเดือนมิถุนายน และสมมติฐานราคาอ้างอิงน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent benchmark) ที่ระดับ 75-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรลจนถึงสิ้นปีนี้ คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยรายปีในปีนี้จะสูงกว่าราคาเฉลี่ยในปี 2025 อยู่ระหว่าง 20–25% นอกจากนี้ แม้ว่าผลกระทบส่วนหนึ่งจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานจะเกิดขึ้นแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ผลกระทบในส่วนอื่นๆ ซึ่งมักจะมีลักษณะของความล่าช้า (lag effect) จะยังคงทยอยปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2026
ในรายงานฉบับนี้ ECLAC ได้ระบุผลกระทบหลักใน 6 มิติที่มีต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน โดยแบ่งเป็น 2 มิติแรกที่ส่งผลในเชิงบวกต่อประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ (Net exporter) แต่อาจส่งผลลบต่อประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ และอีก 4 มิติที่ส่งผลในเชิงลบลบต่อทุกประเทศในภูมิภาคภาพรวม
มิติแรกที่เด่นชัดที่สุดคือ มิติด้านการค้า ซึ่งสิ่งที่นอกเหนือจากผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากการหยุดชะงักลงของระบบห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนทางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่สูงขึ้นแล้ว ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อดุลการค้าของภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน สะท้อนผ่านความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าอื่นๆ ที่มีการส่งออก-นำเข้า
โดยการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานนี้เองที่เป็นทั้งตัวช่วยให้ดุลการค้าของประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ อาทิ ตรินิแดดและโตเบโก (Trinidad and Tobago) ปรับตัวดีขึ้น และเป็นตัวที่ฉุดให้ดุลการค้าของประเทศผู้นำเข้าสุทธิ (Net Importer) แย่ลง ซึ่งกลับเป็นประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค ในกรณีสมมติที่ราคาเฉลี่ยของน้ำมันของปีนี้สูงกว่าปีก่อนหน้าอยู่ 25% (ซึ่งเป็นสมมติฐานของรายงานฉบับนี้) ผลกระทบต่อดุลการค้าจะเป็นบวกเล็กน้อยสำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียนในภาพรวม (ประมาณ +0.05% ของ GDP ในปี 2026) แต่จะเป็นลบสำหรับกลุ่มประเทศในแคริบเบียนที่ไม่ได้ส่งออกสินค้าพลังงาน รวมถึง เฮติ (Haiti) และสาธารณรัฐโดมินิกัน(Dominican Republic) (-0.5 และ –0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ)
มิติที่สองคือ มิติด้านการคลัง จากการที่รัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคเลือกที่จะบรรเทาผลกระทบของราคาพลังงานโดยการลดภาษีพลังงาน หรือมาตรการอื่น ๆ ที่ค้ำยันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน สำหรับประเทศที่เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ อานิสงค์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออกสินค้าพลังงานที่มากขึ้น จะเป็นตัวช่วยบรรเทาภาระทางการคลังดังกล่าวได้บางส่วน แต่สำหรับประเทศผู้นำเข้าสุทธินั้นจะมีสถานะทางการคลังที่ตรงกันข้าม ส่งผลให้สภาวะทางการคลังทรุดตัวลงยิ่งขึ้น
มิติด้านราคาเชื้อเพลิง ข้อมูลจาก ECLAC ระบุว่า ราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือนทั่วทั้งภูมิภาค ทั้งในทางตรงและทางอ้อม (จากต้นทุนการขนส่งและการกระจายสินค้าที่สูงขึ้น) ทั้งยังซ้ำเติมด้วยราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นตามมา ก็ยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารในภูมิภาคเป็นผลกระทบลูกโซ่ตามกันมา ซึ่งนอกเหนือจากราคาสินค้าอุปโภค บริโภคภายในประเทศแล้ว ยังมีมิติปัจจัยที่เชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง กล่าวคือ ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ยิ่งแนวโน้มดังกล่าวถดถอยลงมากเท่าใด อุปสงค์หรือความต้องการสินค้าจากประเทศในภูมิภาคก็จะยิ่งลดต่ำลงเท่านั้นเป็นเงาตามตัว
มิติด้านการเงิน ด้วยสภาวะเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมจากต่างประเทศของภูมิภาคย่อมสูงขึ้นตามกัน ประกอบกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศที่ปลอดภัยและมีเสถยีรภาพสูงมีมากขึ้น ปัจจัยลักษณะนี้ช่วยหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น และกดค่าเงินของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคลงในทางกลับกัน
และมิติสุดท้าย ได้แก่ มิตินโยบายการเงิน โดยผลสืบเนื่องจากสภาวะเงินเฟ้อ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าหลายประเทศในภูมิภาคที่กำลังปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรับมือกับเงินเฟ้ออยู่นั้น จะยังคงดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอยู่ แต่จะลดในอัตราที่ช้าลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมได้
โดยสรุป รายงานพิเศษฉบับนี้จาก ECLAC ชี้ให้เห็นว่า แม้ภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียนจะดูเหมือนว่าอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับกลุ่มประเทศในพื้นที่ขัดแย้งค่อนข้างต่ำ และมีบางประเทศในภูมิภาคที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าพลังงานเป็นหลัก แต่จะต้องไม่ลืมความแตกต่างที่สำคัญภายในภูมิภาค จากการที่ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิต่างได้รับผลกระทบเชิงลบในหลากหลายมิติ ดังที่รายงานฉบับนี้ได้อภิปรายในข้างต้น
ข้อคิดเห็นจากสคต.: ภูมิภาคแคริบเบียนก็เป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่ย่อมได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางเฉกเช่นเดียวกับอีกหลายพื้นที่ในโลกซึ่งได้รับผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่หนักก็เบา แตกต่างกันตามปัจจัยและเงื่อนไขของแต่ละประเทศ แต่สำหรับหลายประเทศในภูมิภาคแคริบเบียนเอง อาจจะมีผลกระทบที่ซ้อนทับและซ้ำเติมกับสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่สู้ดีอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ประเทศคิวบา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯอย่างเข้มข้นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันการนำเข้าสินค้าพลังงาน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่หนักข้อขึ้น ประเทศเฮติ ซึ่งยังคงอยู่ในสภาวะทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพต่ำอยู่แล้ว ประเทศจาเมกา ซึ่งเมื่อปีกลายประสบกับพายุเฮอร์ริเคนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ทำให้จนถึงขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาวะฟื้นตัวแล้วบางส่วนแต่ยังคงไม่สมบูรณ์ ประเทศเหล่านี้คือตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พวกเขาบางส่วนก็เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้วไม่มากก็น้อย
จากบทวิเคราะห์จากรายงานพิเศษของ ECLAC แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยปีนี้ที่เหลือทั้งปี สภาพเศรษฐกิจในภาพรวมของทั้งภูมิภาคจะตกอยู่ในสภาวะถดถอย ด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นข้อสำคัญที่สุด เนื่องจากแทบจะทั้งหมดของแคริบเบียนพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากแหล่งนำเข้าต่าง ๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับกำลังซื้อของชาวแคริบเบียนที่คาดว่าจะลงน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าไทย หรือสนใจที่จะขยายการส่งออกมายังตลาดแคริบเบียนความพิจารณาข้อมูลสภาวะทางเศรษฐกิจของภูมิภาคตามความเป็นจริง ซึ่งแต่ละประเทศมีเงื่อนไข ปัจจัย และศักยภาพในการรับมือกับผลกระทบที่ไม่เหมือนกัน เพื่อประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดในการวางแผนการขยายการส่งออก
แหล่งสืบค้น/อ้างอิงข้อมูล:
1) “Conflict in Iran Will Have Effects on Latin America and the Caribbean Throughout 2026, Even if Recent
Diplomatic Advances Hold” โดย/จาก Economic Commission for Latin America and the Caribbean (ECLAC)สคต. ไมอามี /วันที่ 16 กรกฎาคม 2569
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/icnqbp2raqihpith2tmfrbcu&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3251FgNUiZA3PgDOVHxXRb
