เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเติบโตต่ำเรื้อรัง คาดการณ์ว่าใน 3-5 ปีข้างหน้า GDP จะขยายตัวได้เพียง 2-2.5% และมีโอกาสน้อยมากที่จะโตเกิน 3% เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข ปัจจัยฉุดรั้งหลักมาจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวจากรายได้โตช้า และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทางออกในระยะยาวคือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเติบโตต่ำเรื้อรัง คาดการณ์ว่าใน 3-5 ปีข้างหน้า GDP จะขยายตัวได้เพียง 2-2.5% และมีโอกาสน้อยมากที่จะโตเกิน 3% เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข ปัจจัยฉุดรั้งหลักมาจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวจากรายได้โตช้า และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทางออกในระยะยาวคือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในบางภาคส่วน แต่ภาพรวมยังเต็มไปด้วยความเปราะบาง โดยเฉพาะปัจจัยภายในประเทศ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจระยะยาว
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากมองภาพเศรษฐกิจไทยเวลานี้ แม้จะเริ่มเห็น “แสงสว่าง” มากขึ้น
แต่ยังเป็นเพียงแสงสว่างที่ริบหรี่ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับต่ำ
โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และปีหน้าจะขยายตัวได้เพียงประมาณ 2% เท่านั้น ถือว่าเป็นระดับที่น่าเป็นห่วง หากประเทศไทยยอมรับตัวเลขดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศยังสามารถขยายตัวได้ในระดับที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง
- โอกาสน้อยที่ ศก.จะโตมากกว่า 3%
“ถ้าเรายังพอใจกับการเติบโตเพียง 2% ก็จะเป็นปัญหาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่ที่น่ากังวลมากคือ การประเมินในระยะยาวโดยคาดการณ์ไปช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสสูงที่จะเติบโตเพียงระดับ 2-2.5% และมีโอกาสน้อยมากที่จะกลับไปเติบโตได้มากกว่า 3% เว้นแต่จะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งด้านการลงทุน ทักษะแรงงาน การศึกษา การเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันประเทศ”
แม้จะเห็นภาคเศรษฐกิจบางส่วนฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวยังไม่กระจายอย่างทั่วถึง มีลักษณะเป็นการฟื้นตัวแบบ K-Shape กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ คือ ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และการส่งออก
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ภาคเกษตร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงประชาชนรายได้น้อย ยังเผชิญข้อจำกัดจำนวนมาก ทำให้ยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้เต็มที่
เหล่านี้คือ ช่องว่างเศรษฐกิจที่ขยายกว้างขึ้น เพราะผู้ที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจใหม่ได้รับประโยชน์จากการลงทุน และการส่งออก ขณะที่กลุ่มฐานรากยังเผชิญรายได้ที่เติบโตช้า และต้นทุนการดำรงชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง
- ห่วงการบริโภคภาคเอกชน
หนึ่งในประเด็นที่น่าห่วงที่สุดคือ การบริโภคภาคเอกชนที่ระยะต่อจากนี้ อาจเติบโตต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของจีดีพีด้วยซ้ำ เพราะรายได้ประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูง แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ
แต่การเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน และผู้ประกอบการยังไม่ง่าย เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้
ผลที่เกิดขึ้นคือ กำลังซื้อของครัวเรือนยังไม่สามารถกลับมาได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าราคาสูง ซึ่งยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวต่อเนื่อง
“มาตรการภาครัฐช่วงไตรมาส 3 จะช่วยประคองกำลังซื้อได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และของใช้จำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การบริโภคกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ”
- หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง
อีกปัจจัยสำคัญที่ฉุดการบริโภคคือ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง แม้ดอกเบี้ยจะลดลง แต่ครัวเรือนจำนวนมากยังเผชิญภาระหนี้ ทำให้ไม่สามารถก่อหนี้ใหม่หรือใช้จ่ายเพิ่มได้ เมื่อรายได้โตช้า ขณะที่ภาระหนี้ยังสูง ส่งผลให้ประชาชนเลือกใช้จ่ายเฉพาะสิ่งจำเป็น ส่งผลต่อธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศโดยตรง
ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้นๆ ได้ แต่ไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน จากประสบการณ์ของมาตรการในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งหรือมาตรการลดหย่อนภาษี เมื่อสิ้นสุดมาตรการ การบริโภคมักกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง
หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น ไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน
- ลงทุนต่างชาติความหวังใหม่
“ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย จึงอยู่ที่การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และ AI ที่มีความต้องการชิปทั่วโลก แม้ไทยจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูง แต่ก็ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกในโซลูชันที่เกี่ยวข้องนอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวแม้ยังไม่เติบโตแรงเท่าช่วงก่อนหน้า แต่คาดว่าจะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นแบบไตรมาสต่อไตรมาสตามต้นทุนสายการบินที่ลดลงตามราคาน้ำมัน”
โดยเห็นว่า การใช้งบประมาณควรมุ่งช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง มากกว่าการดำเนินมาตรการในวงกว้าง การช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มจะทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยรักษาวินัยการคลังในระยะยาว
รวมถึงต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชน
เช่น ระบบบริหารจัดการน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำ และโครงการที่ช่วยให้ชุมชนสามารถรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น เพราะจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว
สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือ มาตรการที่นำไปสู่การสร้างงานจริง ทั้งการยกระดับทักษะแรงงาน ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างรายได้ระยะยาวให้ประชาชน มากกว่าการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเพียงชั่วคราว
- “รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการคลังควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณควรคำนึงถึงการลดการขาดดุล และรักษาระดับหนี้สาธารณะไม่ให้เข้าใกล้เพดาน 70% ของจีดีพีเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุน และสถาบันจัดอันดับเครดิต”
- เตือนรับมือ ‘ศึกนอก’ สงครามการค้าปะทุรอบใหม่
ดร.อมรเทพ ยก 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องเกาะติดในไตรมาส 3 และ 4
1.ราคาน้ำมัน คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ในไตรมาส 3 และลดลงในไตรมาส 4 ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจ
2.อัตราดอกเบี้ย คาดว่าทั้งเฟด และไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากเงินเฟ้อเริ่มควบคุมได้
3.สงครามการค้าเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักในไตรมาส 3 ที่อาจกระทบภาคการผลิต และการส่งออกของไทย
4.ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปีจากการไหลเข้าของเงินทุน
5.นโยบายรัฐควรเน้นมาตรการสร้างความยั่งยืนระยะยาว และการสร้างงาน มากกว่าอัดฉีดเงินเพื่อการบริโภคระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม มองว่า เศรษฐกิจไทยนอกจากมีปัจจัยท้าทายจากศึกในประเทศ ยังมี “ศึกนอก” ที่ต้องระมัดระวัง” จากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะสงครามการค้ารอบใหม่ อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกแทนความขัดแย้งด้านพลังงาน โดยไตรมาส 2 ตลาดโลกให้ความสำคัญกับสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ ช่วงครึ่งหลังของปีสิ่งที่ต้องจับตาจะเปลี่ยนมาเป็นประเด็นการค้าโลก โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่สหรัฐ จะกลับมาใช้มาตรการทางการค้าภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเคยใช้กับจีนในอดีต
และอาจขยายผลไปยังประเทศคู่ค้าอื่น ส่งผลให้บรรยากาศการค้าโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
สำหรับประเทศไทย แม้การส่งออกช่วงที่ผ่านมาเติบโตได้ดี แต่ยังต้องติดตามว่าความขัดแย้งทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อในระยะต่อไปหรือไม่ เพราะการส่งออกเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ
“ความเสี่ยงจากสงครามการค้า จะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามมากกว่าความขัดแย้งด้านพลังงานในช่วงครึ่งหลังของปี”
นอกจากนี้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่สามารถวางใจได้ และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก แต่ประเมินว่าราคาน้ำมันไม่น่าจะกลับไปยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหมือนช่วงก่อนหน้า
โดยคาดราคาน้ำมันเฉลี่ยในไตรมาส 3 จะอยู่ราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับที่เอื้อต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย และหากสถานการณ์ไม่รุนแรงเพิ่มเติม มีโอกาสที่ราคาจะทยอยลดลงช่วงไตรมาส 4
สำหรับการดำเนินนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดปีนี้ แม้ตลาดบางส่วนยังคาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย
แต่สำนักวิจัยมองว่าเงินเฟ้อสหรัฐกำลังทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ได้มาจากอุปสงค์ที่ร้อนแรง ทั้งค่าแรง และค่าเช่ายังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นในลักษณะที่น่ากังวล จึงไม่มีความจำเป็นที่เฟดจะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าเดิม
ส่วนดอกเบี้ยของไทยมองว่า มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุน ไม่ใช่อุปสงค์ในประเทศ การปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีต้นเหตุมาจากราคาพลังงาน
ด้านค่าเงินบาทที่อ่อนค่าช่วงก่อนหน้าเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่หากราคาน้ำมันลดลง และเฟดคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ประเมินไว้ จะทำให้เงินทุนต่างชาติทยอยไหลกลับเข้ามาในภูมิภาค คาดค่าเงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าบริเวณประมาณ 33.10 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงไตรมาส 3
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1243277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X6XrxCN9ou6fAs2FjXoXs
