IMF เตือน ‘เศรษฐกิจโลก’ ใกล้ถึงขีดจำกัด ดอกเบี้ยสูงยาว ไทยต้องกู้แพงขึ้น

imf-เตือน-‘เศรษฐกิจโลก’-ใกล้ถึงขีดจำกัด-ดอกเบี้ยสูงยาว-ไทยต้องกู้แพงขึ้น

IMF เตือน ‘เศรษฐกิจโลก’ ใกล้ถึงขีดจำกัด ดอกเบี้ยสูงยาว ไทยต้องกู้แพงขึ้น

Kristalina Georgieva ผู้อำนวยการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้แถลงข่าวที่กรุงเทพฯ ภายในการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้ เพื่อเปิดตัว Global Policy Agenda ซึ่งเปรียบเสมือน ‘การบ้าน’ ที่ IMF ต้องการให้รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกเร่งดำเนินการ

ประเด็นสำคัญที่เธอเน้นย้ำคือ แม้เศรษฐกิจโลกจะยังคงประคองตัวและรับมือกับวิกฤตที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องได้ แต่ความสามารถในการทนทานต่อผลกระทบเหล่านี้กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดเต็มทีแล้ว

ตัวเลขเศรษฐกิจโลกปีนี้

IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะขยายตัวที่ประมาณ 3.1% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน แต่ยังถือว่าชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งเติบโตได้ 3.4%

ขณะนี้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยสองด้านที่ส่งผลกระทบในทิศทางตรงกันข้าม ปัจจัยที่คอยกดดันเศรษฐกิจคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้พลังงานขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ในขณะที่ปัจจัยหนุนคือกระแสความตื่นตัวด้านเทคโนโลยี AI ที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนทั่วโลกอย่างมหาศาล ทั้งในส่วนของชิป เซิร์ฟเวอร์ และ Data Center เมื่อนำปัจจัยทั้งสองนี้มาหักล้างกัน จึงทำให้ตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 3.1%

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขในภาพรวมจะออกมาในระดับนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละประเทศกลับกำลังเผชิญกับบริบทและสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปอย่างมาก

กลุ่มที่ไปได้ดี

  • ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI ซึ่งหลายแห่งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดย Kristalina ยกตัวอย่างคือไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์
  • ประเทศส่งออกพลังงานที่ไม่โดนสงครามกระทบ

กลุ่มที่เจ็บหนัก

  • ประเทศกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ ตลอดจนประเทศที่มีความเปราะบางหรือมีปัญหาความขัดแย้งภายใน
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ประเทศที่ก้าวไม่ทันกระแสความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือประเทศที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทั้งสองด้านพร้อมกัน

ประเทศที่รวยกู้แพงขึ้น ประเทศอื่นก็ต้องจ่ายแพงตาม

ประเด็นใหม่ที่ IMF มีความกังวลมาตั้งแต่การประชุมเมื่อเดือนเมษายน คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ขออธิบายว่ารัฐบาลกู้ยืมเงินโดยการออกพันธบัตร ซึ่ง ‘Yield’ ก็คือดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายให้กับผู้ถือครอง หากอัตราผลตอบแทนนี้สูงขึ้น ย่อมหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่แพงขึ้นด้วย นอกจากนี้พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ และยุโรปยังเปรียบเสมือนมาตรฐานอ้างอิงของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก ดังนั้นเมื่อมาตรฐานนี้ปรับตัวสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของประเทศอื่นๆ จึงขยับสูงขึ้นตามไปด้วย

เมื่อผู้สื่อข่าวจาก CNN สอบถามว่าสภาวะดอกเบี้ยสูงจะลากยาวไปอีกนานหรือไม่  Kristalina ตอบว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไร แต่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง โดยเธอได้แจกแจงปัจจัยที่ผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นไว้ดังนี้

  • ราคาพลังงานสูง ทำให้เงินเฟ้อสูง
  • พอเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางก็ขึ้นดอกเบี้ย
  • กระแส AI ทำให้บริษัทต้องการเงินไปลงทุนเยอะ คนแย่งกันกู้ ราคาเงินเลยแพงขึ้น
  • เศรษฐกิจประเทศใหญ่บางประเทศยังร้อนแรง ตลาดเลยคาดว่าธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยอีก
  • คนเชื่อว่า AI จะทำให้เศรษฐกิจโตแรงไปอีกนาน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการคลังด้วย หลายประเทศไม่ได้ใช้ช่วงฟื้นตัวหลังโควิดเก็บเงินสำรองเอาไว้ พอเจอวิกฤตรอบใหม่ หนี้ก็เพิ่มขึ้นอีก Kristalina พูดชัดว่ารอบนี้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วคือกลุ่มที่บริหารจัดการเรื่องนี้ได้ย่ำแย่ที่สุด 

สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างไทย ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วยังคงทรงตัว ไม่ได้ขยายกว้างขึ้น แต่ปัญหาหลักคือ ‘ฐานดอกเบี้ยโลก’ ปรับตัวสูงขึ้นทั้งระบบ ดังนั้น แม้ไทยจะไม่ได้บริหารจัดการอะไรผิดพลาด แต่ต้นทุนการกู้ยืมก็ยังแพงขึ้นตามกลไกตลาดโลกอยู่ดี ภาระที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่สั่งสมมาหลายปีต้องค่อย ๆ หดหายไป เพราะต้องนำงบประมาณไปแบกรับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นแทน

การบ้านที่ IMF สั่ง

ด้านการคลัง: ข้อเสนอแนะที่ IMF เน้นย้ำมากที่สุดคือ การเร่งจัดระเบียบและซ่อมแซมระบบการคลังก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการเพิ่มช่องทางหารายได้เข้ารัฐ ตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านค่าครองชีพ: ท่ามกลางภาวะที่อาหารและพลังงานแพงขึ้น IMF แนะนำให้ยึดหลัก ‘ดูแลคน ไม่ใช่คุมราคา’ หมายความว่าหากภาครัฐต้องการช่วยเหลือ ควรเป็นการช่วยเหลือแบบชั่วคราวและพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางโดยตรง

ด้านนโยบายดอกเบี้ย: IMF แนะนำว่าธนาคารกลางควรกลับมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาข้าวของราคาแพงหรือเงินเฟ้อเป็นเรื่องหลัก โดยเฉพาะประเทศไหนที่ของยังแพงเกินเป้าหมายอยู่ แต่เศรษฐกิจในประเทศยังเดินหน้าต่อไปได้ ประเทศกลุ่มนี้แหละที่สมควรปรับขึ้นดอกเบี้ยมากที่สุด นอกจากนี้ทาง IMF ยังเน้นย้ำว่าในช่วงนี้หลายประเทศควรตั้งรับและจับตาสถานการณ์ให้ดี พูดง่าย ๆ คือต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ ถ้าสถานการณ์บีบบังคับก็ต้องกล้าตัดสินใจขยับดอกเบี้ยขึ้นได้ทันที 

AI มีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง

ทาง IMF ยอมรับว่าเทคโนโลยี AI มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้จริง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องระมัดระวัง โดย Kristalina ได้ยก ‘Amara’s Law’ มาเปรียบเทียบว่าธรรมชาติของคนเรามักจะคาดหวังผลลัพธ์ระยะสั้นจากเทคโนโลยีใหม่สูงเกินไป แต่กลับมองข้ามประโยชน์ในระยะยาว เมื่อนำมาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน หมายความว่าในระยะสั้น AI อาจจะยังทำผลงานได้ไม่ถึงจุดที่นักลงทุนตั้งความหวังไว้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ราคาหุ้นหรือสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่พุ่งทะยานขึ้นเพราะกระแส AI ก็อาจจะร่วงตกลงมาอย่างรุนแรงจนยากจะควบคุมได้

อีกหนึ่งความน่ากังวลคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในฝรั่งเศสที่แฮกเกอร์เจาะระบบเข้าไปปรับอุณหภูมิตู้เย็นใหม่จนอาหารเน่าเสีย การโจมตีลักษณะนี้เริ่มพบเห็นบ่อยขึ้น และที่น่ากลัวคือหากผู้ไม่หวังดีเปลี่ยนเป้าหมายไปโจมตีระบบการเงิน ก็จะสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศได้อย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้ IMF จึงเสนอแนะให้ภาครัฐเร่งยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมทั้งดูแลไม่ให้อำนาจหรือความเสี่ยงไปกระจุกตัวอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีเพียงไม่กี่รายมากจนเกินไป

ถ้าอยากให้คนในประเทศใช้ AI กันมากขึ้นและมีงานใหม่ ๆ เกิดขึ้น Kristalina มองว่าภาคเอกชนจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ในขณะที่ภาครัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนที่ดี โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ตลอดจนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านดิจิทัลและพลังงาน ที่สำคัญคือต้องมีนโยบายรองรับเพื่อช่วยเหลือแรงงานในการฝึกทักษะใหม่ ๆ ให้สามารถปรับตัวและก้าวทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้

ไทยกับอาเซียนควรทำอะไร

สำหรับคำแนะนำที่ IMF ฝากถึงประเทศไทยมี 3 ประเด็นหลัก ข้อแรกคือ ต้องเร่งหาทางกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้เร็วกว่านี้ ข้อสองคือ การรักษารากฐานทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ประเทศต้องเจ็บหนักเวลาเกิดวิกฤต

ส่วนข้อที่สามถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก Kristalina ตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มประเทศอาเซียนมักจะเน้นค้าขายกับประเทศนอกภูมิภาคมากกว่าจะค้าขายกันเอง ปัจจุบันการค้าภายในอาเซียนมีสัดส่วนแค่ 22% เท่านั้น ซึ่งต่างจากสหภาพยุโรปที่ค้าขายกันเองสูงถึง 60% นั่นหมายความว่าไทยยังมีโอกาสกอบโกยประโยชน์จากการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านได้อีกมหาศาล โดยไม่จำเป็นต้องวิ่งไปหาตลาดไกลตัวเลย

นอกจากนี้เธอยังได้กล่าวชื่นชมประเทศไทยในเรื่อง AI ด้วยว่าไทยถือเป็นประเทศกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านนี้ และมีความตื่นตัวในการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมกันนี้เธอยังได้พูดถึงสิงคโปร์ในฐานะผู้นำด้าน AI โดยเล่าว่าจากการไปเยือนก่อนหน้านี้ เธอเห็นเลยว่าสิงคโปร์ให้ความสำคัญและมองเห็นภาพความเสี่ยงจาก AI ได้อย่างทะลุปรุโปร่งกว่าอีกหลายประเทศมาก

ประเทศยากจนเจ็บหนักที่สุด

สำนักข่าว Reuters ถาม IMF ว่าประเทศร่ำรวยควรทำอะไร ไม่ให้ประเทศยากจนต้องรับวิกฤตหลายเรื่องที่เข้ามาพร้อมกันจนไปต่อไม่ไหว Kristalina ตอบว่าการที่ประเทศรวยกับประเทศจนจะห่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเรื่องอันตราย โดยเฉพาะกับประเทศที่ตามหลังอยู่แล้ว

เธออธิบายว่าหนี้รวมของประเทศรายได้ต่ำลดลงมาบ้างเล็กน้อย แต่เงินที่ต้องจ่ายหนี้แต่ละปีกลับเพิ่มขึ้นมาก เพราะดอกเบี้ยทั่วโลกแพงขึ้น สิบปีก่อน ประเทศกลุ่มนี้ใช้เงินจ่ายหนี้ราว 6% ของรายได้รัฐ ตอนนี้ขึ้นมาเป็น 14% เงินส่วนนี้ควรจะได้เอาไปสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และดูแลสวัสดิการของประชาชน

นอกจากนี้เงินช่วยเหลือจากประเทศร่ำรวยก็ลดลง นักลงทุนต่างชาติก็ไม่ค่อยอยากเข้ามาลงทุน IMF จึงเข้ามาช่วยในหลายด้าน ดังนี้

  • ปรับกองทุน PRGT ซึ่งเป็นกองทุนสำหรับช่วยเหลือประเทศยากจน โดย IMF ได้ปรับเงื่อนไขให้สามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้นถึง 3 เท่าในยามจำเป็น และกำลังเร่งรัดให้ประเทศสมาชิกนำเงินมาสมทบเข้ากองทุนตามที่เคยรับปากไว้ 
  • ระดมทุนรับมือภัยพิบัติและโรคระบาด โดยขอความร่วมมือจากประเทศที่มีฐานะดีให้ช่วยกันเติมเงินเข้ากองทุน CCRT เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจน แม้ตอนนี้จะยังพอมีเงินเหลืออยู่บ้าง แต่ช่วงที่ผ่านมาก็ต้องดึงออกมาใช้บ่อยมากจนถึงเวลาที่ต้องเติมเงินสำรองเข้าไปใหม่
  • ประเทศที่หนี้หนักจนแบกไม่ไหว IMF จะช่วยให้ปรับโครงสร้างหนี้ได้เร็วขึ้น 

จีนต้องใช้จ่ายมากขึ้น สหรัฐฯ ต้องเก็บออม ยุโรปต้องลงทุน

สำนักข่าว Bloomberg ตั้งคำถามว่าระหว่างปัญหาจีนเกินดุลการค้ามหาศาลกับกลุ่มประเทศร่ำรวยที่หนี้และดอกเบี้ยพุ่งสูง ปัญหาใดเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่ากัน

Kristalina ตอบว่า IMF เตือนเรื่องความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกมาตลอด โดยในปี 2025 ช่องว่างระหว่างประเทศที่เน้นขายกับประเทศที่เน้นซื้อได้ขยายกว้างขึ้นเป็น 0.7% ของ GDP โลก ซึ่งตัวแปรหลักของปัญหานี้คือ จีน สหรัฐฯ และยุโรป

เพื่อปรับสมดุลเรื่องนี้ IMF มีคำแนะนำดังนี้

  • จีน: ควรลดการพึ่งพาการส่งออกและกระตุ้นให้คนในประเทศใช้จ่ายมากขึ้น
  • สหรัฐฯ: ควรส่งเสริมการออมและค่อย ๆ ลดการขาดดุลงบประมาณและหนี้ลง 
  • ยุโรป: เนื่องจากที่ผ่านมาลงทุนน้อยไป จึงควรเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

เธอสรุปสั้น ๆ ว่า ‘จีนต้องใช้จ่าย สหรัฐฯ ต้องออม และยุโรปต้องลงทุนให้มากขึ้น’

ส่วนคำถามที่ว่าสหรัฐฯ ต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัดหรือไม่นั้น Kristalina ระบุว่าแม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะยอมรับว่ามีปัญหาขาดดุลและหนี้สูงจริง แต่ยังหวังพึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมาช่วยแก้ปัญหานี้ ซึ่งทาง IMF มองว่าการรอให้เศรษฐกิจโตนั้นช่วยได้ช้าเกินไป สหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น ๆ เข้ามาจัดการเพิ่มเติม

IMF คาดว่าในปี 2026-2027 ฝรั่งเศสจะยังคงขาดดุลงบประมาณเกิน 5% ของ GDP แม้รัฐบาลกำลังพยายามจัดทำงบประมาณเพื่อลดหนี้ลง แต่ต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุนกลับคืนมาได้

Kristalina ชี้ให้เห็นปัญหา 2 ข้อที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ

  • กลไกที่กระทบดอกเบี้ยพันธบัตรเปลี่ยนไป ทำให้ประเทศที่หนี้สูงโดนผลกระทบหนักกว่าเดิม
  • ฐานดอกเบี้ยในยูโรโซนขยับสูงขึ้นทั้งแผง ส่งผลให้ประเทศที่มีวินัยการคลังดีต้องพลอยรับเคราะห์จ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นไปด้วยทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

แม้ตลาดจะยังยอมปล่อยกู้ให้ แต่ถ้าไม่ลดหนี้ ภาระดอกเบี้ยก็จะยิ่งสาหัสขึ้น เรื่องนี้ไม่มีทางลัดต้องลดการขาดดุลเท่านั้น แม้ IMF จะเข้าใจดีว่ารัฐบาลต้องแบกรับแรงกดดันทางการเมือง เช่น การเลือกตั้งหรือการประท้วง แต่ก็ขอย้ำว่าหากรัฐบาลไม่ยอมจัดระเบียบการคลังให้เรียบร้อย ท้ายที่สุดประชาชนและภาคธุรกิจจะต้องเป็นผู้รับเคราะห์

กรณีของอังกฤษ แม้อังกฤษจะไม่ได้ขาดดุลหนักที่สุด แต่กลับต้องรับภาระจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรแพงที่สุดในกลุ่ม G7 Kristalina มองว่าตอนนี้อังกฤษเอาจริงเอาจังกับการลดหนี้แล้ว และเศรษฐกิจก็มีแววจะเติบโตขึ้นเล็กน้อย แต่สาเหตุที่ตลาดตอบสนองแรง เป็นเพราะลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินโลก นักลงทุนจึงจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของรัฐบาลและอ่อนไหวกับข่าวเร็วกว่าประเทศอื่น ดังนั้นสิ่งเดียวที่รัฐบาลอังกฤษต้องทำคือ เดินหน้าตามแผนคุมเข้มต่อไป เพื่อทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าจะไม่มีการเปลี่ยนทิศทางนโยบายกลางคัน

ในส่วนของตะวันออกกลาง นักข่าวถามว่าถ้าสงครามยังยืดเยื้อไม่จบ IMF จะปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้อย่างไร และอยากฝากอะไรถึงผู้นำซาอุดีอาระเบียกับประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับ เพราะไม่กี่ชั่วโมงก่อนแถลงข่าวมีการโจมตีสถานที่หลายแห่งในซาอุฯ รวมถึงแหล่งผลิตน้ำมัน

Kristalina แสดงความเสียใจต่อประชาชนและรัฐบาลซาอุฯ ที่ต้องเกิดการสูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ เธอบอกว่าเศรษฐกิจซาอุฯ สำคัญทั้งต่อภูมิภาคและต่อโลก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงอาจส่งผลไปถึงประเทศอื่นด้วย

ส่วนสิ่งที่อยากฝากถึงผู้นำ เธอชมว่าเป็นประเทศที่ทำการบ้านมาดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งปฏิรูปเศรษฐกิจและดูแลการคลังให้มั่นคง เธอยกตัวอย่างว่าซาอุฯ เริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตั้งแต่ช่วงโควิดเพื่อให้รัฐมีรายได้มากขึ้น และการลดพึ่งพาน้ำมันโดยหันไปส่งเสริมธุรกิจด้านอื่นแทน ซึ่งธุรกิจนอกภาคน้ำมันนี้เติบโตแซงหน้าภาคน้ำมันมาตั้งแต่ก่อนสงครามแล้ว การมีเงินสำรองที่แข็งแกร่งช่วยให้ประเทศกลุ่มนี้รับมือกับวิกฤตในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ซึ่ง IMF แนะนำให้เดินหน้าสานต่อนโยบายในแนวทางนี้ต่อไป

นักข่าวจากแคริบเบียนถามว่า ประเทศในภูมิภาคนี้ต้องเจอปัญหาหลายเรื่องพร้อมกัน จะรับมือกับข้าวของที่แพงขึ้นอย่างไร โดยไม่ให้มาตรการช่วยเหลือกลายเป็นภาระถาวร นักข่าวยังถามด้วยว่า หลายประเทศในแคริบเบียนถูกจัดเป็นประเทศรายได้สูง ทั้งที่พายุเฮอริเคนลูกเดียวก็อาจทำให้ GDP หายไปส่วนหนึ่ง IMF จะยอมพิจารณาปรับเกณฑ์นี้หรือไม่

Kristalina บอกว่าประเทศเกาะเล็ก ๆ เสี่ยงกับภัยธรรมชาติมากกว่าที่อื่น และมักพึ่งธุรกิจไม่กี่อย่าง โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ซึ่งตอนนี้ได้รับผลกระทบเพราะค่าเดินทางแพงขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่อยากมา

เธอแนะนำไว้สามข้อ

  • ดูแลการคลังให้มั่นคง หลายประเทศยังเก็บภาษีและหารายได้เข้ารัฐได้อีกและควรเลือกลงทุนในเรื่องที่พัฒนาคนและช่วยให้เศรษฐกิจโต
  • ร่วมมือกันในภูมิภาคให้มากขึ้น เธอยกตัวอย่างเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ว่าทุกประเทศจำเป็นต้องสร้างระบบเองทั้งหมดหรือจะทำร่วมกันก็ได้
  • ใช้สิทธิ์ในฐานะสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศให้เต็มที่ และขอความช่วยเหลือจาก IMF ให้มากขึ้น

สำหรับประเด็นเรื่องเกณฑ์รายได้ เธอชี้แจงว่า IMF เป็นสถาบันแรกที่นำ ‘ความเปราะบาง’ มาเป็นเกณฑ์พิจารณาปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านกองทุน Resilience and Sustainability Trust ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศที่เปราะบางอย่างจาเมกาและบาร์เบโดสกู้เงินได้ แม้ว่าบาร์เบโดสจะมีรายได้สูงเกินเกณฑ์ปกติก็ตาม

เธอย้ำทิ้งท้ายว่าการพิจารณาความช่วยเหลือไม่ควรดูแค่ตัวเลข ‘รายได้ต่อหัว’ แต่ต้องมองถึงขนาดประเทศและความเปราะบางประกอบด้วย ซึ่งประเทศเล็ก ๆ เหล่านี้สมควรได้รับการดูแลช่วยเหลือมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

winter is coming

นักข่าว TNN ของไทยถามว่าที่เธอเคยพูดว่า ‘high for longer’ และล่าสุดพูดว่า ‘winter is coming’ โดยนักข่าวได้ถามว่าแล้วทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย จะก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างไร

Kristalina อธิบายว่าคำนี้มีสองความหมาย 

  • ความหมายแรก: ซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้ความต้องการและราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก
  • ความหมายที่สอง: การที่เศรษฐกิจโลกรอดพ้นวิกฤตมาได้หลายครั้ง อาจทำให้หลายคนเริ่มชะล่าใจ เธอจึงเตือนว่า ‘เบาะรองรับ’ ที่เคยช่วยชีวิตเราไว้ ทั้งเงินสำรองแผ่นดินและพลังงานสำรองกำลังร่อยหรอลง ทุกประเทศจึงต้องเตรียมพร้อมเผื่อสถานการณ์แย่ลง

สำหรับคนไทย

จากที่ Kristalina พูดทั้งหมด มีเรื่องที่เกี่ยวกับไทยโดยตรงอยู่สามเรื่อง

  • ดอกเบี้ยโลกจะสูงไปอีกนาน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และครัวเรือนไทยที่แบกภาระหนี้สูงอยู่ ไม่ควรวางแผนการเงินโดยคาดหวังว่าดอกเบี้ยจะปรับลดลงในเร็ว ๆ นี้
  • โอกาสและความเสี่ยงจาก AI แม้ไทยจะได้อานิสงส์จากกระแส AI แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะหากในระยะสั้น AI ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตามที่ตลาดคาดหวัง ประเทศที่ได้รับประโยชน์ไปมากก็ย่อมได้รับผลกระทบหนักตามไปด้วย
  • โอกาสเติบโตจากการค้าในอาเซียน ไทยยังมีช่องทางกอบโกยประโยชน์ได้อีกมหาศาลจากการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากปัจจุบันอาเซียนยังค้าขายกันเองเพียง 22% ซึ่งยังมีโอกาสให้ขยายตัวได้อีกมากเมื่อเทียบกับยุโรปที่สูงถึง 60%

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/imf-global-economy-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fRoIFfw5sfClPoLECZ-bA